เสียงปรบมือรัวลั่นผ่าความเงียบสงัด
ทุกคนมองไปยังชุดคลุมสีน้ำตาลคาร์ลกำลังยิ้มแย้มพร้อมกับปรบมือราวได้ดูละครถูกใจ ท่าทียินดีปรีดานั้นช่วยลดความเครียดท่ามกลางสถานการณ์ร้อนระอุ
“ขออภัยท่านอเล็กซานเดอร์” ชาล์กล่าวเสียงอ่อนโยน
ถึงกระนั้นก็มีทหารมากกว่าร้อยนายขวางระหว่างชายทั้งสอง
บรรดาทหารต่างหน้าเครียดตาขมึง เหงื่อจับเป็เม็ดเต็มใบหน้า มือไม้สั่นพานทำให้อาวุธเกราะเหล็กกระทบกันดังระงม
คาร์ลโบกมือให้ท่าทีเหล่าทหารรอบตัวสงบลง“เอาละ ทหาร ลดอาวุธลงก่อน”
ทว่าไม่เป็ดังประสงค์ เหล่าทหารยังคงจ้องั์ใหญ่ตาไม่กะพริบ
“ข้าบอกให้ลดอาวุธ” ชาล์ขึ้นเสียงสั่งอีกครั้งก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้แก่ยักษา “เชิญท่านอเล็กซานเดอร์นำศาสนขุนพลเดินทางเข้ามาพักในค่ายเถิด”
เหล่าทหารไม่ตอบสนองตามคำสั่ง
ชาล์ถึงกับต้องขมึงตาใส่รองแม่ทัพผู้ไม่สนองงานแต่เฟซองกลับส่ายหน้าเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าทุกคนไม่ฟัง ชาล์จึงเดินเข้าไปหาอเล็กซานเดอร์เพื่อกระตุ้นให้เหล่าทหารลดอาวุธเปิดทางให้แก่เขา
อเล็กซานเดอร์ปล่อยมือจากนายกองพร้อมปล่อยดาบใหญ่จากมือตน
ดาบคมสีทองสลายหายไปในอากาศลดบรรยากาศตึงเครียดรอบตัวทันที
“หากกังขาถึงประสงค์ของข้าเราหารือกลางกองทหารจะเป็การดีที่สุด”
“ท่านนำศาสนขุนพลมาโดยไม่แจ้งย่อมทำให้ทหารระแวดระวังเป็ธรรมดา”ชาล์ทุบอกเคารพด้วยความจริงใจพร้อมยกมือหยุดคำพูดของอเล็กซานเดอร์ไว้ก่อน “เราเชื่อมั่นในตัวท่านและความถูกต้องดังคำปฏิญาณแห่งศาสนขุนพล”จากนั้นก็ชี้ไปทางด้านซ้ายมือของอเล็กซานเดอร์ ทั้งสองกวาดสายตามองลานโล่งในค่ายทหาร “ให้ข้าได้ต้อนรับเสียงพระเป็เ้าแม้จะอยู่ในเวลาแห่งความเป็ความตายด้วยเถิด”
อเล็กซานเดอร์ทุบอกเคารพขอบคุณคาร์ลแล้วก็หันไปตั้งศอกแขนซ้ายพร้อมกำมือแก่ผู้ติดตาม เมื่อเขาแบมือแล้วกวักเข้าหาอกเหล่าศาสนขุนพลก็เดินเท้าเข้าสู่กำแพงค่าย ยักษาหันมาสบตานายใหญ่แห่งฟรังเกียตะวันตก“ขอบคุณสำหรับการต้อนรับจากว่าที่แกรนด์ดยุกแห่งฟรองเซ”
ชาล์ดวงตาเบิกโพลง เขากางแขนกว้างแล้วก้าวเดินตัวลอยฝ่ากองทหารไปโดยไม่สนคำทักท้วงจากผู้อื่นเขาโอบกอดเอวยักษาแสดงความเคารพอย่างสูงสุด
“เป็ข่าวที่น่ายินดียิ่งขอท่านและกองทัพจงพักผ่อนเถิด” คาร์ลตบมือลงบนต้นแขนใหญ่ “เมื่อท่านพักผ่อนจนสำราญดีแล้วจะหารือกันยามใดก็สุดแล้วแต่ท่านแม่ทัพอเล็กซานเดอร์ผู้ศักดิ์สิทธิ์จะกำหนดเถิด”
“เช่นนั้นแล้วเราก็คงต้องขอตัวเพื่อเตรียมทัพให้เรียบร้อยก่อนพบท่าน”อเล็กซานเดอร์ทุบอกแล้วก้มหน้าบอกลา
เมื่อคาร์ลแยกตัวจากอเล็กซานเดอร์เขาก็เผชิญกับสายตาหวั่นใจจากเฟซอง
“อเล็กซานเดอร์มีศักดิ์เป็ลุงของราชินีกีเนเวียท่านไม่ควรไว้ใจเขาเลย” รองขุนพลเสียงสั่นระหว่างก้าวเดินตามคาร์ลกลับไปยังค่ายพัก
“เ้าเห็นไหมชายผู้นี้ทำสิ่งใด” ชาล์เปลี่ยนเสียงเป็ชิงชังดุดัน “เ้าคิดเหรอว่ากองทหารแค่ร้อยคนจะขวางปีศาจั์ในคราบศาสนาตนนี้ได้”
รองแม่ทัพกะพริบตาถี่“เราสังหารพวกเขาที่นี่เลยดีไหม”
ชาล์หันมาขมึงตาดุลูกทัพ“ระวังปากของเ้าด้วย”
“โอกาสมาถึงแต่ไม่คว้าไว้คนอื่นจะหาว่าท่านโง่เอาได้” เฟซองเสียดเสียง
คาร์ลคว้าคอเสื้อรองแม่ทัพเพื่อหยุดวาจาไร้มารยาท“วันใดที่มหาสังฆราชไม่ต้องพึ่งศาสนขุนพล ข้าจะเป็ผู้อาสาตัดหัวพวกต่ำช้าเสียบหอกประดับกำแพง”
“ท่านชาล์อย่าไปถือสาเ้าเด็กเอาแต่ใจ”มือใหญ่ตบไหล่ชาล์
“ท่านโยมุส! (Yomush) ชายผู้นั้นอยู่ในมือของเขาแล้ว” เฟซองหันไปขึ้นเสียงใส่ชาวไวกิงผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าขาวแต่แก้มแดง และมีหนวดเคราถักเปีย
“รู้จักเอาตัวรอด ทีรุกทีไล่ เป็สิ่งสำคัญในตัวผู้นำ” เสียงหวานสอนเฟซอง
“เดนีเอล (Даниэль)อย่ามาแบ่งความขี้ขลาดของเ้า” รองแม่ทัพเหน็บ
เดนีเอลเป็หนุ่มชาวบริแตนรูปร่างสันทัดผมสีน้ำตาลอ่อนเข้ากับใบหน้าคม เขากำลังยืนพิงกำแพงหินด้วยท่าทีผ่อนคลาย “เ้าทึ่มเอ๊ย”เขาถอนหายใจเบา
โยมุสเหวี่ยงขวานมาขวางระหว่างเฟซองกับเดนีเอล“นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น”
“ข้ารู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ”เฟซองสูดลมหายใจเสียงดัง “ข้าแค่เสนอ”
“แม่ทัพไบเซนธิริกร่วมมือกับเบอร์กันดีแน่นอน”เดนีเอลยกนิ้วชี้แตะปาก “แต่เื่สถาปนานั้นก็ไม่เป็ผลดีต่อเบอร์กันดีเช่นกัน”
คาร์ลปรบมือเสียงดังเรียกความสนใจ“เฟซอง แข็งเกินไปก็แตกหักเสียการใหญ่ จำใส่หัวเ้าไว้” จากนั้นชาล์ก็เดินนำทุกคนเข้าที่ประชุมกองทัพ
จดหมายเชิญถูกวางลงบนโต๊ะไม้
“เชิญท่านอเล็กซานเดอร์ มหาศาสนขุนพลผู้ปกป้องแห่งไบเซนธิริก เข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับ่เย็น”ชายรูปร่างผอมบางมีผมสีบลอนด์วางสารลงบนโต๊ะไม้ “เมื่อสบโอกาส เขาก็้าคุมสถานการณ์ทันที”เกเบียลนิ่วหน้ามองเ้านาย
อเล็กซานเดอร์หลับตาคุกเข่าอยู่หน้ากางเขนทองคำเขาไม่ตอบคำถามจากรองขุนพลผู้กำลังร้อนใจ
“ท่านจะเชื่อท่านชาล์ได้จริงเหรอเซียร์”เสียงแ่หายไปกับเสียงคำราม
เสียงฟ้าร้องคำรามลั่นหลายครั้งพร้อมกับแสงแวบวูบวาบ แม้ท้องฟ้าในยามบ่ายนั้นจะสว่างจ้าไปด้วยแสงแดดไร้สายฝน
ครืน! ครืน! พึ้ม!แสงไฟวิบวับผ่านร่องผ้าเข้ามาภายในกระโจม แล้วทุกอย่างก็สงบลงเมื่ออเล็กซานเดอร์ลืมตา
“ลิขิต์” ยักษามองกางเขนทองคำลัญลักษณ์แห่งศาสนขุนพล
ดวงตาอบอุ่นเคลื่อนสูงไปตามร่างกายสูงใหญ่
ยักษาหันตัวกลับไปมองรองขุนพลผู้มีร่างกายสั่นเทา“ชาล์เดอฟรองเซไม่กล้าทำสิ่งใดเป็ภัยต่อพวกเรา”คำพูดไม่บรรเทาความกลัวของชายตรงหน้าลงแม้แต่น้อย
“เขานั้นตีสองหน้าต่อท่าน”เสียงของเกเบียลแ่เบาและแตกเครือ
“ความกลัวเล่นงานมนุษย์เราได้หลายรูปแบบ” ยักษาตบไหล่เกเบียลเบามือ“การตอบโต้ของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน”
“แต่ความกลัวนั้นไซร้เป็วิถีแห่งความอยู่รอด”รองแม่ทัพดวงตาสั่นไหว “ชาล์ผู้นั้น ในหัวใจของเขาเต็มไปด้วยความกลัว”
“จิตเ้าคงรับรู้ไม่ชัดแจ้ง เ้าจึงยิ่งมีแต่ความกลัว”อเล็กซานเดอร์กล่าวเสียงเรียบ “ชายผู้นั้นประสงค์เป็จักรพรรดิแห่งฟรองเซมากกว่าการปกครองฟรังเกียทั้งหมด”ม่านตาน้ำเพชรเหลือบแสงทองปะทะแสงเทียนเป็ประกายแน่วแน่
“หากเขาเป็จักรพรรดิแห่งฟรองเซแล้วเขาจะไร้ซึ่งความกลัวหรือเซียร์” ขุนพลสบตากับเ้านายร่างั์ลงหางเสียงด้วยคำสุภาพว่า ‘เซียร์’ (Sie)
“ผู้คนกลัวสิ่งที่ควบคุมไม่ได้...เมื่อเขาควบคุมได้...เขาก็จะไร้ซึ่งความกลัว”อเล็กซานเดอร์ยิ้มบนมุมปาก
หนุ่มผมบลอนด์คลายคิ้วขมวดลงเล็กน้อย“แต่เขาผู้นั้นจะยินยอมหรือเซียร์”
อเล็กซานเดอร์พยักหน้า “ถึงอย่างไรหลุยส์เดอบาวาเรียก็คงอยู่ได้ไม่นาน” รอยยิ้มของั์จางลง “ชะตาเขาไม่แตกต่างจากโลธาริ่งหรอก”
“เราจะมอบการปกครองให้ชายผู้กระหายเืและเถ้าถ่านจริงหรือเซียร์”รองขุนพลจ้องดวงตาสีน้ำเพชรตรงหน้า แล้วเขาก็คุกเข่าลงทันใด “ข้าสำนึกแล้ว”
ยักษาตบไหล่ลูกน้องแ่เบา“ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็เป็ไปตามลิขิตแห่ง์” อเล็กซานเดอร์เดินผ่านรองขุนพลผู้ที่กำลังคุกเข่าก้มหน้าอยู่
ชุดเกราะเหล็กสีเงินเป็มันเงาบนกายแม่ทัพศาสนขุนพลแตกสลายเป็เส้นแสงในอากาศธาตุเหลือแต่ชุดผ้าฝ้ายตัวในสีขาวหม่น เปรอะเปื้อนคราบศึกา ไร้เครื่องประดับสูงค่า ของล้ำค่าเดียวบนกายมีเพียงสายคาดเอวทำจากหนังวัวป่าสีน้ำตาลโดยงานช่างฝีมือเลื่องชื่อแห่งฟรังเกียกลาง
อเล็กซานเดอร์ไร้ซึ่งอาวุธเขาออกจากค่ายศาสนขุนพลมาหาทหารฟรองเซ ผู้นำทางไปร่วมงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้
เสียงมโหรี กลางค่ายศึก
ทหารผู้ภักดีแห่งฟรองเซนับสิบนายยืนรอศาสนขุนพลอยู่หน้ากระโจม
เมื่อั์ใหญ่เข้าร่วมวงก็ต่างพากันนำอเล็กซานเดอร์เข้าสู่งานเลี้ยง
เหล่าขุนศึกหัวเมืองระดับผู้นำเผ่าเข้าประจำโต๊ะส่วนตัวซึ่งตกแต่งอย่างหรูหราด้วยดอกไม้และผ้าปักลาย
อาหาร เครื่องดื่มนารีร่ายรำ เช่นเดียวกับการต้อนรับภายในวัง
กลิ่นหอมเนื้อหมูป่ากวางย่าง กระตุ้นต่อมอยากอาหาร
ขนมปังอบหอมกรุ่นอบอวลไปทั่วกระโจมเรียกให้น้ำลายแตกฟองเต็มช่องปาก
เหล่าแม่ทัพผู้ภักดียกจอกสุราขึ้น“ยินดีต้อนรับศาสนขุนพลอเล็กซานเดอร์ สำหรับข่าวดีถึงท่านคาร์ล”ทุกคนกล่าวอย่างพร้อมเพรียง
นางรับใช้เข้ามาโอบกอดแขนหนาของอเล็กซานเดอร์ มือบางลูบััเส้นขนประกายทองบนหลังมือยักษาอย่างเบามือ
นารีสูงเพียงเอวศาสนขุนพลจนเหมือนเด็กหญิงตัวน้อยกำลังปีนร่างบิดาเล่นนางแนบกายเปลือยเปล่าส่งกลิ่นเบญจพรรณโชยหอมหวนยวนใจบุรุษยั่วยวนด้วยกิริยาเร่าร้อนแนบจุดอ่อนไหวปลุกเร้าอารมณ์หื่นกระหายจากกายอเล็กซานเดอร์
สาวงามยัดจอกเงินใส่มือยักษาผู้ตอบสนองด้วยดวงตากลมใสซื่อสีหน้าเรียบนิ่งแต่ดวงตายังมองตามทำให้นางฉีกเนื้อป้อนด้วยเรียวปากสวยแก่เขา
อเล็กซานเดอร์คาบเนื้อแต่รักษาสีหน้าเรียบนิ่งราวเป็เด็กผู้ไม่รู้ประสีประสาต่อการยั่วยวนให้เข้าร่วมวงโลกีย์นางส่ายจอกเงินบรรจุเหล้าองุ่นหมักกลิ่นหอม เครื่องดื่มเลื่องชื่อในแผ่นดินฟรังเกียตะวันตกเข้ามาแทนจูบนุ่มของตน
มือใหญ่คว้าหยุดจอกกลางอากาศ“ขอบคุณสำหรับการต้อนรับ”
นายทหารหลากเผ่ายิ้มกริ่มตอบก่อนจะหันไปพูดคุยกันเสียงดังระงมกระโจม
คาร์ลใช้ช้อนเหล็กเคาะจอกเหล้าของตนดึงความสนใจพร้อมยกจอกเหล้าองุ่นในมือขึ้น“ท่านอเล็กซานเดอร์โปรดดื่มด่ำสำราญให้เต็มอิ่มก่อนหารือเถิด”
นางรับใช้ฉีกขนมปังกับเนื้อกวางหอมกรุ่นมาคาบไว้แล้วขยับตัวขึ้นป้อนด้วยเรียวปากบางอีกครั้ง
ศาสนขุนพลกลับมองนางตอบด้วยสายตากลมโตไร้เดียงสามือหยาบทั้งสองกุมสีข้างร่างบางดึงนางขึ้นสูงหาปากกว้าง
ริมฝีปากหยาบห่างเรียวปากสีชมพูหวานเพียงข้อนิ้วทำเอาหญิงสาวหน้าแดงตื่นเร้าทางเพศด้วยรสัั
สายตาทุกคนในกระโจมจับจ้องมายังทั้งสอง
ดวงตาของศาสนขุนพลจ้องตอบสาวงามก่อนขยับริมฝีปากหาใบหูแดงระเรื่อ ลมหายใจร้อนรดบนกายเธอนำกระแสกระสันตื่นเร้าจนร่างบางสั่นไหวอ่อนระทวย
“ลูกเ้าจะเป็แม่ทัพแห่งบริแตน”เขากระซิบเบาข้างใบหู
สาวงามหุบยิ้มถึงกับใบหน้าซีดเผือดทันใด
ยักษาถอยมาสบดวงตาที่กำลังเบิกโพลงเขาลูบริมฝีปากบางที่กำลังอ้าค้าง
“หากเ้าหยุดั้แ่วันนี้เ้าจะได้เห็นอนาคตของบุตร” มือใหญ่ลูบผ่านสองเนินเนื้อลงบนหน้าท้องเนียน “ถ้าเ้ายังคิดจะใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไปเ้าจะตายในสองปี”
หญิงสาวผู้เคยเต็มไปด้วยราคะเปลี่ยนเป็ซีดเหลืองทั้งตัวนางถึงกับกระโจนออกจากอุ้งมือของอเล็กซานเดอร์
ทุกคนต่างให้ความสนใจมองมายังนางโลมผู้มีสีหน้าตื่นกลัวร่างบางสั่นเทาก้มตัวลงหมอบแนบพื้นพร้อมร้องเสียงดังลั่น “โปรดอภัยต่อบาปของข้าด้วย”
เสียงตระหนกกล่าวซ้ำไปซ้ำมาทำให้ทุกคนเงียบมองเหตุการณ์อันไม่รื่นเริงนี้
มือใหญ่ดึงผ้าปูโต๊ะลายดอกลิลลีโยนไปคลุมร่างเปลือยเปล่าของสตรี
แม้ว่าอเล็กซานเดอร์จะมีเขี้ยวขึ้นบนมุมปากทั้งสองด้านราวสัตว์ร้ายและมีร่างกายสูงใหญ่ผิดแปลกจากมนุษย์ทั่วไปจนแสนน่ากลัว แต่สายตาและมารยาทกลับอ่อนโยนจนนางรับใช้รู้สึกปลอดภัย“ขอบคุณเ้าค่ะ” นางกล่าวซ้ำไปซ้ำมาด้วยเสียงสะอื้น ก่อนจะปาดน้ำตาแล้วยิ้มตอบอเล็กซานเดอร์จากนั้นจึงกระชับผ้าห่อร่างกายให้พ้นความอับอายจากสายตาบุรุษนับยี่สิบคนในกระโจม
“ท่านชาล์จะเป็การลำบากไหม หากท่านจะอนุญาตให้นางกลับบริแตเนีย”อเล็กซานเดอร์สบดวงตาสีเข็ม
ชาล์แห่งฟรองเซขบกรามแน่นยกมือขึ้นลูบบนท้ายทอยแล้วรีบลดลงมาวางบนโต๊ะ “แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควร”
“เ้าได้รับชีวิตแล้วแม่หญิงแห่งบริแตเนีย” ยักษากล่าวเสียงอ่อนนุ่มแก่หญิงงาม
หญิงสาวปาดน้ำตาแล้วย่อตัวคำนับ“ขอบพระคุณเ้าค่ะ” นางกล่าวซ้ำอีกหลายครั้งก่อนกระชับผ้าลุกขึ้นเมื่อนายทหารเข้ามาใกล้
สองทหารคว้าต้นแขนเธอแล้วดึงออกไปจากกระโจนกระนั้นแม่สาวคนสวยกลับส่งยิ้มหวานแก่ทุกคนในกระโจนเพื่อเป็การจากลาทว่าแท้จริงแล้วดวงตาสดใสของนางจ้องไปยังชายร่างเพรียวผมหยักศกสีน้ำตาลทอง แม่ทัพเดนีเอลยิ้มบนมุมปากตอบนางพร้อมด้วยดวงตาหวานแล้วผงกศีรษะรับการจากลาของหญิงสาว
หลังจากสตรีออกจากกระโจมไปอเล็กซานเดอร์ก็กลับมาสนใจอาหารต่อ “ขอบพระคุณท่านชาล์สำหรับอาหารเลิศรส”
“ไม่คิดว่าศาสนขุนพลผู้ขึ้นชื่อว่าเป็บุตรเทพเ้าจะติดใจอาหารบนพิภพ”โยมุสผมแดงหัวเราะลั่น
“มิได้หรอกท่านโยมุส จะเป็กึ่งเทพหรือเทพเ้า หรือทูต์ เมื่ออยู่บนปุถุชนโลกาก็สามารถอดตายได้ทั้งสิ้น” อเล็กซานเดอร์อมยิ้ม
“ลือว่ามีเทพเ้าทางตะวันออกเขาสามารถงดกินอาหารได้เกือบห้าสิบปี” โยมุสซดเบียร์ “ท่านคงสู้เขาไม่ได้”
“ข้าอดอาหารได้มากสุดก็เพียงปีเดียว”อเล็กซานเดอร์ลู่ไหล่ลงพร้อมผงกศีรษะ “อดน้ำได้สักเดือน” เขากล่าวเสียงแ่อย่างนอบน้อม“แต่จำเป็ต้องทำอย่างนั้นหรือ กายานี้คือพรของผู้เป็อนันต์การทำร้ายทำลายก็คือบาป” เขาวางเศษเนื้อกวางย่าง
เหล่าขุนพลนับสิบกำลังจ้องมองศาสนขุนพลแม้แต่ยามกลืนอาหารพานให้ความอยากอาหารของยักษามลายสิ้น
“ท่านทั้งหลายมีความอันใดอยากถามเราหรือไม่”ั์ใหญ่กางไหล่กว้าง
เหล่าทหารเมื่อรู้ตัวว่าเสียมารยาทก็หันหน้าหลบตากันแทบไม่ทัน
“ท่านอเล็กซานเดอร์เดินทางไปทั่วฟรังเกียและบาวาเรียทุกคนจึงอยากชื่นชมความสง่างามและองอาจของท่าน”เดนีเอลออกตัวแทนผู้อื่น “แม้แต่ข้าเองก็คงได้เก็บเื่นี้ไว้คุยโวโอ้อวดนับสิบปี”
“ท่านอเล็กซานเดอร์ยังนำข่าวดีมาสู่กลุ่มฟรองเซ”โยมุสยกจอกเบียร์ขึ้นซด “แบบนี้แล้วก็ต้องรื่นเริงร่วมกัน”
มือใหญ่โบกอยู่ตรงหน้า“ขออภัยท่านโยมุส ศาสนขุนพลถูกห้ามไม่ให้ดื่มของเหลวใดนอกจากน้ำและเืแห่งไคส์”
“เืแห่งไคส์หรือจะสู้เหล้าองุ่นแห่งฟรองเซ”โยมุสแก้มแดงยิ้มกว้าง “ท่านต้องลิ้มลองเหล้าองุ่นนี้คือเืแห่งไคส์แสนเข้มข้น” คำกล่าวนี้เรียกเสียงหัวเราะร่วนจากนายทหารรอบตัว
“หลังจากคาร์ลได้พิชิตไวกิงและบริแตเนียรวมถึงเผ่าจากหมู่เกาะนั้นก็นำความสงบมาสู่ฟรังเกีย” อเล็กซานเดอร์หันไปหาชาล์“ท่านช่างเป็สุดยอดกษัตริย์” เขายกจอกเหล้าองุ่นอวยชัยแล้ววางลง
“เฟซอง เ้าจงนำเืแห่งไคส์มาบำเรอท่านอเล็กซานเดอร์”ชาล์หัวเราะ
รองขุนพลยังคงส่งตาคมมองยักษาระหว่างถอยตัวไปเตรียมเครื่องดื่ม
ไม่นานจอกเงินกับสารน้ำสีแดงก็วางลงตรงหน้าของยักษา“ช่างน่าแปลกใจ”
เฟซองสบดวงตาสีน้ำเพชร“เหล้านี้เลิศรสมากกว่าไบเซนธิริกแน่นอน”
“ข้าไม่คิดว่าจะพบชาวบาวาเรียที่นี่”อเล็กซานเดอร์ส่งตาคมตอบ
หนุ่มผมน้ำตาลถอยตัวครึ่งก้าว“ข้าไม่ใช่คนบาวาเรีย” เขาเสียดเสียงแ่
อเล็กซานเดอร์ผงกศีรษะระหว่างยกจอกเงินขึ้นจิบ“หน้าของเ้าทำให้ข้าคิดถึงใครบางคน” ยักษากระซิบเบากว่าเสียงเหล่าทหารผู้กำลังรื่นเริง
“ท่านจะกล่าวหาเพื่อสร้างความบาดหมางเหรอ”เฟซองกระซิบตอบ
“ไม่ ข้าเพียงเห็นว่าเ้าเหมือนใครบางคน”ศาสนขุนพลยิ้มอ่อน
รองแม่ทัพขมวดคิ้วแน่น“ถึงท่านพูดอะไรไป ก็ย่อมไม่เป็จริงอยู่ดี”
“ถ้าไม่เป็ความจริงเราจำเป็ต้องคุยเสียงเบาเช่นนี้หรือ”