แอบแซ่บ ผัวเพื่อน

    ตอนที่ 17 รสชาติที่เหนือกว่า NC++


    เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันสนทนาในสมาร์ตโฟนเครื่องหรูของฉันดังขึ้นเบาๆ ทำลายความเงียบสงัดภายในห้องให้คำปรึกษาจิตวิทยาประจำโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เวลานี้ไร้ผู้คน แสงไฟนีออนสลัวๆ สะท้อนลงบนหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมา ปรากฏชื่อของ 'คุณพงษ์' ผู้จัดการฝ่ายผลิต ชายหนุ่มวัยกลางคนผู้มีใบหน้าหล่อเหลาติดจะเจ้าชู้และมีหน้าที่การงานมั่นคงในระดับที่พนักงานสาวๆ หลายคนต่างหมายปอง

    'คุณพราวครับ รบกวนมาพบผมที่ออฟฟิศหน่อยได้ไหมครับ เรื่องผลการประเมินจิตวิทยาของน้องอ้อย ผมอยากปรึกษาเป็นการส่วนตัวนิดหน่อย'

    ข้อความนั้นดูเป็นทางการและสุภาพเรียบร้อย ทว่าสำหรับนักจิตวิทยาอย่างฉัน 'พราวรินทร์' ผู้ที่เติบโตมากับการอ่านความปรารถนาเบื้องลึกของมนุษย์ และเห็นธาตุแท้ของผู้ชายมานักต่อนัก ฉันรู้ดีว่าคำว่า 'ปรึกษาเป็นการส่วนตัว' ในเวลาหลังเลิกงานเช่นนี้ มันคือรหัสลับของการเชื้อเชิญเข้าสู่กรงเล็บของความใคร่

    ฉันยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นึกสมเพชในใจว่าผู้ชายก็ยังคงเป็นผู้ชาย ไม่ว่าจะสวมสูทผูกไทหรือมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน สุดท้ายก็มักจะตกเป็นทาสของสัญชาตญาณดิบและตัณหาราคะ นิ้วเรียวของฉันพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ อย่างมีจริตว่า 'ได้ค่ะ พราวจะไปเดี๋ยวนี้' ก่อนจะลุกขึ้นยืนหน้ากระจกบานใหญ่ สำรวจความเรียบร้อยของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย

    วันนี้ฉันสวมชุดเดรสสูทเข้ารูปสีเข้มที่ขับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งของสรีระให้ดูโดดเด่นสะดุดตา กระดุมช่วงอกถูกปลดออกหนึ่งเม็ดอย่างจงใจ ปล่อยให้เห็นเนินเนื้อขาวเนียนรำไรพอให้จินตนาการเตลิด เส้นผมลอนยาวสลวยถูกจัดทรงให้ดูเป็นธรรมชาติแต่แฝงความเซ็กซี่ ฉันหยิบขวดน้ำหอมกลิ่นดอกไม้ราตรี กลิ่นหอมหวานที่ซ่อนความลึกลับเย้ายวนใจ ฉีดพรมลงบนจุดชีพจรที่ซอกคอ เนินอก และข้อมือ กลิ่นหอมนี้คืออาวุธลับทางจิตวิทยาที่จะบดบังทัดทานสติสัมปชัญญะของเพศผู้ บังคับให้พวกเขาหลงระเริงอยู่ในวังวนแห่งตัณหาและยอมศิโรราบต่อฉัน

    โถงทางเดินของโรงงานในยามเย็นเงียบสงัด มีเพียงเสียงรองเท้าส้นสูงของฉันที่กระทบพื้นดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ 'ตึก... ตึก... ตึก...' เสียงนั้นก้องกังวานราวกับจังหวะหัวใจที่กำลังสูบฉีดความตื่นเต้น ฉันก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่าแฝงไว้ด้วยความมั่นใจและอำนาจที่เหนือกว่า เป้าหมายของฉันในวันนี้ไม่ใช่แค่การตอบสนองความต้องการทางกาย แต่คือการทดสอบทฤษฎีทางจิตวิทยาเกี่ยวกับการครอบงำ และการทำให้บุรุษเพศยอมศิโรราบต่อมารยาหญิง ฉันเกลียดชังความจอมปลอมของผู้ชายมีเจ้าของ แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็รักที่จะกระชากหน้ากากคนดีของพวกเขาทิ้ง

    เมื่อถึงหน้าห้องออฟฟิศผู้จัดการฝ่ายผลิต ฉันเคาะประตูเบาๆ สองครั้งเป็นมารยาท ก่อนจะผลักบานประตูเข้าไป ภายในห้องกว้างขวางตกแต่งอย่างหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้ม แสงไฟถูกหรี่ลงจนเหลือเพียงความสลัว บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างแผ่วเบา ทันทีที่ก้าวพ้นขอบประตู ฉันจัดการกดล็อกกลอนประตูดัง 'คลิก'

    เสียงเล็กๆ นั้นราวกับเสียงลั่นไกปืนที่จุดชนวนความปรารถนาที่ซุกซ่อนอยู่ให้ระเบิดออก

    คุณพงษ์ยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีอ่อนที่พับแขนขึ้นถึงข้อศอก เนกไทถูกปลดให้หลวม แววตาของเขาที่มองมายังฉันเต็มไปด้วยความหื่นกระหายและโหยหาอย่างปิดไม่มิด ทันทีที่ยินเสียงล็อกประตู เขาก็ไม่รอช้า ก้าวเดินเข้ามาประชิดตัวฉันอย่างรวดเร็วราวกับเสือที่พร้อมจะตะครุบเหยื่อ

    ท่อนแขนแกร่งสอดเข้ามารวบเอวคอดของฉันจากด้านหลัง ดึงร่างของฉันให้แนบชิดกับแผ่นอกกว้างของเขา ความร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้า ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดที่ซอกคอของฉัน ทำให้เกิดความรู้สึกวูบวาบแปลกประหลาด

    "คุณพราว... คุณรู้ไหมว่าผมรอเวลานี้มาทั้งวัน" เสียงทุ้มพร่าของเขาเอ่ยกระซิบข้างหู น้ำเสียงเต็มไปด้วยความปรารถนาที่อัดอั้น

    ฉันแสร้งทำเป็นตกใจเล็กน้อย พยายามขืนตัวออกจากการเกาะกุมของเขาด้วยท่าทีเอียงอายและสงวนท่าที "คุณพงษ์คะ... อย่าทำแบบนี้สิคะ เราตกลงกันว่าจะมาคุยเรื่องงานไม่ใช่เหรอคะ เรื่องผลประเมินของน้องอ้อย..."

    คำปฏิเสธที่แฝงความยั่วยวนของฉันกลับยิ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่โหมกระพือไฟตัณหาในตัวเขาให้ลุกโชนขึ้นไปอีก ฉันรู้ดีว่ายิ่งทำเป็นเล่นตัว ผู้ชายก็จะยิ่งอยากเอาชนะและครอบครอง เขาซุกใบหน้าลงกับซอกคอของฉัน สูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ราตรีที่ฉันตั้งใจพรมมาอย่างตะกละตะกลาม กลิ่นหอมนั้นราวกับมนตร์สะกดที่ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาเลือนหายไปเหลือเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อน

    "เรื่องงานเอาไว้ก่อนเถอะครับ ตอนนี้ผมอยากคุยเรื่องของเรามากกว่า... คุณพราวหอมเหลือเกิน หอมจนผมแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว" เขาพึมพำขณะที่ริมฝีปากร้อนชื้นเริ่มพรมจูบไปตามลำคอระหงของฉันอย่างเอาแต่ใจ สองมือหนาเลื่อนขึ้นมาบีบเค้นเคลึงสะโพกผายของฉันอย่างหลงใหล น้ำหนักมือที่บีบเค้นบ่งบอกถึงความกระสันที่พุ่งสูง

    ความอดทนของพงษ์ขาดสะบั้นลงอย่างรวดเร็ว เขาจับไหล่ฉันให้หันมาเผชิญหน้า สายตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉันราวกับจะกลืนกิน ก่อนจะช้อนอุ้มร่างของฉันขึ้นไปนั่งบนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ มือหนาปัดแฟ้มเอกสารและกองกระดาษสำคัญทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี เสียงกระดาษร่วงหล่นกระจัดกระจายไปทั่วพื้นห้อง ราวกับว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีค่าเทียบเท่ากับร่างกายของฉันในเวลานี้

    ฉันเอนหลังพิงกับขอบโต๊ะเล็กน้อย แอ่นอกขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ท่วงท่าที่ดูสมยอมทว่ายังคงไว้ซึ่งความสง่างามและมีระดับ สองแขนเรียวของฉันยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของเขา ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามเส้นผมที่ท้ายทอยเบาๆ เป็นการกระตุ้นให้เขายิ่งบ้าคลั่ง ฉันส่งรอยยิ้มยั่วยวนกลับไปให้เขา เป็นการเชื้อเชิญอย่างเปิดเผย

    "พราวสวยเหลือเกิน... สวยจนผมอยากจะกลืนกินคุณไปทั้งตัว" เขาครางเสียงพร่า สายตาจดจ้องมาที่เนินอกของฉันอย่างหิวกระหาย

    นิ้วมือที่สั่นเทาด้วยความตื่นเต้นของเขาค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อเดรสสูทของฉันออกทีละเม็ดอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น เมื่อสาบเสื้อแยกออกจากกัน ปทุมถันอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ภายใต้บราเซียลูกไม้สีดำก็ปรากฏแก่สายตา ผิวขาวเนียนละเอียดของฉันสัมผัสกับอากาศเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศภายในห้อง ทำให้ยอดถันสีหวานหดรัดตัวชูชันขึ้นอย่างน่าอาย ดุนดันเนื้อผ้าลูกไม้ออกมาอย่างท้าทายสายตา

    พงษ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะก้มหน้าลงซุกไซ้ซอกคอและหน้าอกของฉันอย่างตะกละตะกลาม ริมฝีปากร้อนชื้นของเขาดูดเม้มไปตามผิวเนื้ออ่อนนุ่ม ฝากรอยรักสีกุหลาบไว้เป็นจ้ำๆ มือหนาสอดเข้าไปใต้บราเซีย กอบกุมความอวบอิ่มทั้งสองข้าง บีบเคลึงและนวดเฟ้นอย่างเมามัน ความเสียวซ่านแล่นปราดไปทั่วสรรพางค์กายจนฉันต้องหลุดเสียงครางหวานหูออกมา

    "อ๊ะ... คุณพงษ์... พราวเสียว... เบาหน่อยสิคะ" ฉันกระซิบเสียงกระเส่า แกล้งบิดเร่าร่างกายให้เบียดเสียดกับใบหน้าของเขามากยิ่งขึ้น ริมฝีปากของเขาครอบครองยอดถันของฉัน ดูดดึงอย่างรุนแรงสลับกับการใช้ปลายลิ้นตวัดเลียราวกับกำลังลิ้มรสขนมหวานชิ้นโปรด

    ความร้อนแรงของการเล้าโลมพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด พงษ์จับเรียวขาของฉันให้แยกออกกว้าง แทรกตัวเข้ามาอยู่กึ่งกลางกายสาว เขารีบปลดเข็มขัดและกางเกงสแล็กของตนเองออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นความเป็นชายที่ผงาดง้ำเต็มที่ แท่งเอ็นร้อนผ่าวขนาดใหญ่ปูดโปนไปด้วยเส้นเลือด กำลังเต้นตุบๆ ด้วยความคึกคะนองและพร้อมรบเต็มที่

    เขาจับท่อนลำใหญ่โตนั้นมาถูไถบดเบียดกับปากทางรักของฉันที่บัดนี้เปียกเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำหวานแห่งความปรารถนา สัมผัสที่เสียดสีกันไปมาระหว่างความแข็งขืนและความอ่อนนุ่ม ทำให้ความกระสันซ่านทวีคูณขึ้นจนฉันแทบจะทนไม่ไหว ร่องรักของฉันขมิบตอดรัดอากาศอย่างหิวโหย รอคอยการเติมเต็มจากเขา

    "พราว... ผมไม่ไหวแล้วนะ ขอผมเข้าไปเถอะ ผมอยากเข้าไปอยู่ในตัวคุณใจจะขาดแล้ว" เขาเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาแดงก่ำด้วยไฟราคะที่ลุกโชน

    ฉันพยักหน้าเบาๆ เป็นการอนุญาต พร้อมกับเชิดหน้าขึ้นรับสัมผัส พงษ์จับแก่นกายของเขาจ่อที่ปากทางรัก ก่อนจะค่อยๆ กดแทรกสอดใส่เข้ามาภายในความคับแคบอย่างช้าๆ ทว่าหนักแน่น ความใหญ่โตของเขากำลังชำแรกผ่านกลีบเนื้อที่อ่อนนุ่มเข้ามาอย่างยากลำบาก

    "อ๊างงง... อ๊ะ... เจ็บจังเลยค่ะคุณพงษ์ มัน... ใหญ่จัง..." ฉันครางฮือออกมาด้วยความรู้สึกจุกแน่นและเสียวซ่านไปพร้อมๆ กัน ความฟิตแน่นของร่องรักฉันรัดรึงท่อนเนื้อของเขาเอาไว้ทุกตารางนิ้ว

    "ซี้ดดด... พราว... แน่นมาก รัดผมแน่นเหลือเกิน... ผมแทบจะขยับไม่ได้เลย" พงษ์ครางต่ำอย่างพึงพอใจ ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเสียวซ่าน เขากัดกรามแน่นเพื่อข่มอารมณ์ไม่ให้ปลดปล่อยออกมาเร็วเกินไป

    เมื่อเขาดันแท่งเอ็นร้อนผ่าวเข้าไปจนสุดความยาว เขาก็แช่นิ่งไว้ครู่หนึ่งเพื่อให้ร่างกายของฉันปรับตัวรับขนาดที่ใหญ่โต ก่อนจะเริ่มขยับสะโพกเข้าออกอย่างช้าๆ จังหวะการกระแทกกระทั้นในตอนแรกนุ่มนวลและเนิบนาบ เพื่อให้ความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความเสียวซ่าน แต่เมื่อไฟแห่งตัณหาเข้าครอบงำ จังหวะการซอยสะโพกก็ค่อยๆ เร็วขึ้นและหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

    "ตั่บ! ตั่บ! ตั่บ!" เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นไปทั่วห้องสลัว โต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่สั่นสะเทือนตามแรงกระแทกที่โถมเข้าใส่ แฟ้มเอกสารและปากกาที่ยังหลงเหลืออยู่บนโต๊ะสั่นรัวจนแทบจะร่วงหล่นลงมา

    ฉันขยับเอวสวนรับจังหวะของเขาอย่างรู้ใจ เล็บจิกเกร็งลงบนแผ่นหลังกว้างของเขาเพื่อระบายความเสียวซ่านที่พุ่งทะยาน รูสวาทของฉันตอดรัดท่อนเนื้อของเขาตุบๆ อย่างบ้าคลั่ง ราวกับมีชีวิตจิตใจ ทำให้เขาต้องครางกระหึ่มออกมาอย่างสุขสม

    "อืมมม... สุดยอดเลยพราว คุณทำให้ผมคลั่งไปหมดแล้ว ร่องของพราวตอดดีจริงๆ ต่างจากผู้หญิงทุกคนที่ผมเคยเจอเลย... เสียวโคตรๆ" เขาเอ่ยชมไม่ขาดปาก ขณะที่สะโพกสอบยังคงทำหน้าที่ซอยกระหน่ำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

    เราสองคนร่วมรักกันอย่างเร่าร้อนบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ความตื่นเต้นที่อาจจะมีใครมาพบเจอยิ่งทำให้สารอะดรีนาลีนหลั่งไหล พงษ์กระแทกกระทั้นเข้ามาอย่างดุดันและลึกล้ำจนฉันรู้สึกเหมือนร่างกายจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทุกครั้งที่เขากระแทกเข้ามา ความรู้สึกวาบหวิวก็แล่นปราดไปทั่วช่องท้อง ความสุขสมถาโถมเข้าใส่ระลอกแล้วระลอกเล่า

    "แรงอีกค่ะคุณพงษ์... พราว... อ๊ะๆๆ จะไม่ไหวแล้ว" ฉันร้องขอเสียงหลง เมื่อความรู้สึกใกล้จะถึงฝั่งฝัน

    "พร้อมกันนะพราว... ซี้ดดดด ผมจะแตกแล้ว..."

    พงษ์เร่งจังหวะการซอยสะโพกให้ถี่รัวและหนักหน่วงขึ้นในเฮือกสุดท้าย ก่อนที่ร่างกายของเราทั้งคู่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของความเสียวซ่าน แตะขอบสวรรค์ไปพร้อมๆ กัน ร่างกายของฉันกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง รูสวาทตอดรัดท่อนลำใหญ่ถี่รัว รีดเร้นน้ำหวานสีใสออกมาผสมผสานกับสายธารอุ่นร้อนที่เขาปลดปล่อยเข้ามาภายในกายสาวอย่างล้นทะลัก ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วช่องท้อง บ่งบอกถึงความสุขสมที่สมบูรณ์แบบ

    พงษ์ทิ้งตัวลงซบกับแผ่นอกของฉัน หอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลัง เขาจูบซับตามเนินอกและลำคอของฉันอย่างแสนรัก เราพักเหนื่อยกันครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความเงียบและความสุขสมปกคลุมไปทั่วห้อง ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ถอนแก่นกายออกและช้อนอุ้มฉันไปวางลงบนโซฟารับรองตัวนุ่มที่มุมห้อง

    เขาทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้าง ดึงร่างของฉันเข้าไปกอดซุกไว้ในอ้อมอกอย่างหวงแหน แววตาของเขาที่มองมายังฉันเต็มไปด้วยความหลงใหลและตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ราวกับว่าเขาได้กลายเป็นทาสรักของฉันไปแล้วอย่างสมบูรณ์

    "พราว... ผมติดใจคุณมากเลยนะ คุณรู้ไหมว่าผมไม่เคยมีความสุขแบบนี้กับใครมาก่อนเลย ทั้งสวย ทั้งเก่ง แถมลีลายังเด็ดขนาดนี้ ผมอยากให้พราวมาอยู่เคียงข้างผมตลอดไป เป็นผู้หญิงของผมคนเดียวนะ" เขาเอ่ยคำหวานพร้อมกับจุมพิตที่หน้าผากของฉันอย่างแสนรัก มือหนายังคงลูบไล้ไปตามเรือนร่างของฉันอย่างหวงแหน

    ฉันฟังคำสารภาพของเขาด้วยความรู้สึกว่างเปล่าในใจ ทว่าภายนอกกลับฉีกยิ้มหวานหยดย้อย นี่แหละคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ช่วงเวลาที่ฉันจะใช้เล่ห์เหลี่ยมทางจิตวิทยาเพื่อต้อนผู้ชายคนนี้ให้จนมุมและบีบบังคับให้เขาเลือก

    ฉันขยับตัวออกห่างจากเขาเล็กน้อย ดึงหน้ากากของ 'คนดีและหญิงสาวผู้บอบบาง' กลับมาสวมใส่อีกครั้ง ใบหน้าสวยหวานของฉันแสร้งทำเป็นหมองเศร้า ดวงตากลมโตหลุบต่ำลงราวกับคนที่มีเรื่องหนักใจและกำลังสับสน

    "คุณพงษ์พูดแบบนี้ พราวก็ดีใจนะคะ... แต่... พราวคงรับคำขอนั้นไว้ไม่ได้หรอกค่ะ เราสองคนอยู่ในสถานะที่... ไม่ชัดเจน" ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย แสร้งทำเป็นเบือนหน้าหนี

    "ทำไมล่ะพราว! ผมทำอะไรผิดเหรอ หรือว่าคุณรังเกียจผม ผมพร้อมจะดูแลพราวทุกอย่างเลยนะ" พงษ์ถามอย่างร้อนรน จับมือฉันมากุมไว้แน่น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวว่าจะสูญเสียฉันไป

    ฉันช้อนสายตาขึ้นมองเขาช้าๆ แววตาแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็น "พราวไม่ได้รังเกียจคุณพงษ์ค่ะ ตรงกันข้าม พราวรู้สึกดีกับคุณพงษ์มาก แต่พราวมีกฎของตัวเอง... พราวไม่ชอบใช้ของร่วมกับใคร และไม่ชอบเป็นตัวเลือกของใคร โดยเฉพาะ..." ฉันเว้นจังหวะการพูดเล็กน้อย เพื่อปล่อยให้คำพูดถัดไปบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของเขา "...กับเด็กสาวในไลน์ผลิตอย่างน้องอ้อย"

    เมื่อชื่อของ 'อ้อย' หลุดออกจากปากฉัน พงษ์ก็ชะงักไปทันที

    "ถ้าคุณพงษ์ยังไม่ชัดเจนเรื่องนี้ พราวก็จะขอเดินออกจากชีวิตคุณพงษ์ไปเงียบๆ ค่ะ พราวมีค่าพอที่จะไม่ต้องไปแย่งชิงความรักจากใคร และพราวก็ไม่อยากเป็นตัวตลกของใครด้วย" ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด

    คำพูดของฉันราวกับมีดปลายแหลมที่กรีดลงบนจุดอ่อนของเขา พงษ์ชะงักไปชั่วครู่ สีหน้าเต็มไปด้วยความสับสนและลังเล อ้อยคือเด็กสาวที่เขาเพิ่งจะแอบคบหาและให้ความหวังมาได้ไม่นาน ความสดใสและอ่อนเยาว์ของอ้อยเคยเป็นสิ่งที่เขาหลงใหล แต่ในเวลานี้ เมื่อนำมาเทียบกับสตรีที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน การศึกษาที่ดี และลีลารักที่เผ็ดร้อนอย่างฉัน อ้อยก็กลายเป็นเพียงเด็กเมื่อวานซืนที่จืดชืดไร้รสชาติ

    ฉันใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ไม่พูดอะไรเพิ่มเติม ปล่อยให้ความเงียบและความกดดันทำงานของมัน ทฤษฎีจิตวิทยาที่ฉันศึกษามาสอนให้รู้ว่า เมื่อผู้ชายตกอยู่ในห้วงแห่งความลุ่มหลงและกลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่ปรารถนาสูงสุดไป เขาจะยอมทำทุกอย่างเพื่อรั้งสิ่งนั้นไว้ แม้จะต้องเหยียบย่ำหัวใจของใครอีกคนก็ตาม และตอนนี้ พงษ์ก็กำลังตกอยู่ในสภาวะนั้น

    เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่นาที แต่สำหรับพงษ์คงยาวนานราวกับนับชั่วโมง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดขาด เขาเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมา กดหมายเลขโทรออกหาใครบางคน ก่อนจะเปิดลำโพงเพื่อให้ฉันได้ยินบทสนทนานั้นอย่างชัดเจน

    "ฮัลโหล พี่พงษ์ มีอะไรหรือเปล่าคะ โทรมาซะดึกเชียว อ้อยกำลังคิดถึงพี่พงษ์อยู่พอดีเลยค่ะ เลิกงานแล้วทำไมยังไม่กลับคะ" เสียงหวานใสของอ้อยดังลอดออกมาจากลำโพง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรักและความคาดหวัง

    พงษ์ปรายตามองมาที่ฉันเล็กน้อย ฉันทำเพียงแค่จ้องมองเขานิ่งๆ ก่อนที่เขาจะกรอกเสียงลงไปในสายด้วยความเย็นชา "อ้อย... พี่มีเรื่องจะบอก ต่อไปนี้เราไม่ต้องโทรหากันอีกแล้วนะ พี่อยากจบความสัมพันธ์ของเราแค่นี้"

    "พะ... พี่พงษ์ หมายความว่ายังไงคะ! อ้อยทำอะไรผิดหรือเปล่า ทำไมพี่ถึงพูดแบบนี้ พี่พงษ์ล้ออ้อยเล่นใช่ไหมคะ" เสียงของอ้อยสั่นเครือและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

    "พี่ไม่ได้ล้อเล่น และอ้อยก็ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก แต่พี่เจอคนที่ใช่แล้ว คนที่พี่อยากจะหยุดและใช้ชีวิตด้วยจริงๆ พี่ขอโทษนะ แต่พี่ไม่อยากให้เราต้องเสียเวลากันอีกต่อไปแล้ว หวังว่าอ้อยจะเข้าใจนะ และต่อจากนี้ไป ขอให้เรื่องของเราจบลงแค่นี้ ห้ามอ้อยโทรหาหรือมารบกวนพี่อีกเด็ดขาด ลาก่อน"

    เขาพูดจบก็กดตัดสายทิ้งทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้อ้อนวอนหรือเรียกร้อง ร้องไห้คร่ำครวญอะไร เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะหันมามองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและร้องขอความเมตตา

    "ผมทำให้คุณพราวเห็นแล้วนะครับ ว่าผมจริงใจและเลือกคุณเพียงคนเดียว ผมเคลียร์ทุกอย่างแล้ว พราวจะไม่ทิ้งผมไปไหนใช่ไหมครับ พราวจะยอมเป็นผู้หญิงของผมแล้วใช่ไหม"

    ฉันมองชายตรงหน้าที่ยอมทรยศและตัดความสัมพันธ์กับผู้หญิงอีกคนอย่างเลือดเย็นเพียงเพื่อแลกกับเศษเสี้ยวความพึงพอใจและร่างกายของฉัน ฉันยิ้มมุมปากอย่างมีชัยในเงาสลัวของห้อง ในใจแอบวิเคราะห์ความอ่อนแอของเพศผู้ พวกเขามักจะหลงคิดว่าตัวเองเป็นผู้ควบคุมเกม เป็นราชสีห์ที่ล่าเหยื่อ แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาก็เป็นเพียงแค่เหยื่อที่เดินมาติดกับดักทางอารมณ์และการแบล็กเมล์ของฉันอย่างง่ายดาย

    ฉันค่อยๆ โน้มตัวเข้าไปหาเขา ประทับริมฝีปากลงบนแก้มสากเบาๆ เป็นรางวัลสำหรับความว่านอนสอนง่าย "แน่นอนค่ะคุณพงษ์... พราวจะอยู่เคียงข้างคุณ ตราบเท่าที่คุณยังซื่อสัตย์และเชื่อฟังพราวเพียงคนเดียว"

    ในใจของฉันหัวเราะเยาะอย่างสะใจ ฉันไม่เคยคิดจะหยุดอยู่ที่ใคร การทรยศของเขาในวันนี้ เป็นเพียงบทพิสูจน์อำนาจของมารยาหญิงที่ฉันมี และเมื่อใดที่ความท้าทายนี้หมดสนุก หรือฉันได้ในสิ่งที่ต้องการจนพอใจ เขาก็จะเป็นเพียงผู้ชายโง่เขลาอีกคนที่ถูกฉันเขี่ยทิ้งอย่างไม่ไยดี เช่นเดียวกับที่เขาทำกับอ้อยในวันนี้