หมิงหยวนเริ่มหวั่นใจ คนที่อยู่ห้องข้างๆ เป็นผู้ใดก็ไม่อาจรู้ได้ทว่าหม่านหรงและคนอื่นๆ กลับสุมไฟใส่ฟืน “อยากมีเรื่องหรือ! อยากคุยก็ให้เขามาเอง!พวกเราไม่หาเรื่องใครก่อน แต่หากผู้ใดอยากมีเรื่อง พวกเราก็ไม่กลัว!”
“หยวนเก้อเอ๋อร์ พวกเราจะไปกับเจ้าเอง!”
“ใช่ ข้าเองก็อยากรู้นักว่ามันผู้ใดที่ไม่เคารพเซี่ยไท่ฟู่!”
หมิงหยวนเห็นคนทั้งหลายถกแขนเสื้อท่าทางพร้อมสู้ก็พลันหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ก็ไม่ออกได้แต่โค้งคำนับแสดงความขอบคุณทุกคน “เป็นน้องชายที่กล่าววาจาไม่เหมาะสมไปกล่าวขอโทษเป็นเรื่องสมควรแล้ว มาคิดดูอีกที หากคำพูดนี้แพร่ออกไปไกลกว่านี้ก็ยิ่งไม่รู้ว่าข้าจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใดบ้าง”
เอ่ยจบหมิงหยวนก็หันไปเอ่ยกับผู้มาเยือนอย่างสุภาพ “โปรดนำทางทีขอรับ”
ห้องส่วนตัวข้างๆ ขนาดเล็กกว่าห้องของพวกเขา ทว่ากลับหรูหรามีระดับกว่าม่านตรงประตูทางเข้าทำจากมุกและหยก หมิงหยวนถูกพามารออยู่ด้านนอกรอให้ใครสักคนเข้าไปแจ้งให้คนข้างในทราบ ก่อนจะพาเขาเข้าไปข้างในเพียงเท่านี้ก็พอจะรู้แล้วว่าผู้ที่ต้องการพบเขาไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอนหมิงหยวนเริ่มใจคอไม่ดี
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง คุณชายผู้หนึ่งวัยยี่สิบต้นๆนั่งอยู่ที่โต๊ะสูง ทั้งกวาน เสื้อคลุม และรองเท้าที่สวมล้วนหรูหราราคาแพงปักลวดลายประณีตงดงาม มีผู้คนมากมายยืนรายล้อมอยู่ข้างหลัง หมิงหยวนกล่าวแนะนำตัว“ผู้น้อยหมิงหยวน จากเมืองเจียงโจว มิทราบว่าท่านต้องการพบผู้น้อยด้วยเหตุใดขอรับ?”
“เจ้าเป็นคนกล่าววาจาสามหาวพวกนั้นหรือ?” คุณชายผู้นั้นขมวดคิ้วแน่น
หมิงหยวนพยายามเคารพนอบน้อมอย่างถึงที่สุด“ผู้น้อยไม่กล้ากล่าววาจากำเริบเสิบสานหรอกขอรับเพียงแต่ฤทธิ์สุราที่ดื่มเข้าไปทำให้สติเลอะเลือน ขอคุณชายอย่าได้ถือสา”
คุณชายผู้นั้นเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างทว่าเสียงตะกุกตะกักของเด็กน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน“ท่านพี่ๆ”
ในตอนนั้นเองหมิงหยวนถึงได้สังเกตเห็นเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีม่วงนั่งอยู่ข้างๆคุณชายท่านนั้น เสื้อผ้าที่สวมล้วนเป็นของมีราคาและประณีตเช่นเดียวกันแต่แขนขาดูไร้เรี่ยวแรง นั่งนิ่งบนรถเข็นไม้ มีเข็มขัดผ้าไหมรัดเอวไว้อย่างดีมีคนคอยรับใช้อยู่ข้างๆ ไม่ห่างกาย ไม่เพียงแต่ต้องคอยยกจอกชาป้อนแต่ท่าทางคนบนรถเข็นยังไม่เหมือนเด็กหนุ่ม แต่ดูเหมือนเด็กสี่ห้าขวบ
“ว่าอย่างไร?” คุณชายผู้มีใบหน้าดุร้ายเปลี่ยนสีหน้าเป็นอ่อนโยนทันทีแถมยังดูเคารพนอบน้อมด้วยซ้ำ หมิงหยวนเกิดความสับสนในใจแต่ก็ยังประติดประต่อสิ่งใดไม่ได้อยู่ดี
“เขา เขา ผู้ใดหรือ?” พูดตะกุกตะกักเหมือนเด็กเพิ่งฝึกพูดผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
“ก็แค่คนอวดดีผู้หนึ่ง”
“คนอวดดีคือผู้ใดหรือ?”
ไม่รอให้ชายหนุ่มอธิบาย คนอวดดีก็ทักทายอย่างมีมารยาท “บัณฑิตจากเมืองเจียงโจว นามว่าหมิงหยวนคารวะคุณชายขอรับ”
“นั่งได้”
เด็กหนุ่มตอบรับทันทีราวกับได้รับการฝึกฝนมาเช่นนี้ชายหนุ่มห้ามเขาไว้ไม่ทันได้แต่เหวี่ยงแขนเสื้ออย่างไม่สบอารมณ์พร้อมปรายตามองอีกคน“ไม่ได้ยินหรือ? เขาบอกให้เจ้านั่งลง”
หมิงหยวนเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ไม้“ผู้น้อยขอบังอาจถามชื่อเสียงเรียงนามคุณชายได้หรือไม่ขอรับ?
“เรื่องแค่นี้เอง หลายปีมานี้ไม่ได้มีผู้ใดเอ่ยถามชื่อข้ามานานแล้ว”คุณชายสะบัดพัดพลางเหน็บแนมเสียงเย็นพร้อมแนะนำตัวด้วยสีหน้าที่ยังไม่สบอารมณ์อีกเช่นเคย“ข้ามีนามว่า ‘เว่ยเสี่ยน’”
ได้ยินแซ่เว่ย หมิงหยวนก็ร้องในใจว่าแย่แล้วต่อให้ราชวงศ์จะสูญเสียอำนาจ ทว่าคนในราชวงศ์ก็ยังมีสถานะสูงส่งไม่ใช่ว่าผู้ใดจะล่วงเกินก็ได้แสดงว่าคนผู้นั้นต้องไม่ใช่เด็กปัญญาอ่อนทั่วไปเป็นแน่หมิงหยวนรีบลุกจากเก้าอี้แล้วคุกเข่าคารวะอีกครั้ง“ผู้น้อยผิดไปแล้วที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ล่วงเกินผู้สูงศักดิ์แล้วผู้น้อยสมควรตาย”
ชายหนุ่มยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด เด็กน้อยก็ตะโกนด้วยสีหน้าหวาดกลัว“นั่ง! นั่ง!”
“กลับมานั่งลง!” เว่ยเสี่ยนสั่งเสียงเข้มก่อนจะหันไปปลอบโยนอีกคนด้วยเสียงที่นุ่มนวล “ชงเก้อเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว ไม่กลัวๆไม่มีผู้ใดโมโหเลย”
คนกลุ่มหนึ่งรีบถลาเข้ามาดูอาการเขา บ้างก็ปลอบประโลมบ้างก็เอาน้ำให้เขาดื่ม บ้างก็พัดให้เขา ส่วนหมิงหยวนเฝ้าดูเงียบๆพลางครุ่นคิดบางอย่างในใจ
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่าตระกูลเซี่ยมีอำนาจที่สุดในใต้หล้าอย่างนั้นหรือ?”
“ผู้น้อยไม่เคยกล่าวเช่นนั้น”
“เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าว่าตระกูลเซี่ยมีอำนาจที่สุดในใต้หล้าหรือไม่?” คุณชายผู้นั้นไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
หมิงหยวนมีคำตอบในใจ ทว่าไม่กล้าตอบตามนั้นโชคดีที่เขาเป็นคนมีวาทศิลป์“ราชวงศ์นี้ก่อตั้งขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของกษัตริย์และขุนนางก็จริงอยู่การที่ต้องมีตระกูลขุนนางใหญ่สนับสนุนราชวงศ์นั้นเปรียบเสมือนกำแพงแกร่ง ทำหน้าที่ปกป้องเสาหินด้านในไม่ว่าตระกูลหวน หวัง หรือเซี่ย ล้วนมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบบ้านเมืองจึงต้องอาศัยอำนาจบารมี”
หมิงหยวนค่อยๆ คิด ค่อยๆ พูดแต่ก็ยังดูสีหน้าเว่ยเสี่ยนไม่ออกว่าพอใจหรือโกรธ “แต่ถึงมีอำนาจมากเพียงใดบ้านเมืองก็ยังเป็นของราชวงศ์ ตราบใดที่ตระกูลเว่ยยังอยู่ไม่มีตระกูลใดมาแทนที่ได้ หากผู้ใดมีใจออกห่าง ไม่เพียงแต่ราษฎร แม้แต่ตระกูลอื่นๆก็ไม่มีทางยอมรับ ก่อนหน้านี้ตระกูลหวนถูกไล่ล่าเหตุเพราะก่อกบฏตระกูลหวังต้องโทษประหารเหตุเพราะพยายามเปลี่ยนราชวงศ์เรื่องนี้ล้วนมีบทเรียนจากอดีต ว่ากันตามตรง หากตระกูลเซี่ยมีใจเป็นอื่นจุดจบก็คงไม่ต่างไปจากเหตุการณ์ในอดีต”
ในที่สุดอารมณ์คุกรุ่นของเว่ยเสี่ยนก็ทุเลาลงได้
“แม้กษัตริย์และขุนนางปกครองร่วมกัน ถึงกระนั้นกษัตริย์ก็คือผู้นำเปรียบเสมือนดาวเหนือ ส่วนขุนนางเปรียบเสมือนดาวบริวารคอยรายล้อมคุ้มกันดาวเหนือเท่านั้นเอง” หมิงหยวนกล่าวสรุปอย่างใจเย็น จู่ๆก็พลันกระจ่างแจ้ง เขาพอจะเดาตัวตนของคนสองคนที่อยู่ตรงหน้าออกแล้วจึงก้มหัวคารวะลงตรงหน้าเด็กคนนั้น “เป็นไจ้เฉิน ดวงดาวส่องแสงนำทางของราษฎรนับหมื่นในใต้หล้า”
“ไจ้เฉิน ท่านพี่”เด็กคนนั้นเอ่ยออกมาราวกับเด็กไร้เดียงสาพลางกระตุกแขนเสื้อเว่ยเสี่ยน “ชื่อรอง ไจ้เฉิน”
เว่ยเสี่ยนเบิกตากว้าง “เจ้ารู้หรือว่าชื่อรองคือสิ่งใด?”
“เปี่ยวหู เจียงหู ถังเกา ไจ้เฉิน ไพเราะน่าฟัง ให้เขาอืม...กินแป้งทอดสิ”
หมิงหยวนใจเต้นเร็วราวกับกลองรัว
--------------------------------------------------------