อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 37 การทดสอบที่แปลกประหลาด

             การรับศิษย์สายตรงนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก ในบางปีอาจไม่มีการรับศิษย์สายตรงเลยด้วยซ้ำ จ้าวซงที่ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นศิษย์สายในของอาจารย์เยี่ยอย่างไม่ทันตั้งตัวจึงดีใจอย่างมาก 

            

            ชายหนุ่มรีบคุกเข่าลงโขกศีรษะคารวะอาจารย์เยี่ยทันที อาจารย์เยี่ยเองก็ดูพึงพอใจในความอ่อนน้อมของเขาเช่นกัน เมื่อเสร็จพิธีจ้าวซงจึงถอยกลับมายืนในแถวของศิษย์ใหม่อีกครั้ง หลังของเขาเหยียดตรงกว่าเดิม ดวงตาที่มองเพื่อนร่วมรุ่นแฝงประกายเหนือกว่า ท่าทางหยิ่งยโสกว่าเดิมหลายส่วน

            

            

            ต่อไปลำดับสี่ โม่เจี้ยน 

            โม่เจี้ยน - อายุ 17 ปี ปราณยุทธ์ เจ็ดดาวขั้นต้น

            

            พรสวรรค์วิถีปราณยุทธ์ระดับ สูง

            พรสวรรค์วิถีปรุงยา สูง 

            พรสวรรค์วิถีปราณโอสถ ต่ำ 

            พรสวรรค์วิถีสัตว์อสูร สูงสุด 

            พรสวรรค์วิถีพฤกษา ต่ำ

            “อาาา….. ศิษย์รุ่นนี้ในที่สุดก็พบผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงสุดเสียที…” อาจารย์อิงผู้อ้วนกลมหัวเราะร่วน

            “อาจารย์ฟ่าน จะว่าอย่างไรท่านคงไม่ปล่อยต้นกล้าที่ดีเช่นนี้ไปหรอกนะ เขาสามารถเป็นศิษย์สายตรงของท่านได้ นอกจากนั้น ท่านยังไม่มีศิษย์สืบทอดเลยมิใช่หรือ”

            “ขอบคุณอาจารย์อิงที่ส่งเสริม ทว่าคงต้องรอให้เขาเลือกวิถีหลักที่ตนชื่นชอบจริงๆเสียก่อน 

            แม้เขาจะมีพรสวรรค์ในวิถีสัตว์อสูรระดับสูงสุด ทว่าพรสวรรค์วิถีปรุงยาและวิถีปราณยุทธ์ก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน ไม่ว่าเขาจะเลือกเรียนวิถีหลักใด เด็กคนนี้ก็จะต้องประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน”

            ฟ่านจูหลิงเอ่ยพร้อมกับมองโม่เจี้ยนด้วยดวงตาแฝงประกายชื่นชม ตราบใดที่เขายังไม่เลือกวิถีหลักที่ต้องการ นางจะไม่แทรกแซงเด็ดขาด ถึงแม้จะอยากให้เขาเลือกวิถีสัตว์อสูรและมาเป็นศิษย์สายตรงของนางเพียงใดก็ตาม

            จางฟู่ถิงเปิดเปลือกตาที่หรี่อยู่ขึ้นเล็กน้อยเพื่อจ้องมองเด็กหนุ่มด้านหน้า ทว่าเพียงชั่วครู่ดวงตาของผู้ชราก็หรี่ลงเข้าสู่ภวังค์ไปอีกครั้ง

            

            

            พรสวรรค์นั้นแบ่งเป็นสามระดับ ระดับต่ำ สูง สูงสุด โดยทั่วไปแล้วเพียงมีพรสวรรค์ระดับสูงก็สามารถประสบผลสำเร็จในวิถีนั้นๆได้แล้ว หากมีพรสวรรค์สูงสุดนั้น คนเหล่านี้สามารถพัฒนาได้ถึงขั้นสูงสุดในวิถีนั้นอย่างแน่นอน ทว่าพรสวรรค์ระดับสูงสุดนั้นพบได้ยากมาก

            “เจ้าสามารถเลือกวิถีปราณยุทธ์ วิถีปรุงโอสถ และวิถีสัตว์อสูร เจ้าจะเลือกเรียนวิชาใด?”

            

            โม่เจี้ยนเหล่ตามองศิษย์น้องหญิงด้านข้างเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างมั่นใจ

            

            “ข้าเลือกเรียนวิถีสัตว์อสูรขอรับ”

            นับแต่มู่เชียนสำเร็จปราณยุทธ์แปดดาว นำหน้าเขาไปก้าวหนึ่ง เขาก็รู้สึกคับข้องใจมาตลอด ในเมื่อปราณยุทธ์สู้คนเขาไม่ได้ เช่นนั้นก็ได้แต่หาจุดยืนใหม่แล้ว มิเช่นนั้นจะมีหน้าให้นางเรียกศิษย์พี่อยู่ได้อย่างไร

            นอกจากเหตุผลเรื่องหน้าตาของรุ่นพี่แล้ว ไม่รู้เป็นเช่นไร เขารู้สึกชื่นชอบสัตว์อสูรมานานแสนนาน ส่วนพวกมันเองก็ดูจะชื่นชอบเขามากเช่นกัน และผลการทดสอบก็ได้ยืนยันแล้วว่าเขาเหมาะกับการศึกษาวิถีสัตว์อสูรมากเพียงนี้

            “หากเจ้ายินดี เจ้าสามารถเข้าเป็นศิษย์สายตรงของข้าได้” 

            ฟ่านจูหลิงเดินเข้าหาร่างสูงของเด็กหนุ่มพร้อมด้วยรอยยิ้มใจดีเช่นเคย

            ราวกับรออยู่แล้ว โม่เจี้ยนคุกเข่าคารวะอาจารย์ฟ่านอย่างเต็มพิธีการอีกครั้ง และเอ่ยปากเรียกนางเป็นอาจารย์ด้วยน้ำเสียงเต็มใจอย่างยิ่ง 

            

            ดวงตาของอาจารย์ทั้งหลายมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างยินดี ทว่าครู่หนึ่งพวกเขาก็อดสะท้อนใจไม่ได้

            เฮ้อ ! นี่ก็คนที่สี่แล้ว….. หรือปีนี้ก็ไม่พบผู้มีพรสวรรค์พฤกษาเช่นเคย หากไม่รีบหาตำแหน่งผู้สืบทอดเจ้าสำนักเอาไว้ อนาคตจะทำเช่นไร ภูติพฤกษาจะขาดคนดูแลไม่ได้ หลายวันก่อนยอดศิษย์สายนอกผู้หนึ่งชื่อหลี่เช่อ…. ที่เสียชีวิตไปบนสนามประลอง ได้ยินว่าเขาสามารถสื่อสารกับภูติพฤกษาได้ น่าเสียดายจริงๆ

            โม่เจี้ยนกลับเข้าไปยืนในแถว ยิ้มเยาะเล็กน้อยยามเดินผ่านร่างของจ้าวซง เป็นเหตุให้หนุ่มสกุลจ้าวส่งเสียงแค่นในลำคอออกมาครั้งหนึ่ง

            “ลำดับห้า มู่เชียน !”

            

            เด็กสาวหน้าตาเรียบง่ายธรรมดาก้าวเท้าออกมา โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้….ดวงตาของเจ้าสำนักที่หรี่ต่ำมาตลอดพลันโชนแสงสีเขียวแวบขึ้น 

            เขาเพ่งมองมาที่หญิงสาว เอียงศีรษะเล็กน้อยราวกับกำลังพยายามฟังเสียงบางอย่าง ครู่หนึ่งจึงพยักหน้ากับตนเองเบาๆ ยามมองตามหลังมู่เชียนที่ก้าวเข้าประตูห้องแห่งการทดสอบไป

            หลังประตูบานนั้น ผู้ควบคุมการทดสอบยืนอยู่ข้างหินทดสอบปราณเช่นเดียวกับที่ตระกูลมู่แต่หินก้อนนี้ใหญ่โตกว่าราวสามเท่า ถัดไปทางขวามือมีโต๊ะหินขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีสิ่งของสามสี่ชิ้นวางอยู่

            ผู้ควบคุมการทดสอบเห็นนางเข้าประตูมา ก็ชี้มือไปที่หินขนาดใหญ่ตรงหน้า แล้วกล่าวให้นางเริ่มทดสอบได้

            มือของหญิงสาววางลงที่หินตรงหน้า เช่นเดิม ลูกแก้วพลันปรากฏแสงหลากสีขึ้น ทว่ายามนี้มีปริมาณมากถึงแปดดวง แสงแพรวพราวราวสีรุ้งระเบิดออกมาเจิดจ้ารุนแรงยิ่งนัก

            รอยแตกเล็กๆนับไม่ถ้วน ค่อยปริออกบนผิวศิลาตรงหน้า ลามไล่ไปทั่วทั้งก้อน นี่ไม่เหมือนหิน ทดสอบปราณของตระกูลมู่เลยแม้แต่น้อย ทว่ามู่เชียนที่หลับตาอยู่กลับไม่รู้ได้ 

            ผู้ควบคุมการทดสอบยามนี้เบิกตากว้างมองหินที่เกิดรอยแตกร้าวไปทั่ว เดิมทีรอยแตกเหล่านี้สามารถบอกระดับพรสวรรค์ของปราณยุทธ์ในร่างนางได้ 

            ปกติแล้ว ปราณในร่างของคนผู้หนึ่งสามารถดึงมาใช้ได้อย่างจำกัดขึ้นอยู่กับขนาดของแหล่งกำเนิดปราณ สิ่งนี้มีมาแต่กำเนิดไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ หากผู้ใดมีพรสวรรค์สูง แหล่งกำเนิดปราณย่อมมีขนาดใหญ่สามารถบรรจุปราณได้มากกว่าผู้อื่น ยามพบกับคู่ต่อสู้ในระดับใกล้เคียงกันก็จะได้เปรียบเป็นอย่างมาก

            รอยแตกที่ปรากฏบนหินก้อนนี้ ในกลุ่มผู้ไม่มีพรสวรรค์ แหล่งกำเนิดปราณขนาดเพียงเท่ากับน้ำแก้วหนึ่ง จะไม่สามารถทำให้เกิดรอยแตกบนหินทดสอบได้แม้แต่รอยเดียว 

            หากมีพรสวรรค์ระดับ ต่ำ แหล่งกำเนิดปราณในร่างขนาดราวกับโอ่งใบหนึ่ง จะสามารถทำให้เกิดรอยปริแตกบนหิน 1-10 รอย

            หากมีพร​สวรรค์ระดับสูง แหล่งกำเนิดปราณใหญ่โตในร่างราวกับอ่างเก็บน้ำ จะปรากฏรอยแตก10-20 รอย

            หากปรากฏรอยแตกมากกว่านั้นจะเรียกได้ว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ปราณยุทธ์ระดับสูงสุด แหล่งกำเนิดปราณในร่างสามารถไหลรินต่อเนื่องราวกับลำธารสายหนึ่งเลยทีเดียว

            บนทวีปกลางผู้ทำสถิติสร้างรอยแตกบนหินทดสอบมากที่สุดคือ ฉินซือหยวน องค์ชายจากแคว้นฉิน เขาสามารถสร้างรอยแตกได้ถึง 27 รอย นับเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของทวีปกลาง ข่าวลือว่าเขาสามารถเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์ได้สำเร็จด้วยวัยเพียงยี่สิบห้าปีเท่านั้น !

            

            ทว่าภาพที่เห็นยามนี้ ….. รอยแตกนับไม่ถ้วนบนศิลานี่คืออะไร ?! …… มีอะไรผิดพลาดหรือไม่….. รอยแตกร้าวยังคงปรากฏเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนเกือบครอบคลุมทั้งหมดของผิวศิลา ทว่าหญิงสาวผู้สร้างความโกลาหลผู้นี้กลับยังคงหลับตาไม่รู้เรื่อง

            “เปรี๊ยะ…! ”เสียงปริแตกเริ่มดังออกมาจากศิลายักษ์ตรงหน้า ผู้ควบคุมการทดสอบเริ่มไม่อาจคงท่าทางสงบนิ่งไว้ได้อีก เขาเชื่อว่าหากทิ้งไว้อีกเพียงครู่ ศิลาวัดพรสวรรค์ก้อนนี้คงถูกทำลายเป็นแน่

            “เจ้า….พอแล้ว…หยุดเดี๋ยวนี้…!” ผู้ควบคุมตะโกนลั่น เด็กสาวตกใจจนรีบชักมือออก รอยแตกมากมายตรงหน้า และแสงสีแพรวพราวล้วนหายไปทันที

            “การทดสอบจบแล้วหรือเจ้าคะ ?” เด็กสาวงุนงงเล็กน้อยกับท่าทีของผู้ควบคุม เหตุใดเขามองนางตาเขม็งราวกับเห็นตัวประหลาด

            “… ยัง…. เจ้าไปนั่งตรงนั้น ทำข้อสอบในกระดาษไป เดี๋ยวข้ากลับมา”

            พูดจบ ผู้ควบคุมก็หันหลังเดินเกือบจะเป็นวิ่งออกไปรายงานผลให้กับเจ้าสำนักได้ทราบ เขาไม่สามารถรอผลทดสอบทั้งหมดเพื่อประกาศผลในครั้งเดียวได้เหมือนทุกครั้ง หนึ่งเพราะเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดกับศิลาวัดพรสวรรค์ก้อนนั้นจะได้รับประเมินเป็นพรสวรรค์ระดับใด ส่วนข้อสองนั้นเขารู้สึกว่าบางทีความสามารถของเด็กสาวด้านในห้องนั้นอาจจะเกินกว่าที่เขาจะสามารถดำเนินการทดสอบต่อไปได้

            ที่ด้านนอกจางฟู่ถิงรับฟังคำรายงาน ดวงตาก็เปล่งประกายเจิดจ้า เขาพยักหน้ารับรู้

            “เป็นนางจริงๆ..” สีหน้าชายชรามีความยินดีและปลาบปลื้มปะปนอยู่ เขาเอ่ยกับผู้อาวุโสสูงวัยคนสนิทว่า

            “อี้เหอ เจ้าไปแทน”

            “ขอรับ” แม้จะประหลาดใจ ทว่าหากเป็นคำสั่งของเจ้าสำนักเขายินดีปฏิบัติตามโดยไม่ถามถึงเหตุผล

            ด้านในห้องทดสอบ ร่างเล็กของเด็กสาวนั่งหันหลังอยู่ที่โต๊ะตัวใหญ่ นางกำลังขมักเขม้นกับการทำข้อสอบวิถีปรุงโอสถตรงหน้า

            นางพบว่าข้อสอบเหล่านี้ง่ายดายอย่างมาก ล้วนเป็นเพียงความรู้พื้นฐานที่อาจเรียกได้ว่าเป็นส่วนของคำนำในตำราพืชและสมุนไพรที่เสี่ยวจิ้งมอบให้เท่านั้น เพียงครึ่งเค่อนางก็สามารถทำข้อสอบกว่าห้าสิบข้อจนหมด

            

            เมื่อทำข้อสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ร่างบางก็เริ่มหันกลับมามองหาผู้ควบคุมการทดสอบเพื่อขอคำแนะนำลำดับถัดไป ทว่ากลับได้พบว่าผู้ควบคุมการทดสอบได้เปลี่ยนเป็นผู้อาวุโสตำแหน่งสูงสุดผู้นั้นเสียแล้ว

            “ทำครบทุกข้อแล้วหรือ?” ชายชราเอ่ยถามอย่างใจดี

            “ครบแล้วเจ้าค่ะ”

            “ส่งมาสิ ข้าจะตรวจให้” 

            เด็กสาวยื่นกระดาษข้อสอบในมือให้กับชายชราอย่างสุภาพ

            ผู้อาวุโสอี้ กวาดตามองกระดาษคำตอบในมือแล้วก็ประหลาดใจเล็กน้อย คำตอบของข้อสอบเหล่านี้เขาย่อมทราบดี เพียงมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเด็กสาวคนนี้ได้คะแนนเต็มในการทดสอบข้อเขียนด้านพรสวรรค์วิถีปรุงโอสถ กับผู้ที่มิได้เล่าเรียนในสำนักใดมาก่อน การที่จะมีความรู้ด้านสมุนไพรถึงเพียงนี้นั้นหาได้ยากจริงๆ

            ผู้อาวุโสอี้มองมู่เชียนอย่างพึงพอใจและเอ่ยปาก

            “การทดสอบพรสวรรค์วิถีปรุงโอสถนั้นยังมีอีกขั้นตอนคือทดสอบการควบคุมไฟ เจ้าเห็นห่วงเหล่านั้นหรือไม่?”

            มู่เชียนมองตามนิ้วมือของผู้อาวุโสแล้วก็พบกับห่วงสีดำสามชิ้น ชิ้นแรกขนาดเท่ากับอ่างล้างหน้า ชิ้นที่สองขนาดเท่ากับปากชาม ชิ้นที่สามขนาดเท่ากับกำไลข้อมือ พวกมันทั้งหมดลอยตัวแขวนอยู่ที่กลางอากาศอย่างน่าประหลาด

            “นั่นคือห่วงที่ใช้ทดสอบการควบคุมไฟ เจ้าต้องรวบรวมปราณธาตุไฟในร่างแล้วพยายามบีบอัดมันให้เล็กที่สุด ส่งมันเข้าไปกึ่งกลางของห่วงนั่น ยิ่งปราณธาตุไฟของเจ้าเล็กเท่าไรก็ยิ่งได้รับการประเมินออกมาสูงเท่านั้น เนื่องจากเจ้าเป็นเพียงนักยุทธ์ การควบคุมปราณเป็นรูปร่างอาจทำได้ยาก เจ้าสามารถเริ่มทดสอบได้ที่ขนาดใหญ่สุดก่อน

            มู่เชียนมองห่วงขนาดเท่ากับกำไลข้อมือที่ขนาดเล็กสุดแล้วก็ทราบว่านั่นคงนับเป็นระดับพรสวรรค์สูงสุด นางต้องการเล็งไปที่ห่วงนั้นมากกว่า ทว่าก็ไม่อยากฝืนคำแนะนำของผู้อาวุโส

            ผู้อาวุโสอี้มองตามสายตาของหญิงสาวแล้วก็มิได้ประหลาดใจนัก….. ศิษย์ผู้มีพรสวรรค์หลายคนก็สามารถประสบความสำเร็จสามารถควบคุมเพลิงลอดผ่านห่วงกำไลได้แม้ในระดับนักยุทธ์   เด็กสาวคนนี้ดูแล้วก็มีความสามารถเช่นกัน

            “แน่นอน เจ้าสามารถเริ่มเลือกจากห่วงเล็กสุดได้”

            เมื่อได้รับคำอนุญาตแล้วเด็กสาวก็พยักหน้ารับแล้วแย้มยิ้มอย่างยินดี นางรีบหลับตารวบรวมปราณธาตุไฟที่ผสมไฟเทพอสูรของเสี่ยวจิ้งมาไว้ในมือแล้วเริ่มต้นการบีบอัดทันที ร่างของนางยามนี้ห่างจากห่วงเล็กสุดอันนั้นราวสิบก้าว

            “เดี๋ยวก่อน เจ้าไม่เข้าไปใกล้ๆห่วงก่อนหรือ” 

            ผู้อาวุโสประหลาดใจอย่างมาก นักยุทธ์นั้นสามารถโคจรปราณผ่านห่วงขนาดเล็กได้ก็จริง ทว่าพวกเขาสามารถควบคุมเพลิงในระยะที่มือเอื้อมถึงเท่านั้น มีเพียงปราชญ์ยุทธ์ที่สามารถเปลี่ยนปราณยุทธ์ให้เป็นรูปร่างได้อย่างแท้จริงแล้วส่งออกไปยังเป้าหมายระยะไกลได้โดยที่คงรูปร่างไว้ดังเดิม

            มู่เชียนที่กำลังรวบรวมสมาธิ ลืมตาขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลใสมองมาที่ผู้อาวุโสอย่างไม่เข้าใจ ปราณไฟในมือยามนี้ถูกบีบอัดจนมีขนาดเล็กไม่ต่างกับเข็มเล่มหนึ่งแล้ว 

            เห็นในมือเด็กสาวปรากฏเข็มอัคคีเล่มหนึ่ง ชายชราก็ตะลึงไป นางมิใช่ปราชญ์ยุทธ์เหตุใดจึงสร้างเข็มอัคคีขนาดเล็กเพียงนี้ได้

            “ต้องเข้าใกล้ห่วงด้วยหรือเจ้าคะ ?” 

            ผู้อาวุโสอี้งุนงงสับสนอย่างมาก แต่แน่นอนว่าหากนางสามารถสร้างเข็มอัคคีได้ ย่อมสามารถควบคุมมันให้พุ่งไปยังห่วงทั้งหลายนั้นได้อย่างง่ายดาย

            “อ่อ.. ไม่จำเป็นหรอก เพียงว่าระยะทางไกลอาจยากกว่าสำหรับเจ้าเท่านั้น” 

            มู่เชียนมองผู้อาวุโสอย่างงงๆ ระยะเพียงสิบก้าวไม่นับว่าไกลมิใช่หรือ ทว่าด้วยความเคารพ เด็กสาวจึงก้าวเข้าไปใกล้ห่วงมากขึ้นอีกสองก้าวก่อนจะส่งเข็มปราณไฟออกไป

            เข็มอัคคีขนาดเล็กลอยผ่านกึ่งกลางห่วงกำไลไปอย่างสบายๆ

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน