เช้ามืดของวันต่อมาจางิก็หิ้วถังน้ำเดินออกทางประตูหลังบ้านเขาเดินไปยังบ่อน้ำสาธารณะของหมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปราวสามร้อยเมตร
ระหว่างทางไม่มีใครสักคนคงเป็เพราะมันยังมืดอยู่จนกระทั่งเขาไปถึงบ่อน้ำจึงได้พบว่ามีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น
แต่พอเขาเดินไปถึงบ่อน้ำจริงๆ เงาร่างนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยขนทั้งร่างของชายหนุ่มพร้อมใจกันลุกพรึบขึ้นมาเขารีบหย่อนถังน้ำลงไปในบ่อแล้วก็รีบสาวเชือกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
พอน้ำเต็มถังแล้ว ก็รีบเดินจ้ำอ้าวกลับบ้านของตัวเองในยุคสมัยนี้ทันที
จางิหอบหายใจสะท้านเพราะตื่นเต้นและหวาดกลัวเป็อย่างมากแต่เมื่อมองเห็นน้ำในถังที่เหลือเพียงน้อยนิดก็ต้องบ่นออกมา “เฮ้อ! ทำไมมันยากเย็นแบบนี้นะ เหลือไม่ถึงครึ่งถังเลย”
น้ำที่ตักมาได้นั้นเขาจึงหิ้วถังเข้าไปในห้องครัวแล้วก็เริ่มทำน้ำแกงเห็ดป่าใส่หน่อไม้ที่เก็บมาั้แ่เมื่อวาน
ระหว่างที่รออาหารสุกอยู่นั้น เขาก็คีบฟืนมาใส่เตาดินเผาเพราะคิดจะทำโจ๊ก
“ข้าวก็เหลืออยู่นิดเดียวเอง ทำยังไงดี เงินก็ไม่เหลือแล้วหรือว่าจะลองไปหาปลากับกุ้งัน้อยที่แปลงนาดีนะ”แปลงนาที่ว่าก็คือที่ดินไม่กี่หมู่ของเขาที่ปล่อยร้างเอาไว้ั้แ่พ่อแม่จากไป
ขณะที่เขากำลังวุ่นวายอยู่กับการทำอาหารในครัวอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าลานบ้าน
ชายหนุ่มั์ตาเปล่งประกายแห่งความหวังขึ้นมาคิดว่าต้องเป็หลินอ้ายถงแน่ๆที่มาพบเขา จึงได้รีบเดินออกจากห้องครัวอย่างเบิกบาน
แต่ทว่าพอเปิดประตูออกมาได้คนที่เขาเห็นกลับไม่ใช่หลินอ้ายถง “ป้าหลินมีอะไรหรือเปล่าครับ”
ป้าหลินที่นึกสงสารและเวทนาในโชคชะตาของจางิซึ่งไม่เหลือใครเหมือนตัวเองซึ่งเป็แม่ม่าย ก็ได้ยื่นตะกร้าใบเล็กส่งให้เขา“ป้าคิดว่าเธอคงเหลืออาหารไม่มากแล้ว ก็เลยแบ่งมาให้เธอนิดหน่อย”
จางิมองข้าวของในตะกร้าแล้วก็มองป้าหลินอึ้งๆ“นะ นี่มันเยอะเกินไปครับป้าหลิน ผมไม่กล้ารับเอาไว้จริงๆ”
“ไม่เยอะๆ รีบรับเอาไปเถอะเห็นเธอเป็แบบนี้แล้วก็ทำให้ป้าคิดถึงลูกชายรับเอาไว้เถอะนะ แต่ถ้าไม่สบายใจ ภายหลังถ้าเธอไม่ลำบากแล้วก็ค่อยเอาไปคืนป้าทีหลังก็ได้”ป้าหลินเอ่ยออกมาเสียงสั่นเครือและสายตาที่มองจางิก็เต็มไปด้วยความเอื้ออาทร
จางิที่ยังปรับตัวไม่ได้และไร้ที่พึ่งมองอาหารในตะกร้าอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจรับมา "ขอบคุณป้าหลินมากครับ ถ้าผมมีความเป็อยู่ดีขึ้นแล้วจะเอาไปคืนป้านะครับ"
“ได้ๆๆ รีบกลับเข้าบ้านเถอะ”
“ครับป้าหลิน”จางิค้อมศีรษะขอบคุณป้าหลินอีกครั้ง แล้วจึงเดินกลับเข้าบ้าน
ตอนสายของวันจางิก็เดินหิ้วถังน้ำไปที่แปลงนาของตัวเองแม้เื่งานครัวเขาจะไม่ค่อยถนัดแต่เื่หาอาหารตามแม่น้ำและลำคลองนั้นเขาชื่นชอบั้แ่เป็เด็กแล้วและก็ทำมันได้ดีด้วย
พอพับขากางเกงขึ้นสูงและวางถังเอาไว้บนคันดินที่มีหญ้าขึ้นเต็มไปหมดแล้วเขาก็ก้าวขาลงไปในแปลงนาที่มีน้ำขังถึงหัวเข่า สายตาก็เริ่มมองหาปลา หาหอยและกุ้ง
“เจอแล้ว!!” มือทั้งสองข้างของชายหนุ่มพุ่งลงไปตะครุบตัวกุ้งัน้อยอย่างว่องไว“ได้มาสองตัวเลย” กำลังใจของจางิดีขึ้นไม่น้อยเพราะถ้าเขายังสามารถหาอาหารจากธรรมชาติได้เขาก็จะไม่อดตายแน่นอน
แต่ถ้าเขาต้องอยู่ในยุค 90 เป็เวลานาน และยังไม่สามารถกลับไปในยุคปัจจุบันได้แล้วล่ะก็เขาคงต้องเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อหางานทำ
ได้แต่หวังว่าหลินอ้ายถงจะยังจำความสัมพันธ์ของเขาและเธอได้คิดไปพลางมือของเขาก็งมหอยในแปลงนาไปพลาง
หลินอ้ายถงที่กลายเป็ลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้านไปแล้วตอนนี้เธอยืนมองจางิจากที่ไกลๆด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก
“อ้ายถง เธอให้พวกเราพามาที่นี่ทำไมหรือว่าเธออยากกินผักป่า พี่กับเ้ารองจะขึ้นเขาไปเก็บให้ตอนนี้เลยก็ได้นะ”พี่ชายของหลินอ้ายถงจับแฮนด์รถจักรยานด้วยสีหน้ากระตือรือร้น
หลินอ้ายถงได้ยินพี่ชายพูดแบบนั้นแล้วก็ละสายตาจากจางิหันมาพูดกับเขายิ้มๆ “ฉันก็แค่อยากใช้ความคิดนิดหน่อยค่ะพี่ใหญ่วันนี้ที่บ้านของพวกเราคนเยอะจะตาย ฉันอยากจะอ่านหนังสือเตรียมสอบก็ยังทำไม่ได้ เลยต้องออกมาปั่นจักรยานเล่น”
“เฮ้อ! นั่นมันก็จริงแต่เื่นี้จะว่าไปแล้วทำไมคนจากในเมืองถึงได้มาหาพ่อแม่ของพวกเราก็ไม่รู้นะ”
คราวนี้หลินอ้ายถงเบนสายตากลับไปมองจางิที่กำลังก้มๆเงยๆอยู่กลางแปลงนารกเรื้อตามเดิม“อืม ฉันก็สงสัยเหมือนกับพี่นั่นแหละค่ะพี่ใหญ่ ผู้ชายคุณสมบัติดีแบบนั้นทำไมถึงหลุดรอดมาจนถึงคนบ้านนอกอย่างพวกเราได้จะอ้างว่าเป็คำสั่งของคนรุ่นก่อนนี่ก็ยิ่งไม่เข้าท่ามันเป็แค่คำพูดตอนเมาเท่านั้นเองนะ”
“นั่นก็จริงแต่คนบ้านนอกอย่างเราก็ไม่ได้แย่หรอกนะดูอย่างเธอสิมีอะไรสู้คนในเมืองอย่างพวกเขาไม่ได้ อีกหน่อยก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้กลายเป็นักศึกษายังจะมีใครกล้าดูถูกคนบ้านนอกอย่างพวกเราอีกล่ะ”
หลินอ้ายถงเพียงยกยิ้มมุมปากนิดๆก่อนจะชี้ให้พี่ชายดูจางิ “ดูเขาสิคะพี่ใหญ่น่าสงสารจริงๆ”
“จางิเพื่อนร่วมชั้นของเธอน่ะเหรอ อืมเขาก็น่าสงสารจริงๆ ั้แ่พ่อแม่ของเขาจากไปชีวิตของเขาก็ย่ำแย่ลงทุกวันแต่จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ คนน่าสงสารก็มีอยู่ทุกที่นั่นแหละ”น้องสาวของเขาคนนี้แม้จะรู้ว่าบ้านของพวกเขาและบ้านของจางิมีเื่บาดหมางกันมานานแต่ก็ยังใจดีเห็นอกเห็นใจคนแบบนั้นอยู่ได้ เธอไม่รู้เหรอว่าคนบางคนก็ไม่เหมาะจะทำดีด้วย
“ฉันอยากจะแบ่งอาหารไปให้เขาพี่ใหญ่คิดว่าพ่อกับแม่จะตำหนิฉันไหมคะ”
“ไม่ได้!! อาหารของบ้านเราแม้จะมีเก็บสะสมเอาไว้ไม่น้อย แต่เขาก็เป็คนอื่นนะหรือว่าเธอมีความสัมพันธ์อะไรกับเขาที่บอกพวกเราไม่ได้”พี่ใหญ่ของหลินอ้ายถงเอ่ยถามน้องสาวเสียงเข้ม จางิก็คือจางิไม่เกี่ยวข้องกันกับพวกเขาอยู่แล้ว ถ้าน้องสาวเกิดมีใจให้ไอ้หน้าหล่อแต่ไร้ความสามารถคนนี้ล่ะก็พี่ใหญ่อย่างเขานี่แหละที่จะขวางเป็คนแรก
หลินอ้ายถงหัวเราะออกมาเสียงแ่อย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ“ฉันก็แค่อยากจะตอบแทนเขาเท่านั้นค่ะพี่ใหญ่แต่ไม่คิดเลยว่าพี่จะคิดไปไกลขนาดนั้น”
“ตอบแทนอย่างนั้นเหรอ ตอบแทนเื่อะไรกัน”คิ้วของเขายังคงขมวดเป็ปม
“ก็ตอบแทนที่เขาช่วยฉันอย่างไรล่ะคะถ้าไม่ได้เขาช่วยเอาไว้ น้องสาวของพี่คงตกเขาไปแล้ว”
“อ้อ เป็แบบนี้นี่เองถ้าอย่างนั้นเธอจะบอกพ่อกับแม่ว่ายังไงเธอก็รู้นี่ว่าแม่ของเราเคยมีปัญหากับพ่อแม่ของจางิมาก่อน”
หลินอ้ายถงกวักมือเรียกพี่ชายให้เข้ามาดูอะไรบางอย่างใกล้ๆพอพี่ชายทั้งสองคนโน้มตัวเข้ามา เธอก็ได้นำเอาของจากแหวนมิติออกมา“พี่สองคนอย่าพึ่งบอกพ่อกับแม่นะเอาไว้ให้ฉันมั่นใจเสียก่อนฉันจะเป็คนบอกกับพวกท่านเอง”
พี่ชายทั้งสองคนของหลินอ้ายถงมองผลไม้ในมือของน้องสาวปากของพวกเขาก็ได้อ้าค้างไปแล้วเพราะไม่คิดว่าพอฟื้นคืนสติกลับมาเธอจะมีความพิเศษแบบนี้นี่ยังเป็น้องสาวของพวกเขาอยู่หรือเปล่า
“ทะ ทำได้ยังไงอ้ายถง”พี่ใหญ่ของบ้านถามน้องสาวด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หลินอ้ายถงส่งแอปเปิลกลับเข้าไปในแหวนมิติของเธอจากนั้นก็เชิดหน้าขึ้นน้อยๆพร้อมกับพูดว่า “นี่ก็ต้องขอบคุณจางิแต่พวกพี่อย่าพูดออกไปนะคะ”
พี่ใหญ่และพี่รองของบ้านมองสบตากันจากนั้นก็รีบพยักหน้ารัวๆผลประโยชน์ล้ำเลิศแบบนี้ใครจะให้ไอ้ยาจกนั่นได้รับไปล่ะ ถึงของวิเศษนี่จะเคยเป็ของมันมาก่อนแต่แล้วอย่างไรล่ะ ตอนนี้มันกลายเป็ของน้องสาวของพวกเขาไปแล้วเรียบร้อยคนไร้ความสามารถแบบนั้นก็สมควรแล้วล่ะที่จะต้องมีชีวิตยากลำบากต่อไป
“แน่นอนว่าพวกเราจะไม่พูดเื่นี้ออกไปโดยเฉพาะจางิเขาจะไม่มีทางรู้แน่นอน แล้วเธอจะบอกพ่อกับแม่ตอนไหนล่ะ”
“อีกสักระยะก็แล้วกันค่ะ แต่พรุ่งนี้พี่สองคนต้องไปเป็เพื่อนฉันเอาอาหารกับของใช้บางอย่างไปให้จางิด้วยกันนะ”
“ได้สิ เื่นี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้วแต่เธออย่าทำให้เขาคิดจะพึ่งพาเธอถ่ายเดียวล่ะ”
“แค่ครั้งนี้เท่านั้นที่ฉันจะเอาของไปให้เขาด้วยตัวเองส่วนครั้งต่อไปก็คงต้องลำบากพี่สองคนแล้ว”
“ได้สิ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”พี่ใหญ่ของบ้านยิ้มให้น้องสาวอย่างพอใจ ทั้งยังมองเธอด้วยความภาคภูมิใจอีกด้วย
พี่รองของบ้านที่คิดเื่ราวได้อย่างลึกซึ้งก็ถึงกับดีดนิ้วดังเปาะ แล้วพูดขึ้นมา “แบบนี้พวกเราก็ไม่จำเป็ต้องยอมให้อ้ายถงหมั้นกับเ้าหน้าที่หยางคนนั้นแล้วล่ะ”
หลินอ้ายถงมองพี่รองของเธอด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ“เื่นี้พ่อกับแม่เหมือนจะอยากให้ฉันหมั้นกับผู้ชายคนนั้นนะคะพี่รอง”
“ถ้าเธอมีความพิเศษแบบนี้แล้วก็ไม่จำเป็แล้วล่ะอ้ายถง สามีของเธอควรเป็คนที่มีคุณสมบัติดีกว่านี้นะ”
แต่พี่ใหญ่ของบ้านกลับไม่คิดเช่นนั้น“เ้าหน้าที่หยางคนนี้ภูมิหลังไม่ธรรมดาอาจจะเกี่ยวข้องกับคนชั้นสูงในปักกิ่งด้วย”
ั์ตาของหลินอ้ายถงถึงกับพราวระยับ“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่พ่อกับแม่เห็นว่าดีเถอะค่ะ”
พี่รองของบ้านยังอยากจะคัดค้านแต่พอเห็นสีหน้าของน้องสาวแล้ว ก็ทำให้คิดได้ว่าเธออาจจะแอบมีใจให้กับเ้าหน้าที่หยางไปแล้วก็ได้
“เฮ้อ!ช่างเื่นี้เถอะ ถึงหมั้นกันแล้วแต่ก็ใช่ว่าจะแต่งงานกันเดี๋ยวนี้สักหน่อยนี่อ้ายถงของบ้านเรายังต้องเรียนมหาวิทยาลัยอีกตั้งหลายปีเลยนะ”
“อืม เื่นี้เ้ารองพูดถูกอ้ายถงของพวกเรายังต้องเรียนอีกหลายปี่นี้ครอบครัวของพวกเราก็ค่อยๆพิจารณาเขาไปเรื่อยๆก็ยังได้เอาล่ะนี่ก็ออกมานานแล้ว พวกเรากลับบ้านดีกว่านะ”
“เราจะยังไม่กลับค่ะพี่ใหญ่ พี่รอง”
“ทำไมล่ะเธอเองก็ต้องกลับไปอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ไม่ใช่เหรออ้ายถง”พี่ใหญ่ของบ้านขมวดคิ้วน้อยๆอีกครั้ง
“ฉันอยากจะขึ้นเขาไปดูจุดที่ฉันกลิ้งตกลงมาจนหมดสติอยู่ตรงนั้นค่ะพี่ใหญ่บางทีอาจจะมีของบางอย่างตกอยู่ที่นั่นก็ได้”
พี่ใหญ่มองน้องสาวด้วยแววตาที่ล้ำลึก“ของที่ว่านี่คงเป็ของจางิเหมือนกับที่เธอได้รับมาใช่ไหมอ้ายถง”
หลินอ้ายถงมองพี่ชายยิ้มๆไม่รู้สึกใกับคำถามของเขา “ใช่ค่ะพี่ใหญ่”
“อืม งั้นพวกเราก็รีบขึ้นเขาเถอะเดี๋ยวเ้านั่นมันจะขึ้นเขาไปก่อนพวกเรา”