CHAPTER 04 : ตัดใจจากฉันซะ
Time’ s talk
ผมลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัวอย่างรุนแรงจนต้องนิ่วหน้าเพราะความเ็ป เป็เพราะเมื่อคืนดื่มหนักไปอาการถึงได้แย่แบบนี้
“เธอ”
ผมรีบมองไปทั่วห้องทันทีเมื่อเห็นว่าม่านมุกกำลังนั่งมองผมอยู่และผมก็ไม่ได้อยู่ที่ห้องตัวเองจริงๆ ด้วย นี่ผมเข้าห้องผิดอีกแล้วเหรอเนี่ย
“ตื่นแล้วเหรอคะ” ม่านมุกถามพร้อมกับส่งยิ้มมาให้
ผมไม่ตอบแต่พยายามจะลุกเพื่อกลับไปนอนต่อที่ห้องตัวเอง แต่จะลุกยังไงก็ลุกไม่ขึ้น แค่ขยับตัวนิดเดียวมันก็กระทบกระเทือนไปถึงหัวผมแล้ว ปวดจนหัวแทบะเิ
ให้ตายเถอะ เสื้อผมหายไปไหนอีก พอลุกขึ้นผ้าห่มมันก็เลื่อนลงจึงรู้ว่าตัวเองไม่ได้ใส่เสื้อ หวังว่าผมคงจะไม่ได้อ้วกแตกจนเลอะเทอะหรอกใช่ไหม
“ปวดหัวก็ไม่ต้องลุกหรอกค่ะ” ม่านมุกบอกเมื่อผมพยายามจะลุกขึ้น
“เสื้อฉัน”
“ตากอยู่ตรงระเบียงเดี๋ยวหนูไปเอามาให้แล้วเดี๋ยวจะเอาข้าวต้มมาให้จะได้กินยา นอนพักอีกหน่อยพอดีขึ้นแล้วค่อยกลับห้องก็ได้”
ม่านมุกพูดมาเป็ชุดซึ่งผมก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับเท่านั้น จริงอย่างที่เธอบอกผมควรจะนอนต่ออีกสักหน่อย ผมเป็คนที่เวลาแฮงค์จะอาการหนักแบบนี้แหละ แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยหรอกเพราะผมไม่ค่อยจะดื่มหนักเท่าไหร่ถ้าไม่มีเื่ที่คอยมารบกวนจิตใจจนผมอยากจะกำจัดมันออกไป
ผมลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอนเมื่อเห็นม่านมุกเดินถือถาดข้าวต้มมา กลิ่นหอมฉุนลอยมาจนผมรู้สึกหิวขึ้นมาทันที ม่านมุกวางถาดที่มีข้าวต้มนำและยาไว้บนโต๊ะหน้าโซฟาที่ผมนอนมาทั้งคืน แล้วยื่นเสื้อของผมที่เธอเอาพาดไหล่ไว้มาให้ คงจะเป็ไอ้มาร์คที่เอาไปซักให้เพราะมันเป็คนเดียวที่คอยเก็บอ้วกให้ผมเสมอ ไว้ค่อยขอบคุณมันทีหลังแล้วกัน
“ถ้ากินเสร็จก็วางไว้ตรงนี้แหละ เดี๋ยวหนูกลับมาเก็บให้” เธอบอก ทำให้ผมเพิ่งสังเกตว่าเธออยู่ในชุดนักศึกษาเตรียมไปเรียนเรียบร้อยแล้ว
“ขอบคุณ”
“อ้อ แล้วยามีก็ยาแก้ไข้ด้วยนะคะ กินกันไว้ก่อนพี่มาร์คบอกว่าพี่ชอบไข้ขึ้นเวลาแฮงค์ ถ้ายังไงหนูไปเรียนก่อนนะ” พูดจบเธอก็หยิบกระเป๋าก่อนจะเดินออกไป ไม่รู้ว่าไปยังไงเพราะไอ้มาร์คก็คงจะไปเรียนั้แ่เช้าแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่เื่ที่ผมควรจะสนใจสักนิด
ผมยกถ้วยข้าวต้มมาตักกินแต่สิ่งที่สังเกตได้คือมันไม่มีผักสักอย่าง ไม่มีอะไรสีเขียวๆ ที่ผมเกลียดอยู่ในข้าวต้มถ้วยนี้เลย ม่านมุกคงจะจำที่ผมบอกเมื่อคืนได้ ผมไม่กินผักก็จริงแต่เวลาไปสั่งอาหารก็จะสั่งปกติเพราะไม่อยากให้คนอื่นมองผมแปลกๆ แล้วมานั่งเขี่ยผักเอง ผู้ชายไม่กินผักมันแปลกตรงไหน
เมื่อกินเสร็จผมก็เอายาที่ม่านมุกเตรียมไว้มากิน ไอ้มาร์คคงจะบอกเื่ที่ผมมักจะเป็ไข้เวลาแฮงค์เธอถึงได้เอายาแก้ไข้มาให้ผมกินแบบนี้ ผมนอนลงที่เดิมแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้าทั้งที่ผมก็ไม่ได้ไปวิ่งที่ไหนมา แต่พอหลับตาก็ทำให้ผมนึกถึงเื่ที่ทำให้ผมต้องดื่มหนักจนมีอาการเป็แบบนี้....
ผมกลับมานอนที่ห้องตัวเองและหลับไปอีกรอบ ตื่นมาอีกทีก็พบว่าอาการไม่ดีขึ้นแถมยังแย่กว่าตอนแรกอีกด้วยซ้ำ ผมเริ่มหนาวสั่นทั้งที่เหงื่อเต็มตัว จะห่มผ้าก็ร้อนไม่ห่มก็หนาวขึ้นมาอีก ทั้งหมดนี่อาจจะเป็เพราะว่าผมอาบน้ำไปตอนที่กลับมาห้องตัวเองไข้ถึงได้กลับมาอีกทั้งที่กินยาไปแล้ว
“ตื่นแล้วเหรอคะ” ผมลืมตามองคนที่เพิ่งเข้ามาด้วยความแปลกใจเพราะนอกจากพวกเพื่อนผมแล้วก็ไม่มีใครเข้าออกห้องผมได้อีก
“เข้ามาได้ยังไง” ผมถามเสียงเรียบเพราะไม่ชอบใจนัก
“เอ่อ หนูกลัวพี่ยังไม่หายดีก็เลยขอรหัสห้องพี่จากพี่มาร์ค แต่...”
“ออกไป” ผมพูดขึ้นก่อนที่ม่านมุกจะพูดจบ
ไม่ว่าเธอจะเข้ามาด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผมไม่ชอบให้คนอื่นนอกนอกจากเพื่อนผมเข้ามาวุ่นวายในที่ของผม และพวกมันก็ไม่เคยมีใครเข้ามาในห้องนอนของผมเลยสักครั้งเพราะผมถือว่ามันเป็พื้นที่ส่วนตัวของผม แต่เธอกลับมายืนอยู่ตรงนี้ได้ยังไง
“แต่พี่ยังป่วยอยู่นะ ถ้าหนูไม่เข้ามาคอยเช็ดตัวให้ป่านนี้พี่ช็อคตายไปแล้ว”
“ออกไป”
“หนูไม่ไป” ม่านมุกพูดด้วยเสียงหนักแน่น ยืนเถียงคอเป็เอ็นอย่างไม่ยอม
น่าปวดหัวชะมัด แค่อาการที่เป็อยู่ก็ทำให้ผมปวดหัวแย่พอแล้วผมยังต้องมาปวดหัวกับเธออีก มันน่าหงุดหงิดที่เธอไม่ฟังผมเนี่ยแหละ
ผมไล่ม่านมุกทางสายตาแต่เธอกลับจ้องกลับมาอย่างไม่ยอมเหมือนกัน ผมจะทำยังไงกับเด็กคนนี้ดีวะ
“ไม่ต้องมามองหนูด้วยสายตาแบบนั้นเลยนะ ต่อให้พี่ไล่ยังไงหนูก็ไม่ไปหรอก หายป่วยสักทีดิหนูจะได้ไม่ต้องเป็ห่วง”
ม่านมุกเดินเข้ามาหาผมที่นอนอยู่แล้วเอาหลังมือมาทาบกับหน้าผากผมอย่างถือวิสาสะ ถ้าไม่เห็นสายตาเป็ห่วงของเธอผมคงปัดมือออกไปแล้ว
“หนูรู้นะว่าพี่แอบอาบน้ำเพราะแบบนี้ไข้ถึงไม่ลดสักที ถ้ารำคาญหนูก็รีบหายเร็วๆ ล่ะ พี่ดีขึ้นเมื่อไหร่เดี๋ยวหนูออกไปเอง”
เหอะ เอาแต่ใจชะมัด พูดมาขนาดนี้แล้วผมจะทำอะไรได้ล่ะ ต่อให้ไล่ยังเธอก็คงไม่ไปอยู่ดี มาอยู่ห้องผู้ชายสองต่อสองไม่มีความกลัวเลยเหรอไง ส่วนไอ้มาร์คมันได้เคลียกับผมเื่ที่บอกรหัสห้องผมให้น้องมันแน่ล่ะ รู้ทั้งรู้ว่าผมไม่ชอบให้ใครเข้ามาในห้องก็ยังจะส่งยัยเด็กเอาแต่ใจนี่มาอีก
“ไม่ต้องด่าหนูในใจเลยนะ เดี๋ยวหนูจะเอายาลดไข้มาให้กินอีก ถ้ายังไม่หายหนูจะให้พี่มาร์คแบกพี่ไปหาหมอ” พูดจบก็เดินออกไปเลย
ทำตัวอย่างกับเป็แม่ผมงั้นแหละ
ผมมองนาฬิกาก็พบว่ามันเย็นแล้ว มองไปรอบห้องก็เห็นกะละมังกับผ้ายังวางอยู่ข้างเตียงแถมยังมีปรอทวัดไข้อยู่ด้วย แสดงว่าม่านมุกคงจะเข้ามานานแล้ว คงจะจริงอย่างที่พูดว่าคอยเช็ดตัวให้ผม ทำแบบนี้ทั้งที่ผมเพิ่งจะปฏิเสธเธอไปน่ะเหรอ ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอไง ทำไมต้องมาทำดีกับผมด้วย
“หนูซื้อข้าวต้มมาให้ มันเหลือถุงสุดท้ายที่เค้าตักไว้แล้วเลยมีผักด้วย พี่กินได้ไหม” ม่านมุกที่เดินเข้ามาอีกรอบพร้อมกับข้าวต้มที่ส่งมาตรงหน้าผม
“อือ” ผมพยักหน้ารับเพราะทุกที่ผมก็ต้องมานั่งเขี่ยผักเองอยู่แล้ว มันกลายเป็เื่ปกติสำหรับผมไปแล้วนอกเสียจากตอนที่กลับไปกินข้าวกับครอบครัว แม่จะทำแต่อาหารที่ผมชอบทั้งนั้น
“เอามานี่มา”
ม่านมุกนั่งลงบนเตียงข้างผมก่อนจะแย่งถ้วยในมือไปแล้วตักผักในข้าวต้มออกให้ ม่านมุกก้มหน้าก้มตาทำอย่างตั้งใจและทุกอิริยาบถของเธออยู่ในสายตาผม ไม่รู้ว่าผมมองม่านมุกนานเท่าไหร่ รู้อีกทีก็ตอนที่เธอส่งถ้วยข้าวต้มคืนให้ผมแล้ว
“ยังไม่หมดเลย แต่ก็น่าจะพอกินได้”
“ขอบคุณ” ผมกล่าวขอบคุณอีกครั้ง
“กินเสร็จพี่ก็กินยาเลยนะ เดี๋ยวหนูจะออกไปอยู่ข้างนอก ถ้า้าอะไรก็เรียกหนูได้ ถ้าพี่ดีขึ้นแล้วหนูไปแน่นอนไม่ต้องกลัวหนูมาลักหลับล่ะ” ม่านมุกพูดทีเล่นทีจริงแล้วยิ้มให้ผมก่อนจะเก็บพวกกะละมังที่เธอเอามาออกไป
ผมมองตามร่างบางไปจนกระทั่งประตูปิดลงแล้วก้มมองข้าวต้มที่อยู่ในมือ ผักสีเขียวๆ มันยังไม่หมดอย่างที่เธอว่าแต่มันก็แทบจะไม่มีอยู่เลย พอนึกถึงความตั้งใจของเธอก็ทำให้ผมนึกถึงใครอีกคน อีกคนที่ทำเหมือนกัน
ผมนอนหลับไปอีกรอบเพราะฤทธิ์ยาตื่นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองดีขึ้นแล้ว ผมกวาดตามองไปรอบห้องที่มืดสนิท หยิบโทรศัพท์มาดูก็พบว่ามันสี่ทุ่มกว่าแล้วและยังเห็นข้อความที่พวกเพื่อนมันส่งมาอีกมากมายแต่ผมก็เลือกที่จะยังไม่ตอบ ผมลุกขึ้นแล้วเดินออกมาข้างนอกที่เปิดไฟสว่างทั้งห้องซึ่งน่าจะเป็ฝีมือของม่านมุกที่ผมคิดว่าเธอคงจะกลับไปแล้ว
ผมเดินผ่านห้องเล่นเพื่อจะไปห้องครัวเพราะหิวน้ำ แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติตรงโซฟาเสียก่อนทำให้ต้องเปลี่ยนทิศทางของเท้าแล้วก้าวมาที่ห้องนั่งเล่นแทน
ม่านมุกยังไม่ได้ไปไหนอย่างที่ผมคิดแต่เธอมานอนอยู่ตรงโซฟานี่ต่างหาก ผมเดินเข้าไปเพื่อหวังจะปลุกให้ตื่นแต่พอเห็นใบหน้าล้าๆ ที่เหมือนจะไม่ได้นอนของเธอนั้นก็ทำให้มือผมชะงักไปทันที แต่ยังไงเธอก็ไม่ควรจะนอนอยู่ที่นี่อยู่ดี
“เธอ” ผมเรียกพร้อมกับใช้นิ้วจิ้มไปที่ไหล่ของม่านมุกเพื่อให้รู้สึกตัว แต่เธอก็ยังนิ่ง
“ม่านมุก ตื่น” คราวนี้ผมเปลี่ยนเป็เขย่าแทนด้วยแรงที่มากกว่าเดิมทำให้ตัวเธอสั่นคลอนไปทั้งตัว
“อืออ”
“ตื่นได้แล้ว”
“อีกนิดนะพี่มาร์ค มุกเพิ่งได้นอนเอง” ม่านมุกพูดออกมาแล้วเงียบไป ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอทำให้ผมรู้ว่าเธอหลับไปอีกรอบแล้ว
แบบนี้ก็ช่วยไม่ได้
ผมตัดสินใจช้อนตัวม่านมุกขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขนเพื่อจะพาไปส่งที่ห้อง อย่างน้อยเธอก็ควรจะได้นอนบนเตียงอย่างสบายๆ ถ้าไม่ติดว่าเธอคอยดูแลผมวันนี้ผมคงไม่ทำแบบนี้หรอก
ผมวางม่านมุกลงบนเตียงอย่างเบามือเพราะกลัวเธอจะตื่น ผมนั่งลงบนเตียงพร้อมกับมองใบหน้าของเธอที่ยังคงหลับสนิท ม่านมุกโตขึ้นมากจนผมจำไม่ได้ถ้าไม่บอกว่าเป็น้องไอ้มาร์คผมก็คงไม่รู้ว่าเธอจะเป็คนเดียวกับเด็กสาวที่ผมเคยเจอเมื่อสามปีก่อน
คนที่เพิ่งมาสารภาพรักกับผม
ถามว่าผมใไหมที่อยู่ๆ เธอก็มาบอกว่าชอบผม เอาจริงก็ไม่ได้ใอะไรมากหรอกเพราะผมใั้แ่วันที่เธอบอกกับเพื่อนผมแล้วผมเข้าไปพอดีนั่นแล้วไง ใช่ ผมได้ยินทุกอย่าง ได้ยินม่านมุกบอกว่าชอบผม ไม่รู้หรอกนะว่าเธอมาชอบผมตอนไหนและคิดไม่ถึงว่าเธอจะมาบอกกับผมตรงๆ
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเธอต้องมาทำดีด้วยทั้งที่เพิ่งโดนปฏิเสธไป แล้วที่ผมบอกว่าไม่ชอบนั่นคือเื่จริง ต่อให้เธอจะชอบผมมากแค่ไหนผมก็ให้ความรู้สึกที่มากกว่าน้องสาวเพื่อนอย่างที่เธอ้าไม่ได้ ผมไม่ได้เกลียดม่านมุกแต่ผมก็ชอบเธอไม่ได้เหมือนกัน และผมไม่้าให้ใครต้องมาเ็ปเพราะผม
“ตัดใจจากฉันซะ”
Time’ s talk end
กริ๊งงงงงงงงง
“อือออ”
ฉันบิดตัวไปมาอย่างี้เีเมื่อเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นก่อนจะลืมตาขึ้นมาก็พบว่าอยู่ห้องตัวเอง ฉันดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างมึนงงเพราะจำได้ว่าเมื่อคืนเผลอหลับไปในห้องของพี่ธาม แล้วฉันมาอยู่ห้องตัวเองได้ไงล่ะเนี่ย สงสัยพี่มาร์คคงจะอุ้มกลับมาแหละมั้ง
ฉันลุกไปอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปมหาลัย เมื่อเสร็จแล้วก็ออกมาข้างนอกแต่กลับไม่เจอพี่มาร์ค ไปดูในห้องก็ไม่มี ฉันเลยเอาโทรศัพท์ออกมาโทรหาพี่มัน
“ [ฮัลโหลม่าน] ” รอไม่นานพี่มันก็รับสาย
“พี่อยู่ไหนเนี่ย”
“ [พี่ออกมาทำธุระอ่ะ วันนี้มีเรียนหรือเปล่า] ”
“มีสิ มุกไม่เห็นพี่อยู่ห้องก็เลยโทรหาอ่ะ”
“ [รอแปบนะ เดี๋ยวพี่ไปรับ] ”
“ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวมุกไปเองก็ได้” ฉันบอกเพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาพี่มัน นั่งแท็กซี่ไปไม่กี่บาทก็ถึงแล้ว
“ [ไม่เอาอ่ะ พี่ไม่อยากให้ม่านนั่งแท็กซี่] ว่าแล้วเชียวว่าต้องได้ยินแบบนี้ ฉันล่ะเบื่อนิสัยเป็ห่วงเกินเหตุของพี่มันจัง
“งั้นมุกนั่งรถเมย์ไปก็ได้”
“ [ให้พี่ไประ...] ”
“พี่มาร์ค มุกโตแล้วนะ รู้ว่าพี่เป็ห่วงแต่มุกดูแลตัวเองได้” ฉันรีบพูดขัดขึ้นก่อนที่พี่มาร์คจะพูดจบ ฉันไม่ใช่เด็กที่ทำอะไรเองไม่เป็สักหน่อย ทำไมต้องทำให้ฉันคิดว่าตัวเองเป็ภาระของคนอื่นอยู่เรื่อยเลย
“ [กะ ก็ได้ ถ้างั้นเลิกเรียนแล้วโทรหาพี่นะ] ”
“ค่าาา”
เมื่อวางสายจากพี่มาร์คฉันก็มาเช็คความเรียบร้อยที่หน้ากระจกอีกรอบนึงก่อนจะไปหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกมาจากห้อง
ไม่รู้ว่าเป็เพราะโชคชะตาหรือพรหมลิขิตเมื่อฉันเปิดประตูออกมาเป็จังหวะเดียวกับประตูของห้องตรงข้ามที่เปิดออกมาพอดี ฉันมองพี่ธามที่อยู่ในชุดนักศึกษา สีหน้าดูดีกว่าเมื่อวานเยอะเลย สงสัยจะไม่มีอาการไข้แล้ว
“หายดีแล้วเหรอคะ” ฉันถามพร้อมกับส่งยิ้มไปให้ ได้เจอพี่ธามเป็คนแรกของวันนี่รู้สึกดีชะมัดเลย
“อือ” พี่ธามตอบแค่นั้นก่อนจะเดินไปโดยไม่สนใจฉันอีก
เหอะ มีแรงเดินหน่อยแล้วสะบัดใส่จังนะ ถ้าเมื่อวานไม่ได้ฉันคอยดูแล คอยเช็ดตัวหาข้าวหายาให้กินก็คงไม่มีทางได้มาเมินฉันแบบนี้หรอก ขอบคุณสักคำก็ไม่มี น่าจะปล่อยให้นอนจมกองอ้วกก็ดีหรอก อีพี่ธามบ้า!
แต่ถ้าย้อนเวลากับไปได้จะทำอย่างที่พูดไหมก็ไม่อยู่ดี ใครจะปล่อยให้ที่รักของตัวเองเป็แบบนั้นล่ะ ฉันก็เก่งแต่คิดในใจเนี่ยแหละ
“รอหนูด้วย” ฉันบอกเมื่อลิฟต์กำลังจะปิดแต่ดีที่ฉันกดมันไว้ได้ทัน
ฉันรีบเดินเข้าไปยืนข้างพี่ธามที่มีสีหน้าหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด จนฉันไม่กล้าที่จะเอ่ยอะไรออกไปทั้งที่มีเื่อยากจะถามเขามากมาย เมื่อลิฟต์มาถึงชั้นล่างพี่ธามก็เดินออกไปทันที แล้วฉันจะรออะไรล่ะ
ฉันเดินตามพี่ธามมายังลานจอดรถอย่างเงียบๆ เมื่อมาถึงรถที่ฉันจำได้ว่าเป็ของพี่ธามเ้าตัวก็หันมามองฉันด้วยสายตาแปลกใจ
“เอ่อ คือ พี่จะไปมหาลัยใช่ป่ะล่ะ หนูขอไปด้วยสิ” ไหนๆ ก็จะไปทางเดียวกันแล้วก็ไปด้วยกันสิ ช่วยชาติประหยัดน้ำมันแถมฉันยังได้ประหยัดเงินและไม่ต้องไปแย่งที่นั่งกับคนอื่นอีกด้วย
“ไม่” พี่ธามปฏิเสธอย่างไม่คิด
แต่ใครจะยอมล่ะ ฉันแสร้งทำเป็ยืนก้มหน้าอย่างหงอยๆ แต่พอเขาปลดล็อครถฉันก็รีบวิ่งไปเปิดประตูแล้วขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับทันทีแล้วไม่ลืมกดล็อคประตูด้วย เพราะยังไงพี่ธามก็จะต้องลากฉันลงแน่นอน
“ลงมา” เมื่อเปิดประตูทางฝั่งฉันไม่ได้พี่ธามก็เดินอ้อมไปฝั่งคนขับแล้วกระชากประตูออกอย่างแรงด้วยความโมโห
“ไม่” ฉันปฏิเสธเสียงแข็ง
“บอกให้ลงมาไง” พี่ธามบอกเสียงเรียบพลางระงับอารมณ์
“ก็บอกว่าไม่ไง ไปด้วยไม่ได้เหรอ เมื่อวานที่หนูดูแลพี่พี่ยังไม่ขอบคุณหนูเลยนะ ให้หนูไปด้วยถือว่าขอบคุณเื่เมื่อวานไง หรือพี่อยากติดค้างหนูล่ะ” ในเมื่อขอดีๆ ไม่ได้ก็ขอทวงบุญคุณหน่อยแล้วกัน
ที่ฉันเผลอหลับไปก็เพราะไม่ได้นอนเลยไง กว่าจะเช็ดตัวเช็ดอ้วกให้พี่ธามเสร็จก็ปาเข้าไปตีสี่นอนไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องตื่นไปเรียน กลับจากเรียนฉันก็ต้องคอยเช็ดตัวให้เพราะไข้ขึ้นอีก แค่ติดรถไปด้วยไม่เห็นจะลำบากอะไรเลย
“เธอนี่เป็คนยังไงกันแน่วะ” พี่ธามบ่นพึมพำอยู่คนเดียวตอนขึ้นมานั่งบนรถแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ได้ยินอยู่ดี
“เป็คนที่ชอบพี่มากๆ ไง” ฉันตอบออกไปน่าตาเฉย
ถามว่าละอายปากไหมที่พูดออกไป มันเลยจุดนั้นมาไกลแล้วล่ะ มาถึงตอนนี้ก็คงจะไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว มัวแต่เขินอายมันไม่ช่วยอะไรหรอก คนอย่างพี่ธามก็ต้องมาไม้นี้ล่ะ
“เหอะ”
สีหน้าของพี่ธามดูจะไม่พอใจนักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ถึงได้ยอมสตาร์ทรถออกไป ไม่รู้ว่าเป็เพราะอารมณ์ของพี่ธามตอนนี้หรืออะไรถึงได้ขับรถเร็วมากจนฉันต้องรีบคาดเบลท์ทันทีเพราะกลัวจะเกิดอะไรขึ้น
“พะ พี่ธามขับช้าๆ หน่อย”
สีหน้าของพี่ธามยังคงเรียบนิ่งแต่ความเร็วของรถกลับเพิ่มขึ้นสวนทางกับคำขอของฉันจนฉันต้องหลับตาปี๋มาตลอดทาง หัวใจเต้นเร็วเพราะความกลัว ในใจก็คิดถึงสิ่งไม่ดีไปต่างๆ นานาแล้ว
เอี๊ยดดด
“ลงไป”
น้ำเสียงเ็าเปล่งออกมาทำให้ฉันลืมตาขึ้นเมื่อรู้สึกได้ว่ารถจอดสนิทแล้ว ฉันมาถึงมหาลัยโดยครบสามสิบสองแล้ว ฮือ ในใจฉันคิดว่าคงจะไม่ถึงมหาลัยแล้วเสียอีก
“ขะ ขอบคุณนะคะ” ฉันบอกเสียงสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ก่อนจะรีบลงจากรถทันที
ไม่รู้ว่าที่พี่ธามขับเร็วแบบนี้เพื่อให้ฉันกลัวไม่กล้าขึ้นรถไปกับเขาอีกหรือเปล่าเพราะทุกครั้งที่ฉันติดรถมาด้วยก็ไม่เห็นจะขับแบบนี้เลย ถ้าทำเพราะเหตุผลนั้นก็อยากจะบอกว่าเขาทำสำเร็จ สาบานเลยว่าฉันจะไม่ขึ้นรถไปไหนกับพี่ธามอีกแล้ว ไม่อ้วกแตกบนรถก็ดีแค่ไหนแล้ว พูดแล้วก็อยากจะอ้วกเลยอ่ะ
ไอ้พี่ธามบ้า!
“เราจะมีชมรมอยู่กันไหมเนี่ย” ฉันถอนหายใจออกมากลางโรงอาหารเพราะตอนนี้ฉันกับป่านยังไม่มีชมรมอยู่เลย เดินหามาเกือบครึ่งวันก็ยังไม่เจอชมรมที่ถูกใจเลยสักชมรม วันนี้วันสุดท้ายแล้วด้วยแถมตอนนี้ก็ใกล้จะหมดเวลาแล้วเหลืออีกชั่วโมงกว่าเอง
“ฉันบอกให้ไปชมรมวอลเลย์ก็ไม่ไป” ป่านบ่น
“ไปให้โดนตบอัดหน้าหรือไง” ฉันเล่นเป็ที่ไหนล่ะ
ไม่ใช่แค่วอลเลย์ที่เล่นไม่เป็อย่างเดียว แต่ฉันเล่นกีฬาอะไรไม่เป็เลย ถึงจะเป็แต่ก็ไม่ได้เก่งอะไร ไม่ใช่นักกีฬาตัวโรงเรียนแบบป่านนี่ ฉันเกือบติดศูนย์วิชาพละเชียวนะทำเป็พูดไป ฉันน่ะเก่งแต่ในตำราอย่างอื่นน่ะไม่ได้เื่เลย
“แล้วจะเอาไงล่ะเนี่ยวันนี้วันสุดท้ายแล้วนะ”
“ชมรมนั่งสมาธิป่ะ” ฉันพูดออกไปเพราะเห็นใบปลิวที่ได้รับมาตามชมรมต่างๆ ฉันปลงจนจะเข้าไปนั่งสมาธิฟังธรรมะแล้วนะ แค่ไปนั่งสมาธิคงไม่ต้องทำอะไรมากหรอก
“จะบ้าเหรอมุก เลือกอะไรให้เกียรติฉันบ้างนะ”
ฉันขำพรืดออกมาเมื่อเห็นสีหน้าของป่าน ให้ป่านไปนั่งสมาธิก็เหมือนจับปูใส่กระด้งอ่ะ คนสมาธิสั้นแบบเธอให้ไปนั่งสมาธิจะต้องคลั่งแน่ๆ แต่ก็ไม่รู้จะเข้าชมรมไหนแล้วเหมือนกัน ฉันดูใบปลิวก่อนจะทิ้งไปทีละใบๆ ให้ไปนั่งถักนิตติ้งฉันก็ไม่ได้มีความอดทนขนาดนั้น ชมรมดนตรีฉันก็เล่นไม่เป็ เคยแต่เป่าขลุ่ยตอนมอสองอ่ะ
“ฉันรู้แล้วว่าจะเข้าชมรมอะไร” อยู่ๆ ป่านก็พูดขึ้นพร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ชมรมอะไร” ฉันหรี่ตาถามอย่างไม่ไว้ใจ ไม่เอาชมรมอะไรพิเรนทร์ๆ หรอกนะ
“ชมรมเดียวกับกาย” ป่านบอก แต่ก็ลีลาไม่บอกชื่อชมรมไง
“แล้วชมรมอะไรล่ะ” ฉันไม่รู้ว่ากายเลือกชมรมอะไรไง ่นี้ก็ไม่ค่อยได้เจอกันด้วย
“อาสาพัฒนาชนบท”
“ไม่เด็ดขาด” ฉันปฏิเสธอย่างไม่คิดเลย แค่ชื่อก็ไม่น่าเข้าแล้วอ่ะ
“แต่พี่ชายเธอเป็ประธานชมรมนะ พี่มาร์คไม่ได้บอกเธอหรือไง”
“ไม่อ่ะ ใครจะเป็ประธานหรืออะไรก็ช่างฉันก็ไม่เอาด้วยหรอก”
พี่มาร์คไม่เคยบอกเลยว่าเป็ประธามชมรมนี้ด้วย แต่คงรู้ว่าฉันไม่ชอบอะไรแบบนี้ก็เลยไม่ได้สนใจจะบอกล่ะมั้ง แล้วอีกอย่าง่นี้เราก็ไม่ค่อยได้คุยกันเพราะพี่มาร์คยุ่งเื่ที่จะซื้อผับต่อจากรุ่นพี่ที่กำลังจะไปต่างประเทศ พี่มันอยากเปิดผับมานานแล้ว เป็ความฝันของพี่มาร์คเลยก็ว่าได้ พ่อแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรแถมยังบอกอีกด้วยว่าขาดเหลืออะไรก็ให้บอกเพราะเงินที่จะลงทุนคือเงินที่พี่มาร์คเก็บเองทุกบาททุกสตางค์เลย
ที่ฉันไม่อยากเข้าก็เพราะอยากอยู่ชมรมที่สบายๆ ไม่ต้องทำอะไรมาก แต่นี่แค่ชื่อชมรมก็รู้เลยว่าจะต้องเหนื่อยแน่ๆ ฉันขอบายดีกว่า ยังไงก็ไม่เข้าแน่นอน
“แต่พี่ธามก็อยู่ชมรมนี้ด้วยนะ”
พรึ่บ!
“เฮ้ยมุก จะไปไหนเนี่ย”
“ไปชมรมอาสาพัฒนาชนบท!”
-TBC-