(ลี่หยาง)
วันนี้ผมมีเรียนที่มหาลัยใน่บ่ายของวันเสาร์ ผมเรียนสาขาการแสดงปริญญาโทปีสาม ห้องเรียนของผมจะมีคนมาเรียนแค่ไม่กี่คน และอีกอย่างผมก็ใส่แมสตลอดจึงไม่มีใครจำผมได้ ส่วนใหญ่ผมจะมาก่อนเวลาเรียนเสมอ และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการมานั่งอ่านหนังสือหรือนอนหลับเอาแรงในห้องสมุด วันนี้ก็เหมือนกัน แต่ทันทีที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบมาตัวเองจะไปเรียนสายแล้ว เลยรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งจนไม่ทันได้สังเกต
“เอ๊าะ!!”
ผมชนเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินอ่านหนังสือออกมาจากซอกเล็กๆซอกหนึ่ง ทำให้เธอเสียหลักจะล้มลง ผมจึงคว้าแขนของเธอแล้วดึงเข้ามาหาตัวโดยสัญชาตญาณ เธอที่ยังคงหลับตาปี๋ในอ้อมแขนของผม
หน้าของเราอยู่ใกล้กันมากผมจึงจำหน้าตาของเธอได้ดี ตาที่ปิดลงเพราะความใค่อยๆลืมตาขึ้นมา ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกับขนตางอนยาวของเธอ จมูกที่โด่งคมสัน รูปปากเล็กบาง และสีผิวเหลืองแทนที่ไม่เหมือนคนจีน แต่กลับทำให้เธอดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ ดวงตานั้นจ้องมาที่ผม แต่ผมกลับปล่อยมือออกเพราะนึกขึ้นได้ว่าผมกำลังจะไปเรียนสาย จนทำให้เธอคนนั้นลงไปนอนที่พื้น
~ชูววว~
ผมนั่งลงยองๆตรงหน้าเธอเพื่อที่จะขอโทษเธอ แต่เธอเหมือนจะโกรธผม และอ้าปากจะต่อว่าผมขึ้นมา
ผมทำได้แต่เอานิ้วชี้ไปทาบที่ปากของเธอเพื่อบอกให้เธอเงียบเพื่อเตือนเธอว่านี้คือห้องสมุด เธอมองไปรอบๆเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่ผมกำลังสื่อ แต่ยังไม่ทันได้พูดขอโทษเธอ ผมก็นึกขึ้นได้ว่าผมสายแล้ว ผมเลยรีบลุกขึ้นแล้วเดินออกไปทันที
“ไว้มีโอกาสเจอกันครั้งต่อไปค่อยขอโทษล่ะกัน”
จนผ่านไปหลายเดือน ผมก็ไม่ได้เจอเธออีกเลย
(ร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่ง)
“ลี่หยาง นายอยู่ไหนเนี่ย”
ลี่น่าที่เสียงดังใส่ผมเมื่อผมกดรับโทรศัพท์ที่ปิดไว้ทั้งวัน
“ผมไม่เป็ไร ขออยู่คนเดียวก่อนแล้วค่อยกลับ”
“นายหยุดโทษตัวเอง……”
~ติ๊ด~
ผมกดตัดสายลีน่า แล้วขับรถไปยังร้านที่ผมมักจะไปอยู่บ่อยๆเมื่อรู้สึกไม่ดี แต่ในวันที่ผมรู้สึกแย่และเสียใจมากวันหนึ่งผมกลับมาเจอเธออีกครั้งเป็ครั้งที่สอง แต่วันนั้นเธอเมามากเข้าห้องผิดมาในห้องคาร์ราโอเกะของผม ผมที่กำลังเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาอยู่ๆก็มีผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นมาชนเข้ากับผมทำให้เธอเสียหลักหงายหลัง แต่ทว่า..เธอกลับคว้าเสื้อเชิ้ตของผมเอาไว้ ทำให้กระดุม่บนเสื้อขาดออกและเสียหลักล้มลงจนปากของเราประคบกันพอดี ความมืดภายในห้องทำให้ผมไม่สามารถมองเห็นได้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็ใคร ผมเลยดันตัวเองลุกขึ้นแล้วรีบไปเปิดไฟด้วยความโมโห กลัวจะเป็นักข่าวหรือพวกแอบถ่ายอะไรทำนองนั้น แต่เมื่อไฟสว่างขึ้นผมกลับจำเธอได้ทันที เธอพยายามเดินเข้ามาหาผมด้วยสภาพที่มึนเมา ผมพยายามอธิบายเธอว่าเธออาจจะเข้าห้องผิด แต่เธอพูดจาไม่รู้เื่เลย
“ทำไม ฉันไม่ดีตรงไหนอ่ะ ทำไมรุ่นพี่ถึงไม่ชอบฉัน ทำไมฉันถึงคิดไปได้ไกลขนาดนี้ ฮือออ ฮืออออ แล้วนายยังมาไล่ฉันไปอีก ฮือออ ฮือออ ฮืออออ”
เธอที่เหมือนอกหักจากใครบางคนมาได้แต่นั่งก้มหน้า ร้องไห้ฟูมฟายออกมา บางครั้งก็หัวเราะดีใจ จนผมต้องจำนนทำได้แค่เข้าไปนั่งข้างเธอ เธอที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างผมลุกขึ้นไปหยิบไมค์แล้วกดเปิดเพลง เพลงที่ผมก็ไม่เคยฟังมาก่อน เป็เพลงภาษาไทยหลังจากนั้นเธอก็ทั้งร้องทั้งเต้นให้ผมดู
“จั๊ด จาดาดั๊ด จั๊ดจั๊ดจาดาดั๊ด วู้!~~ อย่าทามให้คิด ถ้าไม่รักการสักนิด เข้าใจผิดขึ้นมาฉานไม่รับผิดชอบ~~” ^_^
“ความเจ็บนี้!! ไม่มีเสี๊ยงงง เธอคงไม่ด้ายยิน~~อืออ อืออออ” T——T
“ลุกขึ้นมาๆ เต้นกับฉัน”
“จะออกไปแตะขอบฟ้า สุดท้ายแม้โชคชาตาไม่ข้าวไจ~~”
ผู้หญิงตรงหน้าที่พึ่งพบเจอเพียงไม่กี่ครั้ง กลับทำให้วันแย่มากๆของผมในวันนั้น กลับมายิ้มได้อีกครั้ง หลังจากร้องเพลงสลับกับร้องไห้และพูดภาษาไทยที่ผมฟังไม่ออกอยู่หลายครั้งจนเธอสลบไป ผมจำได้ว่าเธอพูดว่าอยู่ห้อง 103 เลยทำได้แค่ให้พนักงานช่วยไปบอกเพื่อนของเธอ ผมก็พาเธอออกมานอนที่เคาร์เตอร์ด้านหน้า ก่อนที่ผมจะกลับไป
ถึงแม้เราสองคนจะเจอกันด้วยความเข้าใจผิดในสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น แต่กลับทำให้ผมรู้สึกดีกับเธอโดยไม่รู้ตัว และหวังว่าครั้งต่อไปที่เราเจอกันคงจะรู้จักกันในสถานการณ์ที่ดีและสามารถเป็เพื่อนกันได้
หลังจากวันนั้นผมมักจะไปห้องสมุดอยู่บ่อยครั้งในวันที่ผมมีเรียน และทุกครั้งที่ผมไปผมก็พยายามมองหาเธอคนนั้น แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าก็กลับไม่มีวี่แววของเธอเลย จนในที่สุดผมก็เหลือแค่ทำงานวิจัยส่งอาจารย์ในเทอมสุดท้ายที่จะจบ ผมจึงไม่ค่อยได้ไปมหาลัยอีก จนเวลาผ่านไปหลายเดือน
“ลี่หยาง มีรายการนี้ติดต่อมา นายสนใจไหม”
ลีน่าซึ่งเป็พี่สาวแท้ๆของผมและเป็ผู้จัดการส่วนตัวด้วย เปิดรายการวาไรตี้รายการหนึ่งในไอแพดแล้วยื่นมาให้ผมดู เป็รายการที่พาแขกรับเชิญไปท่องเที่ยวพูดคุยกับคนในประเทศนั้นๆรวมทั้งไปทำกิจกรรมรวมกับบุคคลในพื้นที่ของประเทศนั้นๆ
“แต่รายการติดต่อมาให้แกไปที่ประเทศไทย ซึ่งแกอาจจะต้องเรียนภาษาไทยด้วย แกจะรับไหม”
“อืม…รับ ฉันอยากไปเที่ยวประเทศไทย อยากเรียนภาษาไทยด้วย”
ตอนนั้นเหตุผลที่ผมรับรายการนี้ หนึ่งในนั้นก็คือเธอด้วย ถ้าหากวันใดที่เราได้เจอกันอีกครั้งผมก็อยากจะพูดภาษาไทยกับเธอได้บ้าง
“เดี๋ยวฉันถามอาให้นะ เผื่ออาอาจจะหาครูสอนพิเศษที่เชื่อใจให้แกได้”
“อืม…”
ผมที่ในทุกวันๆต่างยุ่งอยู่กับการถ่ายละคร ถ่ายแบบ และงานอีเวนต์ต่างๆ จนไม่มีเวลาได้พักผ่อนเต็มที่ กลับมาจากถ่ายละครในคืนวันศุกร์ผมก็ทิ้งตัวนอนบนเตียงอย่างเหนื่อยล้าแล้วหลับไป
“แปดโมงเช้าแล้วหรอ”
ผมที่งัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะแสงอาทิตย์ส่องเข้ามาในห้อง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา แต่กลับมีข้อความที่ไม่ได้อ่านจากลีน่าส่งมาั้แ่เมื่อคืน
{วันเสาร์อาทิตย์นี้นายมีเรียนภาษาไทยนะ}
{เริ่มเรียนสิบโมง อาจารย์สอนพิเศษจะไปสอนที่คอนโดนะ}
{ตอนบ่ายฉันจะซื้ออาหารเข้าไปหา}
{ตั้งใจเรียนล่ะ}
“เหลือเวลาอีกสองชั่วโมง นอนอีกสักหน่อยดีกว่า”
พูดเสร็จก็ล้มตัวลงนอนต่อ
~ครืด~~~ครืด~~
“อัลโหลครับ”
“คุณลี่หยางค่ะ พอดีมีครูสอนพิเศษมารออยู่ด้านหลังตึกค่ะ”
ဝ__ဝ!
“อ๋อ เออ…เอาคีย์การ์ดให้เขาขึ้นมาได้เลยครับ ฝากบอกด้วยนะครับ ว่าใช้คีย์การ์ดเปิดเข้ามาในห้องได้เลย ผมอาจจะอาบน้ำอยู่”
“ได้ค่ะ”
“แปดโมงครึ่งอยู่เลย มาไวจัง”
ผมดูเวลาในโทรศัพท์ก่อนจะลุกขึ้นไปอาบน้ำ
ระหว่างที่ผมกำลังอาบน้ำอยู่ ก็ได้ยินเสียงจากด้านนอกถึงการมาถึงแล้วของครูสอนพิเศษที่เป็เพื่อนของคุณอาที่นัดไว้
~แคร๊ก~
ผมค่อยๆเปิดประตูและกล่าวทักทายทันที โดยที่ตัวเองยังคงใส่เพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวปิดด้านล่างเอาไว้ พลางเช็ดผมที่พึ่งสระผมเมื่อกี้ไปด้วย เพราะคิดว่าครูที่มาสอนจะเป็ผู้ชาย แต่กลับไม่เป็ไปอย่างที่คิด…
“กินอะไรมาหรือยังครับ”
“ဝ__ဝ”
“ဝ__ဝ!”
ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งเล่นกับเ้าผิงอันอยู่ที่พื้นหันมาทำหน้าใเมื่อได้ยินเสียงของฉัน ผู้หญิงคนนั้นที่ฉันพยายามมองหา และอยากเป็เพื่อนด้วยตอนนี้กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าฉัน เธอหันหน้ากลับไปด้วยความใ ก่อนจะแนะนำตัวเอง ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะจำฉันได้เลย ฉันเลยรีบเขาไปใส่เสื้อผ้าแล้วออกมาหาเธออีกครั้ง
“สวัสดีครับ ผมหลินลี่หยาง เป็หลานอาจารย์เฉินกวา นักเรียนของคุณ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันชื่อเ้าข้าวฟาง เรียกว่าอาจารย์ฟางฟางก็ได้ค่ะ”
ในที่สุดผมก็ได้รู้ชื่อเธอสักที ตอนนั้นดีใจมากแต่ทำได้เพียงเก็บอาการเอาไว้ โดยที่ผมยังคงพูดเป็นัยๆเพื่อดูท่าทีว่าเธอจะจำผมได้ไหม แต่เธอกลับทำตัวนิ่งเฉยและงงกับสิ่งที่ผมพูดไปเหมือนเราพึ่งเคยเจอกันครั้งแรก ทำให้ผมเริ่มมีอารมณ์ไม่พอใจเล็กน้อย จนเราเริ่มเรียนกัน เธอทั้งตื่นเต้นและมีความพยายามที่จะสอนผม ทำให้ผมไม่สามารถละสายตาได้เลย จนกระทั้งลีน่าเข้ามา เธอก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไป เหมือนคนที่ใอะไรสักอย่าง
“เป็ยังไงบ้าง สอนเข้าใจไหม”
ลีน่าถามผม หลังจากที่ฟางฟางกลับไปแล้ว
“ก็….โอเค”
“แต่ฟางฟางสวยนะ เป็คนไทยที่ดูทั้งน่ารักและสวย…..ว่าไหม”
ลีน่าพูดไปหันมาดูท่าทางของผม แต่ผมไม่ได้ตอบอะไรออกไป
“........................”
ผมนอนพลิกไปพลิกมาทั้งคืน ความรู้สึกทั้งดีใจที่ได้เจอเธออีกครั้ง และทั้งสบสนที่เธอจำเื่วันนั้นไม่ได้มันกวนใจผมทั้งคืน
เช้าวันนี้ผมรีบตื่นแต่เช้าเพื่อมาอาบน้ำแต่งตัวรอเธอ
“ยังไม่มาอีกหรอ……”
“เก้าโมงแล้วนะ”
ผมเดินดูนาฬิกาไปกดดูหน้าจอดิจิตอลประตูไปด้วย
“เก้าโมงสิบห้า”
“เก้าโมงครึ่ง…..อ่ะ! มาแล้ว”
~แคร๊ก~
ผมเปิดประตูออกไป เธอที่ทำหน้าตาใเมื่อเห็นฉันเปิดประตูให้ ค่อยๆส่งยิ้มให้ฉัน ก่อนจะเดินตามฉันเข้ามาในห้อง เ้าผิงอันที่ปกติมีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง ไม่ค่อยชอบอ้อนคนแปลกหน้า วันนี้กลับเสนอหน้าวิ่งเขาไปหาเธออย่างดีใจ
“กินข้าวเช้ามาหรือยัง”
ประโยคแรกที่พูดไป เพื่ออาจจะทำให้เราสนิทกันมากขึ้น แต่เธอกลับปฏิเสธไปซะงั้น ผมเดินไปในห้องครัวเพื่อทำอาหารง่ายๆกิน เธอที่เดินมาดูผมทำนู้นหยิบนี้อย่างสงสัย ผมเลยถือโอกาสนี้สั่งให้เธอหยิบมะเขือเทศในตู้เย็นให้ และทำแซนวิสกับสลัดผักง่ายๆให้เธอด้วยจานนึง เธอรับไปอย่างว่าง่ายก่อนจะเดินมานั่งตรงข้ามฉันที่โต๊ะอาหาร เธอมักจะพูดจาสุภาพและพูดเบาๆตลอด
“ต่อไปไม่ต้องพูดสุภาพก็ได้ ทำเหมือนที่เคยเป็อ่ะ เห็นแล้วมันอึดอัด”
“ที่เคยเป็แบบไหนหรอคะ ฉันก็พูดสุภาพกับทุกคนนะคะ”
เธอยกแซนวิสที่ฉันทำเสร็จเมื้อกี้เข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างอร่อย ซอสมะเขือเทศที่อยู่ในแซนวิสเลอะริมฝีปากบางของเธอ รู้ตัวอีกทีผมกลับลุกขึ้นโน้มหน้าเข้าไปเช็ดคราบเลอะนั้นเสียแล้ว เธอที่ทำสีหน้าใสบตาผม ก่อนที่สายตาจะค่อยๆมีท่าทางแปลกไป
“เอ๊ะ!!!!! นี่นาย….”
“นึกว่าจะจำกันไม่ได้ซะแล้ว”
ในที่สุดเธอก็จำผมได้สักที แต่เธอกลับโวยวายเื่จูบในวันนั้น โดยหาว่าผมเป็คนขโมยจูบเธอซะงั้น ทั้งๆที่เธอกลับดึงผมลงไปจูบเองแท้ๆ เราต่อล้อต่อเถียงกันอยู่สักพัก จนในที่สุดก็ได้เวลาเริ่มเรียนกันสักที ผมที่ตั้งใจเรียนจนลืมเวลา รู้ตัวอีกก็บ่ายสองกว่า ฟางฟางเริ่มเหนื่อยแล้วผมเลยให้เธอพักก่อน จึงขอตัวไปคุยเื่งานของพรุ่งนี้กับลีน่าในห้องแทน
“บ่ายสามแล้วนิ ฉันไปเรียนต่อก่อนนะ”
ฉันบอกลีน่าก่อนวางสาย แล้วเดินออกมาที่ห้องรับแขก ฟางฟางที่นอนอยู่ที่โซฟามีเ้าผิงอันนอนเฝ้าอยู่ที่พื้น กลับทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจยังไงแปลกๆ ผมเดินไปหยิบผ้าห่มในตู้มาห่มให้เธอ แล้วนั่งยองๆลงตรงหน้าเธอ ตาที่ปิดอยู่และเสียงลมหายใจที่เป็จังหวะทำให้ผมกลับยิ้มขึ้นมาไม่รู้ตัว ผมเลยปล่อยให้เธอนอนต่ออีกหน่อย แต่อยู่ๆฟ้าค่อยๆมือลง ฝนเทกระหน่ำตกลงมา ภาพทรงจำครั้งในอดีตค่อยๆผุดขึ้นมาในหัว
**ยินดีกับความสำเร็จด้วยเพื่อน**
**ขอบใจมาก**
**มึงเป็เพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเลยนะเว้ย**
**ลี่หยางกลับมามีสติสักที พี่ไม่ไหวแล้วนะ**
**อือๆๆ…..อือๆๆ….**
ภาพต่างๆตีกลับเข้ามาในหัวผม ผมทำได้แค่นั่งอยู่ในมุมของตู้เสื้อผ้าแล้วกอดตัวเองที่สั่นอยู่ตรงนั้น
“ลี่หยาง นายเป็อะไรไหม”
ฟางฟางที่เข้ามาในห้องั้แ่ตอนไหนไม่รู้ ห้องที่มืดสลัวมีเพียงไฟฉายจากโทรศัพท์ที่ส่องมาที่ผม เธอนั่งลงตรงหน้าผม สายตาที่เธอมองมาที่ผมทำให้รู้สึกอุ่นใจ ผมค่อยๆซบไปที่ไหล่ของเธอ มืออุ่นๆของที่มาแตะหน้าผากฉันเบาๆ ทำให้ฉันได้สติอีกครั้ง เธอพยุงฉันให้ลุกขึ้นไปนอนที่เตียง
“เดี๋ยวฉันไปเอายามาให้นะ”
เธอลุกขึ้นจะเดินออกไป ผมกลับคว้าแขนของเธอเข้ามากอดเอาไว้ ไออุ่นของเธอทำให้ผมที่รู้สึกร้อนรุ่มในใจค่อยๆรู้สึกผ่อนคลายลง จนกระทั้งรู้ตัวอีกทีแสงอาทิตย์ที่สาดส่องจากผ้าม่านเข้ามากระทบตาผม จนผมค่อยๆลืมตาขึ้น หัวที่หนักอึ้งเมื่อคืนตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว ฟางฟางที่นั่งเอาหัวพิงกับเตียงหลับอยู่ใกล้ๆผม มือของผมยังคงจับมือของเธอไว้แน่นอยู่ เธอที่นอนเฝ้าผมทั้งคืนทำให้หัวใจของผมรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก แต่อยู่ๆเสียงนาฬิกาปลุกของเธอก็ดังขึ้น ผมที่เห็นว่าเธอกำลังนอนหลับอยู่เลยค่อยๆปล่อยมือเธอออกก่อนจะเอื้อมมือไปกดปิดให้ แต่เธอดันรู้สึกตัวแล้วลืมตาตื่นขึ้นมาเสียก่อน เธอเงยหน้าขึ้นมามองผม ทำให้เราสบตากันอย่างไม่ทันตั้งตัว
เมื่อเธอรู้ตัวว่าวันนี้วันจันทร์ก็เดินวนไปวนมาเก็บนู้นหยิบนี้อยู่พักใหญ่ ผมเลยอาสาจะไปส่งเธอที่มหาลัย เธอทำสีหน้าเกรงใจอยู่สักพัก สุดท้ายก็ยอมให้ผมไปส่งจนได้ ผมเลยขับเ้ารถสปอร์ตสีน้ำเงินลูกรักมาส่งเธอ เธอเริ่มพูดจาเป็กันเองกับผม ถามนู้นถามนี้อยู่พักใหญ่ ก่อนที่ผมจะขับมาจอดส่งเธอที่หน้ามหาลัย ผมยังคงส่องกระจกมองดูเธอที่ค่อยๆเดินเข้ามหาลัยไปจนสุดสายตา
“วันนี้มีถ่ายโฆษณานะ แล้ว่เย็นมีไปถ่ายวาไรตี้นะ”
“อืม…”
ลี่น่าแจกแจงงานในวันนี้ของผม ผมที่ทำงานทุกวัน เกือบไม่มีวันหยุดได้พักผ่อน ต้องนั่งรถตู้วันละหลายชั่วโมง ไปตรงนู้นทีตรงนี้ที ดังนั้นเวลาพักผ่อนส่วนใหญ่ของผมก็คือบนรถ
“เรียนโอเคไหม แกรู้จักฟางฟางอยู่แล้วหรอ”
อยู่ๆลีน่าก็หันมาพูดกับผมที่นอนพักผ่อนอยู่ที่เบอะรถ
“................................”
“ฉันรู้ว่าแกไม่ได้หลับ ถ้าไม่ตอบคำถามฉัน ฉันจะไปถามฟางฟางเองนะ”
“อืม…เคยเจอกันสองครั้ง”
“แล้วชอบเขาไหมล่ะ”
ဝ__ဝ
ผมที่นอนปิดตาอยู่ ใกับคำถามของลีน่าจนต้องหันไปมอง
“ไม่ได้ชอบสักหน่อย”
“แกคิดว่าตัวเองโกหกฉันได้หรอ…..แค่วันนั้นฉันเห็นสายตาที่แกมองเขา ฉันก็รู้ได้เลยว่าแกไม่ปกติ ฉันเห็นแกยิ้มด้วย”
“...........................”
ผมไม่ตอบอะไร กลับไปนั่งกอดอกแล้วหลับตาต่อให้ลีน่าพูดคนเดียวไป
“อย่ามาทำเป็นิ่งนะ โอเค…ไม่พูดก็ไม่พูด”
~ก๊อกๆๆๆ~
“คุณลี่หยางพร้อมหรือยังคะ เข้าไปหน้ากล้องได้เลยค่ะ”
“ครับ พร้อมครับ”
ผมลุกลงจากรถเพื่อไปทำงานต่อ ปล่อยให้ลีน่ายังคงนั่งมองผมอย่าง้าคำตอบตามหลังผมมาอยู่อย่างไม่ลดละสายตา
“พรุ่งนี้มีถ่ายละครตอนสุดท้าย และ่เย็นจะมีการเลี้ยงปิดกล้องกับผู้กำกับนะ”
“ไม่ไปได้ไหมงานเลี้ยง”
“ไม่ได้! ต้องไป”
ผมได้แต่พยักหน้าตอบรับลีน่าไป ถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหน แต่งานเลี้ยงปิดกล้องหรืองานอื่นๆลีน่าจะให้ผมไปตลอด เพื่อให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน
“พรุ่งนี้วันอะไรแล้วอ่ะ”
“วันศุกร์…ทำไม…..อ๋อ!ใกล้วันเสาร์แล้วอ่ะดิ”
“เปล่าสักหน่อย”
“นับวันรอ แต่บอกไม่คิดอะไร ใครจะเชื่อ”
ผมได้แต่ทำหน้านิ่ง เพื่อบอกให้ลีน่าหยุดแกล้งผม และมันก็ได้ผลลีน่าเห็นผมทำสีหน้านิ่งไปเธอเลยยอมแพ้ไปเอง