ทันใดนั้นเอง เสียงตวาดของชายชราผู้หนึ่งดังสะท้อนไปทั่วสวนสมุนไพร "เซิ่งหลิน! หยุดมือ!"
เถาวัลย์ที่กำลังพุ่งเข้าหาเหวินซานพลันหยุดชะงักกลางอากาศ ก่อนจะค่อย ๆ เหี่ยวเฉาและสลายกลับลงสู่พื้นดิน เซิ่งหลินชะงักไปทั้งร่าง รีบหันกลับไปมองทันที
"อาจารย์..." กู้หยวนชิงเดินเข้ามาช้า ๆ สีหน้ายังคงสงบนิ่ง เมื่อเดินมาถึงเขากวาดสายตามองสภาพสวนที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ ตะกร้าหวายที่แตกกระจาย และแขนเสื้อของเหวินซานที่ถูกเถาวัลย์ฉีกขาด เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบว่า "เขาเป็คนที่ข้าส่งมาดูแลสวน"
เซิ่งหลินถึงกับนิ่งอึ้ง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างก่อนค่อย ๆ หันกลับไปมองเหวินซาน "เขาหรือเ้าคะ?"
กู้หยวนชิงพยักหน้า "ข้ามอบหมายให้เขาช่วยสำรวจและดูแลสมุนไพรบางส่วนั้แ่วันก่อน เ้ากลับลงมือเสียก่อนจะถามให้ชัดเจน"
ใบหน้าของเซิ่งหลินค่อย ๆ แดงระเรื่อด้วยความอับอาย นางก้มมองกระบี่เหล็กในมือ ก่อนรีบเก็บกลับเข้าฝัก “ข้าเพิ่งกลับจากภารกิจ ไม่ทราบว่าอาจารย์รับคนใหม่มาช่วยดูแลสวน”
จากนั้นนางจึงก้าวไปเบื้องหน้าเหวินซาน ประสานมือคำนับเล็กน้อย "ข้า... เข้าใจผิด ขออภัยด้วย"
เหวินซานยิ้มบาง พลางประสานมือคำนับตอบ “เื่เข้าใจผิดย่อมเกิดขึ้นได้ เพียงคราวหน้าขอศิษย์พี่ฟังให้จบก่อนลงมือก็พอ"
กู้หยวนชิงมองทั้งสองคน ก่อนเผยรอยยิ้มบาง ๆ "เอาละ เื่เข้าใจผิดก็จบเพียงเท่านี้ เซิ่งหลิน เ้าช่วยพาเหวินซานไปรู้จักสวนสมุนไพรชั้นในเสีย ถือเป็การไถ่โทษก็แล้วกัน" เซิ่งหลินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย "เ้าค่ะ... อาจารย์"
"แม้เหวินซานจะสังเกตสมุนไพรได้ดี แต่ยังไม่คุ้นเคยกับสวนแห่งนี้" ผู้าุโกู้หยวนชิงกล่าว "ส่วนเ้า รู้จักสมุนไพรทุกต้นที่ปลูกอยู่ที่นี่ พวกเ้าจะช่วยกันดูแล" กล่าวจบชายชราก็หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้ทั้งสองยืนเงียบอยู่กลางสวน
สายลมอ่อน ๆ พัดผ่าน เซิ่งหลินไอแห้ง ๆ หนึ่งครั้งก่อนก้มลงเก็บตะกร้าหวายที่แตกกระจาย นางใช้พลังิญญาดึงสมุนไพรที่กระจัดกระจายกลับเข้าที่อย่างระมัดระวัง ไม่ให้ใบหรือรากเสียหาย เมื่อเก็บเสร็จนางจึงยื่นตะกร้าคืนให้เหวินซาน "ของเ้า" เหวินซานรับมาพร้อมประสานมือ "ขอบคุณศิษย์พี่"
เซิ่งหลินเม้มริมฝีปาก "เมื่อครู่... ข้าลงมือหนักไปหน่อย"
เหวินซานยิ้มบาง "หากเป็ข้า เห็นคนแปลกหน้าเดินอยู่ในสวนของสำนัก ก็คงทำเช่นเดียวกัน"
เซิ่งหลินเงยหน้ามองเขาอย่างประหลาดใจ แต่ไม่พบร่องรอยประชดประชันในแววตาคู่นั้น เซิ่งหลินถอนหายใจเบา ๆ "ตามข้ามา"
นางเดินนำเข้าไปด้านในของสวน เหวินซานรีบเดินตาม ทั้งสองผ่านแปลงสมุนไพรเรียงรายนับสิบแปลง แต่ละแปลงถูกแบ่งอย่างเป็ระเบียบ มีทั้งสมุนไพรฤทธิ์เย็น ฤทธิ์ร้อน สมุนไพรบำรุงโลหิต และสมุนไพรพิษ
"สมุนไพรส่วนใหญ่ที่นี่" เซิ่งหลินเอ่ยพลางชี้ไปยังแปลงด้านหน้า "มีอายุมากกว่าร้อยปี หากพลาดไปเล็กน้อยก็อาจเสียหายไปหลายเดือน" เหวินซานไม่ได้รีบถาม แต่ใช้สายตาสังเกตทุกสิ่งรอบตัว
เซิ่งหลินแอบเหลือบมองอยู่หลายครั้ง นางพบว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ได้มองเพียงตัวสมุนไพร แต่ยังมองสิ่งรอบตัว แม้กระทั่งร่องรอยของแมลงบนใบไม้ จนนางอดถามไม่ได้ "เ้าดูสิ่งพวกนั้นทำไม" เหวินซานตอบทันที "สมุนไพรไม่ได้เติบโตเพียงลำพัง ดิน น้ำ อากาศ หรือแม้แต่แมลง ล้วนส่งผลต่อมัน "
เซิ่งหลินชะงักไปเล็กน้อย คำพูดนั้นคล้ายกับที่อาจารย์ของนางเคยสอนเมื่อหลายปีก่อน นางมองเหวินซานอีกครั้ง "ดูเหมือนเ้าจะไม่ได้โง่อย่างหน้าตา"
เหวินซานหัวเราะแห้ง ๆ "ขอบคุณศิษย์พี่ที่ชม" เซิ่งหลินหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะสั้น ๆ นั้น ทำให้บรรยากาศที่เคยตึงเครียดค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
หลังจากจัดการต้นสมุนไพรเสร็จ ทั้งสองก็เดินตรวจสวนต่อไปอย่างเงียบ ๆ เซิ่งหลินเดินนำอยู่ด้านหน้า ส่วนเหวินซานก็เดินตาม พลางใช้สายตาสังเกตสมุนไพรสองข้างทางไปด้วย
ในที่สุดเซิ่งหลินก็เป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนว่า "เ้ามาจากที่ใด" เหวินซานชะงักฝีเท้าเพียงเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบว่า "เมืองหงเยว่ชุนขอรับ" เซิ่งหลินพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะถามต่อว่า "แล้วเหตุใดจึงมาสำนักโอสถ"
เหวินซานทอดสายตามองแปลงสมุนไพรเบื้องหน้า ก่อนตอบสั้น ๆ ว่า "บ้านของข้า ถูกอุกกาบาตทำลาย" เพียงประโยคเดียว บรรยากาศโดยรอบก็เงียบลงทันที
เซิ่งหลินไม่ได้ซักถามต่อ นางเพียงหยุดเดินก่อนเอ่ยเบา ๆ ว่า "ข้าเสียใจด้วย" เหวินซานยิ้มบาง ๆ "ผ่านมาหลายเดือนแล้ว" เซิ่งหลินพยักหน้า
ทั้งสองเดินต่อไปอีกครู่หนึ่ง เมื่อเดินผ่านแปลงหญ้าสงบโลหิต เซิ่งหลินหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง
“สมุนไพรชนิดนี้่หลังถูกหลายสำนักกว้านซื้อไปจนแทบหมดตลาด ว่ากันว่าใช้ระงับพิษบางอย่าง”
เหวินซานขมวดคิ้วเล็กน้อย "พิษอะไรหรือ" เซิ่งหลินส่ายหน้า "ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัด" นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ
"ข้าได้ยินจากศิษย์ที่กลับมาจากเมืองชายแดน ว่า่ปีนี้มีเด็กสาวแถวเมืองหงเยว่ชุน หลายคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย" เซิ่งหลินกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
เหวินซานชะงัก หัวใจกระตุกวูบ ภาพใบหน้าของน้องสาวที่เขาพยายามฝังไว้พลันผุดขึ้นมาอีกครั้ง “หรือว่า... ลี่เอ๋อร์อาจไม่ได้ตายเพราะอุกกาบาต”
"ถูกอสูรร้ายจับไปหรือ" เหวินซานถามออกไป พยายามบังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด
เซิ่งหลินส่ายหน้า "ไม่มีผู้ใดรู้ บางคนบอกว่าเป็ฝีมือโจร บางคนบอกว่าเป็ลัทธิประหลาด แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครหาตัวคนร้ายพบ"
เหวินซานพยักหน้าช้า ๆ ผู้าุโเป็ผู้แจ้งข่าวด้วยตนเอง เขาไม่มีเหตุผลต้องโกหก
แต่เมื่อคิดถึงเด็กสาวที่หายตัวไป เหวินซานกลับไม่อาจขจัดความสงสัยนั้นออกจากใจได้
เขาไม่อาจปล่อยให้ความคิดที่ตีกันอยู่ในหัวรบกวนสมาธิไปมากกว่านี้
เซิ่งหลินไม่ได้กล่าวถึงเื่นั้นอีก นางหันไปชี้แปลงสมุนไพรด้านหน้าและอธิบายวิธีดูแลต่อ
รุ่งเช้าของวันถัดมา ระฆังใหญ่ของสำนักโอสถจันทราดังขึ้นสามครั้งกังวานไปทั่วหุบเขา เหวินซานเพิ่งจัดการรดน้ำสมุนไพรเสร็จ ก็มีศิษย์ฝ่ายธุรการเดินเข้ามาหาเขาพร้อมแจ้งข่าวว่า "ศิษย์สายนอกที่เพิ่งเลื่อนขั้นทุกคน สามารถเข้าหอคัมภีร์และคลังอาวุธของสำนักได้ เลือกวิชาฝึกฝนหนึ่งวิชา และอาวุธหนึ่งชิ้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย" เหวินซานประสานมือรับคำสั่งนั้นก่อนจะมุ่งหน้าไปยังยอดเขาด้านตะวันออก
ไม่นานนักอาคารไม้สามชั้นขนาดใหญ่ก็ปรากฎต่อสายตา เหนือประตูสลักอักษรสีทองไว้ว่า "หออาวุธ" ภายในมีชั้นวางอาวุธเรียงราย อาวุธรูปร่างประหลาดนานาชนิด กลิ่นโลหะกับน้ำมันรักษาอาวุธลอยจาง ๆ อยู่ในอากาศ เหวินซานเดินทอดน่องอยู่ภายในคลังอาวุธ
เด็กหนุ่มเดินผ่านชั้นวางอาวุธทีละแถวจนมาถึงมุมหนึ่งของคลัง
บนชั้นไม้เก่า ๆ มีของวางอยู่เพียงไม่กี่ชิ้น เหวินซานหยิบพัดที่ดูพุพังขึ้นมาพลิกดูอย่างสงสัย ทันทีที่เหวินซานแตะด้ามพัด มันสั่นะเืเบา ๆ ฝุ่นที่เกาะอยู่ร่วงลงเป็สาย
"พัดหรือ..." เขากางออกเบา ๆ "แกรก..." เสียงไม้เสียดสีกันดังขึ้นอย่างฝืด ๆ เป็เพียงพัดเก่าที่ดูไร้ค่าอย่างแท้จริง
ขณะนั้นเอง เสียงแหบพร่าของชายชราผู้ดูแลคลังก็ดังขึ้น “เ้าหนุ่ม ไม่ต้องเลือกอีกแล้ว พัดเล่มนั้นตอบรับพลังของเ้าแล้ว”
เหวินซานชะงักด้วยความแปลกใจ "ข้ายังดูอาวุธไม่ครบเลยขอรับ"
ชายชราส่ายหน้าช้า ๆ “กฎของคลังมีอยู่ข้อหนึ่ง เมื่ออาวุธตอบรับพลังของผู้ใด ผู้นั้นก็ต้องรับมันไป”
เขามองพัดเก่าในมือของเหวินซาน แววตาฉายความประหลาดใจเล็กน้อย
“หลายสิบปีแล้วที่มันไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้อง แต่เ้ากลับหยิบมันขึ้นมาได้ นั่นคงเป็วาสนาของเ้า”
เหวินซานก้มมองพัดเก่าในมืออีกครั้ง แม้มันจะดูเก่าจนแทบไม่มีราคา แต่เมื่อเป็กฎของสำนัก เขาก็ไม่คิดโต้แย้ง จึงประสานมือคำนับพร้อมกล่าวว่า "ศิษย์รับทราบ ขอบคุณผู้าุโ"
หลังจากออกจากคลังอาวุธ เหวินซานจึงเดินเข้าสู่หอคัมภีร์ของสำนัก ภายในเงียบสงบกว่าคลังอาวุธมาก
ชั้นหนังสือสูงหลายสิบแถวเรียงรายเป็ระเบียบ ตำราวิชานับพันเล่มถูกแบ่งหมวดหมู่ไว้อย่างชัดเจน ทั้งวิชาหมัด วิชาดาบ วิชาหอก วิชาร่างกาย และวิชากระบี่ เหวินซานเดินดูไปทีละชั้นอย่างไม่รีบร้อน เขาหยิบตำราหลายเล่มขึ้นมาเปิดอ่านเพียงคร่าว ๆ ก่อนจะวางกลับที่เดิม
บางเล่มเน้นความรวดเร็ว บางเล่มเน้นพลังทำลาย บางเล่มต้องใช้พลังมหาศาล ซึ่งล้วนไม่เหมาะกับเขา จนกระทั่งสายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่ตำราเก่าเล่มหนึ่ง ปกหนังสีหม่นซีดไปตามกาลเวลา มีฝุ่นจับอยู่บาง ๆ ราวกับไม่มีผู้ใดเปิดอ่านมานาน ด้านหน้าสลักอักษรไว้สี่คำว่า "กระบี่ไร้ลักษณ์"
เหวินซานหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่าน หน้าแรกไม่มีภาพกระบวนท่ากระบี่อันงดงาม ไม่มีเคล็ดลับการสังหาร กลับมีเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า "ผู้เรียนกระบี่ จงเข้าใจกระบี่เสียก่อน จึงค่อยเรียนรู้กระบวนท่า"
เหวินซานอ่านซ้ำอยู่หลายรอบ ดวงตาค่อย ๆ เป็ประกาย เขาพลิกไปหน้าถัดไปแต่ยังอ่านไม่ทันจบ เสียงของชายชราผู้ดูแลหอคัมภีร์ก็ดังขึ้นจากด้านหลังว่า "เ้าหนุ่ม เ้าจะเลือกเล่มนั้นหรือ" เหวินซานรีบประสานมือ "ขอรับ"
ชายชราเดินเข้ามามองตำราในมือเขาแล้วกล่าวว่า "ตำราเล่มนี้" ชายชรายิ้มบาง "มันฝึกยาก ศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนนำมาแลกเป็วิชาอื่น"
ชายชราหยิบตำราขึ้นมาเปิดไปยังหน้าแรกแล้วชี้ไปยังข้อความ้า "เห็นประโยคนี้หรือไม่" เหวินซานพยักหน้า ชายชราจึงกล่าวต่อว่า "วิชากระบี่ทั่วไป เรียนกระบวนท่าก่อน แล้วค่อยเข้าใจหลักการ แต่กระบี่ไร้ลักษณ์กลับตรงกันข้าม หากเ้ายังไม่เข้าใจมรรคาแห่งกระบี่ ต่อให้ท่องจำทั้งเล่ม ก็ไม่มีประโยชน์"
เหวินซานก้มมองตำราในมือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มบาง ๆ "ศิษย์อยากเรียนรู้รากฐาน ไม่ใช่เพียงเลียนแบบกระบวนท่าขอรับ "
ชายชราชะงักไปเล็กน้อยก่อนหัวเราะเบา ๆ "ฮ่า ๆ...เลือกไม่เลว แต่เส้นทางนี้ยากกว่าที่เ้าคิดนัก" เขาพยักหน้าช้า ๆ "เช่นนั้นหวังว่าวันหนึ่ง เ้าจะเข้าใจความหมายของคำว่ามรรคากระบี่"
เหวินซานประสานมือรับตำราอย่างนอบน้อม "ศิษย์จะพยายามขอรับ" ชายชรามองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่เดินจากไป แววตาฉายความครุ่นคิด
วันต่อมา ชีวิตของเหวินซานก็กลับเข้าสู่จังหวะเดิมอีกครั้ง ยามเช้าเขาเดินเข้าสวนสมุนไพรแต่เช้าตรู่ ช่วยเซิ่งหลินตรวจดูแปลงสมุนไพร เก็บใบไม้แห้ง ถอนวัชพืช และจดบันทึกการเปลี่ยนแปลงของต้นยาแต่ละชนิดลงในสมุดอย่างละเอียด
ระหว่างทำงานเซิ่งหลินยังคงคอยชี้แนะความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่มีอยู่ในตำรา ไม่ว่าจะเป็่เวลาที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยว การสังเกตสมุนไพรที่เริ่มกลายพันธุ์ หรือวิธีฟื้นฟูต้นยาที่กำลังอ่อนแอ เหวินซานตั้งใจเรียนรู้แม้แต่รายละเอียดเพียงเล็กน้อย เมื่อเสร็จงานใน่เย็นเขาจึงกล่าวลาศิษย์พี่ ก่อนจะเดินกลับถ้ำพักของตน
ภายในถ้ำเงียบสงบดังเดิม สายน้ำจากธารเล็ก ๆ ไหลผ่านมุมถ้ำส่งเสียงแ่เบาชวนให้จิตใจสงบ เตาหลอมตั้งอยู่มุมหนึ่ง ส่วนโต๊ะหินกลางถ้ำมีเพียงสมุดบันทึก พู่กัน และตำราที่เพิ่งได้รับมา เหวินซานวางตำรากระบี่ไร้ลักษณ์ลงบนโต๊ะ ก่อนหยิบพัดเก่าที่คลังอาวุธมอบให้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง
เขาพลิกดูอยู่หลายรอบ กางพัด หุบพัด เคาะเบา ๆ กับฝ่ามือ แม้แต่ลองส่งพลังิญญาเข้าไปเล็กน้อย แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น พัดเล่มนั้นยังคงเป็พัดเก่าธรรมดา ๆ ด้ามไม้แตกร้าว ผืนพัดซีดจาง ไม่ต่างจากของเก่าที่ถูกทิ้งไว้
เหวินซานหัวเราะเบา ๆ "ดูเหมือนข้าจะไร้โชคเสียแล้ว" เขาวางพัดไว้ข้างโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนหยิบตำรากระบี่ไร้ลักษณ์ขึ้นมาแทน
เมื่อเปิดหน้าแรกอีกครั้ง ประโยคเดิมก็ปรากฎสู่สายตาว่า "ผู้เรียนกระบี่ จงเข้าใจกระบี่เสียก่อน จึงค่อยเรียนรู้กระบวนท่า" เหวินซานนั่งอ่านอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งแสงสุดท้ายของวันเลือนหาย
ตำราเล่มนี้ไม่ได้สอนวิชากระบี่ั้แ่ต้น แต่เริ่มจากการอธิบายว่า กระบี่คืออะไร ผู้ถือกระบี่ควรมีจิตใจเช่นไร และเหตุใดผู้ฝึกกระบี่จึงไม่ควรยึดติดกับกระบวนท่า
เหวินซานอ่านทุกบรรทัดอย่างตั้งใจ เมื่ออ่านจบหน้าแรกเขาจึงลุกขึ้นยืน หยิบกระบี่เหล็กธรรมดาที่สำนักมอบให้ สูดลมหายใจลึก ก่อนชักกระบี่ออกจากฝักช้า ๆ เสียงกระบี่เสียดสีกับฝักดังแ่เบา
เหวินซานไม่ได้รีบฝึกกระบวนท่า เขาเพียงยืนถือกระบี่ไว้ในมือ ััน้ำหนักของมัน ปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ ปล่อยให้จิตใจสงบนิ่งตามที่ตำราบันทึกไว้ว่า "หากใจยังไม่นิ่ง กระบี่ก็เป็เพียงสิ่งของชิ้นหนึ่ง"