บทที่ สิบเจ็ด
รุ่งเช้าวันถัดมาซุ่ยหยวนยังคงเต็มไปด้วยความคึกคักของเหล่าพ่อค้าและผู้คนที่เดินทางมาจากทุกสารทิศเสียงเจรจาต่อรองดังแว่วให้ได้ยินเป็ระยะกลิ่นหอมของเครื่องเทศและอาหารลอยคลุ้งมากับสายลมแสงแดดยามสายทอประกายผ่านร่มผ้าสีสันสดใสที่ขึงอยู่เหนือแผงขายของ
“วันนี้ข้าจะออกไปเดินดูร้านค้าด้านนอกสักหน่อยเ้าจะไปด้วยหรือไม่?”โม่เหวินหานเอ่ยขึ้นขณะจัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย
หลิวชิงเซียงพยักหน้ารับนางอยู่ในฐานะภรรยาเขาฉะนั้นจะใช้สิทธิ์นี้ขอติดตามไปเดินเล่นปรากฏตัวในที่สาธารณะจึงมิใช่เื่แปลกก่อนทั้งสองออกเดินจากบ้านพักที่เช่ามาอย่างเรียบง่ายไร้การตกแต่งใดๆโม่เหวินหานแต่งกายเป็บุรุษธรรมดาในอาภรณ์สีสว่างเรียบง่ายมีเสื้อคลุมบางพาดไหล่ช่วยปิดบังรูปลักษณ์ที่อาจสะดุดตาส่วนหลิวชิงเซียงสวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีอ่อนผ้าคลุมไหล่เนื้อดี
เมื่อเดินถึงย่านการค้าจู่ๆชายหนุ่มก็เอ่ยขอแยกตัวไปยังร้านขายยาที่อยู่อีกฟากหนึ่งของถนนบอกจะไปดูสมุนไพรสักหน่อยปล่อยให้ผู้แสดงบทภรรยาเดินชมข้างของอยู่คนเดียวอย่างที่นาง้า
หญิงสาวทอดสายตามองร้านค้ารอบตัวบางร้านขายเครื่องประดับบางร้านขายผ้าไหมลวดลายงดงามนางเลือกเดินไปหยุดที่แผงเครื่องหอมร้านหนึ่งขณะกำลังจะเอื้อมมือหยิบดูขวดน้ำมันหอมทว่าเสียงผู้หนึ่งก็ดังขึ้นก่อน
“หลบไป” หลังคำสั่งจากบุคคลที่ห่างไปไม่กี่่แขนหลิวชิงเซียงหันไปมองก็พบสาวใช้สองคนยืนหลังตรงหน้าทะมึนมืดมนจ้องมาที่ตนเองนางมาถึงก่อน ของก็หยิบมาดูก่อนมีสิทธิ์อะไรมาให้นางหลบ คร้านจะใส่ใจจึงหันหนีแล้วก้มดูน้ำมันหอมในมือต่อไม่ขยับ
เพียงไม่นานก็มีเสียงเ็าดังขึ้นมาอีกครั้ง“เ้ากล้าดีอย่างไรถึงมายืนอยู่ตรงนี้?”
ครั้งนี้หลิวชิงเซียงหันไปมองก็พบหญิงที่กล่าววาจานั้นแต่งกายอย่างหรูหราผ้าแพรพรรณลวดลายละเอียดลออ เส้นผมดำขลับปักปิ่นทองอร่ามใบหน้างามละมุนหากแฝงแววเย่อหยิ่งนางยืนอยู่ท่ามกลางข้ารับใช้สามสี่คนที่ล้วนแต่งกายสะอาดสะอ้านขนาดคนรับใช้ติดตามท่าทางยังไม่ต่ำต้อย
แต่ไม่ใช่ธุระใดๆของนางที่จะสนใจ ถ้าตนไม่ใช่คนผิดทำไมจะต้องหลบ “ข้ามายืนตรงนี้ก็มิได้ผิดกฎของเมืองหรือว่าตลาดแห่งนี้เป็ของท่าน?” หลิวชิงเซียงตอบกลับด้วยเสียงเรียบนิ่งนางไม่รู้จักสตรีผู้นี้แต่จากท่าทางของอีกฝ่ายดูท่าจะมิใช่คนที่ชอบใช้เหตุผลนักเพราะหลังจบประโยคใบหน้าละมุนก็เปี่ยมด้วยโทสะ
“หึ! หญิงสามัญเช่นเ้ามีสิทธิ์ใดมาพูดกับข้าเช่นนี้?” นางเชิดใบหน้าเย่อหยิ่งขึ้นเล็กน้อยสายตาดูแคลนจับจ้องมาทางหลิวชิงเซียงก่อนจะหันไปสั่งข้ารับใช้ “สั่งสอนให้นางหลบไปเสีย”
ทันทีที่สิ้นคำข้ารับใช้ทั้งสองขยับเข้ามาประชิดหลิวชิงเซียงหนึ่งในนั้นยกมือหมายจะผลักไหล่นางให้เซถอยหลังแต่เพียงพริบตาเดียวร่างนั้นกลับเป็ฝ่ายถูกจับพลิกแล้วถูกเหวี่ยงกระแทกพื้นอย่างแรงจนร้องลั่น
อีกคนเห็นดังนั้นจึงหยิบแส้ปัดสั้นๆที่คาดจากเอวพุ่งเข้าใส่ ทว่าเพียงกะพริบตาหลิวชิงเซียงก็ตวัดขาเตะเข้าข้อมืออีกฝ่าย แส้สั้นก็หลุดจากมือร่วงลงพื้นพร้อมกับที่ข้ารับใช้ผู้นั้นถูกกระแทกจนล้มคว่ำ
หญิงสูงศักดิ์คนนั้นถลึงตาแทบไม่อยากเชื่อสายตา“เ้า!”
หลิวชิงเซียงไม่รอให้เกิดเื่ใหญ่กว่านี้นางกระตุกมุมปากเล็กน้อยก่อนหมุนตัวเดินแทรกฝูงชนออกไปอย่างรวดเร็วปล่อยให้คนโกรธเกรี้ยวได้แต่ชี้ไล่หลัง หาคำพูดไม่ออกได้แต่เรียกซ้ำๆ “เ้าๆๆ”
ไม่กี่อึดใจนางก็กลับมาถึงจุดที่แยกกับโม่เหวินหาน
“เ้าหายไปไหนมา?” ชายหนุ่มถามขึ้นทันทีที่เห็นนางเดินมาหาสีหน้าของเขามิได้แสดงความไม่พอใจ หากแต่มีแววครุ่นคิดเพราะหญิงสาวขมวดคิ้วอย่างชัดเจนท่าทางมีเื่ในใจ
“เมื่อครู่..ข้ามีเื่นิดหน่อย..” หลิวชิงเซียงเม้มปากก่อนตัดสินใจเล่าความจริงนางมิใช่คนที่ชอบปกปิด แต่ั้แ่เริ่มต้นเล่าจนจบเื่ชายหนุ่มดูไม่มีวี่แววจะมีอารมณ์คุกรุ่นเพราะการกระทำที่ใจร้อนของหลิวชิงเซียงสักนิด
“เช่นนั้นหรือ?” โม่เหวินหานรับฟังจนจบแล้วกลับยิ้มเล็กน้อยขึ้นเสียอีก“ทำได้ดีแล้ว”
“ห่ะ?..ข้ามิได้จะทำผิดแผนท่านหรือ?”วาจาอีกฝ่ายเข้าข้างนางเสียอย่างนั้น
“หากเ้ายอมให้คนรังแกโดยไม่ตอบโต้เช่นนั้นต่างหากที่ผิดแผน” เขาถือโอกาสลูบแก้มเนียนของนางก่อนจะยื่นบางสิ่งให้กับนาง“นี่เป็เครื่องประดับที่ข้าเพิ่งซื้อมาเมื่อครู่คิดว่าเหมาะกับเ้า”
หลิวชิงเซียงรับสิ่งนั้นมาดูมันเป็ปิ่นปักผมเงินลวดลายเรียบง่ายฉลุลายเมฆาถึงจะไม่ได้ดูเหมือนจริงจนตะลึงหรือสูงค่าหากแต่ดูงดงามเรียบง่ายนางไล้ปลายนิ้วััมันเบาๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
“ให้ข้าจริงหรือ?”เขาพยักหน้า นอกจากจะไม่ว่าที่นางทำตัวใจร้อนเขายังตกรางวัลให้อีก หลิวชิงเซียงก้มมองของในมืออีกครั้งจำได้ว่านางเคยได้รับราชทานปิ่นปักผมลายผีเสื้อมาแล้วแต่ไม่รู้ทำไมครั้งนี้ถึงต่างกว่านักทั้งที่มูลค่าเทียบกันไม่ได้ด้วยซ้ำในอกที่รู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาดก่อนจะเก็บปิ่นนั้นมาปักไว้ที่มวยผม
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
โม่เหวินหานเพียงพยักหน้าจากนั้นจึงจัดปิ่นที่พึ่งปักลงไปให้เข้าที่แล้วจับผ้าคลุมไหล่ของนางให้กระชับขึ้นก่อนกล่าวเสียงเรียบ“ไปกันเถอะ”
สองสามีภรรยาพากันมาถึงจุดที่เป็ภัตตาคารใหญ่ใจกลางซุ่ยหยวนที่นี่เต็มไปด้วยเหล่าผู้คนที่สวมใส่อาภรณ์หลากสีสัน ั้แ่พ่อค้าผู้มั่งคั่งไปจนถึงนักเดินทางที่ผ่านมาพักแรมโต๊ะไม้เนื้อดีถูกจัดเรียงเป็ระเบียบ บนแต่ละโต๊ะมีตะเกียงทองเหลืองตั้งไว้ยามแรงลมพัดเอากลิ่นหอมของอาหารร้อนๆ ลอยกรุ่นอบอวลไปทั่วโถง
โม่เหวินหานและหลิวชิงเซียงเดินเข้าไปในภัตตาคารโดยใช้ชื่อปลอมชายหนุ่มแต่งกายในอาภรณ์ไม่โดดเด่นจนเกินไปหากแต่ก็ไม่ธรรมดาจนถูกมองข้ามเมื่อคนงานของภัตตาคารเห็นก็เข้ามาต้อนรับอย่างคล่องแคล่วก่อนพาทั้งสองไปยังโต๊ะที่อยู่มุมหนึ่งของโถงล้อมรอบด้วยฉากกั้นไม้อย่างดีแม้จะไม่ใช่ห้องส่วนตัวแต่ก็ให้ความรู้สึกเป็ส่วนตัวมากพอ
เมื่อทั้งคู่จัดท่านั่งเรียบร้อยคนงานก็ยกน้ำชาและของว่างขึ้นมาส่งก่อนจะนำเสนอเมนูอาหารด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“นายท่านและฮูหยินประสงค์จะรับประทานสิ่งใดเป็พิเศษหรือไม่ขอรับ?”
“นำอาหารขึ้นชื่อของที่นี่มาเถิด” โม่เหวินหานตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
บ่าวรับใช้พยักหน้ารับคำก่อนถอยออกไปทิ้งไว้เพียงบรรยากาศเงียบสงบ
หลิวชิงเซียงเริ่มมองออกไปนอกหน้าต่างแสงแดดยามบ่ายอ่อนลงเล็กน้อย บนถนนด้านนอกยังคงเต็มไปด้วยผู้คนสัญจรไปมาครู่หนึ่งสายตานางก็เหลือบไปเห็นชายผู้หนึ่งแต่งกายในชุดสีน้ำตาลเข้มเดินเข้ามาในภัตตาคารอย่างมั่นใจตามมาด้วยชายอีกคนที่มีท่าทางเหมือนเป็ผู้ติดตามทั้งสองเดินตรงมาทางพวกนาง
“ขออภัยที่รบกวน” ชายผู้มาใหม่ประสานมือให้ก่อนเอ่ยเสียงสุภาพ“ข้าเห็นว่าสหายทั้งสองดูเป็นักเดินทางคิดว่าอาจเคยผ่านเส้นทางเดียวกันจึงขอเข้ามาทักทายมิทราบว่าท่านทั้งสองเดินทางมาจากที่ใดหรือ?”
โม่เหวินหานไม่รีบเอ่ยตอบเขาค่อยๆวางถ้วยชาลงเชื่องช้าดวงตาคมเหลือบมองบุรุษตรงหน้าอย่างประเมินแล้วเชิญเชื้อให้นั่งด้วยกัน
“ก่อนหน้าพวกเราผ่านมาจากเจียงหนาน” เขาตอบเรียบๆ พลางคลี่ยิ้มบาง “ท่านเล่ามาจากที่ใด?”
“ข้ามาจากแถบตอนเหนือของเจียงโจว” อีกฝ่ายกล่าวพร้อมยกยิ้มเล็กน้อย “หากท่านมาจากเจียงหนานเช่นนั้นเดินทางผ่านมาเส้นใดหรือ?”
“พวกข้าเดินทางไปตามเส้นทางค้าขายสายหลัก” โม่เหวินหานกล่าวโดยไม่ลงรายละเอียดดวงตาคมยังคงจับจ้องอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ
“เช่นนั้นหรือ” ชายผู้มาเยือนพยักหน้าอย่างครุ่นคิดก่อนเปลี่ยนเื่พูด“มิทราบว่าจะเดินทางต่อไปที่ใดหรือ?”
โม่เหวินหานทำท่าคิดเล็กน้อยก่อนตอบ“ข้าเองก็เพิ่งเดินทางมาถึงซุ่ยหยวนยังไม่ได้ศึกษาหนทางโดยละเอียด แต่ถ้ามีทางไปก็สนใจไปซีเป่ยสักครั้งไม่ทราบว่าท่านมีข้อแนะนำหรือไม่?”
ชายผู้นั้นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวกับคาดไม่ถึงที่ถูกย้อนถามกลับมาเช่นนี้เขาเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนตอบเสียงเรียบ “จากที่ข้าทราบเส้นทางหลักไปซีเป่ยมีอยู่สองเส้นหนึ่งคือเส้นทางค้าขายซึ่งแม้จะมีทหารลาดตระเวนคอยดูแลแต่ก็มักมีพวกโจรดักปล้นอีกเส้นเป็ทางผ่านเขาซึ่งแม้จะปลอดภัยกว่าจากโจรเพราะไม่ค่อยมีคนใช้แต่หากไม่ชำนาญภูมิประเทศก็อาจเป็อันตราย”
“อย่างนั้นหรือ” โม่เหวินหานพยักหน้าช้าๆ “เช่นนั้นหากท่านเป็ข้าท่านจะเลือกเส้นทางใด?”
ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆดวงตาฉายแววลึกซึ้งก่อนกล่าว “ก็คงต้องดูว่าเดินทางไปเพื่อสิ่งใดหากเป็พ่อค้าก็คงต้องเลือกเส้นทางค้าขายแล้วจ้างผู้คุมกันเพิ่มเพื่อความมั่นใจหรือถ้าไม่รีบไปผ่านเขาเพื่อความปลอดภัยก็ได้แต่คงต้องจ้างผู้นำทางแต่ก็ยังราคาน้อยกว่าจ้างผู้คุมกัน”
โม่เหวินหานคลี่ยิ้มจางๆราวกับพึงพอใจกับคำตอบ ก่อนจะกล่าวต่อ “ได้ยินว่า่นี้เส้นทางไปซีเป่ยค่อนข้างวุ่นวายท่านพอทราบข่าวคราวบ้างหรือไม่?”
“ข่าวคราวนั้นย่อมมีหลากหลายขึ้นอยู่กับว่าเป็ข่าวจากฝ่ายใด” อีกฝ่ายตอบพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ“แต่หากท่านหมายถึงข่าวเกี่ยวกับราชสำนักเช่นนั้นคงต้องไปถามพวกขุนนางกระมัง”
โม่เหวินหานหัวเราะเบาๆ“ข้าเป็เพียงคนธรรมดามิใช่ขุนนางจึงไม่ค่อยได้สนใจเื่ทางการเมือง”
ชายผู้มาเยือนเพียงยิ้มบางๆก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ได้พูดคุยกับท่านผู้ชื่นชอบการเดินทางเช่นกันคุยแล้วถูกคอน่าสนใจยิ่ง ข้ามีนามว่าเหอซื่อ ท่านทั้งสองชื่อแซ่อะไรหรือ?”
“แซ่หยาง” โม่เหวินหานตอบเรียบๆ
“อ่อ..ท่านหยาง? นี่ท่านใช่หมอเทวดาที่ร่ำลือหรือไม่..หยางเสวียนกู่?” ชายที่เรียกตนเองว่าเหอซื่อกล่าวอย่างประเมินเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ“แล้วแม่นางผู้นี่..ฮูหยินของท่านหรือ?”
หลิวชิงเซียงที่นั่งเงียบมานานยกยิ้มบางๆ ก่อนตอบ “เซินเหยา”
เหอซื่อพยักหน้ารับสายตาไล่มองทั้งสองอย่างประเมิน ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “เช่นนั้นข้าขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ ไว้มีโอกาสจะไปเยี่ยมที่พักท่านหมอ”
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นทำความเคารพก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปพร้อมผู้ติดตามโม่เหวินหานมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยแววตาครุ่นคิด
“คนของไหลอ๋องหรือ?” หลิวชิงเซียงเอ่ยเสียงเบา
“อืม” โม่เหวินหานรับคำ “แต่ดูเหมือนพวกเขาก็ยังไม่แน่ใจว่าเราคือใครกันแน่จึงต้องมาพบหน้าอีกด้วยตัวเอง..ไม่แน่คงมีข่าวพรุ่งนี้”
หญิงสาวพยักหน้าเบาๆสองมือวางลงบนตักอย่างสงบ แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เผชิญหน้ากับคนของคนของไหลอ๋อง แต่ก็เป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้พูดคุยกันโดยตรง
ไม่นานนักอาหารก็ถูกนำมาจัดวางทั้งสองจึงเริ่มกินอย่างเงียบๆ แต่ภายในใจกลับไม่ได้สงบดังเช่นสีหน้าที่แสดงออกมา เพราะคำเชิญเข้าจวนหลวงกำลังใกล้เดินทางมาถึงแล้ว
หลังออกจากภัตตาคารใหญ่ลงมาเดินที่ถนนที่เต็มไปด้วยความคึกคักของซุ่ยหยวนโม่เหวินหานและหลิวชิงเซียงเดินเคียงข้างกันท่ามกลางฝูงชนที่สัญจรไปมาบรรยากาศของตลาดยามบ่ายยังคงคึกคักราวกับไม่รู้จักคำว่าเหนื่อยล้า
“เ้า้าสิ่งใดหรือไม่?” โม่เหวินหานเอ่ยถามเสียงเรียบขณะทอดสายตามองไปทางแผงขนมที่เต็มไปด้วยขนมหวานนานาชนิด
“ขนมหรือ?”หลิวชิงเซียงมองตามก่อนหัวเราะเบาๆ “ไม่แน่ใจนักว่าแบบใดดีข้าไม่ค่อยรู้จักขนมพวกนี้” นางเหลือบตามองถาดขนมสีสันสวยงามแล้วก็นึกอยากรู้ว่าขนมเหล่านี้รสชาติอย่างไร จึงหยิบขนมชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาพลางยื่นไปจ่อที่หน้าชายหนุ่มให้ผู้อื่นเป็คนทดลองให้ถ้าไม่อร่อยเขาจะได้รับกรรมไปแทน “ท่านลองได้หรือไม่?”
บุรุษร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วพยักหน้าแต่แทนที่จะรับขนมนั้นด้วยมือตนเอง เขากลับก้มหน้าลงกัดขนมที่นางถือไว้ในมือช้าๆท่าทางเป็ธรรมชาติราวกับสามีภรรยาที่รักใคร่กัน
คนต้นคิดกลับชะงักไปเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำเช่นนี้กลางตลาดที่คลาคล่ำผู้คนก่อนที่นางจะแสร้งหัวเราะเบาๆ ถอยตัวออกมาปล่อยให้เขายิ้มถูกใจโดยไม่รู้ตัวนักว่าผู้คนรอบข้างต่างหันมามองเป็ระยะ บ้างก็แอบยิ้ม บ้างก็แอบกระซิบกระซาบว่าคู่สามีภรรยาคู่นี้ช่างดูสนิทสนมกันยิ่งนัก
ทว่าเื้ับรรยากาศสบายๆนั้น ทั้งสองต่างรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติ..สายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองพวกเขามาเนิ่นนานแล้ว
โม่เหวินหานลอบขมวดคิ้วเขาเหลือบสายตามองรอบตัวก่อนจะก้มลงกระซิบใกล้ใบหูนาง “มีคนเฝ้ามองเราอยู่”
นางเองก็รู้สึกได้เช่นกันจึงพยักหน้าเล็กน้อยดวงตาคมวาวใต้แพขนตางอนยาวเหลือบไปยังเงาตะคุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ห่างออกไปเล็กน้อยแต่เมื่อหันไปมองตรงๆ เงานั้นกลับหายไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
“ท่านรู้หรือไม่ว่าเป็ใคร?” นางกระซิบถามเบาๆ
โม่เหวินหานไล้ปลายนิ้วแตะปลายคางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวเบาๆ“ยังไม่แน่ใจแต่ในเมื่อเขา้าสังเกตเรา เช่นนั้นก็มอบภาพที่เขาอยากเห็นให้เสียเถิด”
สตรีที่ไม่มีเข้าใจคำพูดนั้นหันขวับไปมองเขาพลางขมวดคิ้ว“หมายความว่าอย่างไร?”
“ก็หมายความว่า..” เขาเอื้อมมือไปจับมือนางขึ้นมากุมไว้เบาๆก่อนจะยกขึ้นแนบกับริมฝีปากตนเองพลางกระซิบ “เราต้องเล่นบทสามีภรรยาที่รักใคร่กันอย่างแเี”
มาถึงตรงนี้หลิวชิงเซียงตัวนิ่งแข็งดวงหน้าขึ้นสีระเรื่อแม้นางจะไม่ใช่สตรีขี้อาย แต่ก็อดสะท้านเล็กน้อยไม่ได้เมื่อถูกเขาปฏิบัติเช่นนี้ต่อหน้าสาธารณชนทว่าเมื่อนึกถึงว่าเื่นี้อาจเป็ส่วนหนึ่งของแผนการนางก็สูดหายใจเข้าลึกก่อนคลี่ยิ้มหวาน
“เช่นนั้นก็ต้องเล่นให้สมบทบาทแล้ว” นางกล่าวเสียงเบาก่อนจะเลื่อนแขนไปคล้องแขนเขาแน่นขึ้นท่วงท่าของนางดูราวกับสตรีที่หลงใหลสามีของตนเองอย่างสุดซึ้ง
โม่เหวินหานยกยิ้มบางราวกับพึงพอใจกับปฏิกิริยาของนางเขาแสร้งยกมือขึ้นลูบเรือนผมนางอย่างอ่อนโยนก่อนจะกล่าวด้วยเสียงที่พอให้คนรอบข้างได้ยิน “ฮูหยินเ้าอยากได้สิ่งใดก็บอกข้าเถิด ข้าจะซื้อให้เ้าเอง”
หลิวชิงเซียงหัวเราะเบาๆพร้อมกับซบศีรษะลงกับไหล่เขา “เช่นนั้นข้าอยากได้กำไลสักอัน”
“ได้” เขาตอบรับอย่างเอาใจ
ขณะที่ทั้งสองแสดงละครฉากหนึ่งอยู่นั้นอีกฟากหนึ่งของตลาด..ในมุมเงียบสงัดใต้ชายคาของอาคารหลังหนึ่งสตรีสูงศักดิ์ที่เคยปะทะคารมกับหลิวชิงเซียงก่อนหน้านี้ยืนกอดอกมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาเยียบเย็น ข้างกายนางมีข้ารับใช้ยืนรอคำสั่งอย่างสงบ
“ฮูหยินของหยางเสวียกู่หรือ?” นางเอ่ยเสียงเย็นพลางพ่นลมหายใจออกเบาๆ อย่างดูแคลน “ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่หญิงสามัญเสียแล้ว”
ข้ารับใช้คนสนิทข้างกายนางเอ่ยขึ้นเสียงเบา“นายหญิง้าให้พวกเรา..”
“ยังไม่ต้อง” สตรีสูงศักดิ์ยกมือห้ามดวงตาคมวาวจับจ้องไปยังสองสามีภรรยาที่ยังคงแสดงความรักใคร่กันนางจำได้ว่าหยางเสวียนกู่เป็ใครแต่ก็ไม่รู้แน่ชัดถึงเื้ัเพราะก่อนหน้าพี่ชายของนางก็เป็คนที่ได้รับคำสั่งจากไหลอ๋องให้ไปสืบข่าวของหมอเทวดาฉะนั้นชื่อหยางเสวียนกู่นางจึงเคยได้ยินมาแล้ว
นางกวาดสายตามองอีกครั้งก่อนจะแค่นยิ้มเยียบเย็นออกมาก่อนสั่งการอีกครั้ง“ตามต่อไป” แล้วนั่งลงอย่างสง่างามบนตั่งแกะสลักด้วยไม้จันทน์หอมปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามขอบถ้วยชา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ได้ยินว่าท่านหญิงสามเพิ่งฟื้นข้าหมายจะไปเยี่ยมเยียนสักหน่อย”
บ่าวรับใช้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อมพลางเอ่ยตอบด้วยเสียงสุภาพ “บ่าวจะให้คนจัดเตรียมรถม้าให้เ้าค่ะ”
“อืม จัดเตรียมของเยี่ยมให้เรียบร้อยอย่าให้ขาดตกบกพร่อง”หญิงสาวกล่าวด้วยแววตาครุ่นคิดพร้อมนางประคองถ้วยชาไว้ในมือขณะที่สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ไปเยี่ยมสหายเสียหน่อย ไหนๆอีกไม่นานหมอหนุ่มรูปงามผู้นั้นก็จะเข้าไปรักษาเพื่อนตนเองก็ควรจะไปหาลือกันเสียหน่อยอาจจะได้หาทางสั่งสอนหญิงไม่รู้ที่ต่ำที่สูงบางคนด้วย