ณ หมู่บ้านเล็ก ๆที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนาอันกว้างใหญ่ของจังหวัดแห่งหนึ่งมีเรื่องเล่าขานกันมานานหลายสิบปีเกี่ยวกับทุ่งนาผีตายายที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปในยามค่ำคืน หากไม่ได้จำเป็นจริง ๆแม้แต่ผู้ที่มีความกล้าหาญที่สุดในหมู่บ้าน เช่น มัคนายกวัดป่าที่เดินทางผ่านมาหลายสิบปี ก็ยังต้องรีบข้ามทุ่งนาให้เร็วที่สุดเมื่อฟ้ามืดลงทุ่งนานี้เคยเป็นที่ที่ชาวบ้านใช้ทำการเกษตรแต่ทว่ามันกลับกลายเป็นสถานที่ที่มีเสียงแปลก ๆ เสียงเหมือนคนร้องไห้โหยหวนราวกับมีใครบางคนที่ยังค้างคาอยู่ในนั้น
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อหลายสิบปีก่อนในคืนหนึ่งที่ไม่มีใครคาดคิด... ‘ตายาย’ คู่สามีภรรยาแก่ชราที่อาศัยในกระท่อมไม้เล็กๆ ข้างทุ่งนา พวกเขามีชีวิตเรียบง่าย ดูแลแปลงนาข้าวเพียงเล็ก ๆ ด้วยมือของตัวเองและใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในท่ามกลางธรรมชาติ
คืนหนึ่งเกิดพายุใหญ่ฝนตกหนักจนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลยชาวบ้านต่างพากันหลบอยู่ในบ้านเพราะความกลัวที่จะถูกพายุพัดไปแต่ทว่าพายุครั้งนี้กลับนำพาสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดมา...ทุ่งนาและกระท่อมของตายายถูกน้ำป่าพัดพาไปในพริบตาเสียงน้ำที่ไหลเชี่ยวดังมาจากทุกทิศทาง เสียงกระท่อมพังทลายลงในความมืดมิดหลายวันผ่านไป ชาวบ้านช่วยกันค้นหา แต่กลับไม่พบร่องรอยของตายายเลยเหมือนกับว่าพวกเขาหายไปจากโลกนี้อย่างไร้ร่องรอย
ไม่มีใครรู้ว่าตายายหายไปไหน บางคนเชื่อว่าพวกเขาอาจจะสูญหายไปพร้อมกับพายุนั้นแต่ก็ไม่มีใครพบศพหรือแม้แต่เศษซากของกระท่อมที่พังทลายทุกอย่างดูเหมือนจะหายไปในอากาศ
เวลาผ่านไปทุ่งนาที่เคยเต็มไปด้วยข้าวกล้าสีเขียวขจีกลับกลายเป็นทุ่งนาที่รกเต็มไปด้วยพงหญ้าทะมึนและมีความมืดครึ้มผิดปกติในตอนกลางคืน ชาวบ้านเริ่มเล่ากันว่า ในคืนเดือนมืดเสียงลมที่พัดผ่านทุ่งนานั้นเหมือนเสียงคนคร่ำครวญหรือบางครั้งก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้โหยหวนชาวบ้านที่กล้าเดินผ่านทุ่งนาในยามค่ำคืนมักจะได้ยินเสียงของผู้หญิงร้องเรียก ‘ช่วยด้วย...ช่วยด้วย’ เสียงที่แหลมและน่าสะพรึงกลัว
คืนหนึ่ง ชาวบ้านที่อยู่หมู่บ้านข้างเคียงคนหนึ่งไปยิงปลาตามลำห้วยติดทุ่งนาดังกล่าว เขาปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ส่องไฟอ่อน ๆลงมาที่ลำห้วยรอยิงปลา เพราะตอนกลางคืนปลาจะเข้าฝั่ง สักพักหนึ่งจู่ ๆก็มีคลื่นลอยมาตามลำห้วยเหมือนพะยูนกำลังว่ายน้ำ แต่เมื่อมันเข้ามาใกล้ ๆกลับกลายเป็นคนที่ลอยอยู่ใต้ผิวน้ำ ทว่าหันหน้าลอยขึ้นผ่านแกที่ส่องไฟอยู่บนต้นไม้ไปช้าๆ เขาตกใจจนร่วงจากต้นไม้ ทิ้งข้าวของทั้งหมดวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตวิ่งอย่างไม่รู้ทิศทางเพราะทุกอย่างมันมืดไปหมดไฟฉายที่พกติดตัวก็หล่นหายไปตอนไหนไม่รู้ และในตอนนี้เองที่เขาเห็นไฟโคมกระพริบแว๊บๆเลยวิ่งไปทางไฟนั้นเพราะคาดเดาว่าน่าจะเป็นเพื่อนร่วมหมู่บ้านของตนที่มาล่ากบยามค่ำคืนเช่นกัน
จนเขาไปเจอตาแก่ ๆ คนหนึ่งที่สะพายปืนไว้ บนหัวมีโคมไฟที่คาดไว้ช่วยให้ความสว่างชาวบ้านคนนั้นก็รีบเล่าเหตุการณ์ที่ตัวเองไปพบเจอมาอย่างลนลานพูดไม่ค่อยเป็นภาษาด้วยความตกใจ ตาคนนั้นก็บอกให้ชาวบ้านคนดังกล่าวใจเย็น ๆตั้งสติให้ดี ๆ ก่อน
หลังจากนั้นชาวบ้านคนดังกล่าวก็มีอาการดีขึ้นเริ่มพูดรู้เรื่องจึงเล่าให้ตาคนนั้นฟังอีกครั้ง ทว่าในช่วงท้ายของบทสนทนาตาคนนั้นจู่ ๆ ก็ถามชาวบ้านขึ้นว่า
‘เอ็งกลัวผีบ่...’
ชาวบ้านมองชายแก่ด้วยความแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป จนชายแก่ก็ยิ้ม ๆ ให้ ก่อนจะนำปืนที่สะพายไว้ด้านหลังหันปลายกระบอกปืนมายัดในปากของตัวเอง แล้วลั่นไกให้ชาวบ้านคนดังกล่าวดู
เมื่อพี่ชายของสามีเล่าถึงตรงนี้จบ แล้วก็เงียบไปปล่อยให้ทุกคนได้ซึมซับเรื่องราวที่เขาเล่า พลางกวาดสายตามองหน้าทุกคนที่กำลังนั่งล้อมวงฟังอย่างตั้งใจสัมผัสได้ถึงอาการขนลุกเกลียวของทุกคนผ่านบรรยากาศของทุ่งนายามค่ำคืน ในขณะที่ฉันเองกลับไม่ได้สะทกสะท้านต่อเรื่องเล่าสองขาเรียวนั่งไขว่ห้าง หลังเอนพิงพนักเก้าอี้ยาว กำลังเพลิดเพลินกับโซจูรสต่าง ๆที่ไม่แน่ใจแล้วว่าตอนนี้ดื่มมันไปกี่ขวดกันแน่
“แล้วหลังจากนั้นเป็นยังไงต่อครับลุงป๋อง”
กชกรได้ยินเสียงของลูกชายที่นั่งอยู่ข้างกายถามขึ้น
“กระทั่งวันรุ่งขึ้นชาวบ้านพบเขานอนหมดสติอยู่ข้างทางใบหน้าของเขาซีดขาวและตาก็เหลือบมองไปที่ทุ่งนาด้วยความตกใจอย่างสุดขีดเมื่อเขาฟื้นขึ้นมา เขากลายเป็นคนวิกลจริต พูดจาไม่รู้เรื่อง พูดแต่ว่า ตายายผีหลอก วน ๆ อยู่แบบนั้น
หลังจากนั้นชาวบ้านไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ทุ่งนาผีตายายอีกเลยเรื่องราวเกี่ยวกับตายายที่ทุ่งนาก็เริ่มเล่าลือต่อไปเป็นวงกว้างขึ้นแม้แต่คนที่ยังไม่เคยสัมผัสกับเหตุการณ์แปลกประหลาดนี้ต่างก็เริ่มกลัวจนไม่กล้าผ่านไปที่นั่นในยามค่ำคืน เรื่องราวของการหายไปในทุ่งนาแห่งนั้นกลายเป็นตำนานที่ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาและเตือนลูกหลานให้ระวังตัว โดยไม่มีใครกล้าพูดถึงหรือเข้าใกล้ทุ่งนานั้นอีกเลย”
“ปันไม่คิดเลยนะว่าพ่อจะเล่าเรื่องผีเก่งขนาดนี้”
พี่ชายสามีส่งเสียงหัวเราะฮ่ะ ๆก่อนจะรีบเกทับลูกชายตัวเอง
“เป็นไงล่ะ น่ากลัวกว่าเรื่องเล่าในมหาลัยของเอ็งเยอะ”
“โอ๊ย ไม่เอาแล้วอะคิดไงมาเล่าเรื่องผีกันตอนนี้เนี่ย เด็ก ๆ กลัวกันหมดแล้วเห็นไหม!”
ลูกสาวของพี่ชายสามีเริ่มหน้าบึ้งโวยวายท่ามกลางเสียงหัวเราะของพ่อตัวเองที่ไม่ได้สำนึกว่ากำลังทำให้หลาน ๆ เสียขวัญ
ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือทุ่งนากว้างใหญ่ถูกประดับประดาด้วยดวงดาวนับพันดวงส่องประกายระยิบระยับราวกับอัญมณีที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ลมเย็นโชยพัดเบา ๆหอบเอากลิ่นดินและหญ้าสดชื่นลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ค่ำคืนนี้ช่างดูเงียบสงบและงดงามตรงข้ามกับเรื่องเล่าสยองขวัญที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่
ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวที่ตั้งอยู่กลางลานไม้ขนาดใหญ่รายล้อมด้วยญาติ ๆ รวมทั้งครอบครัวรวมแล้วเกือบยี่สิบชีวิตทุกคนกำลังสรวลเสเฮฮาด้วยความสนุกสนานเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังสลับกันอย่างอบอุ่น แก้วเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่าง ๆถูกชนกันไปมาเป็นระยะ ๆ เติมเต็มบรรยากาศของค่ำคืนให้ยิ่งครึกครื้นขึ้นไปอีก
โต๊ะไม้ขนาดใหญ่เต็มไปด้วยอาหารพื้นเมืองมากมายที่จัดวางไว้อย่างสวยงามมีทั้งข้าวหลามร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมหวานเย้ายวนใจไส้อั่วเนื้อแน่นที่เต็มไปด้วยสมุนไพรหอมฉุยจนอดน้ำลายสอไม่ได้ลาบเมืองรสชาติกลมกล่อมเผ็ดกำลังดี เสิร์ฟพร้อมผักพื้นบ้านสดกรอบ น้ำพริกหนุ่มรสเด็ดที่เข้ากันได้ดีกับแคบหมูกรุบกรอบและที่ขาดไม่ได้คือแกงแคไก่เนื้อนุ่มรสชาติละมุนด้วยกลิ่นสมุนไพรหลากหลายชนิดที่ลงตัวทุกจานดูน่ารับประทานจนอดไม่ได้ที่จะหยิบชิมไปเรื่อย ๆ
ฉันรู้สึกมึนเมาเล็กน้อยจากฤทธิ์โซจูที่ดื่มไปหลายขวดความอบอุ่นในร่างกายที่เกิดจากแอลกอฮอล์ทำให้แก้มมีสีแดงระเรื่อ นั่งนิ่งเงียบอยู่ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบทสนทนาอันครึกครื้นของผู้คนรอบข้างดวงตาคู่งามเหม่อมองไปยังทุ่งนาอันสวยงามยามค่ำคืนทว่าความงามนั้นกลับไม่อาจดึงความสนใจของฉันไปได้แม้แต่น้อย เพราะคำพูดของลูกยังคงวนเวียนอยู่ในหัวใจฉันครั้งแล้วครั้งเล่า
‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเนจะไม่มีวันปล่อยมือจากแม่เด็ดขาด’
คำพูดนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ถ้อยคำธรรมดา แต่มันกลับบรรจุไว้ซึ่งความรู้สึกลึกซึ้งที่ลูกชายมีต่อเธอซึ่งมากกว่าความสัมพันธ์แบบแม่ลูกทั่วไป มันทั้งเร้าร้อน ซ่อนราคะและเต็มไปด้วยความหมายที่ซ่อนลึกเอาไว้จนไม่สามารถบอกใครได้ ฉันผู้ที่ภายนอกดูเหมือนหญิงสาวผู้เย็นชาและสงบนิ่งมาตลอดชีวิตกลับต้องยอมรับว่า ณ เวลานี้ เริ่มจะอ่อนไหวและสั่นไหวไปกับความรู้สึกต้องห้ามนี้อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ฉันลอบมองลูกชายที่นั่งข้าง ๆ เขากำลังพูดคุยและหัวเราะไปกับคนอื่นๆ อย่างสนุกสนาน ดวงตาที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและรอยยิ้มที่เปี่ยมเสน่ห์ของเขา ทำให้หัวใจฉันพลันเต้นระรัวอย่างไม่อาจควบคุมสัมผัสอันร้อนแรงของลูกที่คอยมอบให้ ยังคงอุ่นอยู่บนผิวกาย ความใกล้ชิดลับ ๆ นี้ ช่างเร้าใจแต่ก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกผิดที่กัดกินใจฉันเสมอ
ฉันไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับลูกชายจะเดินทางมาถึงจุดนี้มันเป็นสิ่งที่สังคมไม่มีวันยอมรับ และตัวฉันเองก็รู้ดีแต่ทุกครั้งที่พยายามจะถอนตัวออกมา กลับยิ่งพบว่าตัวเองถลำลึกลงไปมากขึ้นทุกครั้ง เนคือคนที่รู้จักร่างกายฉันมากที่สุดในโลกทั้งความรู้สึก ความคิด แม้แต่ความปรารถนาอันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ภายในใจของฉันเขากลับมองเห็นและสัมผัสได้อย่างชัดเจน
"แม่ครับแม่เหม่ออะไรอยู่เหรอ?"
เสียงของลูกปลุกฉันออกจากภวังค์ ดวงตาคู่สวยของเนจ้องลึกเข้ามาในดวงตาฉันอย่างสงสัยเมื่อเห็นฉันเงียบมากกว่าปกติ ไม่ค่อยร่วมวงเสวนากับคนอื่น ๆ
ทั้งที่ฉันเองก็เป็นคนเงียบ ๆ เป็นวิสัยอยู่แล้วแต่ดูเหมือนลูกก็ยังรู้จักฉันดีจนสัมผัสได้ว่าแม่ของเขาไม่ปกติ
"เปล่า...แม่แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ"
ฉันตอบลูกด้วยน้ำเสียงเบาหวิวแสร้งยิ้มเล็กน้อยเพื่อปิดบังความรู้สึกที่แท้จริง
แต่แล้วใบหน้าที่ยิ้มให้ลูก ก็เปลี่ยนเป็นตกใจเล็กน้อยเมื่อฉันรู้สึกได้ถึงสัมผัสแผ่วเบาที่ค่อย ๆ เลื้อยไล้ขึ้นมาตามต้นขาใต้โต๊ะไม้มืออันซุกซนของลูกกำลังล้วงผ่านขอบเอวกางเกงจ๊อกกิ้งของฉันอย่างแนบเนียนก่อนจะลูบไล้ผ่านเนื้อผ้าของกางเกงชั้นในตัวบางเบาอย่างช้า ๆ แต่หนักแน่น ฉันพยายามเก็บสีหน้าไม่ให้ใครผิดสังเกตแม้ภายในใจจะเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและกังวลใจไปพร้อมกัน
"เน... ทำอะไรของลูกน่ะ หยุดเดี๋ยวนี้เลย"
ฉันกระซิบเสียงเขียว หันไปดุลูกชายตัวดี
"เนไม่ชอบเลยที่แม่เอาแต่คิดถึงเรื่องอื่น …ตอนนี้อยากให้แม่สนใจแต่เนคนเดียวก็พอ...เข้าใจไหมครับ"
ลูกตอบกลับด้วยเสียงกระซิบที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์สายตาของเขายังคงจ้องมองฉันอย่างคลั่งไคล้ บางครั้งฉันก็ต้องทำเป็นไม่สนใจสายตาของลูกชายที่มองมาจนแทบอยากจะกลืนกินแม่ของเขาไปทั้งตัวทุกครั้งที่สายตาของลูกจ้องมองมา มันเต็มไปด้วยราคะอันร้อนแรงที่แม้แต่ฉันเองก็ยังอดใจสั่นไม่ได้ถึงเนจะแสดงความรักต่อฉันในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งมากแค่ไหนไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากตอบรับความรู้สึกที่เกินเลยนั่นแต่ฉันรู้ดีว่าสังคมในโลกแห่งความจริงไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นความรักของเรามันเป็นไปไม่ได้สังคมไม่มีวันยอมรับความสัมพันธ์อันแสนผิดธรรมชาติระหว่างแม่กับลูกที่แอบเล่นชู้สอดใส่เครื่องเพศสมสู่กันเช่นนี้
ถึงสามีจะเป็นโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางกายให้กับฉันได้ แต่ฉันก็ไม่เคยคิดนอกใจเลยสักครั้งแม้จะเป็นคนมีอารมณ์ความต้องการทางเพศสูงฉันก็ยังควบคุมตัวเองได้ดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดคิดที่ทำให้ฉันกับลูกก้าวข้ามศีลธรรมต้องห้าม
ฉันถอนหายใจเบา ๆ ในเวลานี้ฉันรับหน้าที่เป็นเหมือนนางบำเรอให้ลูกชายได้ละเลงกามอารมณ์ เพื่อให้เขาได้ระบายตัณหาความใคร่ออกมาอย่างปลอดภัยอย่างน้อยก็เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกออกนอกลู่นอกทางไปในทางที่ผิด หรือไปทำอะไรสุ่มเสี่ยงติดโรคกับผู้หญิงคนอื่นที่ฉันไม่อาจควบคุมได้ฉันอยากให้ลูกโฟกัสเรื่องการเรียนมากกว่าสิ่งอื่นใดระหว่างนี้ในฐานะแม่ที่ต้องรับผิดชอบอารมณ์ทางเพศของลูกในวัยกลัดมันฉันจึงสามารถให้ลูกปลดปล่อยในหีของฉันได้มากเท่าที่ลูกต้องการ
แต่ถึงแม้ว่าฉันจะยอมให้ตัวเองตกอยู่ในบทบาทนางบำเรอนอนอ้าขาให้ลูกสอดใส่เครื่องเพศเข้ามา ทว่าลึกลงไปฉันก็ยังคงตระหนักดีว่าฉันมีหน้าที่ของความเป็นแม่ที่ไม่อาจละทิ้งไปได้ด้วยเช่นกันฉันยังต้องคอยสอน คอยเตือนสติ และนำทางชีวิตของลูกให้ก้าวไปในทางที่ถูกที่ควรแม้ว่าหัวใจฉันจะเจ็บปวดทุกครั้งที่คิดว่า สักวันหนึ่งเขาคงต้องพบเจอผู้หญิงที่เป็นของเขาเองและแต่งงานมีครอบครัวไปในที่สุด
กับฉันตอนนี้มันอาจเป็นเพียงความใคร่และความหลงใหลฉันไม่อยากเป็นคนที่ผูกมัดอนาคตของลูกไว้ เขายังเด็กยังมีช่วงเวลาอีกมากมายให้เติบโต ได้ค้นพบ และยังมีโอกาสได้พบกับผู้หญิงอีกมากมายเพื่อเรียนรู้ชีวิตรักสัมผัสประสบการณ์ทุกรูปแบบ ได้ตกหลุมรักใครสักคน และพบคนที่สามารถเป็นคู่ชีวิตให้เขาได้จริงๆ ไม่ใช่แค่แม่อย่างฉันที่อยู่เคียงข้างเขาในตอนนี้ เป็นคู่นอนเพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น
หากฉันพูดเรื่องนี้กับลูกตรง ๆเขาก็คงจะไม่ยอมรับ หนทางข้างหน้าที่ลูกคิดจะเลือกฉันเป็นคู่ชีวิตล้วนมีอุปสรรคมากมายในฐานะคนเป็นแม่ที่ให้กำเนิดเขาออกมา ฉันไม่อยากให้ลูกต้องแบกภาระขนาดนั้น
แม้ในใจจะรู้สึกเจ็บปวดแต่ฉันก็ยังพยายามปลอบใจตัวเองอย่างเงียบ ๆ ด้วยความหวังลึก ๆ ว่าสักวันหนึ่งลูกจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่และเราทั้งสองคนจะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาอันสับสนนี้ไปได้ด้วยดีแม้ว่าการเดินทางในความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้จะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแต่ฉันก็เลือกที่จะอดทนและเข้มแข็งเพื่ออนาคตของลูกชายที่ฉันรักมากที่สุดแค่ได้เฝ้าดูลูกจากด้านหลังก็มีความสุขแล้ว...
ระหว่างที่จมอยู่ในห้วงความคิด มือของลูกยังคงไม่ยอมละจากการลูบไล้ปลุกเร้ากามอารมณ์เขาเพิ่มแรงกดและจังหวะช้าลงอย่างจงใจ ทำให้คนเป็นแม่อย่างฉันต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมตัวเองไม่ให้ส่งเสียงครางเสียวหรือแสดงอาการออกมา
เสียงพูดคุยและหัวเราะของคนรอบข้างยังคงดังอยู่เหมือนเดิมไม่มีใครสังเกตเห็นเหตุการณ์ลับ ๆ ที่เกิดขึ้นใต้โต๊ะระหว่างเราแม่ลูกเลยแม้แต่น้อยฉันกัดริมฝีปากตัวเองเบา ๆ รู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เมื่อนิ้วของลูกลากถูไถไปตามแนวร่องแคมจนรู้สึกได้ว่าหีของฉันกำลังกินกางเกงในของตัวเองเข้าไปยิ่งลูกขยับนิ้วของเขากดเบา ๆ ลากไปตามเนื้อผ้าที่ยุบลงตามแนวร่องลึก ก็ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกถึงความปรารถนาอันแรงกล้าที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างควบคุมไม่ได้ แม้ฉันจะอยู่ในสภาวะระวังตัวมากแค่ไหนแต่เนก็มักจะกระตุ้นฉันจนหลุดการควบคุมเสมอ
ในตอนที่นิ้วของเขาเริ่มจะรุกล้ำแทรกผ่าน เกี่ยวขอบกางเกงในของฉันลงเพื่อที่ปลายนิ้วของเขาจะได้แทรกสัมผัสโดยตรงกับกลีบพูที่กำลังเปียกชื้นอย่างแสดงความต้องการของแม่เขาฉันรีบจับมือลูกไว้ก่อนจะหันไปมองเขาหน้านิ่งแต่แววตาวาววับอย่างเอาเรื่อง บางครั้งก็จำต้องห้ามปราบลูกบ้างเพื่อไม่ให้เสียการปกครอง แม้ว่าร่างกายจะร้อนรุ่มเพราะลูกแค่ไหนก็ตามแต่
ลูกชายที่เห็นเช่นนั้นจำต้องหดนิ้วของตัวเองออกจากใต้กางเกงในของฉันแม้จะยังไม่หยุดอ้อล้อลูบไล้เบ้าหีของฉันอย่างถือดี แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของบนทุกตารางนิ้วร่างกายของฉัน
ถึงจะเริ่มมึนเมาด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่ฉันยังมีสติพอที่จะคอยระงับความต้องการทางเพศของตัวเองและปรามการกระทำประเจิดประเจ้อของลูกไม่ให้เลยเถิด
นี่ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นมาทำแบบนี้ ฉันจับหักแขนหักนิ้วจนผิดรูปไปนานแล้ว
ดื่มกินกันอยู่อีกสักพัก ฉันก็เห็นพี่ทิพย์บอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบายขอตัวไปพักก่อน จากนั้นไม่นานก็เห็นลูกชายของพี่ทิพย์เดินตามแม่เขาออกไปอีกคน
ฉันมองนาฬิกาบนโทรศัพท์ก็พบว่าเป็นเวลาเกือบสามทุ่มแล้ว รู้สึกว่าตัวเองนั้นดื่มไม่หยุดตั้งแต่ทุ่มกว่า ๆจนเริ่มรู้สึกตื้อ ๆ ในหัวไปหมด ท่อนร่างของตัวเองก็ถูกลูกชายตัวดีกระตุ้นไม่หยุด
“ตุ๊กว่าจะขอตัวไปนอนก่อน ตอนนี้รู้สึกเริ่มมึนหัวหน่อย ๆ แล้วคุณจะเลิกดื่มหรือยังคะ?”
ฉันหันไปถามสามีรู้สึกว่ายังพอจะควบคุมร่างกายตัวเองได้ดีน้ำเสียงที่ถามออกไปนั้นจึงดูสงบนิ่งเป็นปกติ เหมือนไม่ใช่คนเมา ทั้งที่ในหัวปั่นป่วนไปหมด
“เอ่อ... พ่อขอดื่มต่ออีกได้ไหม นาน ๆ ทีจะมีโอกาสอยู่กันพร้อมหน้า”
“...”
เมื่อเห็นฉันชักสีหน้าไม่พอใจสามีก็รีบคว้ามือฉันไปหอมอย่างออดอ้อน ไอ้แววตาดื้อตาใสขอดื่มต่อของสามีนั้น ทำเอาฉันอดมีน้ำโหไม่ได้ทั้งพ่อทั้งลูกนี่ช่างเหมือนกันมากจริง ๆ
"วันนี้ตุ๊กอนุโลมให้ดื่มได้แค่ไม่เกินห้าทุ่มเท่านั้นนะ—"
ฉันปรายตามองสามีที่กลืนน้ำลายดังเอือกแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"ถ้าเกินมาแม้แต่วินาทีเดียวล่ะก็..."
สามีรีบพยักหน้าหงึกหงักรับปากเร็ว ๆ
“ครับ ๆพ่อสัญญาว่าจะไม่ให้เกินแม้แต่วินาทีเดียวเลย”
ทุกคนหัวเราะให้กับความกลัวเมียของสามีที่แสดงออกมาอย่างไม่เคอะเขิน
แต่ฉันไม่ได้ขำด้วย เพราะการที่ต้องเข้มงวดนั้นก็เพราะเป็นห่วงสุขภาพของสามีจริง ๆ บางคนมักบอกว่าฉันเข้มงวดกับสามีและลูกมากเกินไปทว่าในมุมมองของคนเป็นภรรยาและแม่อย่างฉัน แค่อยากให้พวกเขาได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น
“เน พ่อวานไปส่งแม่เขาหน่อยสิลูก”
ดูเหมือนสามีจะมองอาการเมาของฉันออกเพราะใบหน้าของฉันตอนนี้คงจะแดงมาก ๆ ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์เป็นแน่ จึงไหว้วานลูกด้วยความเป็นห่วงในขณะที่เนก็รีบรับคำพ่อของเขาทำท่าจะลุกตามฉันมา แต่ฉันก็ห้ามเขาไว้
“ไม่เป็นไรหรอกลูกอยู่สนุกต่อกับทุกคนเถอะ ไม่ต้องห่วงแม่”
“เนอยากไปนอนเล่นโทรศัพท์พอดี เดี๋ยวเนไปกับแม่ด้วยกันนี่แหละ”
พอพวกเราสองแม่ลูกเดินมาบนทางเดินไม้ยาวกลับไปทางบ้านพักไกลจนพ้นสายตาของคนอื่น ๆ ฤดูหนาวอากาศตอนกลางคืนเริ่มเย็นเยียบแต่ลูกชายเธอกลับอารมณ์ดียิ้มไม่หุบ แถมคว้ามือเธอไปกุมไว้หลวม ๆแล้วแกว่งไปมาเหมือนเป็นเด็ก ๆ
ฉันจึงถามเขาด้วยมาดนิ่งขรึมเป็นปกติอย่างสงสัย
“ยิ้มอะไรของลูก”
“เนดีใจที่เราจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองอีกพักใหญ่ไงครับ”
“ถ้าลูกคิดว่าตัวเองว่างมากขนาดนั้นแม่ว่าลูกควรเอาเวลาไปทบทวนหนังสือบ้างดีกว่านะ”
“โธ่ แม่... ทำไมชอบพูดเหมือนเนเป็นเด็ก เนไม่ได้อยู่โรงเรียนประถมแล้วนะยังไงผลการเรียนเนก็ไม่ทำให้แม่ผิดหวังอยู่แล้วทำไมเวลาแบบนี้แม่ไม่มีความโรแมนติกบ้างเลย”
คนไม่โรแมนติกมองค้อนให้อาการงอแงของลูกชายแล้วถอนหายใจออกมา ยังไงซะ ลูกก็เป็นแค่เด็กคนนึงในสายตาของคนเป็นแม่ตลอดเวลาอยู่ดีนั่นแหละต่อให้ตัวจะโตจนนอนเอาเป้าทับเธอบ่อยแค่ไหนก็ตาม
หลายคนมักบอกว่าฉันชอบทำตัวเย็นชาแต่ความจริงแล้วฉันแค่เป็นคนไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกทางสีหน้าเท่าไหร่นัก สามีมักบอกว่าฉันเหมือนตาพายุ ภายนอกดูสวยงามรุนแรงจนน่ากลัว ทว่าภายในกลับเงียบสงบ คงที่ สม่ำเสมอ ไม่ว่าปัญหาที่ต้องเผชิญนั้นจะหนักแค่ไหนก็ตามมักอาศัยสติ และสายตาอันนิ่งสงบเยือกเย็นสยบทุกปัญหาที่ผ่านเข้ามาได้
“ว่าแต่... แม่เชื่อเรื่องผีที่ลุงป๋องเล่าบ้างไหม”
ระหว่างที่เราสองแม่ลูกกำลังเดินจูงมือกลับไปยังบ้านพักจู่ ๆ ลูกก็ถามขึ้น
“ไม่รู้สิ... แม่ให้ความสำคัญกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้มากกว่า”
“งั้นเดี๋ยวคืนนี้เนจะทำให้แม่ได้เจอ”
“เจออะไรของลูก?”
ฉันเอียงคอถามอย่างสงสัย
“เนจะเป็นผีกระแทกหัวแม่ให้เอง”
“อูยยย— เนเจ็บนะแม่”
ฉันลงโทษด้วยการดีดนิ้วใส่หน้าผากลูกอย่างแรงจนเขาร้องโอดโอย
คำพูดคำจาทะลึ่งจริงเชียวฉันจำได้ว่าไม่เคยสั่งเคยสอนให้ลูกพูดแบบนี้ ไม่รู้ไปจำคำพวกนี้มาจากไหนนัก ยามปกติก็เป็นลูกชายที่เรียยร้อยเชื่อฟังฉันดีอยู่หรอกแต่พอจะแสดงความต้องการทางเพศกับฉัน เขาก็มักจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ถ้าตอนนี้มีไม้เรียวอยู่ในมือล่ะก็ฉันจะหวดให้ก้นลายเหมือนตอนเด็ก ๆ เลยทีเดียว
“แม่ก็จะทำให้เจ็บไง”
ฉันเอามือจับจมูกเขาเขย่าเบาๆเพราะรู้ดีว่าตอนนี้เธอไม่อาจปฏิเสธเขาได้มาก เพราะยังอยู่ในช่วงสัปดาห์ของลูกที่เธอต้องทำตามใจตามสัญญาตราบใดที่ลูกยังรักษาระดับการเรียนไว้ตามที่ฉันคาดหวังฉันก็ไม่มีปัญหาที่จะทำตามเงื่อนไขที่ไม่ล้ำเส้นจนเกินไปนักและฉันก็ได้เตรียมใจเพราะรู้ดีว่าคืนนี้คงไม่รอดพ้นถูกลูกชายจับแหกแข้งแหกขายัดเครื่องเพศของเขาเข้ามาในรูหีของฉันเป็นแน่แท้