ณ จุดศูนย์กลางของ "มหาดาราจักรา" สถานที่ซึ่งเป็แกนกลางของจักรวาลที่เก่าแก่ที่สุด กระแสธารแห่งกาลเวลาที่นี่ไหลเชี่ยวและบิดเบี้ยวจนเกิดปรากฏการณ์ "แสงเหนือมิติ" ที่งดงามแต่แฝงด้วยอันตราย ท่ามกลางหมู่ดาวนับล้านดวงที่โคจรรอบหลุมดำั์ มีสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาลอยเด่นเป็สง่าอยู่
มันคือ "วังเมฆาอัสนีบาต" ฐานที่มั่นหลักของตระกูล "อัศวเทพ" หนึ่งในสี่มหาตระกูลผู้ปกครองกฎแห่งเอกภพมานับอสงไขยปี วังแห่งนี้มิได้ตั้งอยู่บนพื้นดิน แต่อยู่บน "เกาะลอยฟ้าดาราดับ" ที่มีขนาดใหญ่กว่าดาวเคราะห์พฤหัสบดีถึงสิบเท่า สร้างขึ้นจากการหลอมรวมซากของดาวฤกษ์ระดับสูงนับหมื่นดวงเข้าด้วยกันด้วยตบะระดับ "ผู้สร้างกาแล็กซี่" ของบรรพชน พื้นผิวของเกาะปูด้วยแร่ทองคำ์ที่สะท้อนแสงระยิบระยับราวกับสรวง์ที่แท้จริง
ภายในห้องโถงใหญ่ "บัลลังก์ดาราพิภพ" ที่มีความสูงเสียดฟ้าจนมองไม่เห็นเพดาน เสาหินั์ร้อยต้นสลักลวดลายัทองคำพันรัด แต่ละต้นแผ่กลิ่นอายโบราณที่กดทับิญญาของผู้มาเยือนให้รู้สึกต่ำต้อย
ณ จุดสูงสุดของห้องโถง บนบัลลังก์ที่แกะสลักจากหยกขาวบริสุทธิ์ ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังนั่งสงบนิ่ง หลับตาพริ้มราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก
เขาคือ "อัศวเทพ สุริยัน" บุตรชายคนเดียวของประมุขตระกูลอัศวเทพ ผู้มีศักดิ์เป็ถึงนายน้อยแห่งเอกภพ
รูปลักษณ์ของสุริยันนั้นงดงามจนแม้แต่เทพธิดายังต้องหลบสายตา ผิวพรรณขาวดุจหิมะแรกฤดู ตัดกับเส้นผมสีดำสนิทที่ยาวสลวยถึงกลางหลัง คิ้วคมเข้มพาดเฉียงดุจกระบี่ จมูกโด่งเป็สันรับกับริมฝีปากบางเฉียบที่มักจะเหยียดตรง แสดงถึงความเด็ดขาดและเ็า
ทว่า... ภายใต้รูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบนั้น เขากลับถูกตราหน้าว่าเป็ "ความด่างพร้อย" ของตระกูล
แม้จะอายุ 20 ปี (ตามเวลาโลกมนุษย์) แต่เขามีตบะเพียง "เขตแดนเซียน์" (ตบะ 1 ล้านปี) เท่านั้น ในขณะที่อัจฉริยะรุ่นเดียวกันในระดับจักรวาลล้วนก้าวเข้าสู่ระดับ "เทพ์" (50 มหายุค) หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็ "ราชันย์เทพ์" กันหมดแล้ว ช่องว่างนี้ช่างห่างไกลราวกับเม็ดทรายกับขุนเขา
"นายน้อย..." สาวใช้คนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกายกระซิบเสียงสั่นเครือ "คณะทูตจากตระกูลจันทราและตระกูลสุริยันศักดิ์สิทธิ์... มาถึงหน้าประตูวังแล้วเ้าค่ะ แรงกดดันของพวกเขารุนแรงมาก..."
สุริยันค่อยๆ ลืมตาขึ้น ั์ตาสีดำสนิทลึกล้ำดุจห้วงอวกาศไร้ก้นบึ้งค่อยๆ กวาดมองไปที่ประตูบานั์ ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความตื่นเต้น มีเพียงความเบื่อหน่ายที่ฉายชัด
"ให้พวกมันเข้ามา"
ครืนนนนน!
ประตูบานั์ที่ทำจากโลหะดาวหางหนาหนักหมื่นตันค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เสียงกลไกดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่ถาโถมเข้ามาในห้องโถงราวกับสึนามิที่มองไม่เห็น!
ผู้นำขบวนคือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ สวมชุดเกราะสีเพลิงที่แผ่ไอร้อนระอุจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยวเป็ริ้วๆ ที่หน้าผากมีสัญลักษณ์รูป "ดวงอาทิตย์สามดวง" ประทับอยู่ บ่งบอกถึงสายเืที่เข้มข้น เขาคือ "อัคคี เพลิงกัลป์" นายน้อยจากตระกูล "สุริยันศักดิ์สิทธิ์" ตระกูลคู่แข่งตลอดกาล
ข้างกายเขาคือหญิงสาวผู้เลอโฉม "จันทรา ดารินทร์" คู่หมั้นหมายของสุริยัน นางสวมชุดคลุมยาวสีเงินยวงที่ทอจากแสงจันทร์บริสุทธิ์ ใบหน้างดงามหยดเยิ้มแต่แฝงความเ็า นางเดินคล้องแขนมากับอัคคีอย่างเปิดเผย สายตาที่มองมายังสุริยันเต็มไปด้วยความสมเพช
และด้านหลัง คือผู้าุโระดับ "ราชันย์เทพ์" (500 มหายุค) สามคนจากตระกูลจันทรา ที่แผ่แรงกดดันข่มขวัญศิษย์ตระกูลอัศวเทพในห้องโถงจนหายใจไม่ออก หลายคนถึงกับเข่าทรุดลงกับพื้น เืไหลออกทางจมูก
"อัศวเทพ สุริยัน!" อัคคีเดินเข้ามาหยุดหน้าบันไดบัลลังก์ เงยหน้ามองสุริยันด้วยสายตาเหยียดหยาม มุมปากยกยิ้มเยาะเย้ย "ข้าไม่อยากเสียเวลาอันมีค่า วันนี้ตระกูลจันทรานิรันดร์และตระกูลข้า มาเพื่อแจ้งเื่สำคัญให้เ้าทราบ"
สุริยันนั่งเท้าคาง มองดูการแสดงตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ราวกับกำลังดูละครลิง "ว่ามา ข้าฟังอยู่"
ดารินทร์ก้าวออกมาข้างหน้า นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย สะบัดผมสีเงินยาวสลวย "สุริยัน... ข้า้ายกเลิกการหมั้นหมายกับเ้า"
คำพูดนั้นดังก้องไปทั่วห้องโถงราวกับเสียงฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ศิษย์ตระกูลอัศวเทพที่เฝ้าอยู่รอบๆ ต่างกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น นี่คือการตบหน้าตระกูลอัศวเทพกลางบ้านของตัวเอง! การฉีกสัญญาหมั้นฝ่ายเดียวคือการดูิ่เกียรติยศสูงสุด!
"เหตุผล?" สุริยันถามสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบจนน่าใจหาย
"เหตุผลรึ? ฮ่าๆๆๆ!" อัคคีหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของเขาผสมผสานกับพลังปราณธาตุไฟ ทำให้อุณหภูมิในห้องสูงขึ้นจนแจกันหยกข้างเสาแตกละเอียด เพล้ง!
"เ้ายังต้องถามอีกรึ? ส่องกระจกดูสภาพเ้าสิ! นายน้อยตระกูลใหญ่แต่อายุ 20 ปี ยังติดอยู่ที่ระดับ 'เซียน์' (1 ล้านปี)! เป็แค่ขยะท่ามกลางอัจฉริยะ! เ้ามันเป็จุดด่างพร้อยของตระกูลมหาอำนาจ!"
อัคคีโอบไหล่ดารินทร์ ดึงนางเข้ามาแนบชิด "ส่วนดารินทร์... นางคือหงส์ฟ้าที่คู่ควรกับั! ข้า... อัคคี เพลิงกัลป์ ผู้ปลุกสายเื 'กายาสุริยันา' สำเร็จ ตบะพุ่งทะยานสู่ระดับ 'ราชันย์เทพ์ ขั้นกลาง' (600 มหายุค / 6 หมื่นล้านปี)! ข้าต่างหากที่คู่ควรกับนาง!"
"เ้ามันก็แค่เศษดินโคลน ส่วนข้าคือดวงอาทิตย์ที่เจิดจรัส! เข้าใจความต่างชั้นนี้หรือยัง?"
อัคคีสะบัดมือ โยนถุงมิติสีทองใบหนึ่งลงบนพื้นเสียงดัง ตุบ! กลิ้งไปหยุดที่แทบเท้าของสุริยัน
"ในนี้มี 'ผลึกดาราจักร' 100 ก้อน และ 'โอสถทิพย์ระดับเทพ' 10 เม็ด... ทรัพยากรพวกนี้มากพอที่จะซื้อดาวเคราะห์ได้ทั้งระบบสุริยะ ถือว่าเป็ทานที่ข้ามอบให้เ้า แลกกับการฉีกสัญญาหมั้นนี้... เก็บไปซะ แล้วจงขอบคุณในความเมตตาของข้า"
ท่าทางของอัคคีนั้นจองหองถึงขีดสุด เขาทำราวกับสุริยันเป็ขอทานข้างถนนที่รอเศษเงิน
ดารินทร์มองสุริยันด้วยสายตาเวทนาปนรำคาญ "รับไปเถอะสุริยัน... ทรัพยากรพวกนี้อาจช่วยให้เ้าเลื่อนระดับได้สักขั้น... เราจบกันด้วยดีเถอะนะ อย่าให้เื่มันบานปลายจนเ้าต้องเจ็บตัวเลย"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถง ทุกสายตาจับจ้องไปที่สุริยัน รอคอยปฏิกิริยาของเขา
สุริยันมองดูถุงมิติบนพื้น แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอัคคีและดารินทร์ รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของเขาแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มที่เยือกเย็นจนน่าขนลุก... รอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่มาจากสัตว์ร้ายที่กำลังจะตะปบเหยื่อ
"หึ... หึหึ... ฮ่าๆๆๆ!"
สุริยันะเิเสียงหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของเขากังวานก้อง แต่ไม่ได้มาจากลำคอ มันมาจาก "จิติญญา" ที่สั่นะเืมิติ! อากาศในห้องโถงเริ่มบิดเบี้ยวตามเสียงหัวเราะ
"เ้าหัวเราะอะไร!" อัคคีตวาดลั่น หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "เสียสติไปแล้วรึ!"
สุริยันหยุดหัวเราะฉับพลัน แววตาที่เคยดำสนิทเปลี่ยนเป็สีทองสว่างวาบ รัศมีอำนาจบางอย่างที่หลับใหลอยู่ภายใน... เริ่มตื่นขึ้น! ความทรงจำแห่งอดีตชาติที่ถูกปิดผนึกไว้ค่อยๆ คลายออก!
[การตื่นรู้ของจักรพรรดิ : ระดับ 1%]
"ข้าหัวเราะในความโง่เขลาของพวกเ้า..." สุริยันลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่วงท่าของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเด็กหนุ่มธรรมดา กลายเป็ราชันย์ผู้ปกครองสรรพสิ่ง แรงกดดันที่แผ่ออกมาทำให้บัลลังก์หยกขาวเริ่มร้าว
"เ้าบอกว่าเ้าคือดวงอาทิตย์? 600 มหายุค?" สุริยันก้าวลงจากบัลลังก์ทีละก้าว แต่ละก้าวที่เหยียบลงไป ทำให้บันไดหยกเกิดรอยร้าวลึก
"เ้าคิดว่าพลังตบะ... วัดกันที่ตัวเลขงั้นรึ? เ้าคิดว่าแสงสว่างเพียงริบหรี่ของเ้า จะเทียบเคียงกับจักรวาลอันไพศาลได้งั้นรึ?"
"สามหาว! กล้าสั่งสอนข้า!" อัคคีเดือดดาลถึงขีดสุด เขาไม่เคยถูกใครหยามหน้าขนาดนี้มาก่อน "ไอ้ขยะ! ข้าจะทำให้เ้ารู้สำนึก! เคล็ดวิชาา : เก้าสุริยันผลาญภพ!"
ตูมมมมม!
เปลวเพลิงสีทองอร่ามพวยพุ่งออกจากร่างของอัคคี ก่อตัวเป็รูปลักษณ์ของ "ดวงอาทิตย์เก้าดวง" เรียงรายซ้อนกันอยู่ด้านหลัง รัศมีความร้อนแผดเผาจนมิติรอบข้างละลายกลายเป็ของเหลวสีดำหยดลงพื้น! แรงกดดันระดับราชันย์เทพ์กดทับลงมาทั้งห้องโถง ทำให้ศิษย์ตระกูลอัศวเทพกระอักเืและทรุดลงกับพื้น แม้แต่เสาัทองคำยังเริ่มหลอมละลาย
"ตายซะ! สุริยัน!"
อัคคีซัดฝ่ามือออกไป ดวงอาทิตย์ทั้งเก้าดวงหลอมรวมเป็ลูกบอลเพลิงขนาดั์ พุ่งเข้าใส่สุริยันหมายจะเผาให้เป็จุณ! ความร้อนแรงระดับนี้เพียงพอที่จะระเหยดาวเคราะห์น้อยให้หายไปในพริบตา!
ดารินทร์เบือนหน้าหนี นางคิดว่าสุริยันตายแน่แล้ว
แต่ทว่า...
สุริยันยังคงเดินลงมาอย่างใจเย็น เขาไม่หลบ ไม่ถอย และไม่ใช้เกราะป้องกัน เขาเพียงแค่ยกนิ้วชี้ขวาขึ้นมา
"ไฟของเ้า... มันหยาบกระด้างและไร้ซึ่ง 'แก่นแท้' ของความร้อน"
สุริยันจิ้มนิ้วไปข้างหน้าเบาๆ ปะทะกับลูกบอลเพลิงั์
"กฎแห่งจักรวาล : ดับสูญ "
วูบ!
วินาทีนั้น กฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ในห้องโถงถูกเขียนทับ!
ลูกบอลเพลิงั์ที่ร้อนแรงระดับเผาดาวเคราะห์ได้... จู่ๆ ก็ "หายไป"! ไม่ได้ะเิ ไม่ได้ถูกปัดป้อง แต่มันหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง! ความร้อนมหาศาลถูกลบออกจากความเป็จริงเหลือเพียงความเย็นะเื
"อะ... อะไรกัน!?" อัคคีเบิกตากว้างจนแทบถลน ปากอ้าค้าง "ไฟของข้า... ไฟระดับาของข้า... หายไปไหน!?"
"ข้าบอกแล้วไง... ว่าเ้ามันแค่มดปลวกที่ถือคบเพลิง"
สุริยันหายวับไปจากสายตา และมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าอัคคีในพริบตาเดียว! ไม่มีใครมองทันแม้แต่เงา!
"คุกเข่าลง!"
สุริยันวางมือลงบนไหล่ของอัคคีเบาๆ
โครมมมมมม!
แรงกดดันที่ไม่ได้มาจากพลังปราณ แต่มาจาก "น้ำหนักแห่งมิติ" กดทับลงบนร่างของอัคคี! เข่าของอัคคีกระแทกพื้นอย่างแรงจนกระดูกเข่าแตกละเอียด กร๊อบ! พื้นห้องโถงที่ทำจากหยก์ยุบตัวลงเป็หลุมลึกสิบเมตร!
"อ๊ากกกกกก!!" อัคคีร้องโหยหวน น้ำตาและน้ำมูกไหลพราก เขาพยายามจะลุกขึ้น แต่รู้สึกเหมือนแบกดาวเคราะห์ทั้งดวงไว้บนบ่า ยิ่งดิ้นยิ่งเจ็บ
"ปล่อยนายน้อยเดี๋ยวนี้!"
ผู้าุโระดับราชันย์เทพ์สามคนจากตระกูลจันทราเห็นท่าไม่ดี รีบพุ่งเข้ามาพร้อมอาวุธระดับเทพ "ปล่อยเขา ไม่งั้นเ้าตาย!"
"น่ารำคาญ"
สุริยันตวัดมือซ้ายไปด้านข้าง เหมือนไล่แมลงวัน โดยไม่หันไปมอง
"ฝ่ามือสูญสภาวะ"
เปรี้ยง!
ฝ่ามือเงาสีดำทมิฬขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันคือความว่างเปล่าที่กลืนกินแสงสว่าง ตบเข้าใส่สามผู้าุโอย่างจัง!
เกราะป้องกันระดับเทพ? แตก!
อาวุธระดับเทพ? หัก!
ร่างกายะ? แหลกเหลว!
ร่างของผู้าุโทั้งสามปลิวละลิ่วกระเด็นออกไปชนกำแพงวังทะลุออกไปถึงห้วงอวกาศด้านนอก! เืสาดกระจายเต็มห้องโถง กลายเป็ละอองสีแดงที่งดงามและสยดสยอง
ความเงียบ... เงียบสนิทจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นผิดจังหวะของทุกคนในห้อง
ดารินทร์ยืนตัวแข็งทื่อ หน้าซีดเผือด นางมองสุริยันราวกับเห็นปีศาจ ขาของนางสั่นจนยืนไม่อยู่ "จะ... เ้า... เ้าเป็ใครกันแน่? สุริยันที่ข้ารู้จักไม่ใช่แบบนี้... เ้าทำแบบนี้ได้ยังไง?"
สุริยันหันมามองนาง แววตาไร้ซึ่งความรักเหลือเพียงความสมเพช
"คนที่เ้ารู้จัก... ตายไปแล้ว พร้อมกับความรักโง่ๆ ที่ข้าเคยมีให้เ้า"
สุริยันก้มลงมองอัคคีที่นอนพะงาบๆ อยู่แทบเท้า เขาหยิบถุงมิติที่อัคคีโยนให้เมื่อครู่ขึ้นมา แล้วบีบมันจนแตกละเอียดเป็ผุยผงต่อหน้าต่อตา
"ข้าไม่้าเศษขยะของเ้า... แต่ข้าจะเอาอย่างอื่นแทน เพื่อสั่งสอนให้เ้ารู้จักที่ต่ำที่สูง"
สุริยันยื่นมือไปดึง "ดวงตาสุริยัน" (ดวงตาที่สามที่หน้าผาก) ซึ่งเป็แหล่งกำเนิดพลังกายาสุริยันาของอัคคี ออกมาสดๆ!
ฉึก!
"อ๊ากกกกกก!! ดวงตาข้า!! อย่า!! คืนข้ามา!!" อัคคีดิ้นพราดๆ เืสีทองพุ่งกระฉูดออกจากหน้าผาก
"ของสิ่งนี้... เอาไปเป็ของเล่นให้หมาที่บ้านข้ายังดูมีค่ากว่าอยู่บนหน้าเ้า" สุริยันโยนดวงตานั้นทิ้งลงพื้น แล้วเหยียบซ้ำจนเละคาฝ่าเท้า
"ไสหัวไปซะ"
สุริยันเตะร่างของอัคคีที่หมดสภาพและดารินทร์ที่ยืนตัวแข็ง กระเด็นออกไปทางประตูใหญ่ ราวกับเตะถุงขยะที่ไร้ค่า ร่างของทั้งสองลอยละลิ่วหายลับไปในท้องฟ้า พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนที่ค่อยๆ จางหายไป
สุริยันยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงที่พังพินาศ เขาหลับตาลงเพื่อระงับพลังที่ปั่นป่วน ภายในจิติญญาของเขา ภาพความทรงจำของ "มหาจักรพรรดิเอกภพ" ในอดีตชาติกำลังหลั่งไหลเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย
"ท่านพ่อ..." สุริยันเอ่ยขึ้นลอยๆ โดยไม่หันหลังกลับไปมองเงาตะคุ่มที่ซ่อนอยู่ในความมืดหลังบัลลังก์
"ข้าคงต้องขอโทษที่ทำลายห้องโถง... แต่ยุคสมัยแห่งการก้มหัวของตระกูลอัศวเทพ... มันจบลงแล้วนับแต่วินาทีนี้"
ประมุขตระกูลอัศวเทพเดินออกมาจากเงามืด น้ำตาแห่งความปิติไหลอาบแก้ม เขาััได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยจากตำนานบรรพชน "ลูกข้า... ในที่สุด... ัก็ตื่นแล้วสินะ"
สุริยันลืมตาขึ้น ั์ตาสีดำมีดาราจักรหมุนวนอยู่ภายใน แผ่รังสีแห่งผู้พิชิต
"ใช่ท่านพ่อ... และจั
กรวาลนี้ จะต้องสยบแทบเท้าข้าอีกครั้ง! ข้าจะทวงคืนทุกอย่างที่เคยเป็ของข้า!"
(จบตอนที่ 1)