" ถ้าเ้าอยู่ก็รังควานแต่จะนำพาความเ็ปแก่ผู้คนแคว้นกำลังล้มสะลายเพราะความบ้าการฆ่าฟันของเ้า ฟ้าดินโปรด อภัยให้ข้าด้วยหากเด็กคนนี้ได้ขึ้นเป็ใหญ่เหนือใต้หล้า เกรงว่ามันจะนำพาความหายนะมาสู่ราษฎร ทั่วทั้งแผ่นดินจะอาบไปด้วยเืสีแดงฉานเสียงกรีดร้องของความสูญเสียจะดังไม่หยุด..
....แม้แต่ตอนฝันก็ยังคงตามมาหลอกหลอนโปรดส่งนางไปยันขุมนรกห้วงที่ลึกที่สุด..
....อย่าได้กลับขึ้นมาเป็ปีศาจแห่งาอีกเลย...
..ส่วนบาปของข้าข้าจะตายตามนางไปเพื่อชดใช้ ที่ให้กำเนิดปีศาจออกมา.."
" เฮือก!!...ฝัน..เราฝันเื่เดิมอีกแล้วทำไมถึงไปฝันเห็นคนที่ไม่รู้จักได้ละ
เป็ใครกัน..ภาพมันเลือนลางเกินไป..แต่มันกลับเหมือนจริงเอามากๆ"
หญิงสาวร่างบางในชุดนอนสีฟ้าสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายหายใจรุนแรงอย่างกะไปวิ่งมาหลายกิโล เหงื่อแตกพลั่กมือกุมอกที่กำลังสั่นเทาสีหน้าซีดเผือก คอแห้งผากเหมือนขาดน้ำมาเป็เวลานาน
"เห้อ...คงเพราะเครียดเื่หางานทำแหง่เลย..จบมาในยุคนี้มันช่างยากลำบากจะทำอะไรก็ติดขัดไปหมดในกระเป๋าก็เหลือทั้งเนื้อทั้งตัวแค่ 20 เหรียญเอง.. รู้งี้ไม่อยากโตเลยอยากกลับไปดูABC และนอนกลางวันในห้องอนุบาลจัง ตอนนั้นน่าจะนอนเยอะๆ"
หญิงสาวทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มสีครีมอีกครั้งก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกท้อแท้กับชีวิตในตอนนี้บนหัวเตียงมีกระปุกยาที่หมดเกลี้ยงแล้วเขียนกำกับไว้ว่า แก้อาการเครียดและซึมเศร้า
กริ๊งงง.....กริ๊งงง..เสียงจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนเตียงข้างๆตัวเธอก็ดังขึ้น ปลายสายเขียนชื่อผู้โทรมาไว้ว่า
ป้าเดนิส หญิงสาวพอเห็นว่าปลายสายเป็ใครที่โทรมาก็ทำหน้าไม่ประสบอารมณ์หนักขึ้นไปอีก จากเดิมที่กำลังเครียดก่อนจะตัดสินใจกดรับสายนั้นด้วยความไม่ค่อยเต็มใจนัก
"ค่ะ..ป้ามีอะไรหรือป่าวถึงโทรมา..หรือว่าพ่ออาการหนัก!! "
" แกนี้นะ มัวทำอะไรอยู่ รู้มั้ยว่าลูกยัยชาล็อตมันได้ทำงานเป็ดาราแล้ว..
และอีกเดี๋ยวปลายเดือนเนี่ยก็ได้ไปถ่ายหนังเื่แรกส่วนแกกลับยังหางานทำไม่ได้สักที แล้วเมื่อไรพ่อแกจะสบายห้ะ!!..ไม่สิเมื่อไรแกจะเอาพ่อแกไปอยู่ด้วยอยู่บ้านฉันเนี่ย ฉันต้องคอยพาไปหาหมอ ค่ารถค่าลาค่ารักษานู้นนี่นั้นไหนจะค่าอยู่ค่ากินอีก ฉันมีภาระที่ต้องดูแลนะ ถ้ายังหาเงินมาไม่ได้ฉันไม่รับประกันหรอกนะว่าจะยังดูแลพ่อแกต่อไปไหวมั้ย รีบๆหางานทำเร็วๆ
เข้าใจมั้ยนังเด็กนี่..ฉันพูดจนปากจะฉีกอยู่แล้วนี่ฉันพูดกับแกอยู่นะพูดอะไรบ้างสิเฮ้ยย!! เจน่าา.."
\\\ ตู๊ดดด...เสียงตัดสายโทรศัพท์///
เจน่าวางหูทันทีโดยที่ป้าเดนิสของเธอยังบ่นพ่นไฟยังไม่จบและไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ
ถึงตอบไปก็จะโดนบ่นต่ออยู่ดี
" บ้าชิป..น่าเบื่อชะมัดเลย ตอนพ่อแกยังไม่ป่วยและแม่ยังไม่ตายพวกเราก็คอยช่วยเหลือป้าแกตลอดมา ยืมเงินเท่าไรก็ให้หมดมากน้อยก็ไม่เคยจะบ่นสักนิด ถึงไม่เคยคืนพ่อก็ไม่เคยว่าเพราะเห็นเป็พี่สาวแต่พอพ่อป่วยหนัก เปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือ กลับผลักใสไล่ส่งพวกเรา...นี่สินะที่เขาเรียกว่าเอ็นดูเขาเอ็นเราขาด..พ่อค่ะ อดทนหน่อยนะหนูจะพาพ่อมาอยู่ด้วยแน่ๆ"
เจน่ามองไปยังโทรศัพท์ที่ตอนนี้เป็เวลาประมาณแปดโมงเช้าจึงค่อยๆยันตัวเองลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะบิดขี้เกียดเล็กน้อยแล้วเปิดตู้หยิบผ้าขนหนูสีขาวออกมา
" ไม่ใช่เวลาจะมา พูดพร่ำเพรื่อแล้วต้องรีบออกไปหางานทำวันนี้ลองออกไปแถวนอกเมืองดูดีกว่า เผื่อจะมีที่ไหนเปิดรับบ้าง เพราะในเมืองไปสมัครที่ไหนก็มีแต่กองเอกสารสมัครกองเท่าูเาคงยากที่จะได้ "
เจน่าอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ออกไปหางานนอกชานเมืองต่อแถวนั้นผู้คนต่างมีกันไม่มากนักเหมือนในเมืองแต่ก็พอที่จะมีร้านอาหารเล็กๆและร้านค้าอยู่บ้างประปราย
ในขณะที่เจน่ากำลังเดินหางาน เชิดเช่นทุกครั้งนั้นได้เดินผ่านซอกตึกเก่าหลังนึง
จึงเหลียวมองไปเห็นหญิงชราคนหนึ่งกำลังนั่งเร่ขายหนังสือเก่าๆอยู่เพียงลำพังคนเดียวแถวนั้นทั้งๆที่ไม่มีผู้คนผ่านไปแต่หญิงชราก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเรียกลูกค้าให้มาซื้ออยู่ตลอดไม่ขาดปาก
จนเจน่าต้องเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อดูว่าหญิงชราคนนั้นขายหนังสือเกี่ยวกับอะไร
" แม่หนูน้อยผู้ใจดีช่วยซื้อหนังสือกับยายสักเล่มได้มั้ยจ้ะ..ราคาแค่ 1 เหรียญ
มันเป็หนังสือที่วิเศษมากใครได้อ่านก็จะสมปรารถนา หนังสือจะคู่ควรกับคนที่เหมาะสมเหมือนกับสายลำธารที่ไหลอยู่บนพื้นแผ่นดินถึงจะแห้งเหือดหายขึ้นบนท้องฟ้าแต่ก็กลับลงสู่ดินพื้นดิน
เจน่าที่ได้ฟังคำที่หญิงชราพูดมาก็ไม่ได้จะเชื่อว่าหนังสือนั้นจะวิเศษวิโสอะไร
แต่กลับกำลังมองดูหญิงชราอย่างใจจดใจจ่อเธอใส่ผ้าคลุมที่มีลายแปลกประหลาดสีแดงเข้มไปทางดำทึบ ร่างกายผอมโทรมเหมือนอดอาหารมาหลายวันที่ข้อมือใส่กำไรเงินรูปดอกเหมยเก่าๆ นั่งแนบกับพื้นโดยไม่มีโต๊ะหรือเก้าอี้เลยสักตัว ด้านหน้ามีผ้าขาวบางวางรองหนังสือเก่าๆ ที่มีร่องรอยถูกไฟไหม้เหวอะหวะ สภาพเสียหายเกือบทั้งหมด
บางเล่มไหม้หายไปแล้วครึ่งเล่ม แต่มีเล่มนึงเท่านั้นที่สภาพยังดีและพอจะขายได้อยู่ เจน่าก้มตัวลงเพื่อหยิบหนังสือเล่มนั้น
หน้าปกเขียนกำกับไว้ว่า
"ชะตาที่เลือกท่านและชีวิตที่ท่านเลือก" ตัวอักษรสีเงินพอผลิกดูรอบๆสันปกและหลังปกหนังสือไม่มีเขียนบอกไว้ว่าเกี่ยวกับอะไรตีพิมพ์จากที่ไหนเมื่อไร หรือแม้แต่ชื่อของคนเขียนก็ไม่มีบ่งบอกไว้ตัวหนังสือเป็ปกแข็งสีเขียวเข้มทึบดำ
เล่มหนาแข็งแรงดีใช้ได้ มีกลิ่นของดอกบ๊วยหรือดอกเหมยอ่อนๆลอยออกมาเตะจมูก
" หื้มม!!..กลิ่นดอกเหมยใช่มั้ยค่ะ ยังมีกลิ่นติดอยู่เลยไม่คิดว่าหนังสือเก่าแบบนี้จะยังมีกลิ่นติดอยู่อีก?.."
เจน่าเงยหน้าถามหญิงชราด้วยความพิศวงใจหญิงชรายิ้มยกเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นว่า
" ดอกพลัม ดอกบ๊วย หรืออีกชื่อนึงคือ ดอกเหมย มักจะออกดอกเบ่งบานใน่ตอนที่หิมะตกยิ่งหิมะตกแรงเท่าไรดอกเหมยก็จะยิ่งออกดอกเบ่งบานสวยงามมากขึ้นเท่านั้นจึงเป็ตัวแทนของความเข้มแข็ง และไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก หรืออุปสรรคใดๆทั้งปวง
เจน่าได้ฟังเกี่ยวกับความหมายของดอกเหมยก็นึกถึงชีวิตของตัวเองตอนนี้และมองดูชื่อของหนังสือเล่นนี้อีกครั้ง ในอีกมุมมองนึงที่ไม่เหมือนกับในตอนแรกที่หยิบหนังสือขึ้นมาเหมือนจะถูกใจเข้าสะแล้ว
" ..ชื่อน่าสนใจดีนิ งั้นฉันจะช่วยซื้อก็แล้วกันนะเห็นแก่ที่เราก็ลำบากเหมือนๆกัน
ถึงแม้ตอนนี้การเงินของฉันจะไม่พอยาไส้ก็เถอะ.."
เจน่ายิ้มอย่างเป็กันเองเหมือนกำลังประชดชีวิตก่อนจะค้นหาตังในกระเป๋าเก่าๆสีฟ้าของเธอขึ้นมาหยิบเงินให้หญิงชราไป 2 เหรียญทั้งๆที่ราคาหนังสือของหญิงชรานั้นตั้งไว้แค่ 1 เหรียญเอง
"ขอบใจแม่หนูมากเลยนะจ้ะ ขอให้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าเมื่อยามใดที่ท่านทุกข์ ขอให้ท่านมองเห็นแสงสว่าง นำทางท่านไปสู่ที่ที่ดีและมีความสุข.."
หญิงชรารับเงินไว้แล้วลูบหัวของเจน่าช้าๆเหมือนญาติผู้ใหญ่ให้พรเราใน่เทศกาลแก่ลูกหลานของเขา เป็ความรู้สึกที่อบอุ่นและหาซื้อจากที่ไหนไม่ได้
" ไม่เป็ไรค่ะยาย..ทุกคำที่ยายอวยพรให้ฉันขอย้อนคืนให้ยายเช่นเดียวกันนะ
เอ่อ!! ฉันไปก่อนละต้องรีบไปหางานทำต่อ..
ลาก่อนนะยายโชคดี.."
เจน่าลุกขึ้นเตรียมจะไปหางานต่อนั้นคือเป้าหมายหลักของเธอ
" โชคจะนำพาให้ท่านพบเจอสิ่งที่ดีท่านหญิง ข้าจะรอท่าน "
หญิงชรากล่าวพร้อมกับโค้งคำนับ
เจน่าทำสีหน้างงเล็กก่อนโค้งตัวเล็กน้อยเพื่อตอบรับคำของหญิงชราในมือถือหนังสือเล่มนั้นแนบลำตัวไปส่งยิ้มให้อย่างสดใสและเดินออกจากซอกตึกไปยังถนนอีกฟากก่อนจะหันหลังกลับมาหาหญิงชราอีกครั้ง
" เอ้..ห..หายไปแล้ว..ไวจังอายุตั้งขนาดนั้น ไม่น่าจะเดินเร็วเลยนี่นาา!!แถมพวกของก็เก็บไปหมดแล้วด้วย หื้ม..แปลกจัง
...เอ่อช่างเถอะเรามีอย่างอื่นที่สำคัญต้องกังวลมากกว่าหึบๆ เอาว่ะต้องได้งานละวันนี้.."