จูหยวนวิ่งออกไปยังลานบ้าน จางซื่อค้ำไม้เท้าตามมาติดๆทั้งคู่แหงนหน้าขึ้นมองเงาคนบนหลังคาดวงจันทร์ซีดหม่นเื้ับุรุษผู้นั้นทำให้มองไม่เห็นใบหน้ามีเพียงเค้าโครงรูปร่างตระหง่านผึ่งผายปรากฏให้เห็น
ทันใดนั้น สองผู้เฒ่าก็รู้สึกอึดอัดหายใจไม่สะดวกร่างกายหนักอึ้งเหมือนถูกถ่วงทับด้วยูเาทั้งลูก เข่าค่อยๆ งอลงจนต้องทิ้งตัวคุกเข่ากับพื้นเหงื่อเย็นหลั่งออกจากทวารทั่วร่าง ในหัวปวดแน่นราวจะะเิก่อนที่ทั้งคู่จะรู้สึกทนไม่ไหว สมองก็พลันเบาโล่ง แรงกดทับหายไปอย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกผ่อนคลายที่ได้มาอย่างไม่ทันตั้งตัวนี้ราวกับได้ขึ้น์
พอได้สติก็ลนลานโขกศีรษะ “ท่านเซียน! ได้โปรดช่วยชีวิตลูกข้าด้วย!”
“ข้าไม่เพียงจะช่วยรักษาแผลให้บุตรชายเ้าแต่จะช่วยให้หลานชายเ้าได้รับคัดเลือกเข้าสู่สำนักศึกษาด้วย ดีหรือไม่?”เสียงเย็นเยียบแหบพร่านั้นแฝงรอยเ้าเล่ห์อยู่บางเบา
สองผู้เฒ่าแห่งสกุลจูกลับโขกศีรษะรับอย่างยินดีปรีดา“ขอบคุณท่านเซียน ขอบคุณท่านเซียน”
พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็ไม่เห็นบุรุษบนหลังคาแล้ว กลับมีเสียงร้องโหยหวนดังมาจากห้องนอนจูถงแทน
“อ้าก!”
“ถงเอ๋อร์” จางซื่อสะดุ้งเฮือก ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลวิ่งถลาไปทางห้องนอนบุตรชายโดยมีจูหยวนตามไปติดๆ
ภาพที่ปรากฏในห้องนอนแคบๆ นั้นแทบทำให้จางซื่อล้มทั้งยืนนางโงนเงนใช้ไม้เท้าพยุงร่างอย่างยากลำบาก
เหอซื่อภรรยาจูถงกอดบุตรชายอยู่มุมหนึ่ง ใบหน้าซีดเผือดตื่นตระหนก อีกมือปิดตาบุตรชายไว้
ข้างเตียงคือเซียนผู้นั้น ร่างสูงใหญ่คลุมด้วยเสื้อคลุมสีดำยิ่งส่งให้เขาเหมือนยมทูตมากกว่าจะเป็เทพเซียนจูถงยามนี้มือหนึ่งกุมแขนข้างที่ขวดด้วน เืสีแดงทะลักออกมาราวกับตาน้ำผุดปากร้องโหยหวนไม่หยุด กลิ่นคาวเลือกคละคลุ้ง
จูหยวนเซถอยไปสองก้าวก่อนจะตั้งหลักได้
“เอะอะจริงเชียว” เสียงแหบพร่าแฝงไอสังหารเอ่ยเพียงสั้นๆโบกมือเพียงครั้งเดียวทุกคนก็แข็งค้าง ราวกับถูกเชือกล่องหนร้อยขึงไว้กับขื่อคานเสียงในลำคอดังเพียงอึกอัก
“แค่ตัดแขนที่ถูกเผาไหม้เท่านั้นหาไม้แล้ว ที่ถูกหลอมละลายจะไม่ใช่เพียงแขนข้างนี้ แต่เป็ทั้งร่าง”
กล่าวจบมือข้างหนึ่งของเซียนปริศนาก็กลายเป็สีแดง เขากางฝ่ามือกดลงบนแผล เสียงฉ่ายาวดังสะท้อนภายในห้องพร้อมกับกลิ่นเนื้อไหม้
จูถงดิ้นพล่านแต่ไร้เสียงราวกับคนใบ้เมื่อเซียนปริศนายกฝ่ามือออก แขนที่ขาดด้วนก็ถูกสมานด้วยความร้อน เืหยุดไหลโดยสิ้นเชิง
ทว่า...คนผู้นี้จะต้องกลายเป็คนแขนด้วนแล้ว
จูถงมองแขนที่ไร้ข้อมือของตน ดวงตาเบิกกว้างปากอ้าค้าง
เซียนปริศนาหมุนกายช้าๆ ไปทางเด็กชายเหอซื่อมองดวงตาภายใต้หน้ากากทองแดงด้วยความหวาดกลัว เนื้อตัวสั่นเทิ้มริมฝีปากสั่นระริก แต่สองมือยังกอดบุตรชายแน่น
“ตามคำสัญญาข้าจะทำให้บุตรหลานเ้าได้รับเลือกให้เข้าเรียนในสำนักศึกษาเซียน”
เขาใช้ปลายนิ้วดีดของสิ่งหนึ่งไปที่เด็กชายแสงสว่างวาบสายหนึ่งพุ่งเข้าไปในตันเถียนของจูเจิ้น
“เด็กคนนี้จะถูกเลือกแต่เขาจะสามารถฝึกบำเพ็ญได้หรือไม่ก็เป็วาสนาของเขาเองแล้ว”
เสียงก้องกังวานดังทิ้งท้าย ขณะเกิดลมหมุนภายในห้องเมื่อสายลมลมสงบ เซียนปริศนาผู้นั้นก็ได้อันตรธานไปแล้ว
ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศะเืและความพรั่นพรึงตกค้างในจิติญญาครอบครัวสกุลจู
หลังเหตุการณ์ในบ้านสกุลจูบุรุษในเสื้อคลุมสีดำได้ปรากฏขึ้นที่เนินสูงทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ร่างสูงใหญ่หันกายไปทางหมู่บ้านลมดึกพัดชายอาภรณ์โบกสะบัด เขาค่อยๆ ถอดหน้ากากออก แววตาวาววับจับจ้องไปยังบ้านหลังที่อยู่ไกลสุดทางทิศใต้
จูถงอาจสมควรตาย แต่หากตายเร็วเกินไปคงไม่สาสมกับผิดของมัน
เ้าทำตัวเองทั้งนั้นอย่าได้โทษข้าที่โเี้!
ส่วนบุตรชายเ้าหากเขาเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง เขาจะกลับมาอย่างปลอดภัยแต่หากเขามีใจละโมบอยากได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของตน จนพาตัวเองไปพบจุดจบอนาถ ก็อย่างกล่าวโทษว่าเป็ความผิดผู้อื่นเลย
เขาหมุนตัวกลับพร้อมสะบัดเสื้อคลุมสีดำออกจากร่าง พริบตาต่อมาเสื้อตัวนั้นก็ลุกเป็ไฟสลายกลายเป็ขี้เถ้าปลิวว่อนไปกับสายลม
ภายในห้องนอนด้านในของโรงตีเหล็กจูซื่อคลำลงบนที่นอนด้านข้างอันว่างเปล่าเย็นเฉียบ นางกำลังจะลุกขึ้นเสียงเคลื่อนไหวจากภายนอกก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ท่านพี่... ท่านไปที่ใดมาหรือ”นางเอ่ยถามเบาๆ
ซือคงยกม่านประตูเข้ามา ก้าวยาวๆไม่กี่ก้าวก็มาถึงริมเตียง เขาล้มตัวลงนอนข้างภรรยาพลางโอบนางมาแนบอกตอบเสียงอู้อี้กับกลุ่มผมของนาง “ข้าออกไปทำเครื่องรางอันใหม่ให้เ้ากับเสี่ยวหลงสวมติดตัวไว้เข้าใจหรือไม่”
“อืม...ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”เสียงของนางพึมพำเบาๆ
ซือคงเผยยิ้มออกมาท่ามกลางความมืดโอบแขนข้ามภรรยาไปรั้งบุตรชายเข้ามาใกล้ จนรู้สึกถึงความใกล้ชิดมากพอจึงค่อยหลับตาลง
ภรรยากับลูกเขาจะเป็คนปกป้องเอาไว้เอง
ข่าวที่จูถงแขนขาดเพราะได้รับการรักษาไม่ทันถูกเล่าลือมาถึงโรงตีเหล็กในเวลาไม่นานชาวบ้านต่างสมน้ำหน้า ไม่มีใครเข้าไปเยี่ยมเยือนหรือให้กำลังใจสักคน ที่าเ็จนแขนใช้การไม่ได้ก็เพราะเขาเป็ต้นเหตุทำให้ไฟไหม้บ้านสกุลซือเรียกได้ว่าผลกรรมไม่เคยผิดพลาดจริงๆ
วันต่อมาสำนักศึกษาเซียนฉีก็มาคัดเลือกเด็กในหมู่บ้านตามกำหนดยกเว้นซือเฟิงหลงที่ช่วยบิดาทำงานในโรงตีเหล็ก ทุกครอบครัวที่มีเด็กอายุไม่เกินสิบสองและไม่ต่ำกว่าหกปีล้วนจูงบุตรมารอรับการคัดเลือกที่ศาลาบรรพชน
ยามที่ร่างของเซียนสองคนเหินลงมาจากฟ้าดูอลังการเหนือธรรมดาชวนให้ผู้คนศรัทธาเลื่อมใสชาวบ้านแทบจะคุกเข่ากราบกราน
เซียนหญิงนางหนึ่งมองไปรอบๆคิ้วโก่งราวกับูเาไกลเลิกน้อยๆ“ที่ห่างไกลเพียงนี้ยังมีพยัคฆ์หมอบัซ่อนอยู่ด้วยหรือ?ค่ายกลป้องกันแทบจะเทียบเคียงกับเมืองใหญ่”
เซียนบุรุษ ผู้มีเครายาวเอ่ยคล้อยตาม “อาจมีซิวเซียนเจ่อ[1]บำเพ็ญตนอยู่ไม่ไกลหมู้บ้านนี้ก็เป็ได้ การมีใจเมตตาปกป้องชาวบ้านตัวเล็กๆโดยไม่หวังผลตอบแทนถือว่าหาได้ยาก”
ผู้ใหญ่บ้านฟังไม่เข้าใจเท่าใดนักแต่ก็ก้าวออกมาประสานมือคาราวะ “ขอบคุณท่านเซียนที่เดินทางมาเด็กในหมู่บ้านอยู่ที่ลานด้านหน้านี้แล้วขอรับ”
“อืม เริ่มเลยเถอะยังต้องไปหมู่บ้านอื่นอีก”
ฝ่ายเซียนบุรุษหยิบกระจกแปดเหลี่ยมออกมาจากแขนเสื้อวางลงบนโต๊ะกลางโถง แล้วเอ่ยเสียงกังวานให้คนที่อยู่บริเวณลานกว้างได้ยินอย่างไม่ตกหล่น “ให้เด็กเดินเข้ามาทีละคน แล้ววางมือลงบนกระจก”
จูเจิ้นถูกผู้เป็ย่าผลักออกมาเป็คนแรก
ยายเฒ่าจางซื่อมองไปรอบๆ เชิดหน้าด้วยความมั่นใจ“ให้หลานชายข้าเป็คนแรก เขาต้องได้รับเลือกแน่นอน”
หลายคนยังตื่นเต้นอยู่จึงยอมหยุดให้ครอบครัวสกุลจูออกไปทดสอบ
จูเจิ้นเป็เด็กที่แทบจะเกินขอบข้อกำหนดเื่อายุเขามีอายุสิบสองขวบแล้ว แต่ร่างกายแทบไม่ต่างจากเด็กเก้าขวบ สิบขวบในเมืองใหญ่
เด็กชายเดินเข้ามาด้วยท่าทางขลาดกลัวใบหน้าเจื่อนซีดอดหันไปมองผู้เป็ย่าไม่ได้
“วางมือลงไป”จางซื่อกำกับแทบจะทุกขั้นตอน พลางพยักหน้าให้กำลังใจ
จูเจิ้นวางมือลงบนกระจก ทันใดนั้นแสงสว่างจ้าสีแดงก็พุ่งขึ้นมาเป็ลำ สีบ่งบอกธาตุความเข้มข้นและขนาดของแสงบ่งบอกความแข็งแกร่งของรากิญญา
[1] ผู้ฝึกตนเป็เซียน/ ผู้บำเพ็ญตนเพื่อเป็เซียน