ทันทีที่ได้ข้อมูลที่ตั้งค่ายลับของฉีจิ้งจงจากเหยาเหยา เป้ยจิ้งหานก็ไม่รอช้า เร่งวางแผนเผด็จศึกในทันที
ยามนี้ สถานการณ์ทุกอย่างล้วนเป็นใจให้แก่ต้าเหยียน กองทัพเป่ยเหลียงที่ขาดแคลนเสบียงเริ่มระส่ำระสายและอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ฉีจิ้งจงซึ่งกบดานอยู่ในค่ายลับยังคงหารู้ไม่ว่า แหล่งซ่อนตัวของตนได้ถูกเปิดเผยแล้ว
"คืนนี้ เราจะเปิดฉากโจมตีสองทางพร้อมกัน!" เป้ยจิ้งหานลั่นวาจาสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "ซ่งติ้งหย่วน... เจ้าจงนำทัพหลักเข้าบดขยี้กองทัพเป่ยเหลียงที่กำลังอ่อนล้า ส่วนข้าจะนำกองกำลังพิเศษลอบบุกค่ายลับของฉีจิ้งจง เพื่อเด็ดหัวและจับกุมตัวหัวหน้ากบฏผู้นี้มาให้ได้!"
แผนการรบครั้งนี้ถูกวางไว้อย่างรัดกุมและแยบยล ยอดเยี่ยมด้วยกลศึกพลิกแพลงอันชาญฉลาดของเหยาเหยา ผนวกเข้ากับชั้นเชิงการรบอันเหนือชั้นของเป้ยจิ้งหานและซ่งติ้งหย่วน
——————
ค่ำคืนนั้น ภายใต้แสงจันทร์สลัวรางที่ทาบทับผืนดิน เป้ยจิ้งหานนำกองกำลังฝีมือดีเคลื่อนพลอย่างเงียบเชียบ ลอบเร้นเข้าโจมตีค่ายลับของฉีจิ้งจงโดยไม่ทันให้ตั้งตัว
เสียงคมดาบปะทะกันและเปลวเพลิงที่ลุกโชนขึ้นกลางดึก ปลุกให้ค่ายลับตกอยู่ในความโกลาหลทันที แม้ฉีจิ้งจงจะเป็นถึงอดีตยอดแม่ทัพผู้ผ่านศึกเหนือเสือใต้มาอย่างโชกโชน ทว่าการถูกจู่โจมสายฟ้าแลบในยามที่ขวัญกำลังใจทหารตกต่ำจากการพ่ายแพ้ของเป่ยเหลียง ย่อมทำให้ยากจะต้านทานแสนยานุภาพของกองทัพต้าเหยียนได้
เป้ยจิ้งหานกวัดแกว่งดาบฝ่าวงล้อมศัตรู บุกตะลุยเข้าไปจนถึงตัวฉีจิ้งจง คมดาบในมือเปล่งประกายวาบเย็นเยียบสะท้อนแสงไฟ "ฉีจิ้งจง! วาระสุดท้ายของเจ้ามาถึงแล้ว!"
ฉีจิ้งจงตวัดดาบขึ้นต้านรับ ดวงตาสองข้างแดงก่ำฉายแววคลุ้มคลั่ง "เจ้าเด็กทรยศ! ในกายเจ้ามีสายเลือดแห่งราชวงศ์เฉิงไหลเวียนอยู่แท้ๆ แต่กลับยอมศิโรราบเป็นสุนัขรับใช้ให้พวกต้าเหยียน! ข้าไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด! ตราบใดที่ลมหายใจสุดท้ายของข้ายังไม่สิ้น ข้าจะกอบกู้ราชวงศ์เฉิงกลับคืนมาให้ได้!"
"กอบกู้ราชวงศ์? ด้วยการลักพาตัวเด็กบริสุทธิ์ ก่อสงครามสร้างความทุกข์ยาก และชักศึกเข้าบ้านร่วมมือกับอริราชศัตรูเพื่อทำลายล้างบ้านเมืองตัวเองน่ะหรือ!" เป้ยจิ้งหานตะคอก ขณะตวัดดาบปะทะกับฉีจิ้งจงอย่างรุนแรง "นั่นไม่ใช่การกอบกู้ แต่เป็นการทำลายล้าง! เจ้ามันหลงมัวเมาในอุดมการณ์จนมืดบอด มองไม่เห็นเลยหรือว่าสิ่งที่เจ้าทำลงไป มีแต่จะนำพาความทุกข์เข็ญมาสู่ราษฎรตาสีตาสา!"
เคร้ง! เคร้ง!
เสียงคมโลหะปะทะกันดังสนั่นลั่นป่า ทั้งสองเข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด ฉีจิ้งจงแม้จะโรยราไปตามวัย ทว่าฝีมือดาบยังคงเฉียบคมและดุดัน ทว่าเป้ยจิ้งหานในวัยหนุ่มฉกรรจ์ผู้ผ่านสมรภูมิรบนับร้อยครั้ง มีทั้งพละกำลังและความว่องไวที่เหนือกว่าหลายขุม
ท้ายที่สุด หลังจากขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด เป้ยจิ้งหานก็สบโอกาสตวัดดาบกระแทกอาวุธในมือของฉีจิ้งจงจนปลิวหลุดลอยไป ก่อนจะวาดคมดาบเย็นเยียบจ่อเข้าที่ลำคอของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
"ยอมจำนนเสียเถอะ ฉีจิ้งจง" เป้ยจิ้งหานเอ่ยเสียงเรียบ "การกบฏของเจ้าสิ้นสุดลงแล้ว กองทัพเป่ยเหลียงพ่ายแพ้ พรรคพวกของเจ้าถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ยามนี้เจ้าไม่เหลือสิ่งใดอีกแล้ว"
ฉีจิ้งจงแค่นหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นและแหบพร่า "ฮ่าๆ... ข้าอุทิศทั้งชีวิตเพื่อราชวงศ์เฉิง เฝ้ารอวันกอบกู้มานานกว่าสามสิบปี... แต่สุดท้ายกลับต้องมาล้มเหลวเพราะทายาทสายเลือดเฉิงเองไม่ยอมร่วมมือ!"
เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเป้ยจิ้งหาน ดวงตาที่เคยดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังระคนยอมรับในโชคชะตา "บางที... ข้าอาจจะหลงผิดมาตลอดชีวิต ยึดติดกับราชวงศ์ที่ล่มสลายไปแล้ว จนลืมไปว่าสิ่งที่ราษฎรต้องการแท้จริงคือความสงบร่มเย็น ไม่ใช่สงครามเข่นฆ่าเพื่ออุดมการณ์อันว่างเปล่าของคนแก่ใกล้ตายคนหนึ่ง..."
น้ำเสียงสุดท้ายของฉีจิ้งจงเจือกระแสสำนึกผิดอย่างลึกซึ้ง ก่อนที่เขาจะยอมลดมือลงอย่างผู้ยอมจำนน
เป้ยจิ้งหานทอดสายตามองชายชราผู้อุทิศชั่วชีวิตเพื่อภาพลวงตาของราชวงศ์ที่ล่มสลายไปนานแล้ว ในใจพลันบังเกิดความเวทนา "เจ้ามีความภักดีต่อราชวงศ์เฉิงก็จริง แต่เจ้ากลับลืมเลือนสัจธรรมไปข้อหนึ่ง... ราชวงศ์มีไว้เพื่อเกื้อหนุนราษฎร หาใช่ราษฎรมีไว้เพื่อสังเวยให้ราชวงศ์ไม่ การกอบกู้ที่ต้องแลกมาด้วยคราบน้ำตาและหยาดเลือดของประชาชน ย่อมไม่ใช่สิ่งที่บรรพชนสกุลเฉิงปรารถนาอย่างแน่นอน"
ฉีจิ้งจงนิ่งเงียบไป ดวงตาที่เคยคลุ้มคลั่งบัดนี้กลับว่างเปล่าและหม่นแสงลงด้วยความสำนึกผิดที่สายเกินกาล เขาปล่อยให้ดาบในมือร่วงหล่นสู่พื้นดิน ยอมให้ทหารองครักษ์เข้ามาคุมตัวไปแต่โดยดีโดยไม่มีท่าทีขัดขืนอีกเลย
——————
ในขณะเดียวกัน ณ แนวรบหลัก ซ่งติ้งหย่วนก็นำทัพใหญ่เข้าโจมตีกองทัพเป่ยเหลียงที่กำลังระส่ำระสายจากการขาดแคลนเสบียงและขวัญทหารที่ตกต่ำลงถึงขีดสุด บดขยี้ศัตรู ไล่ต้อนจนต้องล่าถอยออกไปพ้นเขตชายแดนได้สำเร็จ
สงครามระหว่างต้าเหยียนและแคว้นเป่ยเหลียงปิดฉากลงด้วยชัยชนะอันงดงามของต้าเหยียน ชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้นจากกลศึกอันแยบยลและเฉียบคมของเหยาเหยา ผนวกกับฝีมือการรบอันห้าวหาญของเป้ยจิ้งหานและซ่งติ้งหย่วน ตลอดจนความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่าย
แคว้นเป่ยเหลียงที่ต้องสูญเสียกำลังพลไปมหาศาลและต้องอับอายขายหน้าจากการพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้ จำต้องถอยร่นกลับแคว้นของตนอย่างหมดรูป พร้อมทั้งส่งคณะทูตมาเจรจาสงบศึก และให้สัตย์สาบานว่าจะไม่รุกรานชายแดนต้าเหยียนอีกสืบไป ชายแดนเหนือพลันกลับคืนสู่ความสงบสุขร่มเย็นอีกครั้ง ส่งผลให้ราชสำนักต้าเหยียนภายใต้การปกครองของฮ่องเต้องค์ใหม่ยิ่งทวีความมั่นคงและเป็นที่เกรงขามของแว่นแคว้นโดยรอบอย่างแท้จริง
เมื่อข่าวชัยชนะส่งมาถึงจวนอ๋องในเมืองเซิ่งจิง เหยาเหยาก็ตื้นตันใจจนหยาดน้ำตาเอ่อคลอเบ้า
'พวกเราชนะแล้ว! พี่หานจับตัวฉีจิ้งจงได้สำเร็จ! กองทัพเป่ยเหลียงพ่ายแพ้แล้ว!' นางคิดในใจด้วยความโล่งอก 'ในที่สุด ภัยคุกคามที่คอยจ้องเล่นงานอันอันก็จบสิ้นลงเสียที... ลูกรักของแม่ปลอดภัยอย่างแท้จริงแล้ว'
[ติ๊ง——!]
[ยินดีด้วย! โฮสต์ประสบความสำเร็จในการปกป้องบุตรและแผ่นดินให้พ้นภัย ทั้งยังวางกลศึกสยบศัตรูได้อย่างยอดเยี่ยม มอบแต้มบุญพิเศษ 200 แต้ม แต้มบุญสะสมปัจจุบัน: 607 แต้ม]
'ได้แต้มบุญเยอะขนาดนี้เลย!' ดวงตาของเหยาเหยาทอประกายแห่งความยินดี
แม้การปกป้องลูกและแผ่นดินเกิดได้ผลบุญมหาศาล แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่สำคัญยิ่งกว่าแต้มบุญ คือการที่ทุกคนในครอบครัวยังปลอดภัย
——————
ค่ำคืนนั้น เหยาเหยานอนโอบกอดเป้ยเฉินอันไว้ในอ้อมอก ขณะเฝ้ารอคอยการกลับมาของเป้ยจิ้งหานด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
'พี่หานกำลังจะกลับมาหาพวกเราแล้ว' นางคิดพลางระบายยิ้มอ่อนโยน 'ศึกสงครามยุติลงแล้ว ฉีจิ้งจงถูกจับกุม เป่ยเหลียงพ่ายแพ้ราบคาบ อันอันปลอดภัย... ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังกลับคืนสู่ความสงบสุขเสียที'
'ครั้งนี้ ข้าไม่ได้เป็นเพียงฝ่ายที่คอยรับการปกป้องอีกต่อไป แต่เป็นคนวางกลยุทธ์ช่วยให้กองทัพกำชัยชนะได้ด้วยตัวเอง' นางคิดด้วยความภาคภูมิใจในตัวเองลึกๆ 'จากวิญญาณดวงน้อยที่เคยคิดว่าตัวเองไร้กำลังทำอะไรไม่ได้ ยามนี้ได้เติบโตขึ้นเป็นกุนซือเงาผู้พลิกผันสถานการณ์รบ และเป็นมารดาผู้ปกป้องลูกน้อย... ข้าเติบโตขึ้นมากจริงๆ'
ในขณะนั้น เป้ยเฉินอันที่กำลังหลับปุ๋ยพลันขยับยิ้มน้อยๆ ในความฝัน “ท่านพ่อกลับมาแล้ว...”
ได้ยินเสียงละเมอของลูกน้อยดังขึ้นในหูของเหยาเหยาเช่นกัน
เหยาเหยายิ้มทั้งน้ำตาพลางก้มลงหอมแก้มยุ้ยของลูกรักเบาๆ "ใช่แล้วจ้ะลูกรัก ท่านพ่อกำลังจะกลับมาหาพวกเราแล้ว เรารอเขาไปด้วยกันนะจ๊ะ"