มองหญิงสาวทั้งสองเดินจากไปมอนเต้เดินเข้ามาหาเบดัล
“นายอยู่ด้วยตอนที่ท่านมาเรียจัดการเ้าหมีเขาเขี้ยวใช่ไหม?นายดูออกรึเปล่าว่าเธออยู่ระดับไหน?”
เบดัลยังไม่ตอบทันทีแต่นั่งลงพิงต้นไม้ใกล้ ๆ ซึ่งมอนเต้ก็นั่งลงด้านหน้าเขา ดูเหมือนทั้งคู่จะสนิทกันไม่น้อย
“เ้าหมีเขาเขี้ยวนั่นเป็สัตว์ร้ายระดับหมู่บ้านน่าจะมีพลังหลัก ๆ คือการล่องหนเพราะฉันไม่เห็นมันเลยกระทั่งมันเริ่มโจมตีคนของหน่วยสี่ที่ชื่อยาร์ดถึงยังไงฉันก็เป็ผู้มีรอยประทับระดับเดียวกับมัน เมื่อมันปรากฏตัวก็ใช้ดาบฟันมันทันที”
เบดัลยกดาบขึ้นมาบริเวณใบดาบ่กลางมีรอยบิ่น 2 รอย ลึกครึ่งเิเ
“มันก็ไวพอกันใช้เขารับดาบแทนแล้วก็พุ่งเข้าไปในป่า ฉันคิดว่ามันคงจะไม่กลับมาอีกที่ไหนได้พอเริ่มเดินเท่านั้นแหละมันก็พุ่งเข้าใส่เ้าคนชื่อยาร์ดนั่นที่อยู่ไกลจากคนอื่นอีกรอบฉันอยู่ไกลเกิน จะช่วยก็ไม่ทัน คนอื่น ๆ ก็ยังไม่รู้ตัว ตอนนั้นแหละ จู่ ๆก็มีลมหมุนเกิดขึ้นในบริเวณที่เ้าหมีนั่นอยู่ ลมหมุนพามันลอยขึ้นกลางอากาศเฉือนเป็ท่อน ๆ กระทั่งเขาของมันที่ทำดาบฉันบิ่นก็ยังถูกลมนั่นหั่นเป็สิบส่วน”
เบดัลเก็บดาบเข้าฝักกล่าวด้วยสายตาล้ำลึก
“ถ้าหากถามฉันว่าท่านมาเรียอยู่ระดับไหนก็คงเป็ระดับเมืองแน่นอนส่วนท่านอลิส ถึงแม้ว่าจะยังไม่เห็นท่านแสดงฝีมือก็ตามแต่ฉันคิดว่าคงอยู่ระดับเมืองเหมือนกัน”
มอนเต้ที่ได้ยินก็ถอนหายใจ
“ผู้มีรอยประทับระดับเมืองอายุ24-25 ปี เป็ผู้มีพร์สุด ๆ เลยนะ ใน่ 20 ปีมานี้มีผู้มีรอยประทับที่รอยประทับตื่นขึ้นเองเพิ่มมากกว่าเดิมเกินครึ่งบางคนอาจมองว่ามันเป็เื่ที่ดีแต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนมันเป็การเตือนว่าอะไรสักอย่างกำลังจะเกิดขึ้นซะอีก”
เบดัลเงียบงันไม่พูดจา
การินผู้ที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ไกลลืมตาขึ้นมาั์ตาสีม่วงคู่นั้นฉายแววจริงจัง คล้ายครุ่นคิดอะไรสักอย่างก่อนจะหลับตาลงตามเดิม
รอจนอลิสและมาเรียกลับมาอาหารก็เตรียมเสร็จพอดีเนื้อหมูป่าถูกย่างอย่างเรียบง่ายหลังจากแบ่งเนื้อส่วนของตัวเองเรียบร้อยทุกคนก็แยกย้ายไปกินที่ใครที่มันบางคนที่สนิทกันก็นั่งจับกลุ่ม
การินเป็คนสุดท้ายที่รับอาหารชายหนุ่มเดินไปทางต้นไม้ที่ตนเองเคยอยู่แต่กลับพบว่ามีคนสองคนนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ก่อนแล้ว
เขาชะงักคิดจะไปนั่งใต้ต้นไม้ต้นอื่น ทว่าน้ำเสียงนุ่มนวลกลับเรียกเขาไว้เสียก่อน
“มานั่งกินด้วยกันสิ”
การินลังเลครู่หนึ่งก่อนจะนั่งลงตามคำเชิญของหญิงสาวที่สูงศักดิ์ที่สุดในคณะการเดินทางนี้และเริ่มกินหมูย่างเสียบไม้โดยไม่พูดอะไร มาเรียกับอลิสเองก็ไม่พูดอะไรเช่นกัน
เมื่อกินเสร็จการินทำการหยิบเอาน้ำเต้าสีน้ำตาลออกมาจากถุงผ้าที่หัวของน้ำเต้ามีจุกไม้ปิดไว้อย่างดี
“น้ำเต้าใส่น้ำสีน้ำตาล?”
มาเรียพูดขึ้นมาอย่างแปลกใจทันทีที่เห็นน้ำเต้าในมือของชายหนุ่มอลิสก็มองมาที่เขาเช่นกันแต่ไม่พูดอะไร
“น้ำเต้าสีน้ำตาลมันทำไมเหรอ?”
ชายหนุ่มถามพร้อมเปิดจุกออกยกขึ้นจ่อปากให้ก้นของน้ำเต้าสูงกว่าส่วนหัวเล็กน้อยน้ำภายในน้ำเต้าก็เริ่มไหลออกมา
“เปล่าก็แค่แปลกใจที่ผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกมีน้ำเต้าใส่น้ำสีน้ำตาลด้วย”
มาเรียตอบก่อนจะนำเนื้อชิ้นสุดท้ายเข้าปาก
น้ำเต้าใส่น้ำรูปลักษณ์ภายนอกจะเหมือนน้ำเต้าทั่วไปแต่สามารถเก็บน้ำได้เยอะกว่าที่เห็นมากเวลาจะดื่มน้ำที่ใส่เข้าไปจะต้องยกก้นของน้ำเต้าให้สูงกว่าส่วนหัวน้ำที่อยู่ภายในถึงจะเริ่มไหลออกมา
นอกจากนี้อีกหนึ่งความสามารถของน้ำเต้าใส่น้ำก็คือเมื่อน้ำที่เราใส่เข้าไปมีสิ่งสกปรกหรือสิ่งที่มีอันตรายต่อร่างกายสิ่งสกปรกเ่าั้จะถูกขับออกทางเปลือกของน้ำเต้า
ต้นน้ำเต้าใส่น้ำจะเกิดและเติบโตได้ดีเมื่ออยู่กลางแม่น้ำหรือทะเลสาบหนึ่งปีออกผลไม่มาก ผลโตเต็มที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก ประมาณสองฝ่ามือต่อกัน
ผลของน้ำเต้าที่โตเต็มที่จะไม่หลุดออกจากต้นแต่จะเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวไปเป็เขียวอ่อน เป็สีเหลือง สีเหลืองเข้ม สีน้ำตาลอ่อนและจึงกลายเป็สีน้ำตาล
ในการจะกลายเป็สีน้ำตาลนั้นต้องใช้เวลานานมากอย่างน้อยก็หลายสิบปีขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำในสถานที่ที่ต้นน้ำเต้าอยู่
น้ำเต้าสีเขียวสามารถใส่น้ำได้ประมาณหนึ่งตุ่มเล็กส่วนน้ำเต้าสีน้ำตาลว่ากันว่ามารถใส่น้ำได้ทั้งทะเลสาบ แต่คนทั่วไปก็ไม่ค่อยใส่น้ำมากนักเพราะน้ำหนักของน้ำเต้าจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณน้ำที่ใส่อยู่ทว่ายิ่งน้ำเต้าใส่น้ำมีระดับสูงก็ยิ่งลดน้ำหนักของน้ำที่อยู่ภายในมากเท่านั้นเช่น น้ำเต้าใส่น้ำสีน้ำสีเขียวจะไม่ช่วยลดน้ำหนักน้ำเต้าใส่น้ำสีเขียวอ่อนจะลดน้ำหนักของน้ำที่ใส่ลงหนึ่งส่วนและน้ำเต้าใส่น้ำสีน้ำตาลจะช่วยลดน้ำหนักของน้ำที่ใส่ลงไปได้ถึงครึ่งหนึ่ง
ในคณะการเดินทางนี้นอกจากการิน อลิส และมาเรีย เกือบทุกคนล้วนพกน้ำเต้าสีเขียวมีบางคนเท่านั้นที่ใช้น้ำเต้าสีเขียวอ่อน
เมื่อทานอาหารเสร็จคณะกวาดล้างก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง
อลิสหยิบแผนที่อะไรสักอย่างออกมาดูเป็พักๆ ยิ่งเดินห่างเมืองเรื่อย ๆ ต้นไม้ตามทางก็มากขึ้นเรื่อย ๆแทบจะเรียกว่าป่าได้เลย
จนในที่สุดเมื่อท้องฟ้าเริ่มเป็สีส้มทั้งคณะก็เดินมาถึงจุดที่ต้นไม้บางต้นสูงเกิน40 เมตร และตัดสินใจว่าจะพักแรมแถวนี้ หลังจากถางพุ่มไม้เล็ก ๆหลายพุ่มให้มีพื้นที่กว้างขึ้นทุกคนจึงแยกหาจับจองพื้นที่ของตัวเองที่จะนอนในคืนนี้
อาหารค่ำของวันนี้ก็คือเนื้อของหมูป่าที่เหลือจากเมื่อกลางวันระหว่างทางพวกเขาเจอลำธารเห็นว่ามีปลาอยู่จึงลงไปจับมาได้หลายตัวเป็อาหารเพิ่ม
ทุกคนวางแผนมาั้แ่อยู่ในเมืองแล้วว่าวันแรกจะให้กลุ่มหนึ่งเฝ้ายามส่วนวันถัดไปก็ให้กลุ่มที่สอง สาม สี่ ห้า แล้วก็วนมาที่กลุ่มที่หนึ่งใหม่
แม้สำหรับผู้มีรอยประทับการอดนอนวันสองวันจะไม่เป็อะไรแต่ถ้าได้นอนย่อมดีกว่า อีกอย่างเดินทางเวลากลางคืนนั้นอันตรายกว่าตอนกลางวัน
ท่ามกลางแสงจากจันทร์เต็มดวงการินยืนอยู่ขอบลำธารเล็ก ๆ มองไปที่น้ำในลำธาร ไม่ทราบเพราะเหตุใดบริเวณใกล้ ๆกับลำธารถึงไม่มีต้นไม้อยู่เลย หญ้าสักต้นยังไม่มีมีเพียงใบไม้แห้งกรอบหล่นเต็มพื้นทำให้ไม่เข้ากับสภาพป่ารกแถวนี้แต่ก็สวยงามไปอีกแบบ
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนใบไม้แห้งกรอบก็ดังขึ้นที่เื้ัของชายหนุ่มเขาค่อย ๆ หมุนตัวกลับไป แล้วก็เห็นหญิงสาวสองคนกำลังเดินมาทางนี้
หญิงสาวทั้งสองหยุดฝีเท้าเมื่อเห็นชายหนุ่มหญิงสาวผมสีแดงไวน์มองมาที่เขาด้วยแววตาแปลก ๆ
จากนั้นทั้งสองก็เดินมาหยุดอยู่ขอบริมธารไม่ไกลจากการิน
“คุณมาทำอะไรที่นี่ไม่ไปเฝ้ายามหรือ? หัวหน้าหน่วยที่สามสิบหก”
มาเรียเป็คนที่เอ่ยปากพูดก่อน
“ตอนนี้ทุกคนยังไม่หลับผมคิดว่าไม่จำเป็ต้องเฝ้าอีกอย่างในคืนนี้คงมีคนกว่าครึ่งที่นอนไม่หลับ พวกคุณล่ะมาทำอะไรที่นี่?”
ชายหนุ่มจ้องไปที่น้ำในลำธารอีกครั้งพูดโดยไม่มองหน้าทั้งสองคน
มาเรียขยับปากกำลังจะพูดแต่อลิสกล่าวขึ้นเสียก่อน
“ฉันรู้สึกว่าแถวนี้มันแปลกๆ เลยออกมาดู”
“แปลกยังไง?”
“รอบประทับที่ฉันมีมันช่วยให้รับรู้ได้ว่าตรงไหนมีสิ่งมีชีวิตอยู่และบอกได้คร่าว ๆ ด้วยว่าสิ่งมีชีวิตนั้นแข็งแกร่งขนาดไหนฉันรู้สึกว่าแถวนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งมดสักตัวก็ยังไม่มี”
“งี้นี่เองแต่ผมก็ยืนอยู่ตรงนี้นะคุณััไม่ได้เหรอ?”
“ไม่ได้”
“จะบอกว่าผมเหมือนคนตายว่างั้น?”
“ไม่ใช่ถ้าเป็สิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วฉันจะรู้สึกอีกแบบ”
“แล้วผมเป็ตัวอะไรล่ะเนี่ย?”
“ไม่รู้สิที่ฉันััได้คุณกลมกลืนกับธรรมชาติมาก”
“เป็ที่รอยประทับของผมหรือเปล่า?”
“อาจจะใช่”
“แล้ว...”
“เอาไว้คุยทีหลังดีกว่าไหมคะคุณทั้งสอง?ตอนนี้เรามาหาสาเหตุที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่แถวนี้ก่อนดีไหม?”
มาเรียขัดขึ้นก่อนที่ทั้งคู่จะนอกเื่ไปไกลกว่านี้
การินกลืนคำที่จะพูดลงคอหันไปมองน้ำในลำธารแล้วเดินไปเด็ดใบไม้สีเขียวสดจากต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล
หญิงสาวทั้งสองมองมาที่ชายหนุ่มแล้วก็เห็นเขาโยนใบไม้นั้นลงไปในลำธาร
ทันทีที่ใบไม้แตะถูกน้ำสีของมันก็เริ่มเป็เปลี่ยนสีเหลืองแล้วกลายสีน้ำตาลซีดอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึง3 วินาที ใบไม้ใบนั้นก็ละลายหายไป
พวกเธอมองไปยังน้ำที่ใสจนเห็นก้นของลำธารอย่างไม่เชื่อสายตา
“คุณจะบอกว่าเป็เพราะน้ำในลำธารทำให้ไม่มีพวกสิ่งมีชีวิตอยู่แถวนี้ใช่ไหม?”
มาเรียเม้มริมฝีปากก่อนหน้านี้ที่เธอเห็นลำธารยังคิดจะชวนอลิสลงเล่นอยู่เลย สามารถละลายใบไม้ให้หายไปได้ในเวลาไม่กี่วินาทีต่อให้เป็ร่างกายของผู้มีรอยประทับระดับเมืองอย่างเธอก็คงทนได้ไม่นาน
“คงต้องรีบไปเตือนคนของเราแล้วล่ะถ้าพวกเขาคนไหนบังเอิญมาเจอโดยไม่รู้อะไร อาจจะเป็อันตรายได้”
อลิสมีสีหน้าจริงจังมาเรียพยักหน้าเห็นด้วย
“ก็ดีงั้นฉันจะไปบอกทุกคนตอนนี้เลย เธออยู่สำรวจแถวนี้ดูเผื่อจะเจออะไรเพิ่มระวังตัวด้วยนะ”
เมื่อมาเรียจากไปบรรยากาศริมลำธารก็ตกอยู่ในความเงียบจนกระทั่งการินเป็ฝ่ายเปิดปากพูดก่อนด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างหาได้ยาก
“ที่จริงผมมีข้อสงสัยอย่างหนึ่งมาโดยตลอด”
“สงสัยอะไร”
อลิสหันไปมองชายหนุ่มซึ่งเขาก็หันมาเช่นหันทั้งสองสบตากัน
เป็ครั้งนี้เองที่อลิสได้เห็นชัดว่าั์ตาสีม่วงของเขาดูกระจ่างใสและบริสุทธิ์ขนาดไหนยิ่งเป็เวลาที่แสงจันทร์สาดกระทบยิ่งดูน่าหลงใหลคล้ายกับมีหมู่ดาวส่องแสงระยิบระยับอยู่ภายในนั้น
เธอจ้องมองด้วยความเหม่อลอยจนได้ยินเสียงของการินถึงได้สติและหลบหน้าไปทางอื่น
“ผมสงสัยว่าทางเมืองมั่นใจได้ยังไงว่าที่ป่าวงกตจะไม่มีสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งอาศัยอยู่?พวกเขาถึงได้ส่งแค่ผู้มีรอยประทับระดับเมืองสองคนมาจัดการ”
อลิสสูดหายใจเข้าทีหนึ่งไม่ถามว่าเขารู้ได้อย่างไรที่เธอและมาเรียเป็ผู้มีรอยประทับระดับเมืองค้นหาอะไรบางในถุงผ้าที่ถูกมัดไว้ข้างเอวเมื่อหยิบออกมาก็เห็นชัดว่าเป็กระดาษที่ถูกพับไว้ทันทีที่คลี่มันออกมาการินที่เห็นก็รู้ได้ทันทีว่ามันคือแผนที่แผ่นหนึ่งแต่ดูไม่เหมือนแผนที่ปกติสักเท่าไหร่