“มีมูลแค่ไหนคะ?” ดารินขมวดคิ้วถาม เธอขอข้อมูลเพิ่มเติมก่อน
ขุนปัถวีลงกรณ์จับคางเหมือนคนใช้ความคิดก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มันยังเป็แค่เพียงข้อสันนิษฐานน่ะ ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดอะไรขนาดนั้น”
ดารินค่อนข้างประหลาดใจกับคำตอบของขุนปัถวีลงกรณ์ ข้อหาฏต่ออาณาจักรนี่มันร้ายแรงมาก แต่เขากลับมีเพียงข้อสันนิษฐานมากล่าวหาผู้กองเกรียงเดชโดยไม่มีหลักฐานประกอบ
แม้ว่าตามจริงแล้วเธอก็มีความสงสัยในตัวผู้กองเกรียงเดชอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็คงไม่คิดจะเอ่ยชื่อผู้ที่เธอสงสัยออกมาโต้ง ๆ แบบนี้โดยไม่มีหลักฐานประกอบเด็ดขาด เพราะข้อสันนิษฐานของเธออาจเกิดขึ้นจากความอคติที่เธอได้รับภารกิจให้สะกดรอยตามก็เป็ได้ เธอจึงคิดว่าขุนปัถวีลงกรณ์อาจมีข้อมูลอะไรที่มากกว่าแค่การกล่าวหาลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานประกอบเช่นนี้
เมื่อเห็นสีหน้าของดาริน ขุนปัถวีลงกรณ์ถอนหายใจก่อนจะพูดต่อ “จริง ๆ แล้วฉันก็ยังไม่แน่ใจหรอกว่าเป็เขาจริงหรือเปล่า แต่เหตุการณ์วันนี้ที่เกิดขึ้นกับป้อมหินผามันชวนให้สงสัยเขามากที่สุด”
“ยังไง?” ธัญญ่าที่นั่งฟังเงียบ ๆ มาตลอด สงสัยจนอดไม่ได้ที่จะหลุดปากถามออกมา เธอเป็หนึ่งในคนที่ค่อนข้างรู้จักกับผู้กองเกรียงเดชเป็อย่างดี เธอร่วมต่อสู้เคียงข้างเขามาหลายศึกแล้ว จึงไม่แปลกที่เธอจะค่อนข้างเชื่อใจผู้กองเกรียงเดชมากกว่าขุนปัถวีลงกรณ์
ขุนปัถวีลงกรณ์ค่อนข้างไม่ค่อยพอใจสักเท่าไรเมื่อได้ยินธัญญ่าพูดออกมาห้วน ๆ แต่เขาก็ปล่อยผ่านไป เขาพูดต่อว่า “จากที่ฉันให้คนไปสอบถามมาเกี่ยวกับการบุกโจมตีของข้าศึกในวันนี้ ทุกคนต่างพูดกันเป็เสียงเดียวเลยว่า โดนบุกแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว กว่าจะรู้ก็ถูกพวกนภาประชิดแล้ว โชคดีที่ทหารยามเฝ้าปืนใหญ่เวทมนตร์ไม่เหม่อลอยจนเกินไป พวกเขาจึงยิงสกัดทัพหลักของข้าศึกได้ทัน”
ดารินฟังที่ขุนปัถวีลงกรณ์เล่ามาก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวอะไรกับผู้กองเกรียงเดชอยู่ดี แต่ไม่ใช่กับธัญญ่า ดูเหมือนเธอจะจับสิ่งที่ขุนปัถวีลงกรณ์จะสื่อออกมาได้ เธอพึมพำออกมา “พวกข้าศึกเข้ามาประชิดโดยไม่มีใครรู้ตัวเลยงั้นเหรอ?”
ขุนปัถวีลงกรณ์มองธัญญ่าอย่างพึงพอใจก่อนจะพูดออกมา “ดูเหมือนเธอจะเข้าใจสินะว่าฉันหมายถึงอะไร”
“ยังไง? ธัญญ่า” ดารินรีบหันไปมองธัญญ่าเพื่อขอคำอธิบาย
“ผู้กองเกรียงเดชชำนาญมนตร์สายตรวจจับที่สุด” ธัญญ่าพูดออกมาอย่างช้า ๆ ดารินไม่เข้าใจว่ามันผิดปกติตรงไหน
ธัญญ่าพูดต่อ “ั้แ่ที่ฉันรู้จักกับผู้กองเกรียงเดชมา เขาไม่เคยพลาดเลย ต่อให้ศัตรูมาแค่เพียงซุ่มดูลาดเลาภายในระยะตาเห็น เขาก็สามารถระบุตำแหน่งของพวกศัตรูได้อย่างแม่นยำ”
ตอนนี้ดารินเข้าใจแล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกว่ามีช่องโหว่ในเื่นี้อยู่ เธอจึงพูดออกไป “ผู้กองเกรียงเดชอาจไม่ได้เปิดใช้งานเวทมนตร์ตรวจจับอยู่ก็ได้ใน่เวลานั้น”
ธัญญ่าพยักหน้าเห็นด้วย อย่างไรเสียเธอก็ยังปักใจเชื่อไม่ได้ว่าผู้กองเกรียงเดชเป็คนทรยศจริง ๆ
“เื่นั้นก็เป็ไปได้ ฉันถึงบอกว่ายังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเขาเป็คนทรยศจริง ๆ แต่ว่า...” ขุนปัถวีลงกรณ์ดูค่อนข้างลังเลว่าจะพูดออกมาดีไหม
ดารินถามทันทีเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย “แต่อะไรคะ?”
“ฉันได้ยินมาว่า มีคนในคอยช่วยพวกเขาให้เข้ามาในป้อมได้ในคราวนี้” คำพูดของขุนปัถวีลงกรณ์ทำให้ดารินและธัญญ่านึกไปถึงคำพูดของผู้พันประสิทธิ์ หัวหน้าทหารนภาที่เคยพูดออกมาได้ จนถึงตอนนี้มันก็ยังเป็เพียงข้อมูลที่เลื่อนลอยเท่านั้น คำพูดของฝ่ายศัตรูที่กำลังถูกจับและพูดออกมาเพื่อเอาตัวรอดนั้นเชื่อได้ยาก
“ฉันจึงลองไล่ถามดูว่ามีใครเห็นผู้กองเกรียงเดชใน่แรกที่ข้าศึกมาประชิดบ้างหรือเปล่า ผลปรากฏว่าไม่มีใครสามารถบอกที่อยู่ของเขาได้เลย” ขุนปัถวีลงกรณ์ทำสีหน้าแปลก ๆ พร้อมยักไหล่ขณะพูด “ก็อย่างที่ฉันบอกไปแล้วว่าเป็มันยังเป็เพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น”
ดารินฟังอย่างเงียบ ๆ เธอเพียงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทุกอย่างดูมีช่องโหว่มากเกินไป แต่มันกลับตรงกับสิ่งที่เธอก็กำลังสงสัยเช่นกัน มันจึงดูเหมือนการพูดข้อสันนิษฐานของขุนปัถวีลงกรณ์เป็เพียงการตอกย้ำสิ่งที่เธอสงสัยให้มีน้ำหนักมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามมันก็ยังไม่ถึงกับได้รับคำตอบอย่างแท้จริง แต่มันกลับทำให้เกิดคำถามขึ้นใหม่ในหัวของดาริน ‘ทำไมทุกอย่างมันดูประจวบเหมาะเหลือเกิน?’