Ep 020 :: ความต่างชั้น
องค์ชายเก้าหันไปมองบรรดาพี่ชายก็พบว่ายังไม่มีผู้ใดเห็นนางอย่างชัดเจนเท่าตนเอง ก็รีบใช้ร่างตนบดบังร่างเล็กจากรัศมีสายตาของพวกพี่ ๆ หาทางให้ตนเองได้บุปผางามแต่เพียงผู้เดียว
“...ปิงปิง ข้าองค์ชายเก้าเฟยสวี่ฉี ปีนี้เ้าอายุเท่าใดแล้ว”
“สิบย่างสิบเอ็ดปีแล้วเพคะ”
เฟิ่งปิงแม้จะไม่พอใจกับชื่อเล่นที่โดนขี้ตู่เรียกก็ยังคงยิ้มบาง ทำท่าเอียงอายน้อย ๆ สมอายุ แต่ถึงกระนั้นก็คงท่าทางมั่นใจในตนเองไว้ตอบกลับอย่างชัดเจนให้สมกับที่เป็ธิดาในจวนแม่ทัพ
ใบหน้างดงามอ่อนหวานแต่ก็สูงศักดิ์ดุจหงส์งามที่ถือตัว ยิ่งมองยิ่งถูกดึงดูด สวี่ฉีไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะหันไปหาบิดาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ทอง กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ
“เสด็จพ่อ เมื่อธิดาแม่ทัพหยางเข้าวัยปักปิ่น โปรดประทานสมรสพระราชทานให้ข้ากับนางด้วยเถิด!”
“แค่ก!”
ฮ่องเต้ถึงกับสำลักอากาศ เขาหันไปมองหน้าลูกชายคนเล็กด้วยท่าทีตื่นตะลึง พลางมองไปยังแม่ทัพใหญ่ที่เป็เพื่อนซี้คู่ใจดุจดั่งพี่น้องคลานตามกันมาก็ถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลมปราณรอบตัวแม่ทัพหยางควบแน่นจนแทบเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพียงดูก็รู้ว่าอยากจะระบายอารมณ์มากเพียงใด ติดแค่คู่กรณีเป็บุตรชายของเขาและดันมีศักดิ์เป็องค์ชายเท่านั้นเอง
...เขาแค่เพียง้าหยอกล้อสหายรัก หาใช่ตั้งใจจะทำจริงเสียหน่อย มิคิดว่าลูกเก้าจะกระทำการรวดเร็วเพียงนี้
“...เ้าหมายถึงคนไหนกัน?”
“ย่อมเป็น้องปิงปิง เสด็จพ่อข้าไม่ตาต่ำขนาดคว้าก้อนกรวดแทนหยกงามหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ”
เฟยสวี่ฉีเอ่ยย้ำเมื่อพอจะรับรู้ได้ว่าผู้เป็บิดานั้นหาทางบ่ายเบี่ยง โต้วซือซือที่ตอนแรกนิ่งค้างก็เม้มปากแน่น หน้าแดงด้วยความอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
เพียงโดนเปรียบเทียบอย่างทีแรกก็ย่ำแย่แล้ว แต่องค์ชายยัง้าเหยียบนางให้จมธรณีไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาเลยรึไง!
“...”
“ซือซือมีตรงไหนไม่ดีหรือองค์ชาย”
หยางเอ่อคังแม้จะสะใจที่องค์ชายช่วยหักหน้าซือซือ แต่ในเวลาเช่นนี้ปิงเอ๋อร์สำคัญกว่า แต่ดันติดที่ว่าจำต้องมองเมินบุตรสาวจึงไม่อาจช่วยอะไรนางได้มาก สุดท้ายก็ทำได้เพียงเบี่ยงประเด็นแสร้งทำเป็โกรธ แล้วส่งสายตากดดันกลับไปยังผู้มีสิทธิ์ในการตัดสินใจสูงสุด
“โอ๊ะขออภัยท่านแม่ทัพ ข้าเพียงแค่เปรียบเปรยให้เห็นภาพ ไม่ได้ตั้งใจว่าคุณหนูรองไม่ดีแต่อย่างใด”
“เช่นนั้นทำไมท่านจึงไม่สนซือซือบ้างเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
“นางเพียงธรรมดาเกินไปสำหรับข้า น้องซือซือยังมีโอกาสได้พบเจอคนดี ๆ ที่เหมาะสมกับนางอีกเยอะ แต่น่าเสียดายที่คนคนนั้นไม่ใช่ข้าก็เท่านั้นเอง”
“...”
ถ้อยคำบอกปัดพร้อมปลอบประโลมนั้นไม่ต่างกับน้ำโคลนที่ถูกซัดใส่หน้าโต้วซือซือครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ซือซือจะทำอันใดได้นอกจากกลั้นน้ำตาแห่งความอัปยศไว้ไม่ให้ตนเองเสื่อมเสียไปมากกว่านี้
เฟิ่งปิงกะพริบตาปริบ ๆ แม้จะพอใจยิ่งที่โต้วซือซือโดนหักหน้าจนหมอก็ซ่อมให้ไม่ไหว แต่ก็ไม่คาดคิดว่าอยู่ดี ๆ ตนเองก็อาจจะโดนจับแต่งงานโดยไม่เต็มใจเสียอย่างนั้น
“...เอ๋”
ถึงกระนั้นนางก็ไม่ได้ส่งเสียงพูดค้านหรือทักท้วงอะไรออกไป เพียงแต่แสร้งสับสนคล้ายตามเื่ราวไม่ทันไปตามแบบฉบับเด็กน้อย เพราะรู้ว่าอย่างไรเสียก็ต้องมีคนคัดค้านแทนนาง ซึ่งก็ไม่ผิดไปจากที่คาด...
“สวี่ฉี นางยังเด็กนักเ้าไม่น่ารีบร้อนหรอก”
“นั่นสิ พี่หญิงกล่าวถูกแล้ว เ้าไม่ควรรวบรัดนางนะ”
สองขั้วอำนาจแห่งวังหลังจำต้องร่วมมือกันรีบเอ่ยขัดไม่ให้สวามีได้ตัดสินใจอะไรก่อน เพราะพวกนางก็อยากจะได้ดรุณีน้อยมาเป็ฐานอำนาจให้บุตรชายของตน
“ข้าไม่อยากพลาด น้องปิงปิงงดงามถึงเพียงนี้ หากรอเวลาคงมีบุรุษมากมายแวะเวียนมาเกี้ยวพา”
“น้องเก้าถึงกับพูดเช่นนี้ ข้าก็อยากจะรู้ว่านางงดงามเพียงไร”
คำพูดขององค์ชายใหญ่ที่พูดตัดบทพลางจับจ้องไปยังร่างเล็กที่เวลานี้ไม่อาจมองเห็น ฮองเฮาพอใจยิ่งที่บุตรชายทำท่าทีสนอกสนใจคนที่ตนเองมาดหมายมาให้เป็ว่าที่ชายาในอนาคตของบุตรชาย
เฟยสวี่ฉีเห็นสายตานั้นแล้วก็ได้แต่หลบออกข้างให้บรรดาพี่ชายได้มองนางในดวงใจอย่างชัดเจน
“หม่อมฉัน...หยางเฟิ่งปิงเพคะ”
เฟิ่งปิงสวมบทบาทที่ตนสร้างขึ้นได้อย่างไม่มีที่ติ หากแต่พอพบหน้าบุรุษสี่คนที่ถอดแบบความหล่อฮ่องเต้มาแบบคนละแนวแล้วก็นิ่งค้างไปเช่นกัน นางไม่เคยคิดเลยว่าเื่จริงจะมีราชวงศ์ที่หล่อพอจะทัดเทียมบอยแบรนด์ปัจจุบันได้แบบกินกันไม่ลง
บิดาและพี่ชายว่าหล่อแล้ว เจอแบบนี้เข้าไปถึงกับไปไม่เป็ทีเดียว ถ้าหากอายุจริงนางน้อยกว่านี้สักยี่สิบสามสิบปี คงกรี๊ดลั่นบ้านแตกฟินสลบเป็แน่...
“…”
หากเด็กสาวตะลึงในรูปลักษณ์ของบุรุษทั้งสี่ บุรุษทั้งสี่ยกเว้นองค์ชายเก้าเฟยสวี่ฉีที่ได้มองหน้านางชัด ๆ ไปแล้ว ต่างก็นิ่งค้างเพราะตกตะลึงในรูปโฉมดุจดั่งเทพธิดาน้อยของนางเช่นกัน และพวกเขาก็รู้ได้เลยทันทีว่าทำไมน้องเล็กถึงอยากตีตราจองนัก
หากไม่โตไปเป็หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ก็คงไม่มีผู้ใดกล้าบอกว่าตนเป็ที่หนึ่ง
“อัญมณีเม็ดงามจากจริง ๆ”
“ใช่มั้ยล่ะพี่ห้า เสด็จพ่อได้โปรดมอบสมรสพระราชทานให้เราด้วย”
ความดื้อดึงขององค์ชายเ้าสำราญทำเฟิ่งปิงแอบแก้มกระตุก เ้าเด็กน้อยขนยังไม่ขึ้นนี่ถึงกับขี้ตู่ใช้คำว่าเรา ดื้อดึงจะแต่งงานโดยที่ไม่ถามความเห็นนางสักคำ
“เ้าไม่คิดว่าพี่น้องคนอื่นก็อยากได้นางบ้างหรือ?”
“เอ๋! ไม่ได้นะพี่ใหญ่”
เฟยสวี่ฉีลุกลี้ลุกลน เพราะเกรงว่าจะโดนแย่งคนที่ตนหมายปองไป จึงพูดทุกอย่างโดยไม่ทันไตร่ตรอง สมกับที่เป็เด็กที่มีอำนาจมากล้นในมือ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ไม่ต่างจากเด็กเอาแต่ใจคนหนึ่ง
แน่ล่ะว่าเฟิ่งปิงไม่ชอบคนเช่นนี้ แต่ก็พอจะดูออกว่าเขาไม่ใช่คนไม่ดีอะไร ดังนั้นนางจึงแค่รำคาญ ไม่ถึงกับเกลียดชังอีกฝ่าย แต่หากจะให้แต่งด้วยนั่นนางก็ขอปฏิเสธ
“ทำไมจึงจะไม่ได้เล่า?”
“ข้าเจอนางก่อนพวกท่าน นางเป็ของข้า”
“ผิดแล้ว เจอพร้อมกัน เพียงแต่เ้าปิดไม่ให้พี่ ๆ ได้เห็นนางพร้อมเ้า”
“ไม่รู้ล่ะ นางเป็ของข้านะพี่ห้า”
“สตรีหาใช่สิ่งของ เ้าพูดเช่นนี้ถือว่าไม่ให้เกียรตินางเลย”
พระสนมเมิ่งกุ้ยเฟยหันมองบุตรชายตัวเองด้วยความแปลกใจ องค์ชายรองเฟยหรงซิ่นออกปากพูดจารักหยกถนอมบุปผาอย่างผิดวิสัย นางสามารถคาดหวังได้ใช่หรือไม่ว่าบุตรชายจะออกตัวเกี้ยวพาหยางเฟิ่งปิงด้วยตนเอง นางจะได้ไม่ต้องลำบากวางแผนใด ๆ ให้เหนื่อยยาก
บุตรชายของนางเพียบพร้อมทุกอย่าง หากเขาจะจริงจังกับสตรีสักคนย่อมไม่มีผู้ใดหลุดรอดไปได้แน่
“พี่รอง ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าแค่กลัวพวกพี่จะแย่งนางไปจากข้า”
“เ้าถามความสมัครใจของนางรึยัง”
องค์ชายรองพูดความในใจของเฟิ่งปิงได้ถูกต้องทุกกระเบียดนิ้ว เฟิ่งปิงรู้ว่าเวลานี้ไม่อาจพึ่งพาบิดาได้ นางจึงหันไปหวังพึ่งคนที่้าตัวนางแทน ซึ่งพระสนมเมิ่งกุ้ยเฟยก็หาได้ทำให้นางผิดหวัง พระสนมเมิ่งกุ้ยเฟยตอบรับสายตาอ้อนวอนที่นางพยายามจดจ้องไปอย่างรวดเร็ว
“ถูกแล้ว เ้าจะบังคับนางเช่นสิ่งของไม่ได้นะสวี่ฉี”
“งั้นปิงปิง เ้ายินดีแต่งงานกับข้าหรือไม่?”
“...!?”
เฟยสวี่ฉีหันกลับมาถามดรุณีด้วยท่าทางจริงจังเต็มที่ เฟิ่งปิงชะงักค้างเพราะไม่คิดว่าเ้าเด็กโตแต่ตัวนี่จะเล่นแบบนี้ นางหันมองรอบข้างทำท่าอึกอักไม่กล้าตอบคำ
ฮ่องเต้ที่เฝ้ามองอยู่เข้าใจความหมายของท่าทางนั้นจึงตรัสช่วยนางทางอ้อม
“ตอบมาตามตรงอย่างที่เ้าคิด ไม่ว่าคำตอบเช่นใดเจิ้นก็ไม่ถือว่าเป็ความผิด”
“หม่อมฉัน...”
“...”
องค์ชายเก้ายังคงจับจ้องนางเหมือนหมาโกลเด้นจ้องเ้าของรอกินอาหาร แม้จะดูเป็เด็กน่าเอ็นดู แต่ว่าในขณะเดียวกันก็น่าหวาดกลัว มีใครบ้างที่จะไม่กลัวการขอแต่งงานั้แ่แรกพบหน้า โดยเฉพาะตัวเฟิ่งปิงเองที่ไม่ได้รู้สึกอันใดกับอีกฝ่ายเลย
นางก้มหน้าลงเล็กน้อย กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น
“ขออภัย...หม่อมฉัน...ไม่อยากแต่งเพคะ”
“ตอนนี้ไม่ อนาคตไม่แน่”
เฟยสวี่ฉียังคงเอ่ยอย่างดื้อดึง จนเฟิ่งปิงเผลอก้าวถอยหนี นี่หากอีกฝ่ายมิใช่องค์ชาย นางคงะโถีบหน้าเขาให้ถอยห่างออกไปสักที
เฟยเกาจงฮ่องเต้ไม่อยากทานทนกับสายตากดดันของสหายหรือผู้เป็แม่ทัพแล้วจึงตรัสขึ้นมาอีกครั้ง
“ต่อให้เป็คนในราชวงศ์ก็ไม่มีสิทธิ์ฉุดคร่าหญิงงาม หากอยากจะได้ใครมาเป็ชายาก็จงหาทางเกี้ยวพากันเอาเอง”
ประโยคนี้คือการบอกกล่าวกลาย ๆ ว่าทุกคนมีสิทธิ์ในการเกี้ยวพานาง เฟิ่งปิงรู้สึกถึงลางหายนะ แต่ถ้าถูกจับหมั้นหมายเอาตอนนี้ นางยินดีรับมือกับอนาคตมากกว่า
“เสด็จพ่อ เพียงท่านยอมออกราชโองการก็จบเื่แล้ว”
“เจิ้นจำเป็ต้องเห็นดีเห็นงามกับทุกคำขอของเ้ารึ?”
“...ไม่พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”
สุรเสียงหนักแน่นนั้นทำให้เฟยสวี่ฉีได้แต่ทำหน้าเป็หมาหงอย จำต้องเห็นด้วยกับคำพูดของโอรส์อย่างไม่ค่อยจะจำยอมนัก และเมื่อเื่จบที่ตรงนั้นทั้งฮองเฮาและเมิ่งกุ้ยเฟยจึงยิ้มออกมา
พวกนางรู้จักบุตรของตนเป็อย่างดี ถึงขนาดพูดจาขนาดนั้นแปลว่าทั้งองค์ชายใหญ่เฟยเจี้ยนฉินและองค์ชายรองเฟยหรงซิ่นต้องตาดรุณีงามนางนี้ไม่น้อย หากบุตรชายชื่นชอบ จากนี้พวกนางเพียงหาโอกาสให้บุตรชายของตนก็เพียงพอแล้ว
“เอาล่ะ ๆ แยกย้ายกลับไปสนุกกับงานเลี้ยงเถิด”
…
เฟิ่งปิงถอนหายใจโล่งอกที่เื่จบที่ตรงนั้น เมื่อได้รับอนุญาตนางก็คิดจะปลีกตัวกลับไปหามารดา โชคดีที่ขุนนางรอบข้างนั่งห่างออกไป ไม่งั้นเื่ราวคงจะกระจายใหญ่โต แต่ไม่คิดว่าเพียงเดินห่างออกมา แม่น้องสาวเทียมก็เดินมาขวางหน้านางเสียอย่างนั้น
“มีธุระอะไรหรือ?”
“เ้า!”
“หืม ไม่เสแสร้งเรียกข้าว่าพี่ใหญ่แล้วหรือ?”
“ท่านพ่อไม่นับเ้าเป็ลูกด้วยซ้ำ เหตุใดข้าจึงต้องเรียกเ้าว่าพี่”
“อ๋อ...เหรอ... แล้วสรุปว่ามีธุระอะไรงั้นรึ”
เฟิ่งปิงแสร้งทำหน้าใแต่เสียงนั้นไร้อารมณ์สิ้นดี ใบหน้างามกดสายตามองต่ำลงไปยังเด็กน้อยที่ยืนขวางหน้านางด้วยความเฉยชา ดวงตาที่ปรายตามองไม่ต่างกับมองเศษฝุ่นบนทางเดิน ยิ่งเห็นแบบนั้นซือซือก็ยิ่งโกรธ นางยกนิ้วชี้หน้าก่อนหวีดร้อง
“เ้ากล้าหักหน้าข้า!”
“องค์ชายเก้าต่างหากที่หักหน้าเ้า หาใช่ข้าซะที่ไหน”
“ถ้าไม่มีเ้าพระองค์คงชื่นชอบข้า!”
“พระองค์เปรียบเ้าเป็ก้นหุบเหว คิดรึว่าต่อให้ไม่มีข้าพระองค์จะปรายตามองเ้า?’
“...เ้า!!”
“ข้ารึอุตส่าห์ช่วยเคาะกะโหลกหนา ๆ ของเ้าไปขนาดนั้นแล้ว แต่เ้านี่ช่างมั่นหน้าเกินกว่าที่ข้าคิดไว้ ยังไงก็หัดส่องกระจกดูเงาตนเองหน่อยเถอะ จะได้ไม่มั่นใจอะไรผิด ๆ อีก”
“เ้า! ฮึ่ย! ข้าจะฟ้องท่านพ่อ!!”
เฟิ่งปิงอยากจะยกมือขึ้นปิดหูด้วยรำคาญเสียงหวีดร้อง แอบเหลือบตามองรอบข้างก็พบว่าเริ่มมีผู้คนไม่น้อยชะเง้อคอมองมาทางพวกนางด้วยความสนอกสนใจ
นางจึงเปลี่ยนท่าทีของตนเองให้ดูบอบบางน่าปกป้อง แต่ถึงกระนั้นน้ำเสียงของนางหาได้เปลี่ยนไปแม้แต่นิดไม่ ทว่าซือซือนั้นไม่ได้สนใจจะสังเกตว่านั่นเป็ละครฉากหนึ่งของเฟิ่งปิง
“เ้ากับมารดาทำให้ท่านแม่และพวกข้าไม่อาจใช้ชีวิตอย่างสงบสุขจนต้องหนีมาอยู่จวนราชครูก็มากพอแล้ว เ้าจะยัง้าอะไรจากข้าอีกกัน?”
โต้วซือซือแสยะยิ้มยามเห็นท่าทางตัดพ้อด้วยคิดว่านางเกรงกลัว ความโกรธาพุ่งขึ้นสูงทำให้นางไม่ทันมองรอบข้าง สะบัดเสียงใส่อีกฝ่ายเต็มที่ ใบหน้าที่พอกแป้งเสียหนาเตอะยามเปลี่ยนอารมณ์ไปมาแป้งที่พอกไว้จึงหลุดร่อนไปพร้อม ๆ กับหน้ากากคุณหนูแสนดีที่เพียรสร้าง
“ข้าเกลียดเ้า ข้าจะไม่ให้เ้าอยู่ที่ใดอย่างสงบสุขทั้งนั้น!”
“...ข้าทำอะไรให้เ้าไม่พอใจนักหนา?”
“เพียงแค่เ้ายังมีชีวิตอยู่ข้าก็ไม่พอใจแล้ว! นอกเหนือจากเ้าโชคดีได้เกิดจากฮูหยินเอก ข้ามีสิ่งใดที่สู้เ้าไม่ได้! เหตุใดจึงไม่ตาย ๆ ไปเสีย!!”
“...พอเสียทีเถิด”
เฟิ่งปิงแสร้งก้มหน้าลงหมุนตัววิ่งออกจากเขตคนพลุกพล่านด้วยทีท่าะเือารมณ์ถึงที่สุด เสียงสะอื้นเบา ๆ ดังขึ้นยามนางวิ่งหายไปจากฝูงชนนั้น แม้จะไม่ดังมากแต่ก็มีผู้ได้ยิน
คนที่เห็นเหตุการณ์แม้จะจับใจความไม่ได้ว่าพวกนางพูดคุยกันเื่อะไร แต่ถ้าดูจากแค่ท่าทีภายนอกแล้ว ใคร ๆ ต่างก็เห็นว่าคุณหนูรองซือซือเดินมาขวางหน้าเฟิ่งปิงก่อน ซ้ำยังยกนิ้วชี้หน้าท่าทางกระฟัดกระเฟียด
และยิ่งจากข่าวลือที่ว่าท่านแม่ทัพให้ความรักอนุกับบุตรคนรองมาก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่เคยว่ากล่าว พวกนางแม่ลูกจึงรังแกฮูหยินเอกกับลูก ๆ เสียจนฮูหยินต้องหนีกลับบ้านเดิม
ทุกคนไม่ว่าใครจึงพากันคิดไปทางเดียวกันทั้งนั้นว่าคุณหนูใหญ่ถูกรังแกทางวาจา จนนางทนทำใจรับไม่ได้วิ่งหนีจากไป
“...คุณหนูใหญ่ช่างน่าสงสาร”
“รูปลักษณ์ภายนอกก็สามัญไม่อาจเทียบเท่าพี่สาวผู้งดงามประดุจเทพธิดาอยู่แล้ว เหตุใดจิตใจจึงต่ำทรามเช่นนั้น”
“ข้าได้ยินนางร้องไห้ด้วย จำต้องรังแกกันเช่นนี้เลยหรือ...”
“นี่ขนาดกลางงานเลี้ยงนะนี่... ไม่อยากจะคิดเลยว่าตอนอยู่ที่จวน คุณหนูใหญ่จะต้องทนขนาดไหน”
“นอกจากจะไม่งามกายแล้วใจยังไม่งามเสียด้วย”
“มารดานางสั่งสอนมาเช่นไรนี่?”
“มารดานางเป็แค่สาวชาวบ้านไม่ใช่หรือ เป็ได้แค่อนุของผู้อื่น จะให้สอนสั่งมาดีได้แค่ไหนกันล่ะ”
โต้วซือซือได้ยินคำซุบซิบนินทาเข้าหูเป็ระยะ นางถึงกับหน้าแดงด้วยความอับอายระคนโกรธา
คนที่จำต้องทนคือนางต่างหาก นางที่โดนเปรียบเทียบกับคนที่นางเกลียดไม่จบไม่สิ้น วาจาคมคายเสียดประสาทรับฟังของสตรีนางนั้นแค่ได้ยินก็สะท้านไปถึงหัวใจ หาใช่ดรุณีบอบบางอย่างที่เห็นภายนอกไม่ ...แต่คนเหล่านี้กลับต่อว่านางทั้ง ๆ ที่ไม่รู้อะไรเลยน่ะหรือ?
นางไม่ใช่คนผิดเสียหน่อย!?
…
เฟิ่งปิงที่แสร้งแสดงบทโศกวิ่งออกจากงานหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ แอบมองเข้าไปในงานเพื่อมองสีหน้าน้องสาวผู้มั่นใจในตัวเองเกินไปกำลังทำหน้าโกรธจัดแต่ไม่อาจอาละวาดได้ พอโต้วซือซือทำท่าจะเดือดเกินขีดสุด โต้วซิ่งซิวก็รีบสับขาเดินมาดึงนางออกไปจากที่ตรงนั้นทัน มิเช่นนั้นหากซือซือทนไม่ไหวะเิอารมณ์ออกมาอีกสักเล็กน้อย ถ้อยคำประณามคงมีให้ลือเลื่องทั่วเมืองหลวงไปอีกนาน
...ช่างน่าเสียดายซะจริง
แต่ถึงยัยอนุจะมาขัดทันก็ไม่เป็ไร คนอย่างนางมีวิธีโหมกระพือให้ไฟที่เรียกว่าขี้ปากชาวบ้านนั้นลุกโชนยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเสียอีก
...
เฟิ่งปิงแสร้งเดินผ่านผู้คนมากมายกลับไปหามารดาในงานด้วยทีท่าเงอะงะคล้ายจะหลงทาง แต่ระหว่างที่เดินสอดส่องซ้ายขวาก็โชว์ดวงตาที่ยังแดงน้อย ๆ ซึ่งเหมือนพึ่งผ่านการร้องไห้ให้ผู้คนได้เห็นอย่างชัดเจนยิ่ง
“ท่านแม่ วังหลวงช่างกว้างนัก ข้าหลงทางนิดหน่อยขออภัยที่มาช้าเ้าค่ะ”
“ปิงเอ๋อร์ตาเ้าเป็อะไร เกิดอะไรขึ้น”
“ข้าเพียงขยี้ตาแรงไปหน่อยก็เท่านั้น ท่านแม่ไม่ต้องเป็ห่วงนะเ้าคะ”
คนที่รู้เห็นเหตุการณ์มาบ้างเห็นว่าดรุณีน้อยเดินกลับไปหามารดา ทำท่าทางคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยทีท่าเข้มแข็งก็ยิ่งนึกเห็นใจนางนัก
เพียงแค่นี้ในวันถัดไป ชื่อเสีย ๆ ของโต้วซือซือก็จะถูกกล่าวขานต่อว่าไปทั่วเมืองหลวง
...นางร้ายวัยเยาว์ จะมาสู้ซุปตาร์’ นักธุรกิจชื่อก้องโลกได้อย่างไร?