ชายหนุ่มกลางลานเพียงโผขยับตัวหลบเลี่ยงเป็จังหวะติดต่อกันบางครั้งก็สะบัดคันธนูสีดำเข้าสกัดวิถีของลูกธนูที่พุ่งลงมาบางจังหวะเพียงเบี่ยงตัวหลบวิถีห่าธนูก่อนหมุนวนโยกย้ายไปยืนตำแหน่งถัดไป
ห่าธนูโปรยพุ่งมาต่อเนื่องพลแม่นธนูทั้ง ๑๒ คนไม่ได้ยิงธนูพร้อมกันแล้วบ้างเล็งไปยังตำแหน่งที่ชายหนุ่มยืนอยู่บ้างเล็งไปสู่ตำแหน่งซึ่งคาดหมายว่าชายหนุ่มจะเคลื่อนกายไปจึงเห็นดอกธนูพุ่งลงไปทุกทิศทาง ทั้งตรงกลาง หน้าหลังและซ้ายขวาแต่ชายหนุ่มคล้ายจับจังหวะก้าวเดินซ้ายขวาหน้าหลังได้ถูกต้อง ทิศที่พุ่งกายหลบไปมักไม่มีวิถีธนูมาดักรอบางครั้งเห็นพุ่งกายไปในระยะสั้นๆ แล้วสะบัดกายวกกลับไปมา
ยอดนักธนูบนเชิงเทินต่างระดมยิงธนูไปได้๘ ระลอกแล้ว แต่ชายด้านล่างยังคงไม่ได้ขึ้นธนูยิงออกไปสักดอกเดียวผู้ชมบางคนเริ่มส่งเสียงด้วยความกังวลว่าชายหนุ่มเอาแต่วิ่งวนหลบหลีกจนไม่มีจังหวะน้าวธนูขึ้นยิงอาจเป็ผู้เข้าแข่งขันคนแรกที่ถูกธนูยิงยุติการแข่งขันโดยไม่สามารถยิงป้ายนักษัตรได้เลย
แต่ก็มีหลายคนะโเอาใจช่วยผู้เข้าแข่งขันด้วยชื่นชมลีลาย่างเยื้องหลบหลีกวิถีธนู
“พญาราชสีห์ก้าวแปดทิศ”
ขุนพลสิงหล แม่ทัพใหญ่แห่งนครปตานีร้องดังขึ้นจนได้ยินกันทั่วบริเวณปะรำที่ประทับ ทุกคนต่างอดหันมองมาตามต้นเสียงไม่ได้
“ท่านหมายความเช่นไร” พระเ้านครปตานีรับสั่งถามขึ้นทันที
“จังหวะก้าวที่ชายหนุ่มด้านล่างใช้คือท่าพญาราชสีห์ก้าวแปดทิศ พระเ้าค่ะ”
สิ้นเสียงบอกกล่าวของยอดขุนพลเมืองปตานีเสียงครางดังระงมไปทั่วปะรำที่ประทับ ทั้งขุนทหารและเสนาอำมาตย์ล้วนเคยได้ยิน“ท่าพญาราชสีห์ก้าวแปดทิศ” กันมาเป็ท่าก้าวย่างในสมรภูมิรบอันลือเลื่องของยอดขุนศึกศรีวิชัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน
เล่ากันว่าอาจารย์ของท่านเคยท่องเที่ยวไปในดินแดนชมพูทวีปและบังเอิญได้พบเห็นราชสีห์ตัวหนึ่งต่อสู้กับฝูงหมาป่ากว่าสิบตัวราชสีห์เพียงลำพังอาศัยจังหวะพุ่งซ้ายหลบขวาหมุนวนหน้าหลังเพื่อจัดการกับฝูงหมาป่าที่รุมล้อมเข้ามาทุกทิศทุกทางตัวราชสีห์จะไม่กระโจนไปทางใดทางหนึ่งเพราะจะถูกกลุ้มรุมจากด้านหลังจึงใช้ท่วงท่าหลอกล่อ สลับซ้ายขวาหน้าหลัง แทนที่จะพุ่งร่างเพื่อไปพิฆาตเหยื่อกลับเป็การจู่โจมเพื่อป้องกันหน้าแต่พิฆาตหลังสะบัดกายตะปบหมาป่าที่หลุดเข้ามาในระยะอุ้งเล็บด้านข้างและด้านหลัง
อาจารย์ของท่านใช้เวลา ๒ ปีหมกหมุ่นกับการแปรจังหวะจัดวางก้าวย่างและร่างกายให้สัมพันธ์กับการรุกรับยามต่อสู้ประจัญบานเมื่อสำเร็จแล้วจึงถ่ายทอดออกมา ขนานนามว่า “ท่าพญาราชสีห์ก้าวแปดทิศ”
การต่อสู้ของกองเรือศรีวิชัยมักวัดผลแพ้ชนะขั้นสุดท้ายบนดาดฟ้าเรือที่ซึ่งการต่อสู้ชุลมุนและอันตรายอย่างยิ่งท่านขุนศึกใช้ท่าเท้าก้าวย่างหลบหลีกและล่อสังหารเหล่านายทหารบนเรือข้าศึกลำแล้วลำเล่าพิชิตไปทั่วทุกน่านน้ำ จนต่อมาชาวศรีวิชัยให้สมญาท่านว่าสีหละหารที่หมายถึงราชสีห์แห่งท้องน้ำ
“ท่านรู้ได้อย่างไร”พระสุรเสียงเน้นหนักทุกคำ
“แม้ข้าพระองค์จะไม่เคยเห็นท่าราชสีห์ก้าวแปดทิศมาก่อนแต่พอจะรู้มาว่า.. ทุกหนึ่งก้าวคือก้าวใหม่ที่อาจเปลี่ยนได้ในแปดทิศทางทิศที่เลือกถ้าไม่ใช่จุดแข็งที่สุดก็คือจุดอ่อนที่สุดและสามารถวกกลับมาพิฆาตก้าวเดิมที่ทิ้งไปได้ตลอดเวลา...
ข้าพระองค์สังเกตเห็นชายด้านล่างหักเปลี่ยนทิศทุกก้าวย่างทุกครั้งถ้าไม่พุ่งตัวเข้าหาดอกธนูที่พุ่งเข้ามาเร็วแรงกว่าดอกอื่นก็จะหลีกไปยังจุดที่ไร้วิถีของธนูพระเ้าค่ะ”
ทุกสายตาหันกลับไปสังเกตการพุ่งกายและย่างเท้าของชายกลางลานประลองทุกก้าวย่างแม้รวดเร็วแต่ทุกครั้งเหมือนก้าวเพียงหนึ่งก้าวแล้วแปรทิศเริ่มก้าวใหม่อีกทั้งเหมือนก้าวหลอกล่อให้พลแม่นธนูยิงมาดักในทิศข้างหน้าหรือด้านข้างก่อนแปรเท้าไปทิศอื่น
ธนูยิงออกมาถึงระลอกที่สิบสองวิถีของห่าธนูก็คล้ายถูกสะกดด้วยวิถีการก้าวเท้าของชายหนุ่ม คล้ายเปิดช่องทางเล็กๆให้ชายหนุ่มเดินวกวนไปมาในห่าธนู
ขณะที่ทุกคนกำลังเพ่งพินิจในลักษณะ“เดินฝ่าในห่าธนู” พลันปรากฏธนูดอกหนึ่งพุ่งสวนออกมาจากกลางลานประลอง
เป็ธนูดอกแรกของชายในชุดเกราะที่ยิงออกมา..
ดอกธนูพุ่งแรงและเร็วจนแทบมองไม่ชัดพุ่งเข้าหาป้ายนักษัตรป้ายหนึ่ง.. และปักตรึงอยู่กลางเป้า
ทุกอย่างยังคงเคลื่อนไหว..ชายในชุดเกราะยังคงเคลื่อนกายเวียนวนอยู่ตลอดเวลา
ท่ามกลางห่าธนูที่โปรยลงมาครอบคลุมชายหนุ่มจะพุ่งกายแปรทิศทุกก้าว และหาจังหวะวกหมุนกลับมายิงป้ายนักษัตรในทิศต่างๆไปทุกครั้ง
“จังหวะที่ยิงธนูเหมือนราชสีห์วกกลับตะปบเหยื่อด้านหลังพระเ้าค่ะ”
“เป็ดังที่ท่านกล่าวจริงๆไม่น่าเชื่อว่าวันนี้เราจะได้เห็นสุดยอดวิชาที่กล่าวกันว่าหายสาบสูญไปแล้ว”พระเ้านครปตานีตรัส ทั้งทรงฉงนและยินดีระคนกัน
“ช่างรวดเร็วและพลิกแพลงยิ่งนัก..นึกไม่ถึงว่าท่าพญาราชสีห์ก้าวแปดทิศสามารถนำมารับมือการถูกระดมยิงธนูได้แต่ทำไมคนผู้นี้จึงทอดเวลา เอาแต่เดินหลบหลีก กว่าจะได้ยิงธนูดอกแรกออกไป” พระเ้านครศรีธรรมราชรับสั่งถามขึ้น
“ขอเดชะ วิชาพญาราชสีห์ก้าวแปดทิศเน้นการรับก่อนการรุกดังนั้นจำเป็ต้องอ่านวิถีการรุกจากทุกทิศรอบด้านให้ชัดเจนเสียก่อนแล้วจึงสามารถแปรกลับเป็ฝ่ายรุกพระพุทธเ้าข้า..ข้าพระพุทธเ้าสังเกตเห็นผู้เข้าประลองรอจนพลแม่นธนูระดมยิงถึงรอบที่ ๑๒จึงค่อยรุกกลับ แสดงว่าคงพิจารณาวิถีธนูจาก ๑๒ ทิศรอบด้านได้ครบถ้วนแล้วจึงค่อยแปรกลับเป็ฝ่ายรุก พระพุทธเ้าข้า” ขุนพลสิงหลกราบทูลถวายความเห็นของตน
ขณะนั้นธนูระลอกที่ยี่สิบเริ่มถูกปล่อยออกมาพลแม่นธนูได้ลูกธนูประจำกาย ๒๐ ดอกเท่ากันกับผู้เข้าแข่งขันระลอกนี้จึงนับเป็ระลอกสุดท้าย... ท่ามกลางธนูที่โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่องชายหนุ่มพุ่งกายไปด้านหน้าและหักหลบไปทางขวามือ ก่อนจะถลันกายเฉียงออกไปด้านข้างพลันขึ้นธนูแล้ววกหมุนกายไปด้านซ้ายยิงธนูออกไปยังป้ายนักษัตร
ปลายระลอกสุดท้ายลูกธนูยังคงพุ่งฝ่าลงมาชายในชุดเกราะหนังยังเคลื่อนเท้าต่ออีกสองจังหวะ ขึ้นธนูแล้วปล่อยสายที่เหนี่ยวเต็มแรงลูกธนูออกจากแหล่งไปสู่ป้ายนักษัตรขณะที่เ้าตัวรีบถลันหลบลูกธนู ๓ดอกสุดท้ายที่ลอยลงมา..
ทุกอย่างรอบข้างดูเหมือนหยุดชะงักเมื่อระลอกห่าธนูหยุดลง
ป้ายสิบสองนักษัตรซึ่งแขวนรายรอบ ๑๒ทิศต่างมีลูกธนูปักตรึงติดอยู่เกือบทุกป้าย ยกเว้นเพียงป้ายตราวัวของฉลูนักษัตรที่แขวนอยู่บนเสาทางทิศเหนือ...เบื้องหน้าปะรำที่ประทับ
ชายหนุ่มในชุดเกราะหนังยืนตัวตรงประจันหน้าเข้าหาปะรำที่ประทับร่างยืนเด่นอยู่จุดกึ่งกลางในพื้นที่แนวเส้นวงกลมสีขาวบนพื้นมีลูกธนูปักเกลื่อนกลาดและล้มระเนระนาดอยู่
คันธนูสีดำถูกยกขึ้นพร้อมลูกธนูที่ถูกสอดวางเข้ากับสายเอ็นหนังธนูถูกน้าวขึ้นจนสุดแรง
สายตาแวววาวที่ลอดช่องหน้ากากหวายและผ้าดำกลับเลื่อนขึ้นไปจับจ้องบนปะรำที่ประทับประสานกับดวงพระเนตรคู่ดำขลับของพระราชธิดาวิสาณี...
องค์หญิงผู้ทรงพระสิริโฉมพระราชธิดาแห่งเมืองนครศรีธรรมราช
พริบตานั้นทุกอย่างรอบกายคล้ายถูกสะกดให้หยุดนิ่ง..
เสียงเฟี้ยวดังขึ้นด้านหลังยังมีลูกธนูอีกหนึ่งดอกที่ยังยิงไม่หมด.. เป็เสียงดังมาจากด้านทิศใต้เป็ทิศที่ศิระยอดนักยิงธนูประจำอยู่
ชายหนุ่มภายใต้หน้ากากหวายที่คล้ายอยู่ในภวังค์พลันตัดสินใจปล่อยสายหนังส่งลูกธนูออกจากคันธนูสีดำ...
เสียงดอกธนูกระทบเกราะหนังด้านหลังของชายหนุ่มดังขึ้นพร้อมกับเสียงดอกธนูของผู้เข้าแข่งขันปักลงบนป้ายฉลูนักษัตร
“ยุติ”เสียงประกาศของขุนธรณินพร้อมกับเสียงกลองที่ย่ำดังขึ้น
เป็ศิระที่ออมลูกธนูไว้ในระลอกที่สิบแปดเพราะไม่เห็นตำแหน่งที่ดีที่จะยิงลงมา จึงเหลือลูกธนูสุดท้ายหลังระลอกที่ยี่สิบ
“ผู้เข้าแข่งขันคนที่ห้ายิงได้สิบสองป้าย
ศิระคือผู้ยิงยุติการแข่งขัน”
สิ้นเสียงประกาศของขุนพลธรณินเสียงโห่ร้องกึกก้องของผู้ชมรอบสนามก็ดังขึ้น การยิงป้ายสิบสองนักษัตรจนครบนับว่าแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน...
--------------------------------------------------