ลมจากชายแดนเหนือพัดสวนหน้าสองเด็กหนุ่มมาแต่ไกล หอบเอากลิ่นเถ้าถ่าน เื และบางสิ่งที่เย็นเยียบกว่าทั้งสองอย่างรวมกัน—กลิ่นของพลังปนเปื้อนที่หลิงเฟิงจดจำได้ั้แ่ป่าหินเหนือ ทว่าคราวนี้มันไม่ได้มาเป็ไอหมอกบางๆ หากแผ่คลุมทั้งขอบฟ้าราวม่านดำที่ถูกฉีกออกแล้วเย็บกลับด้วยด้ายแห่งหายนะ เมื่อม้าพาพวกเขาขึ้นถึงสันเขาสุดท้าย ภาพเบื้องล่างทำให้แม้แต่อาเดรียลผู้เยือกเย็นยังกระชับบังเหียนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ที่ราบกว้างใต้เงาเทือกเขาเหนือกลายเป็ทะเลแห่งา กองเพลิงจากเมืองด่านหน้าที่ล่มสลายยังคุกรุ่นเป็จุดแดงเรื่อกระจายสุดสายตา รอยแยกบนฟ้าไม่ใช่รอยเดียวอีกต่อไป หากปริเป็ริ้วยาวพาดท้องฟ้าราวแผลเป็ที่ไม่มีวันสมาน พ่นไอเทาขุ่นและเงาดำที่เคลื่อนไหวลงสู่พื้นไม่ขาดสาย ใต้แผลฟ้านั้นเอง ค่ายทหารใหญ่ที่สุดเท่าที่หลิงเฟิงเคยเห็นทอดตัวยาวเป็แนวกำแพงไม้และศิลาเนรมิต ปักหลักขวางทางทัพอสูรไว้ด้วยชีวิตของคนนับหมื่น
สิ่งที่ทำให้หลิงเฟิงกลั้นหายใจไม่ใช่ขนาดของค่าย แต่เป็ ‘ธง’ สองผืนที่ปักเคียงกันบนเสาเดียว เบื้องบนคือธงนกกระเรียนคู่แห่งสำนักเทียนเหอ สีครามเข้มตัดทอง—สัญลักษณ์วิถีดาบแห่งบูรพาที่เขาได้ยินมาั้แ่เด็ก เบื้องล่างถัดลงมาคือธงหอคอยเวทแห่งอาณาจักรแวร์นาธ สีเงินวาวบนพื้นม่วงเข้ม สองธงที่ไม่เคยปรากฏร่วมเสาเดียวกันมาตลอดร้อยปีนับแต่ ‘การปะทะ’ บัดนี้สะบัดพลิ้วเคียงกันใต้ลมเดียว ราวกับโลกทั้งใบกำลังกลั้นใจรอดูว่ามันจะอยู่ร่วมกันได้นานเพียงไร
“ในที่สุดพวกเ้าก็มา” เสียงคุ้นหูดังขึ้นที่ประตูค่าย เซินหรูยืนรอด้วยร่างที่ผอมลงกว่าเดิม แผลจากคืนหักหลังที่สถาบันยังพันผ้าอยู่ใต้เกราะ แต่ดวงตาคู่นั้นยังคมกริบเหมือนวันแรกที่พบกัน เขาก้าวเข้ามากระชับไหล่หลิงเฟิงแน่น “ข้ากันที่แนวหน้าไว้ให้พวกเ้าแล้ว และสารภาพตามตรง—ข้าไม่เคยดีใจที่ได้เห็นใครมากเท่านี้มาก่อน เพราะถ้าพวกเ้ามาช้าอีกวัน อาจไม่เหลือแนวหน้าให้ยืนแล้ว”
ระหว่างพาสองคนผ่านลานค่ายที่คลาคล่ำด้วยทหาราเ็ เซินหรูเล่าสถานการณ์ด้วยน้ำเสียงต่ำ รอยแยกชายแดนเหนือไม่ได้เปิดเองตามธรรมชาติ มันถูก ‘ถ่างออก’ จากภายในเหมือนรอยแยกหมายเลขเก้า แต่ใหญ่กว่าหลายร้อยเท่า สามเมืองด่านหน้าล่มในคืนเดียวไม่ใช่เพราะจำนวนอสูร หากเพราะ ‘สิ่งที่นำทัพมัน’ เซินหรูหยุดฝีเท้า หันมาสบตาหลิงเฟิงอย่างจริงจัง “อสูรปนเปื้อนที่เราเคยเจอ มันไร้สติ บ้าคลั่ง แต่กองทัพที่ชายแดนเหนือ...มันเดินเป็แถว ตั้งแนว ล่าถอยเมื่อเสียเปรียบ และโอบล้อมเมื่อได้ที”
“มันมีแม่ทัพ” หลิงเฟิงเอ่ยเบาๆ รู้สึกถึงความหนาวที่ไต่ขึ้นสันหลัง เซินหรูพยักหน้า “และไม่ใช่แม่ทัพธรรมดา” เขาพาทั้งสองเข้าสู่กระโจมบัญชาการกลางค่าย ที่ซึ่งสองขั้วอำนาจของสองพิภพยืนคนละฟากโต๊ะแผนที่ ราวกับเส้นกึ่งกลางโต๊ะนั้นคือม่าน์ย่อส่วนที่กั้นพวกเขาไว้
ฝ่ายบูรพาคือ ‘ท่านาุโเทียนเหอ’ ชายชราร่างสูงในชุดนักพรตสีคราม ดาบไร้ฝักพาดหลัง ดวงตาเหมือนน้ำลึกที่มองทะลุถึงก้นบึ้ง—คนเดียวกับที่เคยปรากฏในคืนที่หลิงเฟิงตื่นพลังครั้งแรกเมื่อหลายเดือนก่อน ส่วนฝ่ายประจิมคือ ‘เซอร์เคเลบ’ อัศวินเวทร่างกำยำในเกราะเงินสลักอักขระมานา ใบหน้าเข้มที่มีรอยแผลพาดแก้ม เขาคือผู้ที่เคยยื่นมือหมายตัวหลิงเฟิงในคืนเดียวกันนั้น บัดนี้ทั้งสองหันมามองเด็กหนุ่มที่พวกเขาเคยไล่ล่า ด้วยสายตาที่ปนเปกันระหว่างความหวังและความหวาดระแวง
“เด็กสองสาย” ท่านาุโเทียนเหอเอ่ยก่อน น้ำเสียงราบเรียบจนอ่านอารมณ์ไม่ออก “เ้าโตขึ้นกว่าคืนนั้นมาก ข้าััได้ถึงแก่นในกายเ้า มันนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด...และน่ากลัว” เซอร์เคเลบขมวดคิ้ว เสริมด้วยน้ำเสียงห้วน “พูดตรงๆ เถิด เราเรียกเ้ามาเพราะจำเป็ ไม่ใช่เพราะไว้ใจ พลังในกายเ้าคือกุญแจที่เซวียนตูตามล่า ทุกครั้งที่เ้าปลดปล่อยมันเต็มที่ ม่านยิ่งบาง—บางคนในค่ายนี้จึงเห็นว่าเ้าคือ ‘อาวุธ’ และบางคนเห็นว่าเ้าคือ ‘ะเิ’ ที่ศัตรูจุดชนวนไว้กลางใจเรา”
หลิงเฟิงไม่ได้หลบสายตา เขาก้าวเข้าหาโต๊ะแผนที่ “ท่านพูดถูกทั้งสองอย่าง” เสียงเขาเรียบแต่หนักแน่นจนทั้งกระโจมเงียบลง “พลังของข้าทำให้ม่านบางได้จริง ข้าจึงจะไม่ปลดปล่อยมันเต็มที่แม้แต่ครั้งเดียว แต่ข้าฝึกมาเพื่อสู้โดยไม่ต้องพึ่งมัน ถ้าท่านกลัวว่าข้าจะเป็ชนวน—ก็จงมองข้ารบ แล้วตัดสินด้วยตาตนเอง ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อให้ใครไว้ใจ ข้ามาเพื่อยืนระหว่างอสูรกับคนที่ยังหายใจ”
อาเดรียลที่ยืนเงียบมาตลอดก้าวมาเคียงข้างเขา เซอร์เคเลบเหลือบมองเ้าชายแห่งแวร์นาธด้วยสายตาแปลกประหลาด “ฝ่าาเ้าชายลำดับสาม...ดูเหมือนท่านจะลืมไปว่าตนเป็คนของพิภพไหน” อาเดรียลสบตาอัศวินเวทอย่างไม่สะทกสะท้าน “ข้าไม่ได้ลืม ข้าเพียงเลือกแล้วว่าจะยืนตรงไหน และถ้าการยืนข้างคนที่สู้เพื่อสองพิภพทำให้ข้าเป็คนทรยศในสายตาท่าน ข้าก็ยินดีเป็คนทรยศเช่นนั้น” คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในกระโจมตึงเครียดราวสายธนูที่ถูกง้างจนสุด
ความตึงเครียดยังไม่ทันคลาย เสียงะโโหวกเหวกก็ดังมาจากลานค่าย ทหารบูรพานายหนึ่งชักดาบเข้าจ่อคออัศวินประจิม กล่าวหาว่าฝ่ายเวทกักตุนยารักษาไว้ให้พวกตนก่อน ขณะที่ทหาราเ็ฝ่ายบูรพานอนรอความตาย วงล้อมก่อตัวขึ้นทันที สองสีเกราะแยกฝ่ายชัดเจน มือทุกคู่เอื้อมสู่อาวุธ—ในชั่วขณะนั้นหลิงเฟิงเห็นภาพอนาคตที่ชัดเจน หากแนวรับนี้แตกร้าวจากภายใน เซวียนตูก็ไม่ต้องเปลืองแรงฉีกม่านเลยแม้แต่น้อย พวกเขาจะทำลายกันเองให้มันดู
เขาไม่ทันคิด เพียงเคลื่อนเข้าไปกลางวงล้อม ปล่อยชี่ทองและมานาครามให้โคจรเคียงกันในกายอย่างแ่เบาที่สุด แสงนวลสองสีเรืองขึ้นรอบตัวเขาราวรุ่งอรุณที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใด “ดูสิ” เขาเอ่ยกับทุกคนที่หันมามอง “ชี่กับมานา สิ่งที่พวกท่านเชื่อว่าอยู่ร่วมกันไม่ได้ มันโคจรเคียงกันในกายข้าทุกลมหายใจ ถ้าสองสายที่เคยะเิใส่กันยังเรียนรู้จะเต้นรำเคียงกันได้ คนสองพิภพที่มีหัวใจเหมือนกันจะทำไม่ได้เชียวหรือ” เสียงนั้นไม่ได้ดัง แต่มันแทรกเข้าไปในความเงียบจนดาบที่ชักออกค่อยๆ ถูกสอดกลับฝัก
ท่านาุโเทียนเหอเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดจากปากกระโจม แล้วเอ่ยกับเซอร์เคเลบเบาๆ “ร้อยปีที่เราหาเหตุผลให้เกลียดกัน เด็กคนนี้ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งยามทำให้คนของเราเก็บดาบ” อัศวินเวทเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้าๆ “งั้นก็ให้มันพิสูจน์ตัวที่แนวหน้า ถ้ามันรอดคืนนี้ ข้าจะฟังมัน”
คืนนั้นเองทัพอสูรเปิดฉากจู่โจม เสียงเขาสัตว์และกรงเล็บนับไม่ถ้วนดังกระหึ่มมาพร้อมไอหมอกเทาที่คืบคลานข้ามที่ราบ หลิงเฟิงกับอาเดรียลยืนอยู่แนวหน้าสุดเคียงเซินหรู เมื่ออสูรระลอกแรกพุ่งชน สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทหารรอบข้างต้องชะงัก—สองเด็กหนุ่มเคลื่อนไหวราวเป็กายเดียวที่มีสองร่าง ดาบชี่ทองของหลิงเฟิงเปิดแผลอสูร มานาครามของอาเดรียลถล่มซ้ำในเสี้ยววินาทีเดียวกันโดยไม่ต้องส่งสัญญาณ เพราะหลังคืนหลอมแก่นกลางใจ ลมหายใจของทั้งสองหลอมเป็หนึ่ง เขารับรู้ตำแหน่งของอีกฝ่ายได้แม้ในความมืดและความโกลาหล ราวเครื่องดนตรีสองชิ้นที่ตั้งเสียงตรงกันจนสั่นพ้องไปด้วยกัน
แต่ละครั้งที่ดาบกับเวทผสานกัน อสูรปนเปื้อนตัวแล้วตัวเล่าแตกสลายเป็ผงเทา หลิงเฟิงไม่ได้แตะแก่นกลางใจให้ปล่อยแสงดาวแม้เพียงเสี้ยว เขาใช้เพียงพลังที่ดึงผ่านการหลอมสองสาย—มหาศาลพอจะกวาดอสูรเป็วงกว้าง แต่ไม่เคยล้นจนแสงดาวปะทุ ทหารบูรพาและประจิมที่ยืนข้างหลังเห็นเด็กสองสายเปิดทางกลางทะเลอสูรด้วยพลังที่เป็ทั้งดาบและเวท ค่อยๆ เลิกมองหน้ากันด้วยความระแวง แล้วหันมายืนประชิดหลังเขาแทน—สองสีเกราะที่ปะปนกันเป็แนวเดียวเป็ครั้งแรก
แล้ว่เวลาที่หลิงเฟิงกลัวที่สุดก็มาถึง รอยแยกเบื้องหน้าค่ายขยายตัวฉับพลัน อสูรขนาดเท่าูเาย่อมๆ คืบออกมาครึ่งตัว แรงดูดของมันฉุดทั้งแนวรับให้เอนไปข้างหน้า ทหารหลายสิบนายถูกลากเข้าหาปากรอยแยก เสียงในใจหลิงเฟิงกระซิบว่ามีทางเดียวที่จะปิดมันทันที—ปล่อยแสงดาวเต็มดวง แสงเดียวก็พอจะผนึกรอยแยกนี้และช่วยทุกชีวิตไว้ มือเขาสั่น แก่นกลางใจร้อนผ่าวพร้อมจะตื่น
แต่ในวินาทีนั้น มืออุ่นๆ ก็ทาบลงบนหลังมือเขา อาเดรียลไม่ได้พูดอะไร เพียงส่งลมหายใจที่หลอมเป็หนึ่งเดียวกันนั้นกลับมา ดึงสติหลิงเฟิงให้กลับสู่จังหวะที่สงบ—เตือนโดยไม่ต้องเอ่ยว่านี่คือสิ่งที่เซวียนตู้าพอดี หลิงเฟิงกัดฟัน สูดลมหายใจกล่อมแก่นเข้าลึก แล้วเลือกทางที่สาม เขาไม่ปิดรอยแยก แต่หลอมสองสายให้พุ่งเป็ลำเดียวอัดเข้าที่ ‘ตา’ ของอสูรูเา—ไม่ใช่เพื่อฆ่ามัน แต่เพื่อผลักมันกลับเข้ารอยแยก ใช้ร่างมหึมาของมันเองอุดปากรอยไว้ชั่วคราว แนวรับทรงตัวกลับมาได้ แลกกับเืที่ไหลจากปากหลิงเฟิงและเข่าที่แทบทรุด
เมื่อระลอกจู่โจมแรกสงบลงก่อนรุ่งสาง ค่ายทั้งค่ายเงียบงันด้วยความอ่อนล้า แต่เป็ความเงียบที่ต่างไปจากเดิม ทหารบูรพานายที่เคยชักดาบใส่ฝ่ายประจิมเดินมาวางถุงยาตรงหน้าอัศวินเวทที่าเ็โดยไม่พูดอะไร เซอร์เคเลบเดินมาหยุดตรงหน้าหลิงเฟิงที่นั่งพักพิงอาเดรียล มองเด็กหนุ่มอยู่นาน ก่อนถอดเครื่องหมายแม่ทัพชิ้นเล็กจากอกเสื้อ วางลงในมือเขา “ข้าบอกว่าถ้าเ้ารอดคืนนี้ ข้าจะฟังเ้า” เขาเอ่ย “ฟังแล้ว แนวหน้าเป็ของเ้าได้ ถ้าเ้า้า”
ดึกสงัดหลังศึก หลิงเฟิงกับอาเดรียลหลบมานั่งบนเนินหลังค่าย ใต้ฟ้าที่ยังเรืองสองสีอย่างป่วยไข้ ทั้งคู่ไม่พูดถึงาสักคำ อาเดรียลเพียงเอ่ยเบาๆ ว่าเขากลัว—ไม่ใช่กลัวตาย แต่กลัววันที่หลิงเฟิงจะต้องเลือกระหว่างโลกกับตัวเขา และกลัวว่าตนจะกลายเป็จุดอ่อนที่ศัตรูใช้บีบ หลิงเฟิงหันมาจับมือเขาแน่น “ถ้าวันนั้นมาถึง เราจะหาทางที่สามด้วยกัน เหมือนที่เราทำมาตลอด ข้าไม่เคยชนะอะไรด้วยตัวคนเดียวเลยสักครั้ง” เขาวางหน้าผากพิงไหล่อาเดรียลครู่หนึ่ง ปล่อยให้ลมหายใจสองดวงเต้นพ้องกันในความมืด ก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง
แต่ความสงบนั้นสั้นนัก ก่อนฟ้าสาง เซินหรูวิ่งมาปลุกทั้งสองด้วยใบหน้าซีดเผือด เขาถือสารที่เพิ่งได้รับจาก ‘อาจารย์ลึกลับ’ ของตน—คนที่ส่งเขามาสถาบันแต่ไม่เคยเปิดเผยชื่อ สารนั้นมีเพียงประโยคเดียว “ขุนพลที่นำทัพมาคราวนี้ ไม่ใช่หมากที่ใช้แล้วทิ้งเหมือนคนก่อนๆ จงระวัง—เพราะมันรู้จักเซวียนตูดียิ่งกว่าที่เซวียนตูอยากให้ใครรู้” หลิงเฟิงรู้สึกขนลุก ปริศนาเื่อาจารย์ของเซินหรูยิ่งลึกขึ้น ผู้นี้รู้ความเคลื่อนไหวของศัตรูก่อนใคร—เป็มิตรแท้ หรือเป็ผู้เล่นอีกฝ่ายที่มองทุกคนเป็หมาก
เสียงแตรศึกของฝ่ายอสูรดังกระหึ่มขึ้นพร้อมแสงแรกของวัน คราวนี้ไม่ใช่ฝูงอสูรไร้ระเบียบ แต่เป็แถวทัพที่จัดเรียงเป็ระเบียบน่าขนลุก และที่ใจกลางทัพนั้นเอง ร่างหนึ่งเคลื่อนออกมาบนหลังอสูรสี่ขาตัวมหึมา ร่างของชายในเกราะดำสนิทที่ดูดกลืนแม้แสงอาทิตย์ ใบหน้าซีดเทาราวหินอ่อนเก่าแก่ ในมือถือทวนยาวที่ปลายเรืองพลังสองสีขัดเกลา—ชี่และมานาที่หลอมรวมกันได้อย่างที่ไม่ควรเป็ไปได้สำหรับมนุษย์
“นั่น...” เซินหรูเอ่ยเสียงสั่น “คือ ‘กังหลง’ ขุนพลมือขวาของเซวียนตู” ท่านาุโเทียนเหอที่ก้าวมายืนข้างพวกเขากำดาบแน่นจนข้อนิ้วขาว ดวงตาน้ำลึกของเฒ่าสั่นไหวเป็ครั้งแรก “ข้ารู้จักชื่อนั้น...เมื่อร้อยปีก่อน กังหลงคือขุนพลดาบผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของบูรพา ผู้ที่ควรตายในศึกการปะทะ แต่ไม่มีใครพบศพเขา” เฒ่าหายใจแรง “เซวียนตูไม่ได้แค่เปลี่ยนเขาเป็พวกเดียวกัน มันหลอมเขาขึ้นใหม่ด้วยมือตัวเอง เหมือนที่มันหลอมกายะของมันเอง—กังหลงคือสิ่งเดียวที่ใกล้เคียง ‘ลูกน้องแท้จริง’ ที่สุดที่ผู้ตัดม่านเคยมี”
คำพูดนั้นทำให้หลิงเฟิงเข้าใจในบัดดล ว่าเหตุใดทัพนี้จึงต่างจากทุกครั้ง เฟิ่งเป็เพียงเปลือกกลวง เซียวเยี่ยนเป็มนุษย์ที่เลือกตามด้วยใจแล้วถูกทิ้ง แต่กังหลงอยู่เคียงเซวียนตูมาเป็ร้อยปี—เขาไม่ใช่หมาก เขาคือดาบที่ผู้ตัดม่านลับคมด้วยตนเอง และหากเขาอยู่กับเซวียนตูมานานขนาดนั้น เขาย่อมรู้ความลับที่แม้แต่ป๋ายเหอยังกั๊กไว้ รู้ว่าเหตุใดชื่อเซวียนหลิงกับเซวียนตูจึงคล้ายกัน รู้ว่าอะไรกันแน่ที่ผูกผู้สร้างม่านกับผู้ตัดม่านเข้าด้วยกัน
กังหลงหยุดอสูรของตนห่างจากแนวรับเพียงหนึ่ง่สนามธนู เขาไม่ได้สั่งโจมตี เพียงเงยหน้าขึ้นกวาดสายตาข้ามแนวทหารสองสีเกราะ จนหยุดนิ่งที่หลิงเฟิง ดวงตาสีเทาขุ่นนั้นไม่มีความบ้าคลั่งแบบคาลวิน ไม่มีอุดมการณ์แบบเซียวเยี่ยน มีเพียงความเ็าของนักรบผู้คำนวณ และบางสิ่งที่หลิงเฟิงไม่คาดคิด—ความเศร้าที่ลึกจนแทบมองไม่เห็น
“เด็กแสงดาว” เสียงกังหลงดังก้องข้ามสนามรบ ทุ้มต่ำราวระฆังที่ร้าว “ข้าเฝ้าดูเ้ามาั้แ่เ้าตื่นพลังที่เมืองชายม่าน เ้าเดินทางได้ไกลกว่าที่ข้าคาด...และไกลกว่าที่นายของข้าคาดด้วยซ้ำ” เขาหยุด ปลายทวนสองสีลดต่ำลงเล็กน้อย “ข้าจะไม่โกหกเ้าเหมือนที่คนอื่นทำ ข้าไม่ได้มาเพื่อจับเ้า ข้ามาเพื่อ ‘วัด’ เ้า—วัดว่าเ้าคู่ควรกับสิ่งที่เ้าถืออยู่ในกายหรือไม่ เพราะข้าเคยเห็นผู้ถือแก่นคนก่อนเดินสู่ความมืด และข้า...คือคนที่อยู่ที่นั่นในวันนั้น”
ประโยคสุดท้ายทำให้ทั้งหลิงเฟิงและท่านาุโเทียนเหอสะดุ้ง ‘อยู่ที่นั่นในวันนั้น’—วันที่เซวียนตูเลือกฉีกม่าน วันที่ผู้ถือแก่นคนก่อนกลายเป็ปีศาจะ กังหลงเห็นมันกับตา และบางที...อาจรู้ว่าอะไรผลักเซวียนตูข้ามเส้นนั้นไป หลิงเฟิงรู้ทันทีว่าศึกที่กำลังจะมาถึงไม่ใช่แค่ศึกของดาบกับทวน แต่เป็ประตูสู่ความจริงที่ทุกคนปกปิดเขามาตลอด
“ถ้าอยากวัดข้า” หลิงเฟิงก้าวออกหน้าแนวรับ ชี่ทองและมานาครามเรืองขึ้นรอบดาบของเขาอย่างสงบนิ่ง อาเดรียลก้าวตามมาเคียงข้างทันที พลังครามของเ้าชายเวทพวยพุ่งประสานกับเขาเป็เกลียวเดียว “ก็มาวัดด้วยตัวเ้าเอง แต่ข้าเตือนไว้ก่อน—ข้าไม่ได้ยืนที่นี่คนเดียว และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ข้าต่างจากผู้ถือแก่นคนที่เ้าเคยเห็น”
กังหลงมองสองเด็กหนุ่มที่ยืนเคียงกันอยู่นาน ดวงตาเทาขุ่นนั้นกระตุกวูบ ราวเห็นภาพบางอย่างจากอดีตซ้อนทับ ก่อนเขาจะยกทวนสองสีขึ้นช้าๆ “เคียงข้างกัน...” เขาพึมพำเบาจนแทบไม่มีใครได้ยิน “ผู้ถือแก่น กับ ผู้ประคอง...คราวนี้ฟ้าให้เ้ามาครบคู่สินะ” แล้วเสียงของเขาก็เย็นเยียบกลับมา “งั้นข้าก็ยิ่งต้องวัดให้แน่ ว่าการมีคนเคียงข้างจะช่วยเ้าได้จริง หรือเพียงทำให้เ้ามีสิ่งให้สูญเสียมากขึ้นกว่าเดิม”
คำขู่นั้นทำให้หัวใจหลิงเฟิงหนาวเยียบ เพราะมันแตะตรงความกลัวที่อาเดรียลเพิ่งสารภาพเมื่อคืน และเพราะมันฟังดูไม่เหมือนคำขู่ของศัตรู หากเหมือนคำเตือนของคนที่เคยเห็นบางสิ่งสูญสลายไปต่อหน้าต่อตา ทวนสองสีของกังหลงเรืองสว่างขึ้น ทัพอสูรเื้ัเขาส่งเสียงคำรามพร้อมกันราวคลื่นั์ที่กำลังจะถาโถม
ท่านาุโเทียนเหอชักดาบไร้ฝักออกจากหลัง เซอร์เคเลบยกค้อนเวทขึ้นเหนือศีรษะจนอักขระมานาเรืองทั้งสนาม สองขั้วอำนาจที่ไม่เคยรบเคียงกันมาร้อยปี บัดนี้ขยับเข้ายืนเป็แนวเดียว ด้านหลังพวกเขา ทหารสองสีเกราะยกอาวุธขึ้นพร้อมกัน เสียงเดียวที่ดังขึ้นไม่ใช่เสียงบูรพาหรือประจิม แต่เป็เสียงของคนที่เลือกจะยืนเคียงกันในวันที่โลกกำลังแตกร้าว
หลิงเฟิงสูดลมหายใจที่หลอมเป็หนึ่งกับอาเดรียลเข้าลึก รู้สึกถึงแก่นกลางใจที่นิ่งสงบและมหาศาล รู้สึกถึงมือที่อยู่เคียงข้าง และรู้สึกถึงเดิมพันทั้งหมดที่ทอดอยู่เื้ัแนวรับนี้—ป้าซู เสี่ยวถาว เซินหรู คนนับหมื่นที่ยังหายใจ และสองพิภพที่กำลังจะรู้คำตอบว่ามันจะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ “ไม่ว่าเ้าจะวัดอะไรในตัวข้า” เขาเอ่ยกับกังหลงเป็ครั้งสุดท้าย ดาบสองสีจรดขึ้นฟ้า “ข้าจะให้เ้าเห็นสิ่งที่ผู้ถือแก่นคนก่อนไม่เคยมี”
แล้วแตรศึกก็ดังขึ้นพร้อมกันทั้งสองฝ่าย ทัพอสูรของกังหลงถาโถมเข้าใส่แนวรับแห่งสองพิภพดั่งคลื่นเทาที่กลืนกินทุกสิ่ง ารอยแยกที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และที่ปลายสนามรบนั้น เหนือม่านสองสีที่บางลงทุกขณะ เงาทะมึนของผู้ตัดม่านเฝ้ามองอยู่เงียบงัน รอคอยที่จะเห็นว่าเด็กแสงดาวจะรักษาทุกสิ่งที่เขารักไว้ได้ หรือจะสูญเสียมันไปทีละอย่าง—ดั่งที่ตัวมันเองเคยสูญเสียมาเมื่อพันปีก่อน