หลังจากฉินฟงในร่างของจูต้าเหยียนถูกหลู่อิงฉานสังหารและร่วงตกลงมาจากยอดหอคอยจนสิ้นใจ ิญญาของฉินฟงก็ได้มาพบเข้ากับกายละเอียดของ ปรมาจารย์ไท่หยวนอี้ที่ด้านล่าง ไท่หยวนอี้ให้ฉินฟงรีบตามเขาไปอย่างเร่งรีบ เพราะเกรงว่าจะใครบางคนปรากฏตัวออกทำบางอย่าง "เร็วเข้าฉินฟงใกล้จะถึงแล้ว.." เสียงของไท่หยวนอี้กล่าวขึ้นด้วยความกระวนกระวาย ฉินฟงเองก็รีบเดินตามมาติด ๆ แต่ทว่า ..ยังมิทันถึงที่หมาย ร่างเล็กสีดำทะมึนก็ได้ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของคนทั้งสอง
"ช้าก่อนท่านผู้าุโ..นั้นท่านกำลังจะพาดวงิญญาของชายผู้นั้นไปไหนเ้าค่ะ.." เสียงของยมทูตสาวเยี้ยเหม่ยกล่าวขึ้น พร้อมกับสีหน้าดุดัน " อ้าว..เยี้ยเหม่แต่นั่นนั้นเอง ไม่ได้เจอเ้าเสียนาน ท่านพญายมสายดีหรือไม่น่าเสียดาย ข้าไม่มีโอกาสได้ลงไปดื่มน้ำชา เล่นหมากรุกกับท่านอีกแล้ว.. น่าเสียดายจริง ๆ " ไท่หยวนอี้ลูปเครายาวก่อนกล่าวออกมาด้วยสีหน้าผิดหวัง
ยมทูตสาวเยี้ยเหม่ยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม แต่แววตาแข็งกร้าว และยังจับจ้องมายังชินตาไม่กะพริบ "ใต้เท้าสบายดีเ้าค่ะ ท่านยังกล่าวคำลามาถึงผู้าุโด้วยว่า ขอให้โชคดีในเส้นทางที่กำลังจะไปแต่นั่นมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับดวงิญญาของชายหนุ่มข้างหลังท่านนี่เ้าค่ะ คร่าก่อนท่านนำิญญาของเขาไปใส่ในร่างของมนุษย์อีกคนที่สิ้นชีวิตไปแล้ว ผู้าุโทราบหรือไม่เ้าค่ะว่านั้นทำให้งานของข้าปั่นป่วนมากเพียงไหน ท่านพญายมก็ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น บอกให้ข้าหลับหูหลับตาลืม ๆ ไปเสีย เื่ใหญ่แบบนี้มันจะไปลืมได้อย่างไรล่ะเ้าค่ะ ถ้าจักรของจักรวาลเกิดเสียสมดุลขึ้นมาใครจะรับผิดชอบเ้าค่ะ" ยมทูตสาวเยี้ยเหม่ยร่ายยาวบ่นเป็หมีกินผึ้ง ส่วนไท่หยวนอี้ก็เอาแต่แย้มยิ้มและมีท่าท่าสบาย ๆ "เอาเถอะ เอาเถอะข้าต้องขอโทษด้วยก็แล้วกันที่ทำให้เ้าเดือดร้อน ส่วนเื่ิญญาเ้าหนุ่มคนนี้ข้าขอเวลาอีก…." "ไม่ได้เ้าค่ะ!!! ยังไงหนนี้ข้าก็ยอมทำตามท่านไม่ได้จริง ๆ โปรดเห็นใจข้าด้วย"
เยี้ยเหม่ยส่งเสียงแข็งออกมาดังลั่น ก่อนที่ไท่หยวนอี้จะทันกล่าวจบประโยคเสียอีก ใบหน้าของไท่หยวนอี้ดูมีความกังวลและหนักใจเป็ยิ่งนัก เขาคิดว่าอย่างไรเสียครั้งนี้ ยมทูตสาวเยี้ยเหม่ยก็ไม่ยอมรามือเป็แน่ เขาจะต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่เวลาของเขาก็ใกล้จะหมดลงเช่นกัน..
ไท่หยวนอี้เอามือลูปเคราไปมาก่อนจะกล่าวขึ้น "ครั้งนี้เ้าคงไม่ยอมแพ้และจะเอาหนุ่มนี้ไปให้ได้สินะ"
"ถูกต้องแล้วเ้าค่ะ"
"ถ้าเช่นนั้นข้าก็คงไม่มีทางเลือก..ก่อนหน้านี้ข้าได้รับเ้าหนุ่มนี้เข้าพรรคแล้ว เช่นนั้นก็ถือว่าข้าเป็อาจารย์ของเขา หากเ้า้าจะลูกศิษย์ของข้าคนนี้ไป เ้าก็ต้องได้รับการยินยอมจากของข้าเสียก่อนหน็อยยี้ยเหม่ย"
พอยมทูตสาวได้ยินคำของไท่หยวนอี้นางก็ใเล็กน้อย ก่อนจะนิ่งไปสักพัก "ในเมื่อเป็เช่นนั้น..ข้าก็คงไม่มีทางเลือก ตัวของข้านั้นอ่อนด้วยไร้ฝีมือหากเทียบกับผู้าุโ แต่ข้าอยากจะให้ท่านรับเงื่อนไขของข้าหนึ่งอย่างจะได้หรือไม่เ้าค่ะ " ไท่หยวนแม้กระทั่งมีสีหน้าประหลาดใจ เยี้ยเหม่ยคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ "ถ้าข้ารับเงื่อนไขของเ้า แล้วเ้าจะยอมรามือจากเ้าหนุ่มผู้นี่ใช่หรือไม่" เยี้ยเหม่ยยกมือคารวะพร้อมค่อมศีรษะให้ไท่หยวนอี้
"เ้าค่ะ หากผู้าุโยอมรับคำขอของข้า ข้าจะยอมจากไปทันที"
"เช่นนั้นก็ได้เยี้ยเหม่ย เ้า้าให้ข้าทำสิ่งใดกันล่ะ" เยี้ยเหม่ยเผยรอยยิ้มอย่างผู้มีชัยขึ้นที่มุมปากก่อนจะกล่าวตอบไท่หยวนอี้ " หามิได้ ข้าน้อยมิได้้าสิ่งใดมากมายจากผู้าุโ สิ่งที่ข้า้ามีเพียง้าให้ลูกศิษย์ของท่านคนนั้นมาประลองกับข้า หากข้าแพ้ ข้าจะยอมกลับปรโลกแต่โดยดี แต่หากข้าชนะข้าจะนำตัวเข้าไปด้วย"
เงื่อนไขที่คาดไม่ถึงของเยี้ยเหม่ยทำเอาไท่หยวนอี้และฉินฟงใไม่น้อย ไม่คาดคิดเลยว่านางจะมาไม้นี้ อีกทั้งปรมาจารย์ไท่หยวนอี้ยังตกปากรับคำนางไปแล้ว จะให้กลับคำตอนนี้ก็ดูจะไม่น่าเคารพนับถือ "ประลองฝีมืองั้นรึ..ไม่คิดเลยว่าเยี้ยเหม่ยจะใช้วิธีนี้" ฉินฟงที่ยืนอยู่ด้านหลังไท่หยวนอี้เกิดความประหลาดใจเขาจึงเอ่ยถามไท่หยวนอี้ไปว่า "ท่านอาจารย์ขอรับ ข้ามีเื่คาใจขอถามหน่อยจะได้หรือไม่ขอรับ" ไท่หยวนอี้หันมาหาฉินฟงก่อนกล่าวตอบ
"เ้ามีสิ่งใดคาใจงั้นรึฉินฟง" "ขอรับท่านอาจารย์ข้าสงสัยว่า ยมทูตเช่นนางมีวรยุทธ์ด้วยหรือขอรับ แล้วเป็วรยุทธ์แบบไหนกัน ข้าสามารถเอาชนะนางได้หรือไม่ขอรับ.." พอไท่หยวนอี้ได้ฟังคำถามของฉินฟง ปรมาจารย์าุโ ก็ถอนหายใจยาวก่อนจะเอามือลูบคางทำท่าทางลังเลนิดหน่อย และตอบฉินฟง "วรยุทธ์ของเยี้ยเหม่ย เทียบกับวรยุทธ์ของเ้างั้นรึ? อืม….ข้าจะอธิบายเช่นไรดี หากเป็มนุษย์เหมือนกันน่าจะพอฟัดพอเหวี่ยง สู่สีเอาเื่ แต่…ในกรณีนี้ ข้าเกรงว่าเ้าจะมิอาจเอาชนะนางได้…" ฉินฟงทำตาโตด้วยความใ "เหตุใดจึงเป็เช่นนั้นล่ะขอรับท่านอาจารย์ข้าไม่เข้าใจ" ไท่หยวนอี้มีสีหน้าขึงขังก่อนจะกล่าวกับฉินฟงต่อ
"เพราะวรยุทธ์ของนางมีไว้กับ ิญญา และภูติ ผีโดยตรงยังไงล่ะ"
เมื่อเยี้ยเหม่ยเห็นไท่หยวนอี้กับเลิ่กลั่กฟงพูดคุยกัน นางจึงความหงุดหงิดในอารมณ์ก่อนจะกล่าวถามไท่หยวนอี้ เสียงดัง "จะเอาเช่นไรเ้าค่ะ ผู้าุโ ท่านจะส่งลูกศิษย์ออกมาประมือกับข้า หรือจะยอมผิดคำพูดที่ได้ตกลงกับข้าไว้" สีหน้าและแววตาของเยี้ยเหม่ยยามนี้ดูเย่อหยิ่ง จองหอง และอวดดียิ่งนัก แต่ไท่หยวนอี้ก็ไม่ได้ถือสาหาความนางแต่อย่างไรไม่
"ใจเย็น ๆ ก่อน เยี้ยเหม่ยข้ายังไม่ได้พูดสักคำว่าจะไม่ส่งลูกศิษย์ ของข้าออกไปประลองกับเ้า ในเมื่อข้ารับปากเ้าแล้วข้าย่อมไม่กลับคำกลืนน้ำลายตัวเองแน่ เอ้า ฉินฟงเ้าจะออกไปขอคำชี้แนะจากนางเร็วเข้า" ฉินฟงที่ได้ยินแบบนั้นก็มีสีหน้าเลิ่กลั่ก กล้า ๆ กลัว ๆ เพราะไท่หยวนอี้พึ่งจะบอกว่าเขาไม่มีทางชนะเยี้ยเหม่ยได้แล้วทำไมไม่หยวนอี้ถึงได้ผลักไสเข้าออกไปเช่นนี้
ก่อนจะเดินออกไปไท่หยวนอี้ได้กล่าวบางอย่างเบา ๆ กับฉินฟงอย่างรวดเร็ว ก่อนเปลี่ยนเป็แย้มยิ้มอย่างสบายใจเพื่อมิให้เยี่ยเหม่ยจับพิรุทได้ หนึ่งร่างิญญาชายหนุ่ม หนึ่งร่างของยมทูตสาวยืนประจันหน้ากัน ฉินฟงดูตื่นตระหนกอยู่เล็กน้อย
ผิดกับเยี้ยเหม่ยที่มีแววตามั่นอกมั่นใจว่า ภายในไม่กี่กระบวนท่านางจะสามารถจัดการเขาลงได้อย่างแน่นอน “จงยอมรับความพ่ายแพ้และตามข้าไปรับโทษในปรโลกซะเ้าิญญาเร่ร่อน กรงเล็บพรากิญญา!!” สองมือของเยี้ยเหม่ยเกร็งแน่นก่อนจะกางทั้งห้านิ้วออกและ มีไอประหลาดแผ่ซ่านออกมาพร้อมกับเสียงร้องอันโหยหวนจนน่าขนลุก จากนั้นนางจะพุ่งเข้าใส่ฉินฟงด้วยความรวดเร็วราวกับเป็กรงเล็บของพญาอินทรีย์ที่หมายมุ่งจะจับเหยื่อตรงหน้าก็มิปาน ฉินฟงเร่งโคจรพลังลมปราณไปทั่วร่างก่อนจะก้าวถอยอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนจะช้าเยี้ยเหม่ยอยู่มากโข กรงเล็บดำทะมึนของนางอยู่ห่างฉินฟงแค่ไม่ถึงครึ่งก้าว และในนาทีนั้นเสียงของใครบ้างตนก็ได้พูดขึ้น
“ถ่ายเทลมปราณไปที่ทั้งสอง แล้วก้าวเท้าเป็เลขแปด ปล่อยร่างให้ไหลไปอย่างอิสระ ราวกับสายน้ำในมหานที” “ขอรับท่านอาจารย์” ฉินฟงขานรับคำของปรมาจารย์ไท่หยวนอี้ ก่อนจะทำตามทันที ผลก็คือ วิชากรงเล็บพรากิญญาของเยี้ยเหม่ยไม่อาจััถูกตัวของฉินฟงได้แม้แต่ปลายก้อย “เหอ…เหอ…นี้เรียกว่า วิชาแปดก้าวไร้สิ้นสุด เป็ท่าที่ข้าคิดค้นขึ้นมาเองเมื่อนานมาแล้ว มันเหมาะสำหรับหลับหลีกจุดตายทั้งแปดของร่างยามถูกจู่โจม
เยี้ยเหม่ยรู้สึกโมโหมากจึงได้แผดเสียงใส่ไท่หยวนเลิ่กลั่กอย่างไม่มีความยำเกรง “ไฉนท่านถึงตระบัดสัตย์เช่นนี้เล่าาุโเฒ่า ในเมื่อท่านบอกจะให้เขามาประลองฝีมือกับข้าตัวต่อตัว แต่ปากท่านกลับพร่ำเขาสอนไม่หยุด” ไท่หยวนอี้ไม่ได้รู้สึกโกรธแต่อย่างใดแถมเขาแย้มยิ้มและหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยกับเยี้ยเหม่ยว่า
“ข้ารึ? ตระบัดสัตย์.. ข้าทำแบบนั้นเมื่อไรกัน เงื่อนไขของเ้าคือ ้าให้ข้าส่งเ้าฉินฟงไปประลองข้าก็ทำตามแล้ว แต่เ้าไม่ได้ระบุไว้นี่ ว่าห้ามข้าสอนเขาระหว่างต่อสู้” พอเยี้ยเหม่หน็อยได้ยินเช่นนั้นนางก็โกรธมาก ก่อนที่นางจะก้าวถอยห่างจากฉินฟงเร็วพลัน ฉินฟงชะล่าใจคิดว่ายมทูตสาวนางนี้คงจะยอมแพ้แล้วแต่ก็หาได้เป็เช่นนั้นไม่ ดูเหมือนเยี้ยเหม่ยจะยืนหลับตาอยู่ชั่วขณะก่อนจะลืมตาขึ้นและทำท่าร่างแปลก ๆ พร้อมกับปราณมรณะสีดำ และไอเย็นะเืที่แผ่ซ่านออกมาจากทั่วร่างของนาง ดวงตาของเยี้ยเหม่ยมีสีดำสนิท เส้นผมที่ดำขลับแปรเปลี่ยนเป็ขาวโพลนปลิวไสว “ วิชาแปดก้าวไร้ที่สิ้นสุดงั้นรึ ตาเฒ่าเ้าเล่ห์ เช่นนั้นให้ลูกศิษย์เ้าลองเจอ วิชานี้ของข้าหน่อยเป็ไร ฝ่ามือทูตมรณะสลายิญญา ขั้นที่ ห้า”
พอไท่หยวนอี้เห็นเช่นนั้นเขาก็ใเป็อย่างมาก วิชาฝ่ามือทูตมรณะสลายิญญา เป็วิชาลับที่สืบทอดกันมาเฉพาะ เชื้อสายของยมทูตชั้นสูงเท่านั้น วิชานี้มีทั้งหมด 9 ขั้น ผู้ฝึกถึงขั้นที่ห้าขึ้นไปผมจะกลายเป็สีขาว ดวงตาจะกลายเป็สีแดง มือสองข้างจะกลายเป็สีฟ้า และเย็นเฉียบ ภูตผี ปีศาจที่ถูกฝ่ามือนี้เขาไป หากจิตไม่แข็งแกร่งพอิญญาดวงนั้นจะถูกความหนาวเย็นสุดขั้วเล่นงาน และแตกสลายไปตลอดกาล ไท่หยวนอี้ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเยี้ยเหม่ย ฝึกมาถึงขั้นที่ 5 แล้วเมื่อหลายปีก่อนตอนที่เขาลงไปปรโลก ไท่หยวนอี้ยังเห็นเยี้ยเหม่ยฝึกได้เพียงแค่ขั้น 2 อยู่เลย
“นี่ข้าต้องเป็ผู้ลงมือจัดการหยุดนางด้วยตัวเองหรือนี่…ถ้าข้าทำเช่นนั้นนอกจากนางจะาเ็แล้ว ตัวข้าคงจะสูญเสียตบะที่สั่งสมมาหลายสิบปี ไปด้วย นั้นแปลว่าข้าจะต้องกลับร่างเพื่อเข้าฌานสมาธิใหม่ั้แ่แรก…และด้วยสังขารของข้ายังไงเสียก็ไม่มีทางทำสำเร็จ แต่ถ้าข้าไม่กลับเข้าร่างตนเอง กายละเอียดของข้าก็เวียนว่ายตายเกิดตามวัฏจักรเฉกเช่นผู้อื่น แล้วแบบนี้ข้าจะไปโลกแห่งการหลุดพ้นได้อย่างไร..”
ไท่หยวนอี้รู้สึกลำบากใจเป็อย่างมาก เขาถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะปรายตามองไปที่ฉินฟง ซึ่งกำลังมองดูเยี้ยเหม่ย และในตอนนั้นสิ่งที่ไท่หยวนอี้พบก็คือ ฉินฟงไม่มีท่าทางหวาดวิตกหรือกลัวแม้แต่น้อย ไท่หยวนอี้รู้ดีว่าฉินหน็อยไม่รู้จักวิชาตรงหน้าและไม่รู้ด้วยว่าจะเกิดสิ่งใดกับตนเมื่อถูกเยี้ยเหม่ยจู่โจม
“เ้าไม่หวาดกลัวเลยรึ ศิษย์ข้า รู้หรือไม่ว่าหากเ้าโดนฝ่ามือนั้นของนางเข้าไปตัวเ้าจะเป็เช่นไร”
ไท่หยวนอี้เบิกตากว้างก่อนจะเอ่ยปากถามฉินฟง “ ไม่กลัวขอรับท่านอาจารย์ เพราะข้าไม่รู้ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น แต่ข้าพอจะเดาได้ว่าวิชาที่นางกำลังจะใช้ คงร้ายกาจน่าดู เผลอ ๆ ร่างข้าอาจจะดับสลายไปเลยก็ได้”
“ถ้าเป็เช่นนั้นจริงแล้วเ้าไม่เสียดายรึ…บางทีชาติหน้าเ้าอาจจะได้กลับมาเกิดใหม่และมีชีวิตดี ๆ ก็ได้”
ฉินฟงนิ่งเงียบไปก่อนยิ้มออกมา “ก็อาจเป็อย่างที่ท่านอาจารย์บอก หรืออาจจะไม่เป็เช่นนั้นก็ได้ โลกที่ข้าอยู่ตอนนี้ช่างเน่าเหม็นและเต็มไปด้วยความทุกข์ไม่จบสิ้น บางทีถ้าข้าสลายหายไปก็อาจเป็เื่ดีก็ได้ขอรับ..เหมือนท่านอาจารย์ไงขอรับที่จะได้ไปอยู่ในโลกแห่งการหลุดพ้น”
พอไท่หยวนอี้ได้ฟังคำที่ฉินฟงเอ่ยออกมาเขาก็ถอนหายใจยาว ๆ ก่อนเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
“เ้าเด็กโง่เอย มันเหมือนกันซะที่ไหนเล่า การดับสูญไปตลอดกาล กับการไปยังโลกแห่งการหลุดพ้น”
ไท่หยวอี้ไม่ได้กล่าวลอย ๆ อย่างเดียวเขายังก้าวเท้าเดินมาอยู่ข้างหน้าฉินฟงด้วย “ท่านอาจารย์..นี่ท่าน..”
“เ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ค่อยดูข้าให้ดี ๆ ก็พอ จากนี้นี้คือสุดยอดเคล็ดวิชา ฝ่ามือปราณเทพัขั้นที่ เก้าใจจริงข้าไม่อยากจะวิชานี้กับเยี้ยเหม่ยสักเท่าไหร่ สำหรับข้าที่เห็นนางมาั้แ่ตัวน้อย ๆ วิ่งเล่นไปมาในปรโลก อย่างไร้เดียงสา แต่ในตอนนี้ดูเหมือนนางจะแอบฝึกวิชาจนถูกจิตมารเข้าครอบงำ หากปล่อยไว้เช่นนี้ นางจะไม่ใช่ยมทูตอีกต่อไปแต่จะกลายเป็ นางมารตนหนึ่งเท่านั้น…มีแต่วิชาของข้าเท่านั้นที่ช่วยนางได้”
ฉินฟงฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่แต่เขาก็ไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่า หากไท่หยวนอี้ใช้วิชาขั้นสูงในร่างนี้จะเกิดอะไรขึ้น “แต่ท่านอาจารย์ขอรับ หากท่านใช้วิชานี้แล้ว….ร่างของท่าน…”
“เื่นั้นเ้าไม่ต้องห่วงหรอกศิษย์ข้า หากมันเป็ชะตาฟ้าลิขิตข้าก็คงมิอาจฝืนได้..จะหลุดพ้นก็ดี ไม่หลุดพ้นก็ดี ไยจึงต้องยึดติดกันเล่า…” ไท่ยวนอี้กล่าวพร้อมกับพ่ายมือร่ายรำท่าร่างประดุจักำลังพลิกม้วนไปมาในอากาศพลังปราณสีทองที่อัดแน่นอยู่ภายในกายละเอียดค่อย ๆ แผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก แต่ฉินฟง กลับรู้สึกกลัวเพราะสิ่งที่เขาเห็นก็คือ ร่างของไท่หยวนอี้ที่จางลงจนเกือบจะโปร่งใส “เอาล่ะเยี้ยเหม่ยข้าพร้อมแล้วเข้ามาเลย…”
เยี้ยเหม่ยส่งเสียงร้องราวกับสัตว์ร้ายในขุมนรกก่อนที่นางจะก้าวเท้าไปด้านหลังและย่อตัวลง ก่อนจะพลิกม้วนฝ่ามือ และพุ่งเข้ามาหาไท่หยวนอี้ที่ตั้งท่ารออยู่โดยความรวดเร็วอันนาใ “ย้ากกกกกก!! ตายซะพวกเ้า”
แต่ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเองจู่ ๆ ก็ได้มีร่างขนาดมหึมาสีดำของบางคนโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน และขวางเยี้ยเหม่ยไว้..!!
จบบทที่ 10