เสือเขี้ยวดาบที่โดนร้อยสัตว์เข้าเฝ้าจู่โจมที่หัวลงไปนอนกับพื้น พลังชีวิตหายไปอย่างรวดเร็ว
หลินอวิ๋นรู้สึกเบาสบายไปทั้งตัว สีหน้ามีความงุนงงเล็กน้อย ตอนเขาฝึกคนเดียวก็เคยใช้ร้อยสัตว์เข้าเฝ้ามาก่อน แต่ร้อยสัตว์เข้าเฝ้าในวันนี้ยากจะเข้าใจเล็กน้อย เห็น ๆ อยู่ว่าเป็นวิชาหมัดดุร้าย ทว่าพอสุดท้ายเมื่อใช้จริง ๆ แล้วกลับรู้สึกว่าตนไม่ได้ชกหมัดออกไป แต่เป็นกระบี่คมกริบออกจากฝัก ประกายความคมไร้ใครเปรียบ!
วิชาหมัด? ทักษะกระบี่?
เป็นเพราะภาพวาดนั้นหรือ? ม้วนภาพวาดลึกลับที่เขียนว่าใจมีพยัคฆ์ร้าย ดอมดมกุหลายไม้เลื้อยนั่นหรือ
หลินอวิ๋นรู้สึกราง ๆ ว่าหมัดพยัคฆ์ร้ายที่ตนฝึกฝนไม่เหมือนกับหมัดพยัคฆ์ร้ายพื้นฐานของมันเลย
ถ้าจะไขปริศนานี้ให้กระจ่างชัดเจน เห็นทีต้องกลับไปต้องศึกษาม้วนภาพนั้นให้ดี ๆ สักหน่อย
ตอนเจอกับเสือเขี้ยวดาบที่มีพลังอสูรกำเนิดมา ตอนแรกเขาไม่คิดว่าจะชนะเลย ถ้าไม่ใช่เพราะท่วงทำนองพยัคฆ์ร้ายในความคิดที่ช่วยเขาต้านพลังอสูรของเสือเขี้ยวดาบลงอย่างไร้รูปแล้ว ไม่อย่างนั้นเรื่องแผนการอันจะได้ชัยชนะคงพูดยาก
ทันใดนั้นเองมีประกายแสงขยับวูบเข้ามา
หลินอวิ๋นคว้าประกายแสงนั้นไว้ได้อย่างว่องไวและเฉียบคม ก่อนหมุนตัวกลับมาเห็นว่าตรงหน้าอกเสือเขี้ยวดาบมีวัตถุโปร่งแสงเล็กน้อยออกมา
“ดวงจิตหรือ?”
ดวงจิตจะกำเนิดภายในร่างสัตว์อสูรเท่านั้น อีกทั้งไม่ใช่ว่าสัตว์อสูรทุกตนจะมีดวงจิตเช่นนี้
ทว่าขอแค่กำเนิดดวงจิตแล้ว สัตว์อสูรจะทำลายพันธนาการของตน เหมือนกับที่ผู้ฝึกยุทธ์ทะลวงระดับพลังอย่างต่อเนื่อง
อย่างเช่นเสือเขี้ยวดาบตัวนี้ก็มีพลังใกล้เคียงกับวิถียุทธ์ขั้นห้าแล้ว ยิ่งถ้ากำเนิดดวงจิตมาแล้วก็สุดยอดไปเลย สามารถทะลวงขั้นห้า ขั้นหก… กระทั่งขอบเขตวิถียุทธ์ขั้นสิบก็ยังได้
หลินอวิ๋นสูดลมหายใจสงบจิตทีหนึ่งก่อนพูดเสียงต่ำ “ถ้าวันนี้ข้าไม่ได้ฆ่าเสือเขี้ยวดาบนี่ คงมีโอกาสสูงมากที่เทือกเขาเหิงอวิ๋นจะกำเนิดราชาอสูรขึ้นมา!”
เสือเขี้ยวดาบน่าจะกินผลวิญญาณนั่นไปถึงมีโอกาสชักพาให้กำเนิดดวงจิตที่พบเห็นได้ยาก
ตึก ๆ ๆ!
หลินอวิ๋นอดใจไม่ไหวนิด ๆ หัวใจเต้นดังตึก ๆ
ต่อให้เป็นดวงจิตครึ่งสัตว์อสูร ทว่ามูลค่าของดวงจิตนี่ก็ไม่อาจประเมินได้
วัตถุดิบสัตว์อสูรที่ได้มาเมื่อสามวันก่อนเทียบกับดวงจิตนี่แล้วไม่มีค่าให้เอ่ยถึงเลย
หลินอวิ๋นไม่คิดอะไรมาก เขาหยิบกริชออกมาตัดดวงจิตตรงหน้าอกเสือเขี้ยวดาบ หลังดวงจิตออกจากร่างแล้ว แสงสว่างหายไป มองไปดูธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด
แต่เมื่อหลินอวิ๋นกำไว้ในมือกลับสัมผัสได้ชัดเจนถึงพลังวิญญาณที่โหมซัดอยู่ภายใน
เขาเก็บดวงจิตนั้นไปอย่างระมัดระวัง ไม่ได้รีบร้อนจัดการกับศพเสือเขี้ยวดาบ แต่มาหน้าต้นไม้ที่ห่างไปร้อยเมตร มองกระบี่เก่าที่ปักบนต้นไม้ด้วยสีหน้าอับอาย
ตนเป็นผู้ฝึกกระบี่ แต่ยังจับกระบี่ไว้ไม่อยู่ นี่คือความอัปยศที่มากที่สุด
ตึก ๆ ตึก ๆ!
หลินอวิ๋นเพิ่งเก็บกระบี่เข้าฝักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบแว่วมา ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้วคงมากันเยอะ
พอนึกถึงดวงจิตที่ซ่อนตรงอกเสื้อแล้ว หลินอวิ๋นแอบคิดท่าไม่ดีแล้ว ถ้าใครเห็นเข้าต้องซวยแน่
ฟิ้ว!
หลินอวิ๋นยังไม่ทันทำอะไร คนกลุ่มหนึ่งก็รีบร้อนเข้ามา ทุกคนสวมเครื่องแบบสำนักชิงอวิ๋นกันหมด เขาพิจารณามองเงียบ ๆ อยู่แวบหนึ่งถึงคุ้นหน้าคนที่นำทัพมา
นึกออกแล้ว นี่คือเฉินเซียว เมื่อก่อนยังเคยให้หลินอวิ๋นดูแลรักษากระบี่ให้เขาด้วย
“สัตว์อสูรจริง ๆ ด้วย ดูจากรอยมีดที่ศพแล้ว หรือว่าจะมีดวงจิตอยู่?”
สายตาเฉินเซียวไม่เลว แค่มองจากรอยมีดที่หลินอวิ๋นทำก็มองออกว่าเสือเขี้ยวดาบตัวนี้มีดวงจิตอยู่
ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินอวิ๋นแปลกใจนิด ๆ คือหลังคนกลุ่มนี้มาแล้วแค่ชำเลืองตามองหลินอวิ๋นทีหนึ่งแล้วไม่สนใจอีก
เฉินเซียวกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะเอ่ยออกเสียง “ดูท่าเจ้านี่น่าจะบาดเจ็บไม่เบา พอชิงดวงจิตไปแล้ว ขนาดศพเสือเขี้ยวดาบยังไม่เอาไปเลย”
“ศิษย์พี่เฉินจะตามไปหรือไม่?”
“โอกาสมีไม่มาก ลองถามดูก่อนเถอะ”
เฉินเซียวมองหลินอวิ๋นเหมือนกับเพิ่งจะเห็นอีกฝ่ายจึงหันมาพูดด้วยตรง ๆ “เจ้ามาถึงก่อน เห็นใครบ้างหรือไม่?”
หลินอวิ๋นอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะเข้าใจแจ่มชัด
ที่แท้เฉินเซียวนี่ก็ไม่คิดว่าคนที่สังหารสัตว์อสูรจะเป็นเขา
ก็ถูก ในสายตาอีกฝ่ายตนยังเป็นทาสกระบี่ จะไปเป็นคู่ต่อสู้ของเสือเขี้ยวดาบได้อย่างไร
ก่อนประมือกัน หลินอวิ๋นเองยังไม่คิดเลยว่าตนจะสังหารเสือเขี้ยวดาบได้
“ไม่”
หลินอวิ๋นตอบนิ่ง ๆ สีหน้าไม่มีความลนลานใด ๆ
“ขยะ ไสหัวไปเถอะ”
เห็นหลินอวิ๋นไม่มีค่าแล้ว เฉินเซียวตวัดสายตาเหยียดเสี้ยวหนึ่งก่อนโบกมือพลางต่อว่า
หลินอวิ๋นได้ไปแบบไม่คาดคิดเช่นกัน แค่เฉินเซียวนี่ก็มีพลังวิถียุทธ์ขั้นห้าแล้ว คนอื่น ๆ อย่างน้อยก็วิถียุทธ์ขั้นสี่
ด้วยกำลังของเขาคนเดียวไม่มีทางเอาชนะคนกลุ่มนี้ได้เลย
“ช้าก่อน!”
เพิ่งเดินไปได้สองก้าว เฉินเซียวเรียกหลินอวิ๋นไว้ ทั้งยังโยนกระบี่สะพายในมือให้
ปึก!
ฝักกระบี่ปักลงบนพื้นดินอย่างมั่นคง ตัวกระบี่สั่นไหวเล็กน้อย
เฉินเซียวเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “มาก่อนล่วงหน้ามิสู้มาได้เวลาพอดี เอากระบี่ข้านี่ไปบำรุงรักษาให้ดี ๆ ข้าจะได้ไม่ต้องไปโรงชะล้างกระบี่อีก”
“ขออภัย ข้าไม่ใช่ทาสกระบี่แล้ว ศิษย์พี่เฉินให้อภัยด้วย”
“จะพูดอะไรเยอะแยะ ข้าไม่ได้ให้เจ้าทำเปล่า ๆ หรอก ข้าจะแบ่งศพสัตว์อสูรนี่ให้เจ้าเล็กน้อยด้วย” หลินอวิ๋นโกรธอยู่ในใจนิด ๆ เขาเป็นคนสังหารเสือเขี้ยวดาบเอง วัตถุดิบทั้งตัวควรเป็นของเขาทั้งหมด ไอ้เฉินเซียวนี่จะรังแกกันเกินไปแล้วจริง ๆ
“เหอะ ๆ ไอ้ทาสกระบี่นี่ไม่พอใจรึ ศิษย์พี่ จะให้สั่งสอนสักยกดีหรือไม่”
“ตอนแรกอยู่เป็นทาสชะล้างกระบี่เชื่องอย่างกับอะไรดี พอตอนนี้คงคิดว่าชุบตัวได้แล้วจริง ๆ กระมัง”
“หึ ๆ ข้าพนันว่าถ้านี่คือกระบี่สะพายของซูจื่อเหยา ไอ้ทาสกระบี่ตัวจ้อยนี่ต้องคุกเข่าเลียอย่างว่านอนสอนง่ายแน่นอน”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
ทุกคนในสำนักต่างรู้เรื่องที่หลินอวิ๋นเจ้าของร่างเดิมแอบรักซูจื่อเหยา ตอนนี้มีคนพูดถึงขึ้นมา ก็เป็นเรื่องตลกที่น่าขันที่สุดในสำนักมาตลอด
พอเอ่ยถึงซูจื่อเหยา ทุกคนที่นี่ต่างหัวเราะเสียงดังเป็นการยอมรับโดยนัย
เฉินเซียวพูดหยอกล้อ “หลินอวิ๋น เชื่อฟังหน่อยสิ ศิษย์พี่ไม่ได้มีนิสัยรังแกคนอื่นตามอำเภอใจหรอก หากทุบตีเจ้าไป ใครรู้เข้าคงมีชื่อเสียงไม่ดี บำรุงดูแลกระบี่ให้ศิษย์พี่หน่อย วันหลังถ้าเจอศิษย์พี่หญิงซู ข้าจะพูดชมเจ้าให้หน่อยก็ได้”
“ฮ่า ๆ ๆ!”
เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นอีก หลินอวิ๋นมองใบหน้าหัวเราะเยาะตามอำเภอใจด้วยสีหน้าไร้คลื่นอารมณ์
จู่ ๆ ก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา
หลินอวิ๋นเดินหน้าสองก้าวชักกระบี่ของเฉินเซียวขึ้นมาดังชิ้ง
ชิ้ง ๆ!
ตัวกระบี่สั่นไหว กลิ่นคาวเลือดโชยตามมา กระบี่กว้างสองนิ้ว ลายเมฆดั่งคลื่นกระจก มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของชั้นเลิศที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน
รอยแตกตรงคมกระบี่น่าจะมาจากการสังหารในช่วงหลายวันมานี้ แต่ก็ยังปกปิดความคมของมันมิได้ มักจะมีประกายหนาวเยือกวูบวาบ ทำให้คนหวาดผวา
กระบี่ดี!
กระบี่นี้เหนือกว่ากระบี่เหล็กกล้าทมิฬที่สำนักแจกจ่ายไม่รู้กี่ระดับ ไม่ใช่ศาสตราวุธลับ แต่ก็ห่างชั้นไม่เท่าไร
“ระวังหน่อย กระบี่ข้าล้ำค่ามาก ใช้เงินสะสมข้ามากว่าครึ่งปีกว่าจะได้มาไม่ง่ายเลย…”
ยามที่เอ่ยถึงกระบี่ตน เฉินเซียวมีสีหน้าลำพองใจนิด ๆ แววตาเร่าร้อน
กึก!
ยังไม่ทันเอ่ยจบ กระบี่ในมือหลินอวิ๋นพลันแตก ระเบิดออกกลายเป็นเศษชิ้นน้อยใหญ่
รอยยิ้มเฉินเซียวแข็งทื่อโดยพลัน เหมือนกับมีชิ้นเนื้อหัวใจหลุดร่วงลงไป เจ็บจนพูดไม่ออก
ศิษย์ฝ่ายนอกคนอื่น ๆ พากันตะลึงงัน เบิกตาโตอ้าปากค้าง
เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ… เรื่องที่กระบี่หักสามเล่มติดต่อกันในหอศาสตราวุธไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
“ศิษย์พี่ ดูท่าเงินที่ท่านสะสมมามากกว่าครึ่งปีคงซื้อกระบี่ปลอมแล้วล่ะ”
หลินอวิ๋นกำด้ามกระบี่โล้น ๆ พลางพูดด้วยสีหน้าจริงใจและค่อนข้างเสียดาย
“กระบี่… ลาย… เมฆาของข้า!”
เฉินเซียวตะโกนเสียงแหลมปานจะฉีกปอด ดวงตาสองข้างแดงโลหิต เหมือนจะกินหลินอวิ๋นเข้าไปแล้ว ริมฝีปากสั่น
สำหรับเขา กระบี่นี่ไม่ต่างอะไรกับหัวใจของเขาเลย
เขาใช้เวลาไปมากกว่าครึ่งปีเต็ม ๆ เพื่อเก็บเงินซื้อกระบี่ลายเมฆานี่ พูดให้ชัดคือกระบี่นี่เพิ่งถึงมือเขาไม่ถึงครึ่งเดือนด้วยซ้ำ
แต่มันกลับหักอย่างไร้มูลเหตุในมือหลินอวิ๋น แค่คิดก็รู้ว่าเขาต้องเจ็บปวดเพียงใด
“ข้าจะฆ่าเจ้าไอ้ทาสกระบี่!”
เฉินเซียวโกรธจนระงับอารมณ์ไม่อยู่ เขาเดินมาหาหลินอวิ๋นทีละก้าว พลังวิถียุทธ์ขั้นห้าอย่างกับพายุโหมกระหน่ำ
หลินอวิ๋นตกใจอยู่ภายในนิด ๆ กำลังรบของเฉินเซียวนี่ไม่ใช่ย่อยจริง ๆ
ดูจากพลังที่ออกมาแล้วเกรงว่าคงมีจุดสูงสุดขั้นห้า ห่างจากวิถียุทธ์ขั้นหกเพียงหนึ่งก้าว
แต่เขาไม่ตระหนกเช่นกัน กำลังนับอยู่ในใจเงียบ ๆ
โฮก!
ตอนที่นับถึงสาม มีเสียงคำรามทุ้มต่ำแว่วมาไกล ๆ เมื่อเสียงคำรามสิ้นสุดลงยังมีพลังอสูรรุนแรงตามมาด้วย พายุคลั่งที่เกิดจากพลังอสูรกระแทกใส่ต้นไม้ใหญ่รอบ ๆ ไม่หยุด
“สัตว์อสูร!”
เฉินเซียวกับศิษย์ฝ่ายนอกอีกกลุ่มหน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง มองจากพลังอสูรเข้มข้นนี่แล้วเป็นสัตว์อสูรอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
สมควรตาย!
จะต้องเป็นศพเสือเขี้ยวดาบแน่ที่ดึงดูดสัตว์อสูรตนอื่นมา สำหรับสัตว์อสูรตนอื่นแล้วนี่คือของบำรุงชั้นเลิศเลยทีเดียว
ต้องโทษทาสกระบี่นี่ ทำลายกระบี่ล้ำค่าข้าไม่ว่า ยังทำให้ข้าเสียเวลาไม่ได้เก็บศพเสือเขี้ยวดาบไปทันเวลาอีก
“ไอ้ทาสกระบี่กระจอก วันนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน”
เฉินเซียวทิ้งท้ายคำพูดไว้แล้วก็ลนลานหนีไป เขาไม่กล้าเอาชีวิตมาเสี่ยงอันตรายสู้กับสัตว์อสูรเหมือนกัน
“ศิษย์พี่ กระบี่ของท่าน”
หลินอวิ๋นยื่นมือออกมาโยนด้ามกระบี่โล้น ๆ ให้เฉินเซียว
เฉินเซียวรับมาด้วยยความเคยชินแล้วมองทีหนึ่ง ก่อนจะโมโหจนหงุดหงิดงุ่นง่านไปหมด เกือบจะหกล้ม
เพลิงโทสะจู่โจมกลางใจ คิดจะหันกลับมาเอาเรื่อง ทว่าสติปัญญาในใจก็สั่งให้เขาอดกลั้นเอาไว้
-โปรดติดตามตอนต่อไป-