เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 73 ตาข่าย


             เสี่ยวหมี่กลอกตา นางไม่คาดหวังอะไรจากเจ้าพี่ชายแสนตะกละคนนี้แล้ว

             เสี่ยวเอ๋อที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ มาตลอด ตื่นเต้นจนเอ่ยปากออกมาอย่างที่น้อยครั้งจะทำ “ข้าไปด้วย”

             “ไม่ได้” ไม่รอให้คนอื่นพูดอะไร เสี่ยวหมี่ก็ปฏิเสธออกมาเป็นคนแรก ตอนนี้เพราะคนแซ่ตู้คนนั้นทำให้คนทั้งหมู่บ้านเขาหมีปวดหัวกันจะตายอยู่แล้ว หากว่าเสี่ยวเอ๋อออกไปด้านนอกแล้วชักศึกที่ไหนกลับเข้าบ้านมาอีก ทุกคนก็คงรอดยากแล้ว

             “พี่เสี่ยวเอ๋อต้องอยู่บ้าน พอดีข้ามีเรื่องต้องการให้พี่เสี่ยวเอ๋อช่วย”

             “ไม่ ข้าจะต้องไปให้ได้ ในเมื่อผู้ตรวจการคนนี้มีชื่อเสียงดี ข้าจะไปขอร้องให้เขาช่วยล้างแค้นให้ตระกูลข้า”

             เสี่ยวเอ๋อหน้าแดงก่ำ ถึงกับผุดลุกขึ้นแทบจะอยากรีบออกไปเดี๋ยวนั้น

             เสี่ยวหมี่เองก็ไม่เกรงใจ สาดน้ำเย็นดับฝันนาง

             “ผู้ตรวจการหลี่มีชื่อเสียงดีก็จริงแต่ก็เป็นเพียงคำเล่าลือ พวกเราสกุลลู่ถูกแย่งซื้อภูเขา ในมือมีหลักฐานชัดเจน ต่อให้เขาจะไม่ใช่คนดีอย่างที่กล่าวขาน พวกเราก็ยังมีทางถอย จะอย่างไรก็คงไม่ถึงขั้นถูกรังแกไปมากกว่านี้ แต่เรื่องของบ้านเจ้าไม่มีหลักฐานอะไร ล้วนเป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐาน อีกทั้งก่อนหน้านี้เจ้ายังถูกไล่ล่ามาก่อน หากว่าออกไปแล้วชักศึกกลับมา เช่นนั้นจะให้คนทั้งหมู่บ้านเขาหมีลงไปปรโลกพร้อมเจ้าหรืออย่างไร จัดการเรื่องของบ้านเราให้เสร็จก่อนจะดีกว่า จะได้ทดสอบดูด้วยว่าผู้ตรวจการคนนั้นเป็นอย่างที่ว่ากันจริงหรือไม่ หากเขาดีจริงข้าจะไม่ขวางเจ้าแน่นอน แต่ตอนนี้เจ้าต้องอยู่บ้านห้ามออกไปไหน”

             พูดจบนางก็ถลึงตาใส่พี่รอง “พี่รอง หากท่านกล้าแอบพาเสี่ยวเอ๋อออกไป วันหน้าก็ไม่ต้องกลับมาอีก ท่านลองคิดดูว่าท่านพ่อจะฟังข้า หรือว่าฟังท่าน”

             พูดจบนางก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปที่โรงครัว ลู่เชียนไม่ได้กลับบ้านมานานแล้ว คาดว่าคงคิดถึงบ้านมาก อาศัยโอกาสนี้เตรียมของอร่อยเยอะๆ ให้เขาได้หายคิดถึงก็คงจะดี

             ถึงแม้พี่รองลู่จะเป็นคนไร้หัวคิดแค่ไหน แต่เขาก็รู้จักนิสัยพูดคำไหนคำนั้นของน้องหญิงเป็นอย่างดี เขากลัวเสี่ยวเอ๋อจะโกรธจึงรีบปลอบว่า “เสี่ยวเอ๋อ เจ้าอยู่บ้านรักษาอาการบาดเจ็บให้ดี ตอนกลับมาข้าจะเอาของดีๆ มาฝากเจ้า ครั้งก่อนที่ไปเฟิงโจวจำได้ว่าขนมน้ำตาลปั้นที่นั่นอร่อยนัก มีคนต่อแถวยาวเหยียด เดิมทีข้าคิดจะซื้อมาฝากเสี่ยวหมี่ แต่ว่า...ฮี่ฮี่ เงินหมดเสียก่อน ครั้งนี้ข้าจะต้องซื้อมาฝากเจ้าแน่นอน”

             “จริงด้วยข้าเองก็เคยได้ยิน...”

             ไม่เสียทีที่เสี่ยวเอ๋อเป็นพี่รองลู่ในคราบสตรี เมื่อพูดถึงเรื่องของกินก็ลืมสิ้นซึ่งน้ำตาของบรรพชน รีบถามอย่างกระตือรือร้นว่าเฟิงโจวมีอะไรน่าสนุกอีกบ้าง

             เฝิงเจี่ยนกวาดสายตามองเสี่ยวเอ๋อ แววตาวาววับนั้นวาบขึ้นแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว...

             ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าตู้โหย่วไฉที่ถูกจัดการไปก่อนหน้านี้จะกลับมาอีกเมื่อใด ถึงแม้ตอนนี้เฝิงเจี่ยนนายบ่าวจะกลับมาแล้ว แต่มังกรแข็งแกร่งไม่อาจสู้งูประจำถิ่น [1] ได้ สุดท้ายคนที่โชคร้ายก็คือชาวหมู่บ้านเขาหมี

             เสี่ยวหมี่จึงไม่กล้าปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปนานนัก นางอดหลับอดนอนทำอาหาร มีทั้งหมูเค็มตากแห้ง ขนมแป้งทอดไส้หมู และของกินเล่นอีกเล็กน้อย จากนั้นก็จัดเก็บสัมภาระให้เรียบร้อย เช้าวันรุ่งขึ้นก็รีบไล่ให้พี่รองลู่ออกเดินทางทันที

             พี่รองลู่สังเกตเห็นว่าของกินส่วนของตนที่น้องสาวเตรียมให้นั้นน้อยกว่าน้องชาย จึงรู้สึกไม่พอใจมาก แต่เมื่อเห็นน้องสาวถลึงตาใส่ก็รีบกลืนวาจาตัดพ้อกลับลงไปทันที แล้วจึงหันไปพูดกับเสี่ยวเอ๋อว่า “เสี่ยวเอ๋อ เจ้าอยู่บ้านดีๆ เล่า หากข้าได้พบผู้ตรวจการหลี่แล้วเห็นว่าเขาเป็นคนดี จะต้องรีบกลับมาพาเจ้าไปพบแน่นอน จะได้ลากรัชทายาทอะไรนั่นออกมาอัดให้เละ”

             “ได้” เสี่ยวเอ๋อพยักหน้าอย่างหนักแน่น สีหน้าเศร้าสร้อยราวกับเด็กน้อยที่กำลังจะถูกมารดาทิ้งก็ไม่ปาน

             เสี่ยวหมี่ไม่อาจทนมองได้อีกต่อไป นางโกรธจนแทบกระอักเลือดเพราะคนคู่นี้ พี่ใหญ่เพิ่งจะหมั้นหมาย ยังไม่ทันได้แต่งพี่สะใภ้เข้าบ้าน พี่รองบ้านนางก็เริ่มแสดงอาการเช่นนี้แล้ว ดีที่แรกเริ่มนางตั้งใจสร้างเรือนแยกเป็นสองหลัง ไม่เช่นนั้นคงจะปวดหัวยิ่งกว่านี้แน่...

             พี่รองลู่จากไปแล้ว เสี่ยวหมี่กลัวว่าเสี่ยวเอ๋อจะไม่รักษาสัญญาจึงลากเกาเหรินและซูอีมากำชับ โดยให้ ‘ค่าแรง’ สองคนนั้นเป็นหมูตากแห้ง คนทั้งสองจึงรีบตบอกรับรองทันที

             เสี่ยวหมี่ถึงได้วางใจ เดินเข้าไปจัดเก็บห้องครัวที่ระเกะระกะ วันนี้ที่บ้านท่านป้าเจียงมีเรื่องต้องจัดการ จึงลาครึ่งวันเช้า นางจึงต้องทำเองคนเดียวทั้งหมด

             คิดไม่ถึงว่าเฝิงเจี่ยนจะเดินตามหลังเข้ามา เขาพับชายเสื้อขึ้นเรียบร้อย จากนั้นก็ช่วยนางเก็บกวาด เสี่ยวหมี่รีบปฏิเสธ “พี่ใหญ่เฝิง ท่านรีบไปพักเถอะ เรื่องเล็กๆ พวกนี้ ข้าทำเองดีกว่า คืนนี้ข้าจะตุ๋นน้ำแกงไก่ให้ท่านและเกาเหรินบำรุงร่างกาย กลับมารอบนี้พวกท่านผอมลงกว่าตอนจากไปมาก”

             พูดจบนางถึงเพิ่งรู้สึกว่าคำพูดนี้ดูจะสนิทสนมเกินไปจนหน้าแดง ต้องหันหลบไปอีกทาง

             เฝิงเจี่ยนแย้มยิ้มไปถึงดวงตา มือเขายังคงช่วยนางต่อไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว แน่นอน ในขณะที่กำลังช่วยก็เอ่ยปากถามราวกับไม่ใส่ใจขึ้นมาว่า “แม่นางเสี่ยวเอ๋อคนนั้นมาจากไหนหรือ ฟังจากที่เจ้ารองพูดเหมือนจะมีเรื่องราวอะไรมาก่อน?”

             เสี่ยวหมี่ดึงให้เฝิงเจี่ยนนั่งลง นางหยิบผลไม้ป่าที่ถูกแช่ไว้ในโอ่งน้ำจนเย็นเฉียบ เป็นผลไม้ที่เมื่อวานท่านป้าเจียงนำมาฝาก นางยัดลูกหนึ่งใส่มือเฝิงเจี่ยน อีกลูกหนึ่งยกขึ้นกัดกินเอง พลางเล่าเรื่องของเสี่ยวเอ๋อให้เขาฟัง

             ผลไม้ป่าในมือยังไม่สุกดี รสชาติหวานเล็กน้อยผสมกับรสเปรี้ยวจัด ไม่นับว่าอร่อย บางครั้งเปรี้ยวจนเสี่ยวหมี่สีหน้าเหยเกแต่ก็ยังไม่หยุดกิน

             เฝิงเจี่ยนกัดกินผลไม้ในมืออย่างไร้รสชาติ เพราะสายตาเขาเอาแต่จับจ้องแม่นางตรงหน้าไม่วางตา รอยยิ้มในดวงตาของเขาเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง...

             “ยามปกติทุกคนต่างก็พูดถึงรัชทายาทในทางที่ดีกันทั้งนั้น อย่างน้อยก็ไม่เคยได้ยินว่ามีนิสัยชั่วร้ายเช่นนี้ อีกทั้งฮ่องเต้ก็มีรัชทายาทเป็นโอรสเพียงองค์เดียว ไม่มีใครแย่งชิงแผ่นดินกับเขา เขาจะโง่งมทำสิ่งเหล่านั้นไปทำไม?”

             เสี่ยวหมี่กินไปสองสามลูกสุดท้ายก็ทนเปรี้ยวไม่ไหว จึงคิดจะเอามีดมาตัดมันเป็นชิ้นๆ คว้านเมล็ดออกแล้วเอาไปดองน้ำตาลกินเป็นขนม

             มือนางวุ่นวายอยู่ แต่ปากก็ไม่หยุดพูด จึงไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเฝิงเจี่ยน

             “เสี่ยวเอ๋อคนนั้นบ้านอยู่ที่ไหน?”

             “เหมือนว่าจะอยู่ถงโจว” เสี่ยวหมี่มองเฝิงเจี่ยนอย่างแปลกใจ “แต่เสี่ยวเอ๋อเล่าให้ข้าฟังว่าที่บ้านนางมีการทำเหมืองเหล็ก เช่นนั้นเหตุใดไม่เรียกเถี่ย [2] โจว แต่เรียกว่าถง [3] โจวแทนเล่า?”

             “แค่กๆ” เฝี่ยงเจี่ยนกระแอมเบาๆ มุมปากอดยิ้มกว้างขึ้นไม่ได้ “อักษรถง [4] ชื่อเมืองถงโจว มาจากคำว่า ใต้หล้าสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว [5] ไม่ใช่ถงที่หมายถึงทองแดง”      

             “อา?” เสี่ยวหมี่ถึงเพิ่งรู้ว่านางปล่อยไก่เสียแล้ว จึงหน้าแดงเขินอาย นางกอดตะกร้าผลไม้ป่าหันหลังให้เขา “ข้าจะไปทำกับข้าวแล้ว พี่ใหญ่เฝิงรีบกลับห้องไปพักผ่อนเถิด”

             “ได้”

             เฝิงเจี่ยนตอบรับ จากนั้นจึงยืดตัวตรงเดินกลับไปยังเรือนพักฝั่งตะวันออก แต่สีหน้าของเขากลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

             ผู้เฒ่าหยางยืนรอรับอยู่หลังประตูอย่างนอบน้อม พร้อมมอบจดหมายหนึ่งฉบับให้ “เกี่ยวกับเรื่องเมืองถงโจว บ่าวได้ให้คนไปสืบมาแล้ว เชิญคุณชายอ่านดูขอรับ”

             เฝิงเจี่ยนกวาดสายตามองผ่านตัวอักษร เขาไม่ได้พูดอะไร แต่คิ้วกลับขมวดแน่น

             นิ้วขาวเรียวยาวของเขาเคาะเป็นจังหวะลงบนโต๊ะไม้ เสียงทุ้มก้องไปทั่ว คล้ายเสียงฟ้าร้องก่อนฝนตก

             ก่อนหน้านี้ตอนที่เดินทางไปยังท้องทุ่งหญ้า เขาก็แปลกใจแล้ว ชนเผ่าในท้องทุ่งหญ้าที่เงียบสงบมาหลายปีเหตุใดจู่ๆ ถึงได้ก่อสงครามขึ้นมา เผ่าหมอเอ่อถึงแม้จะมีท่าทีกระด้างกระเดื่องมานาน แต่หากไม่มีใครคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังก็ยากจะทำงานใดให้สำเร็จได้ แต่ยามนี้จู่ๆ กลับรวมแผ่นดินท้องทุ่งหญ้าเอาไว้ได้ถึงหนึ่งในสามในระยะเวลาอันรวดเร็ว หากไม่ใช่เพราะเสี่ยวหมี่ไปซื้อม้า แล้วบังเอิญพาซูอีกลับมา เขาก็ยังไม่คิดจะสนใจท้องทุ่งหญ้าด้วยซ้ำ บางทีถึงตอนที่ท้องทุ่งหญ้ารวมตัวเป็นปึกแผ่นแล้ว ถึงตอนนั้นขุนนางในราชสำนักต้าหยวนอาจจะยังไม่รู้ข่าวเลยก็เป็นได้

             ยังมีเรื่องเหมืองเหล็กที่ถงโจว แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นแหล่งผลิตเหล็กกล้าทำอาวุธให้ราชวงศ์ต้าหยวนที่สำคัญที่สุด กล่าวได้ว่าอาวุธทั้งหมดในต้าหยวนล้วนมาจากที่นี่ หากมีคนกล้าลักลอบเปิดเหมืองขุดเหล็กจริงๆ เช่นนั้นเป้าหมายของพวกมันก็แสนจะชัดเจน

             ท้องทุ่งหญ้า ถงโจว ทั้งสองแห่งนี้เกิดปัญหาขึ้นมา เป็นเรื่องบังเอิญหรือว่ามีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว?

             เหมือนที่เสี่ยวหมี่ว่า สายเลือดราชวงศ์ที่สืบบัลลังก์ได้มีเพียงรัชทายาท นี่เป็นเรื่องที่แน่นอนราวกับตะปูที่ถูกตรอกตรึงไว้อย่างแน่นหนา หรือว่ามีคนคิดจะดึงตะปูนั้นออกมา?

             ท้องฟ้าด้านนอกที่เดิมยังสว่างสดใสจู่ๆ ก็มีเมฆมืดครึ้มลอยมา เพียงไม่นานหยาดฝนก็ร่วงหล่น

             ราวกับมีตาข่ายขนาดใหญ่ครอบสถานที่แห่งนี้ไว้ ทำให้คนรู้สึกหายใจติดขัด...

             “หา ฝนตกแล้ว ผ้าห่มข้า!”

             ท่านกลางความมืดมิดนั้น เสี่ยวหมี่กระวีกระวาดออกมาจากห้องครัว วิ่งไปเก็บผ้าห่มที่ตากไว้ นางสวมเสื้อสีใบบัว กระโปรงสีงาช้าง ถักเปียสองข้างซึ่งกำลังถูกลมตีให้ชี้ขึ้น ราวกับภูติลมก็ไม่ปาน แลดูกล้าหาญไม่กลัวใคร เป็นเพียงแสงสว่างเดียวในตาข่ายอันมืดครึ้มนี้...

             ความอึมครึมในดวงตาของเฝิงเจี่ยนจางหายไป มุมปากโค้งขึ้นน้อยๆ สวรรค์ไร้เมตตาแต่ขณะเดียวกันก็มีเมตตา โชคชะตาจึงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และแม่นางคนนี้เกรงว่าคงจะเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเขากระมัง

             “ฝนหมึก”

             “ขอรับคุณชาย” ผู้เฒ่าหยางเทน้ำลงไปในแท่นหมึก หมุนข้อมือเป็นวงกลม เพียงไม่นานก็ได้น้ำหมึกสีเข้ม

             “ข้าวที่ปลูกไว้จะเก็บเกี่ยวได้เมื่อใด?”

             เฝิงเจี่ยนหันไปถาม มือเขาถือพู่กันจุ่มหมึก ผู้เฒ่าหยางเอ่ยขึ้นว่า “อีกหนึ่งเดือนขอรับ”

             “ดี หนึ่งเดือนให้หลัง...กลับเมืองหลวง”

             เฝิงเจี่ยนจรดพู่กันลง กล่าวเสริมว่า “ที่สำนักศึกษาจัดการให้ดี อย่าให้มีหินใดมาขัดขาลู่เชียน”

             “ขอรับ คุณชายวางใจ บ่าวมีสหายเก่าแก่อยู่ จะต้องจัดการได้เรียบร้อยตามที่ท่านต้องการแน่นอนขอรับ”

             ลมร้อนแสนซุกซนแอบฟังบทสนทนาของคนด้านใน แต่จะอย่างไรก็อ่านไม่ออกว่าบนกระดาษขาวนั้นเขียนสิ่งใด สุดท้ายจึงพัดไปเล่นสนุกที่อื่น

             …

             พระอาทิตย์ที่สำนักศึกษาฮวางหยวนส่องแสงร้อนแรงอยู่ทุกเช้า

             วันนี้เป็นวันสำคัญ ถึงกับมีเสียงเอะอะดังไปทั่วบริเวณ เหตุผลก็เพราะว่า วันนี้เป็นวันสอบนัดสำคัญที่จัดขึ้นปีละหนึ่งครั้งของสำนักศึกษา อาจารย์ในสำนักศึกษาจะทำการทดสอบนักศึกษาทุกคนที่นี่ ต่อให้จะสอบผ่านเป็นซิ่วไฉแล้ว แต่หากไม่ผ่านการสอบในครั้งนี้ ก็ไม่อาจไปเข้าร่วมการสอบฤดูใบไม้ผลิเพื่อคัดเลือกเป็นขุนนางที่เมืองหลวงได้

             อีกนัยหนึ่งก็คือ การสอบของสำนักศึกษานี้เป็นประตูสำคัญสู่การเป็นจวี่เหริน หรือก็คือประตูสำคัญสู่การเป็นขุนนางในราชสำนัก

    เชิงอรรถ

            [1]     มังกรแข็งแกร่งไม่อาจสู้งูประจำถิ่น(强龙不压地头蛇)หมายความว่า ต่อให้เป็นคนนอกที่แข็งแกร่งแค่ไหนก็ยากจะเอาชนะผู้มีอำนาจในท้องถิ่นได้

            [2] เถี่ย(铁)แปลว่า เหล็ก

            [3] ถง(铜)แปลว่า ทองแดง

            [4] ถง(同)ในที่นี้หมายถึงเป็นหนึ่งเดียวกัน

            [5] ใต้หล้าสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว(天下大同)เป็นหลักคำสอนในลัทธิขงจื้อ หมายถึงให้ทุคนในโลกสามัคคีกลมเกลียวไม่แก่งแย่งกัน

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808