วันเดินทางสองพี่น้องเตรียมตัวขนของกันแต่เช้าเพราะตั้งโปรแกรมไว้ว่าจะไปสักการะอนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารีและไปกราบอัฐิของท่านที่วัดศาลาลอยก่อนจึงจะออกเดินทางมุ่งสู่บ้านใหญ่ของตระกูลรัชชาภักดิ์ขณะพากันขนกระเป๋าเดินทางไปเก็บที่รถ เสียงสองเสียงก็ดังผสานขึ้นพร้อมกัน
“สวัสดีจ้ะสองสาว”สองพี่น้องหันขวับไปทางต้นเสียงก็มองพบดาด้าเพื่อนพยาบาลของเธอและนุดีเพื่อนสนิทของมินตรายืนหอบหิ้วกระเป๋าพะรุงพะรังยังไม่ทันจะถามอะไรดาด้าและนุดีก็หอบหิ้วสัมภาระไปวางไว้ในกระโปรงรถด้านหลังอย่างรู้งาน
“ไปด้วยนะ”ดาด้าพูดยิ้มแย้ม
“ส่วนนุดี ฉันเจอกลางทางก็เลยมาพร้อมกัน”ดาด้าอธิบายพร้อมจัดกระเป๋าให้เข้าที่มินตรามองหน้าพี่สาวแล้วรีบพูดขึ้น
“พอดีมินเห็นว่านุดีว่างอยู่น่ะค่ะก็เลยชวนไปเป็เพื่อนเรา นุดีบอกว่าอยากไปเห็นบ้านใหญ่ของคุณพ่อค่ะ” เมขลาขมวดคิ้วทันที
“มีอะไรน่าดูที่บ้านใหญ่”เสียงถามห้วน คนฟังชะงักพร้อมเพรียง
“มีบ้านเรือนไทยริมน้ำที่มินบอกว่าสวยมากๆค่ะ นุดีอยากเห็นจะได้ถ่ายภาพสวยๆ ไปอวดเพื่อนๆ ที่ทำงาน” นุดีรีบอธิบายตามที่ได้ยินมาเป็การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปในตัว
“ส่วนฉัน” ดาด้ารีบแทรกขึ้นอีกคน
“จะไปเป็เพื่อนเธอกับยัยมินที่นั่นฝ่ายตรงข้ามเกรี้ยวกราดขนาดไหนใครๆ ก็รู้แต่ที่นี่มีเพียงเธอสองคนพวกเธอจะสู้รบปรบมือกับพวกนั้นได้แค่ไหนโดยเฉพาะแม่เลี้ยงกับลูกสาวเค้าชื่ออะไรนะ?” ว่าแล้วก็หันไปถามทางมินตรา
“ชื่อคุณรัศมีกับเรืองรินค่ะ”มินตรารีบบอก
“นั่นแหละ” ดาด้าขานรับเสียงใสเมขลาฟังเพื่อนรักกับน้องสาวตอบโต้กันเงียบๆ
“แล้วอีกอย่างฉันอยากไปเที่ยวกรุงเทพฯไปไหว้พระขอพรเื่ความรักเห็นว่าวัดพระแก้วและอีกหลายๆ วัดก็สวยงามมากนี่ก็หิ้วกระเป๋ามาแล้วเธอจะไล่ฉันกลับไม่ได้นะ ไม่งั้นฉันงอนจริงๆ ด้วย” ดาด้าพูดรัวเพราะกลัวไม่ได้ไป เมขลานิ่งคิด
“ถ้างั้น...” เมขลาทำเป็ตีหน้าขรึมมองหน้าทุกคน
“ก็รีบขึ้นรถเดี๋ยวจะไปสายเพราะเราต้องแวะสักการะคุณย่าโมและไปวัดศาลาลอยก่อนฉันอยากไปกราบลาท่านเป็ครั้งสุดท้ายน่ะ” พูดจบทุกคนหันไปมองหน้าหญิงสาวทันทีเพราะคำว่าครั้งสุดท้าย เป็คำพูดที่คนโบราณถือกันมากว่าเป็ลางไม่ดีแม้แต่เมขลาเมื่อพูดออกไปแล้วก็รู้สึกใจหายเช่นกันแต่เธอเก็บความรู้สึกนั้นไว้ลึกๆ ก่อนจะหันไปสั่งน้องสาว
“มินขับรถก่อนนะแล้วเดี๋ยวผลัดกันขับไปเรื่อยๆ ไปเถอะเดี๋ยวจะสาย” สั่งทุกคนแล้วเมขลาก็เดินไปนั่งข้างคนขับแม้ทุกคนจะรู้สึกไม่ค่อยดีกับคำพูดของเมขลาแต่ก็ไม่มีใครค้านอะไรเพราะเห็นว่าคนพูดไม่ได้สนใจนักจึงรีบพากันขึ้นรถเพื่อออกเดินทาง
ณ บริเวณอนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารีหรือที่ชาวโคราชเรียกว่าคุณย่าโมตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ด้านหน้าประตูชุมพลอันเป็หนึ่งในสี่ประตูเมืองโคราชในอดีตอนุสาวรีย์คุณย่าโมถูกหล่อขึ้นด้วยทองแดงรมดำภายในบรรจุอัฐิของคุณย่าโมถือเป็อนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงและยกย่องคุณงามความดีของวีรสตรีสามัญชนคนแรกของประเทศชาวโคราชมักมากราบไหว้เพื่อขอพรในเื่ต่างๆ ที่ลานอนุสาวรีย์อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไม่เคยร้างจากผู้คนแม้แต่วันเดียว
เมขลานั่งลงกราบคุณย่าโมด้วยความเคารพนอบน้อมเธอมิได้ตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งใดในใจรู้สึกว่างเปล่าหญิงสาวเอื้อมมือไปปักธูปช้าๆฉับพลันสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นก็เปลี่ยนไปลานอนุสาวรีย์ที่เคยมีคนพลุกพล่านบัดนี้เหลือเพียงลานดินกว้างขวางมีเพียงประตูชุมพลเป็สิ่งปลูกสร้างสิ่งเดียวที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น
“อนุสาวรีย์คุณย่าโมสร้างขึ้นตอนไหนกันนะ?”เมขลาหันมาถามทุกคนอย่างสงสัย
“พ.ศ.2476ในสมัยรัชกาลที่เจ็ดค่ะ” นุดีตอบทันที ทุกคนอึ้งที่เธอตอบได้นุดีมีสีหน้าภูมิใจเพราะเธอท็อปประวัติศาสตร์เื่แค่นี้เธอรู้ดีอยู่แล้วเมขลาครุ่นคิดถ้าในฝัน เธออยู่ในสมัยของรัชกาลที่ห้า อนุสาวรีย์แห่งนี้ก็ยังไม่มีมิน่าภาพที่เธอเห็นเมื่อสักครู่จึงมีเพียงแค่ประตูชุมพลเท่านั้นหญิงสาวสันนิษฐานถูกต้องเพราะความทรงจำเก่าๆของเธอนำทางเธออยู่แล้วทำให้เธอจำอะไรได้แจ่มชัดในมโนสำนึก
หลังจากสักการะอนุสาวรีย์คุณย่าโมแล้วทุกคนก็มากราบพระและสักการะอัฐิอีกแห่งหนึ่งของคุณย่าโมที่วัดศาลาลอยซึ่งเป็วัดที่คุณย่าโมเป็ผู้สร้างขึ้นเมื่อครั้งรบชนะศึกท้าวอนุวงศ์แห่งเวียงจันทร์และที่แห่งนี้ก็ยังเป็ที่บรรจุอัฐิของท่านอีกด้วย วัดแห่งนี้จึงเป็วัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมาที่ทุกคนเดินทางมาสักการะกันเนืองแน่นในทุกวันเพราะความศักดิ์สิทธิ์และบารมีของคุณย่าโม บางคนมาขอพรบางคนมาบนบานให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา และส่วนมากมักเป็ไปตามคำขอเสียด้วย..
“ทุกคนคะอุโบสถหลังเก่านี้อยู่มายาวนานมากั้แ่สมัยที่คุณย่าโมยังมีชีวิตอยู่ก็ประมาณใน่รัชกาลที่สาม”นุดีผู้รู้ข้อมูลดีอธิบายเสียงแจ๋วๆ
“ส่วนอุโบสถหลังใหม่นั้น” นุดีอธิบายต่อเนื่อง ทุกคนมองตามอย่างสนใจ
“ถูกสร้างให้มีลักษณะคล้ายเรือใบและได้รับรางวัลดีเด่นแนวบุกเบิกด้านอาคารทางศาสนาด้วยนะ”เสียงนุดีอธิบายเรื่อย โดยมีมินตรากับดาด้าฟังอย่างสนใจแต่เสียงของนุดีกลับไม่เข้าหูเมขลาเลยเธอมองไปบริเวณที่บรรจุอัฐิคุณย่าโมสักพักก็เกิดอาการหูอื้อตาลายพลันปรากฏภาพที่ไม่เหมือนปัจจุบันสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปคล้ายภาพเก่า แล่นเข้ามาเป็ฉากแล้วหญิงสาวก็หมดสติไปทันที หากทว่าภาพเ่าั้ยังคงผ่านมาในความทรงจำของเธอ
ในมโนสำนึกเมขลาเห็นขบวนเดินทางของคุณหลวงภัสดาเตรียมพร้อมแล้วแต่เกตุแก้วกลับยืนนิ่งอยู่หลังขบวนสักพักหญิงสาวก็ออกเดินตัวปลิวไปทางวัดศาลาลอยจุดมุ่งหมายคือมากราบลาอัฐิคุณย่าโมเป็ครั้งสุดท้าย แต่การกระทำของเกตุแก้วหาได้พ้นสายตาของคุณหลวงภัสดาไม่เพราะเขาจับตามองหญิงสาวโดยตลอด เมื่อเห็นเช่นนั้นคุณหลวงหนุ่มจึงรีบตามไปทันทีพลางะโเรียกเสียงดุดัน ด้วยกลัวว่าหล่อนจะหนีจากเขาไป!
“เกตุแก้ว กลับมาเดี๋ยวนี้”เงียบ หญิงสาวเดินดุ่มไม่เหลียวหลังสักนิด เธอสาวเท้าอย่างรวดเร็วเมื่อเกตุแก้วมาถึงหน้าเจดีย์บรรจุอัฐิคุณย่าโมเธอก็หยุดนิ่งคุณหลวงภัสดาก็ตามมาติดๆเช่นกันเมื่อมาถึงตัวเกตุแก้วคุณหลวงภัสดาก็เอื้อมมือเข้าไปกระชากแขนเรียวเล็กนั้นดึงเข้าหาตัวทันทีอย่างไม่สบอารมณ์เพราะหล่อนบังอาจทำให้ชีวิตเขาปั่นป่วนกลัวว่าหล่อนจะหนีไปหญิงสาวสะบัดมือออก จ้องตาผู้ตามมาด้วยสายตาดุดันไม่แพ้กัน
“อิฉันมากราบลาคุณย่าคุณหลวงกลัวอะไรนักหนากับอีแค่บ่าวเพียงคนเดียว” เธอพูดด้วยน้ำเสียห้วนๆหากหลวงภัสดากลับยิ้มเยาะเย้ย เขาเดินไปชิดหล่อนทำให้เกตุแก้วเดินถอยหลัง อย่างไว้ตัว
“เพราะตอนนี้หล่อนเป็สมบัติของฉันถ้าขายไปจะได้อัฐได้เบี้ยเป็การตอบแทนมันก็ต้องรักษาไว้ให้คุ้มราคา รึถ้าไม่ขายฉันก็จะให้หล่อนเป็เมียเล็กเมียน้อยไปก่อน ถ้ามีหญิงใดที่เหมาะสม ฉันก็ตบแต่งออกหน้าออกตาส่วนหล่อนถ้าฉันเบื่อฉันก็จะขายให้เป็ทรัพย์สมบัติของบ้านอื่นต่อไป” คุณหลวงยิ้มยียวน
“และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ฉันตามหล่อนมาถึงที่นี่จะทำอะไรก็รีบทำจะได้ออกเดินทาง” แม้จะพูดไปแบบนั้นแต่ก็ยังให้โอกาสเกตุแก้วทำในสิ่งที่เธอตั้งใจแต่เกตุแก้วกลับมองหน้าหลวงภัสดาอย่างเกลียดชังเธอหันกลับมานั่งลงด้วยอาการเคารพนบนอบ เพราะคุณย่าโมคือแบบอย่างที่เธอเจริญรอยตามมาั้แ่ยังเด็กในด้านของความรักศักดิ์ศรีเข้มแข็ง มีน้ำอดน้ำทน อีกอย่างเกตุแก้วรู้สึกว่าจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว
“ลูกขอฝากิญญาของคุณพ่อกับคุณแม่ไว้กับคุณย่าให้สถิตที่บ้านเกิดแห่งนี้อย่างสงบสุขและขอให้จิติญญาของลูกกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนถ้าลูกต้องตายลงในวันใดวันหนึ่ง”น้ำเสียงแห่งคำอ้อนวอนเด็ดเดี่ยวยิ่งนักจนคุณหลวงภัสดาแอบสะท้านอยู่ในใจเมื่อหญิงสาวเสร็จธุระเธอก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มองไปทางคุณหลวงแม้แต่น้อยขณะที่กำลังจะเดินกลับไปนั้นปรากฏว่ามือใหญ่ของหลวงภัสดาเอื้อมมาโอบเอวของหญิงสาวไว้แล้วกระชากเข้ามาสู่อ้อมอกอย่างแรงเกตุแก้วซึ่งไม่ทันระวังตัวก็เซถลาเข้าปะทะอกหนาของคุณหลวงเข้าอย่างจังหญิงสาวผู้ไม่เคยถูกชายใดแตะต้องตัวมาก่อนก็ใวูบ หน้าแดงฉ่าขึ้นมาทันที
“ทำอะไร?” เกตุแก้วถามเสียงห้วนอย่างไม่ชอบใจ
“หล่อนก็เห็นว่าฉันทำอะไรแล้วจะถามอีกทำไม?”
“ปล่อย อย่ามารุ่มร่ามกับอิฉันนะเ้าคะ”เกตุแก้วพูดพร้อมแกะมือคุณหลวงภัสดาออก แต่ว่าไม่เป็ผลคุณหลวงมองเธออย่างเป็ต่อ
“ทีหลังอย่าบังอาจขัดใจฉัน”คุณหลวงภัสดาพูดจบก็ปล่อยเธอออกจากอ้อมแขน แม้จะแอบเสียดายอยู่บ้างที่ต้องปล่อยร่างนุ่มนิ่มแต่ก็ตัดใจเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองเกตุแก้วอีกเลยซึ่งหญิงสาวก็เดินตามไปอย่างเงียบๆ แต่ที่แท้แอบใจเต้นแรงไม่เป็จังหวะเช่นกัน
.
.
“พี่เมย์...พี่เมย์คะ” จู่ๆ ขณะที่ใจกำลังเต้นแรงเสียงของมินตราก็ลอยเข้าหูมาแ่เบา
“ยัยเมย์เธอไหวไหม?” นี่ก็เสียงดาด้า เอ๊ะ! เธอเป็อะไร เมขลาปรือตาขึ้นช้าๆพบว่ามีคนจำนวนหนึ่งกำลังยืนมุงดูเธออยู่หันไปทางมินตราก็เป็น้องสาวถือยาดมจ่อที่จมูกของเธอส่วนดาด้ากับนุดีก็กำลังพัดวีกันให้วุ่นไปหมด..
“ฉันเป็อะไร?” เมขลาถามแบบงงๆ ใช่แล้วเธอกำลังไปกราบอัฐิคุณย่าโมแต่จู่ๆ ก็วูบแล้วฝันไป..