ยังไม่ได้ตรวจคำผิด
oooooooooooooooooooo
และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็คือรถม้าคันนี้ เป็รถม้ามิติที่ถูกเล่าขานเป็ตำนานเช่นเดียวกัน ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเอาของสำคัญออกมาขายเช่นนี้
หยางจื่อมีสีหน้าตึงเครียดทันทีเพราะเป็กังวลว่าถ้าหากมีคนล่วงรู้ความลับนี้เข้า เขาและท่านพ่อจะสามารถปกป้องทุกคนได้หรือไม่
"พี่ใหญ่เ้าคะ ทำไมถึงไม่นอนหรือเ้าค่ะ"
"พี่สำรวจรถม้าอยู่น่ะ และพี่ก็เป็กังวลถ้าคนอื่นรู้เื่รถม้าของเ้าจะทำอย่างไร"
"พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวลเ้าคะ ข้าเคยถูกทหารหน้าเมืองจูซานตรวจค้น คนอื่นจะเห็นข้างในเป็เพียงรถม้าคับแคบเท่านั้น"
"เป็เช่นนั้นหรือ..พี่ได้ยินเช่นนี้พี่ก็สบายใจ เราไปนอนกันเถอะ"
หยางจื่อจูงมือของน้องสาวขึ้นนอนอย่างโล่งใจ ทั้งยังหลับไปจนถึงเช้าของวันใหม่
รถม้าของหยางมี่เปลี่ยนคนบังคับรถม้าเป็หยางจื่อ และทั้งหมดก็มุ่งหน้าไปยังเมืองจงซานต่อทันที
เช้าวันใหม่
หยางมี่ตื่นมาตอนเช้านางก็ไม่เห็นพี่ใหญ่บนเตียงแล้ว นางจึงรีบเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการตัวเองทันที
"พี่ใหญ่เ้าค่ะ"
"พี่อยู่ข้างนอกมี่เอ๋อร์"
หยางมี่เดินออกไปข้างนอกแล้วดวงตาของนางก็เบิกโตขึ้น เพราะข้างนอกเต็มไปด้วยหิมะ
หยางมี่รีบเอาผ้าห่มห่อตัวแล้วรีบเดินออกไปข้างนอกเพื่อไปดูจั่นเจากับก๊วยเจ๋ง
"จั่นเจา ก๊วยเจ๋ง ถึงเ้าจะไม่หนาวแต่ข้าก็อดสงสารเ้าไม่ได้อยู่ ที่ต้องมายืนตากหิมะเช่นนี้"
'ข้าไม่เป็ไร เ้าเข้าไปในรถม้าได้แล้ว'
ก๊วยเจ๋งเอาหัวถูไถไปที่ตัวของหยางมี่เพื่อ้าให้หยางมี่ขึ้นไปบนรถม้า
"พี่ใหญ่ท่านทำอะไรหรือ"
"พี่ออกไปหาฟืนเพิ่ม แต่พี่ว่าคงจะใช้ไม่ได้แล้วล่ะ ฟืนมันเปียกขนาดนี้"
หยางมี่พยักหน้าอย่างเห็นด้วยพร้อมกับเข้าไปในรถม้าเพื่อไปทำอาหาร ก่อนหน้าที่จะเจอพี่ชาย
นางหาฟืนมาตุนได้เยอะมากพอแล้ว ตู้เก็บของในรถม้าถูกอัดแแน่นไปด้วยข้าวสารและฟืน นางจึงไม่กังวลเื่นี้เท่าไหร่นัก
เช้านี้หยางมี่ทำข้าวหน้าหมูสามชั้นสไลด์แบบง่ายๆ นางนำสามชั้นมาหั่นเป็แผ่นบางๆ แล้วนำต้นหอมมาหันเป็ท่อนๆ
"เสียดายจังไม่มีหัวหอมหัวใหญ่"
หยางมี่ก่อไฟใต้เตาเทปัน นำสามชั้นสไลด์ลงไปผัดให้น้ำมันออกมาส่วนหนึ่งก่อน
เมื่อหมูสุกได้ที่แล้ว นางนำน้ำปรุงรสโชยุราดลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน และใส่ต้นหอมเป็อย่างสุดท้าย
ตักราดข้าวและโรยด้วยสาหร่ายเป็อย่างสุดท้าย จากนั้นนางยกถ้วยข้าวขึ้นข้างบนเพราะต้องไปกินข้าวกับน้องชาย
"พี่ใหญ่ กินข้าวเ้าค่ะ"
"ได้ๆเดี๋ยวพี่ตามไป"
หยางจื่อออกไปหาหญ้าที่ยังไม่ถูกหิมะกลบนำมาให้ม้าทั้งสองตัว เขารู้สึกชอบม้าทั้งสองตัวนี้มาก มันทั้งแสนรู้และขี้อ้อน
หลังจากที่ให้หญ้าม้าทั้งสองตัวเสร็จแล้วก็รีบขึ้นไปบนรถม้าทันที
"หอมมากเลยมี่เอ๋อร์"
"กินเยอะๆเ้าค่ะพี่ใหญ่"
"เ้าทำอาหารเป็ได้อย่างไร"
"ของที่อยู่บนรถม้า ล้วนเป็ของท่านผู้เฒ่าคนที่ขายรถม้าให้ข้าเ้าค่ะพี่ใหญ่ รวมถึงสูตรการทำขนมด้วย ส่วนข้าวหน้าหมูข้าก็เอาน้ำปรุงรสของตาเฒ่ามาผัดใส่หมูเท่านั้นเอง"
"อ่อ..เป็เช่นนั้น"
หยางจื่อเอ็นดูน้องสาวเป็อย่างมาก ที่พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด ถามนิดเดียวตอบซะยืดยาว
"ไม่รู้ว่ารถม้าจะเคลื่อนตัวได้หรือไม่ หิมะตกหนักมาก"
หยางจื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง พร้อมกับวางแผนการเดินทางอยู่ในหัว
"พี่ใหญ่ตามข้ามาดูนี่เ้าค่ะ เฉินเอ๋อร์เ้าอยู่บนนี้ก่อนน่ะ เดี๋ยวพี่มา "
"ขอรับ"
หยางมี่จูงมือพี่ชายลงมาดูที่ลากเลื่อนหิมะ พร้อมกับอธิบายวิธีการเปลี่ยนไปด้วย
"นี่มัน...วิเศษมากเลยมี่เอ๋อร์"
"ใช่เ้าค่ะพี่ใหญ่ เมื่อวันก่อนข้ายังกังวลอยู่เลยถ้าหิมะตกแล้วข้าจะเปลี่ยนอย่างไร"
"เ้าไม่ต้องห่วง พี่จะทำให้เ้าเอง"
หยางจื่อลูบหัวน้องสาว พร้อมกับอุ้มมี่เอ๋อร์ขึ้นรถม้าไปก่อน หลังจากนั้นเขาก็ทำการเปลี่ยนล้อรถม้าให้เป็ที่ลากเลื่อนหิมะ
โดยมีสี่ยอดองครักษ์ของน้องสาวคอยช่วยเหลือ ข้าเองก็เพิ่งรู้ว่ามันฉลาดเป็อย่างมาก ทั้งยังแข็งแรงมากอีกด้วย
"จั่นเจา ก๊วยเจ๋ง พวกเ้าลองลากรถม้าให้ข้าดูหน่อยสิ"
ม้าทั้งสองตัวให้ความร่วมมือกับหยางจื่อดีมาก มันออกตัวอย่างนิ่มนวล
รถม้าที่ถูกถอดล้อแล้วเปลี่ยนเป็ลากเลื่อนหิมะสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างง่ายดาย
"ดีที่สุด!!"
หยางจื่อชอบใจสิ่งนี้เป็อย่างมาก เขาไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนเลยคนโบราณช่างเก่งจริงๆ
หลังจากนั้นหยางจื่อมองไปที่
พระอาทิตย์ที่เห็นได้ไม่ชัดสักเท่าไหร่
“คงได้เวลาออกเดินทางไปยังเมืองจงซานเพื่อไปสมทบกับท่านพ่อแล้วล่ะ”
หยางจื่อเดินเข้าไปในรถม้า เห็นน้องสาวใช้ผ้าห่มคลุมถึงสองชั้นก็รู้สึกสงสารยิ่งนัก
"ถึงเมืองจงซานมื่อไหร่ พี่จะไปซื้อชุดคลุมกันหนาวให้นะมี่เอ๋อร์"
"เ้าค่ะพี่ใหญ่"
"ได้เวลาออกเดินทางแล้วล่ะ"
หยางจื่อบังคับรถม้ามุ่งหน้าสู่เมืองจงซาน หิมะที่คิดว่าจะหยุดตกกลับตกเพิ่มมากยิ่งขึ้น
แต่ก็ไม่มีผลกระทบกับรถม้าคันนี้แต่อย่างใด กลับกลายเป็ว่ารถม้าลากเลื่อนสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่ารถม้าแบบมีล้อ
หยางเจี้ยนรีบเร่งเดินทางให้ถึงเมืองจงซานก่อนที่หิมะจะตกหนักไปมากกว่านี้
ชุดคลุมกันหนาวที่สวมมาเกรงว่าจะไม่สามารถกันหนาวได้ผลของการรีบเร่งเดินทางในครั้งนี้
ทำให้พวกเขาเห็นกำแพงเมืองจงซานมาแต่ไกล เขาคิดว่ารถม้าของลูกคงจะยังมาไม่ถึงในวันนี้เป็แน่
แต่ถ้าเกินสามวันแล้วยังมาไม่ถึง คงจะต้องออกตามหาอีกครั้ง
"พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ "
อวี่เหวินเอ่ยบอกกับทุกคนแล้วก็แยกย้ายพักห้องใครห้องมัน แต่หยางเจี้ยนกลับเดินลงไปข้างล่างเพื่อไปหาซื้อชุดกันหนาวให้ลูกทั้งสองคนเตรียมไว้ก่อน
หยางเจี้ยนมองชุดคลุมกันหนาวตัวเล็กๆ แล้วเขาก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
'คิดถึงลูกยิ่งนัก'
เมื่อเขาซื้อของเสร็จแล้วก็กลับเข้าโรงเตี๊ยมเช่นเดิม ทั้งยังคอยมองออกมาข้างนอกหน้าต่าง เผื่อว่าจะได้มองเห็นลูกๆของเขาเข้าเมือง
หิมะที่ตกลงมาธรรมดาก็ว่าหนักแล้ว แต่ตอนนี้มีทั้งพายุและหิมะที่มาพร้อมกัน
ทำให้เขาต้องเอาผ้าห่มมาคลุมร่างกายเพิ่มถึงสองผืน หิมะเริ่มทับถมสูงขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าตกหนักกว่านี้เกรงว่าบ้านเรือนของชาวบ้านคงจะรับไม่ไหวเป็แน่ ทั้งยังต้องเผชิญกับภัย
า
เสบียงอาหารที่ตุนไว้ก็ต้องเสี่ยงกับการถูกปล้นสะดม
"ทำไมต้องมีาด้วยนะ แค่ภัยหนาวชาวบ้านก็จะไม่รอดอยู่แล้ว"
หยางจื่อนึกถึงชาวบ้านตาดำๆที่ไม่รู้เื่การแย่งชิงของผู้เป็ใหญ่
ชาวบ้านที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติก็ว่าหนักหนามากแล้ว ยังต้องมาเจอกับศึกาที่กำลังจะเกิดขึ้นอีก
หยางมี่ที่นอนฟังพี่ใหญ่บ่นอยู่ในรถม้า ทำให้นางนึกถึงท่านลุงห่าว และท่านหมอทันที
'ข้าหวังว่าท่านทั้งสองจะปลอดภัยนะเ้าคะ'
พบกันเพียงไม่กี่วันความรู้สึกราวกับรู้จักเป็ปี นางย่อมไม่ลืมบุญคุณของท่านลุงห่าวและท่านหมอที่คอยช่วยเหลือนาง
เหตุใดนางจะไม่รู้ว่าค่ารักษาน้องชายและสมุนไพรที่นางซื้อมันมีราคาแพงมากว่านี้หลายเท่า แต่ท่านหมอก็คิดเงินเพียงไม่กี่เงินเท่านั้น
'พวกเขาจะปลอดภัยไม่เป็อะไรหรอก '
เ้าหู่บอกกับหยางมี่ตามความจริง ไม่ใช่ว่าพูดไปเพื่อให้หยางมี่สบายใจ แต่ที่พูดเพราะมันรับรู้ได้จริงๆ
"ขอบใจเ้าหู่ที่ปลอบใจข้านะ ก็ยังคงเป็เ้าหู่ตัวเดียวที่ให้กำลังใจข้าเสมอ"
สุนัขอีกสามตัวที่เหลือเหล่ตามมองหยางมี่และยังทำเป็ไม่สนใจ ทำให้หยางมี่ต้องส่ายหน้าเซงๆ
"พวกเ้าจะออดอ้อนข้าเหมือนหมาพุดเดิ้ลบ้างไม่ได้หรือ"
"..."
"เ็าจังเลยนะ ชิ "
หยางมี่ที่กำลังคิดถึงเื่ของอนาคตและสิงที่คิดจะทำจนเผลอหลับไปส่วนหยางจื่อก็ยังคงนั่งบังคับม้าอยู่ด้านนอก
ท่ามกลางหิมะที่ตกอย่างหนัก และเขาก็ได้หวังเฉา หม่าฮั่น จางหลงและเ้าหู่ มานั่งล้อมรอบอยู่ข้างกายเผื่อแผ่ความอบอุ่นให้กับเขา
"ตัวของพวกเ้าอุ่นมาก ขอบใจนะ"
หยางจื่อลูบหัวให้สุนัขทั้งสี่ตัว ถึงแม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะดูโหดและน่ากลัวไปหน่อยแต่เขาก็เอ็นดูมันมากนัก
ความมืดเริ่มปกคลุมทั้งๆที่ตอนนี้ยังคงเป็เวลายามเว่ย หยางจื่อหยุดรถม้าเพื่อจุดตะเกียงข้างหน้ารถม้า และด้านข้าง
"พี่ใหญ่..ท่านเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ"
"พี่ไม่เป็ไร มี่เอ๋อร์ไม่ต้องออกมานะ ข้างนอกมันหนาวมาก"
"เ้าค่ะพี่ใหญ่"
หยางมี่มองออกไปด้านนอกที่มีแต่หิมะ ดีที่ว่าตรงที่นั่งบังคับบังเหียนม้ามีหลังคาที่สามารถกันแดด กันฝนและหิมะได้
"มี่เอ๋อร์อีกไม่นานก็จะถึงเมืองจงซานแล้วล่ะ เ้าพาน้องลงมาเถอะ เราไม่สามารถให้ใครรู้ความลับของรถม้านี้ได้"
"เ้าค่ะพี่ใหญ่"
หยางมี่แบกน้องชายลงมาด้วยความทุลักทุเลยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากว่าน้องชายของนางอ้วนขึ้น
"พี่ใหญ่!! ข้าอุ้มน้องไม่ไหวแล้วเ้าค่ะ"
หยางมี่ะโเรียกพี่ใหญ่ เป็เหตุให้หยางเฉินหน้ามุ่ยขึ้นทันที พี่สาวพูดแบบนี้นางจะบอกว่าข้าอ้วนใช่หรือไม่
หยางจื่อที่กำลังบังคับรถม้าเมื่อได้ยินเสียงน้องสาวะโออกมาก็หัวเราะทันที พร้อมกับลุกขึ้นเดินเข้าข้างใน
"หึหึ...ก่อนหน้านี้เ้าอุ้มน้องขึ้นไปได้อย่างไร"
"ก็ตอนนั้นข้ากำลังใเ้าค่ะ ก็เลยอุ้มน้องขึ้นมาข้างบนได้"
หยางเฉินถูกพี่ใหญ่อุ้มลงมาข้างล่างอย่างง่ายดาย ทั้งหัวเราะน้องชายที่กำลังทำหน้ามุ่ย
"เฉินเอ๋อร์เ้าเป็อะไรหรือ"
"พี่สาวว่าข้าอ้วนขอรับ"
"เ้าอ้วนก็ดีแล้วนิ อ้วนกว่านี้จะน่ารักมาก"
"จริงหรือ"
หยางเฉินเอียงคอมองพี่ชายอย่างสงสัย ท่าทางน่ารักไร้เดียงสาของหยางเฉินทำให้หยางมี่ที่ยืนมองอยู่ก็รู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ
เป็เหตุให้หยางมี่ต้องเดินเข้ามาหอมแก้มที่เริ่มอวบอิ่มทั้งสองข้างอย่างเต็มปอด
"พี่สาว!!"
หยางเฉินหน้าแดงบิดมือไปมาอย่างเอียงอาย ทำให้หยางจื่อเงยหน้าหัวเราะออกมาเสียงดัง
รวมถึงหยางมี่ด้วยเช่นกัน ส่วนเฉินเอ๋อร์เมื่อเห็นพี่ชายพี่สาวหัวเราะ เขาก็ยิ่งอับอายไปกันใหญ่
oooooooooooooooooooooo
ขอบคุณนักอ่านทุกๆท่านนะคะ