เมื่อพบกับถ้ำแห่งหนึ่งเข้าเย่เฉินก็พยายามปีนเข้าไปในถ้ำด้วยความยากลำบาก
ในไม่ช้าเมื่อเข้าไปในถ้ำได้แล้วเขาก็หยิบถุงเก็บของของผู้เฒ่าหลังค่อมผู้นั้นออกมา
กล่าวได้ว่าในฐานะที่อยู่ในขั้นพลังธาตุ ของสะสมของผู้เฒ่าผู้นั้นนับได้ว่าอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก
ยังไม่ทันมองอะไรอื่นเย่เฉินก็รีบคว้าขวดน้ำยาิญญาสองสามขวดออกมา เงยหน้ากรอกทั้งหมดลงไปในท้องตอนนี้ทะเลลมปราณของเขาที่เหือดแห้ง ยังต้องเติมเต็มพลังปราณิญญาอย่างต่อเนื่องในป่าอสูรแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยอันตรายเขาจำเป็ต้องรักษาสภาพร่างกายให้สมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา
เมื่อน้ำยาิญญาไหลเข้าสู่ร่างในไม่ช้าทั่วทั้งร่างของเขาก็สดชื่นขึ้นราวกับได้อาบน้ำแร่ในวสันตฤดู
อัคคีเที่ยงแท้ของทะเลลมปราณก็ตอบสนองขึ้นมาในเวลาเดียวกันน้ำยาิญญาซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของเย่เฉิน พลังปราณอันบริสุทธิ์ที่กลั่นออกมานั้นก็ได้พลุ่งพล่านเข้าสู่ทะเลลมปราณ สีหน้าที่เคยขาวซีดของเย่เฉินพลันแดงก่ำขึ้นมาที่อย่างเห็นได้ด้วยตาเปล่า
หลังจากนั้นไม่นานทะเลลมปราณของเย่เฉินก็ถูกเติมเต็มอีกครั้ง พลังปราณสีทองหมุนโหมซัดดั่งมหาสมุทร
เพียงแต่เขายังไม่สามารถบรรลุขั้นไปยังชั้นที่สองของขั้นรวมพลังได้
“จะบรรลุไปอีกขั้นนั้นช่างเป็เื่ยากเสียจริง”หลังจากเดาะลิ้นเงียบๆ เย่เฉินก็ลืมตาขึ้น
แม้ว่าจะยังไม่ได้บรรลุขั้นแต่ขวดน้ำยาิญญาสองสามขวดเ่าั้ที่เขาดื่มก็ไม่ได้เปล่าประโยชน์ไปเสียทีเดียวตอนนี้เย่เฉินรู้สึกได้ชัดถึงพละกำลังอันแข็งแกร่งที่เพิ่มมากขึ้น
เฮ้อ!
หลังจากถอนหายใจเฮือกหนึ่งเย่เฉินก็มองไปยังถุงเก็บของของผู้เฒ่าหลังค่อมอีกครั้ง
เนื่องจากการบรรลุขั้นจะต้องสิ้นเปลืองน้ำยาิญญามากตอนนี้เหลือน้ำยาิญญาอยู่เพียงแค่สี่ขวดในถุงเก็บของเท่านั้นนอกจากนั้นยังมีเงินตราที่ผู้ฝึกตนใช้กันทั่วไปนั่นก็คือ หินิญญาซึ่งมีมากถึงห้าร้อยก้อน ซึ่งนั่นก็นับได้ว่าเป็โชคก้อนหนึ่งเลยทีเดียว
นอกจากนี้ยังมีกองยาพิษร้ายแรง ซึ่งกองอยู่อีกหลายสิบขวด เย่เฉินมองพลางเดาะลิ้นไม่หยุด
“สักวันข้าจะต้องได้ใช้ประโยชน์จากมัน”เย่เฉินไม่ได้ทำลายยาพิษเ่าั้ เผื่อว่าสักวันเขามีความจำเป็ต้องใช้มันซึ่งไม่แน่ว่าเขาก็อาจจะใช้มันได้ทุกเมื่อ
หลังจากที่เขาสำรวจถุงเก็บของอยู่ครู่หนึ่งก็พบว่าสิ่งที่เหลืออยู่ในถุงเก็บของนั้นมีั้แ่ อาวุธิญญาระดับต่ำกองหนึ่งไปจนถึงตำราโบราณสีเหลืองเล่มหนึ่งที่ทำให้ดวงตาของเขาต้องเปล่งประกายเพ่งมองไปยังตัวอักษรขนาดใหญ่สามตัวที่อยู่้านั่นคือ อสูรเดือดดาล
“วิชาลึกลับ”ดวงตาของเย่เฉินร้อนผ่าว และนี่คือสิ่งที่เขาขาดที่สุด
สิ่งที่เขาได้รับบวกกับวิชาของสำนักเจิ้งหยางและสำนักเหิงเยว่แล้ววิชาลึกลับที่เขารู้จักมีเพียงวิชาพลังคุ้มกายขั้นพื้นฐานและวิชาพลังฝ่ามืออสุนีบาตเท่านั้น
พลังคุ้มกายเป็ทักษะขั้นพื้นฐานของผู้ฝึกตนเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูโดยทั่วไปยังพอใช้ได้ หากแต่พบกับศัตรูที่แข็งแกร่งก็ไร้ประโยชน์ส่วนพลังของฝ่ามืออสุนีบาตนั้นมีความแข็งแกร่ง แต่บั่นทอนพลังมากเกินไปดังนั้นสิ่งที่เย่เฉินขาดมากที่สุดในตอนนี้ก็คือวิชาลึกลับ
“คิดอะไรก็ได้อย่างนั้นจริงๆ”เมื่อคิดในใจดังนั้นแล้ว เย่เฉินก็เปิดตำราโบราณออกมา อดใจแทบไม่ไหวอยากที่จะศึกษาอสูรเดือดดาล
หลังจากลองศึกษาอย่างถี่ถ้วนดูแล้วเย่เฉินก็พบว่า อสูรเดือดดาลนี้ ส่วนหนึ่งของมันแนะนำเคล็ดวิชาลึกลับหากจะพูดให้ถูก มันคือวิชาลึกลับในการต่อสู้ด้านหนึ่ง
ไม่ดูก็ไม่รู้แต่เมื่อดูแล้วก็ต้องใ อสูรเดือดดาลนี้แบ่งออกเป็หกบทแต่ในสามบทแรกนั้นแนะนำการประสานส่วนต่างๆ ของร่างกายและวิธีการประสานแบบนี้มันเป็การประสานที่ทำให้เกิดพลังที่แข็งแกร่งสูงสุด
สำหรับสามบทหลังจึงจะถือว่าเป็เคล็ดวิชาที่แท้จริง
และเหตุที่มันถูกเรียกว่าอสูรเดือดดาลนั้นแน่นอนว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับอสูร
ผู้าุโที่ริเริ่มวิชาอสูรเดือดดาลนี้จำเป็จะต้องมีไหวพริบช่างสังเกตเป็เพราะวิชาอสูรเดือดดาลจะต้องเกี่ยวข้องกับอสูร เขาจะต้องใช้วิธีการจู่โจมตะครุบ ทุบตี ทักษะเหล่านี้จะต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงจะเลียนแบบอสูรได้และเริ่มฝึกวิชาอสูรเดือดดาลได้
ส่วนมากการต่อสู้ของอสูรมีพื้นฐานมาจากการต่อสู้ในระยะประชิด
บางครั้งผู้ฝึกตนควรจะเรียนรู้การประสานกันระหว่างขา เท้า มือ และเข่าของพวกเขาเพื่อเป็การเพิ่มความแข็งแกร่งให้มีขีดจำกัดสูงสุดในขณะที่เริ่มต่อสู้ในระยะประชิดและเมื่อใช้มันควบคู่ไปกับร่างกายที่ทรงพลังของเขานั้นย่อมเกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงอย่างแน่นอน
“เหลือเชื่อ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ” เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะชื่นชมเมื่อมองภาพตาม ใจของเขาก็ลอยขึ้น
ผู้ฝึกตนจำนวนมากอาศัยพลังปราณมากเกินไป และปฏิบัติตามรูปแบบของวิชาลึกลับที่งดงามมากเกินไปจึงละเลยทักษะในการต่อสู้ที่ดั้งเดิมที่สุด สำหรับผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จะฝึกฝนไม่ให้อยู่ในระดับต่ำ แต่การต่อสู้ในระยะประชิด กลับเป็เื่ที่ยาก
“ได้สมบัติอีกแล้ว”เย่เฉินหัวเราะเสียงดัง ใช้มือตบพื้นจากนั้นพลิกตัวะโขึ้นไปตอนนี้เคล็ดวิชาการฝึกฝนอสูรเดือดดาลได้อยู่ในหัวของเขาแล้ว
เสียงร้องดังออกมาเย่เฉินชกหมัดออกไปทันที จากนั้นกลับหลังกวาดขา ตามด้วยผายฝ่ามือเป็แนวทแยง
หนึ่งชุดกระบวนท่าต่อหนึ่งลมหายใจ
ทันใดนั้นเองการเคลื่อนไหวของเย่เฉินก็รวดเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่องจนบางครั้งก็เหมือนหมาป่าตะครุบกระต่าย บางครั้งก็เหมือนเสือที่กระโจนไปในอากาศบางครั้งก็เหมือนกับวานรที่ะโอย่างผาดโผน เป็การเคลื่อนไหวที่พิสดารแต่ครอบคลุมการเคลื่อนไหวเพื่อการสังหารอสูรโดยส่วนใหญ่
เย่เฉินไม่ได้ใช้พลังปราณใช้เพียงแค่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเท่านั้น ในขณะที่ยืดเหยียดร่างกายออกไปซึมซับเคล็ดวิชาลับของอสูรเดือดดาล
เขาฝึกฝนเช่นนี้อยู่เป็เวลากว่าเก้าชั่วยาม
จวบจนถึงยามวิกาลเย่เฉินก็นั่งลงกับพื้นด้วยสภาพเหงื่อที่ท่วมตัว
เป็เวลาหลายวันหลังจากนั้นเย่เฉินก็ไม่ได้กลับไปยังสำนักเหิงเยว่ แต่กลับฝึกฝนวิชาการต่อสู้ระยะประชิดอย่างแข็งขัน
ใน่เวลากลางวันเขาะโออกจากถ้ำ และต่อสู้กับอสูรที่ทรงพลัง ขณะที่แปลงร่างในการต่อสู้จริงทุกครั้งที่เขานั้นออกมา ร่างกายก็ล้วนเต็มไปด้วยคราบเื
เมื่อถึงยามค่ำคืนเขาก็ขึ้นไปยังูเาที่เต็มไปด้วยพลังิญญาอันแข็งแกร่งเพื่อบำรุงร่างกายอีกครั้งจากนั้นยังคงฝึกฝนเคล็ดวิชาลับผลาญเวหาอย่างต่อเนื่อง
เย่เฉินรู้สึกประหลาดใจที่พบว่าการปลีกวิเวกฝึกตนนี้เป็อีกหนึ่งสิ่งที่มีความพิเศษที่เขาคาดไม่ถึงเลยว่ามันจะสามารถรักษารอยแผลเป็ทั้งตัวได้ หนำซ้ำยังฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วกว่าเมื่อก่อนมาก
จากกลางวันจนกลางคืนสุริยันจันทราหมุนเปลี่ยน
หลายวันต่อมาเย่เฉินจึงค่อยๆ เข้าใจแก่นแท้ของอสูรเดือดดาล ท่ามกลางการต่อสู้อย่างต่อเนื่องความแข็งแกร่งของร่างกายก็ได้ถึงจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง ทำให้เขามั่นใจว่าสามารถบรรลุถึงระดับสูงสุดของขั้นรวมพลังได้แล้ว
กล่าวได้ว่าการได้รับอสูรเดือดดาล นับว่าเป็ความโชคดีอย่างยิ่ง
เป็อีกหนึ่งค่ำคืนที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาราเย่เฉินเหยียดร่างกายออกไปและปรากฏตัวตรงหน้าปากถ้ำ ออกมาที่นี่หลายวันแล้วเขาจึงตัดสินใจจะกลับไปสำนักในคืนนี้
หือ?
เย่เฉินที่กำลังจะะโเข้าไปในป่าเขาจู่ๆ ก็ขมวดคิ้ว และอดไม่ได้ที่จะมองขึ้นไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนซึ่งมีสายรุ้งทอดยาวพาดผ่านเมื่อเข้าไปใกล้จึงพบว่าเป็หญิงสาวผู้หนึ่งที่อยู่ในชุดขาว
“ขั้นสมานญาณ”ในใจเย่เฉินสั่นเทา
ในบรรดาผู้ฝึกตนผู้ฝึกตนในระดับขั้นรวมพลังและระดับขั้นพลังธาตุหาก้าที่จะโบยบินขึ้นไปบนท้องฟ้าจำเป็จะต้องขี่สัตว์ิญญาเหาะขึ้นไปผู้ฝึกตนในระดับขั้นพลังหยางหาก้าเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าจะต้องควบคุมกระบี่โบยบินเมื่อฝึกถึงขั้นฝึกิญญา จึงจะสามารถควบคุมสายรุ้งเทวะได้มีเพียงฝึกฝนจนถึงขั้นสมานญาณเท่านั้น จึงจะสามารถเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าได้อย่างแท้จริงโดยไม่ต้องอาศัยการช่วยเหลือจากสัตว์ิญญากระบี่โบยบินและสายรุ้งเทวะ
อย่างนั้นหญิงสาวชุดขาวที่สามารถเหาะไปบนอากาศได้ก็แสดงว่าจะต้องฝึกตนจนถึงขั้นสมานญาณแล้ว
เมื่อเย่เฉินได้เห็นใบหน้าของหญิงสาวชุดขาวแล้วก็ต้องตกตะลึง
งามยิ่งนัก!
เพียงชั่วพริบตาเย่เฉินก็ตกอยู่ในภวังค์
ชุดของหญิงสาวผู้นั้นพลิ้วไหวตามสายลมชุดสีขาวดั่งหิมะ เส้นผมเคลื่อนไหวดุจสายน้ำ เปล่งประกายระยิบระยับกระทบกับก้อนเมฆใบหน้างดงามไร้ที่ติ งามจนสะกดผู้คนจนแทบจะหยุดหายใจ ประดุจเทพธิดาที่ลงมายังโลกโดยไม่กระทบเศษฝุ่นบนโลกมนุษย์แม้แต่น้อย
แต่สภาพของนางไม่ค่อยสู้ดีนักความเร็วขณะที่ลอยผ่านอากาศ ได้ลดลงอย่างกะทันหัน แสงสว่างทั่วทั้งร่างก็พลันหายไป
“ถูกไล่ล่า”เย่เฉินหรี่ตาลง จึงรู้ว่ามีคนสามคนกำลังไล่ตามนางอยู่ด้านหลัง อีกทั้งแต่ละคนก็สามารถลอยอยู่ในอากาศได้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอย่างน้อยต้องฝึกถึงขั้นสมานญาณแล้ว
“หนีไปดีที่สุด”เย่เฉินตระหนักได้ว่าเขาคงจะอยู่ที่แห่งนี้ไม่ได้แล้ว
เพียงเขาจะก้าวเท้าออกไปหญิงสาวชุดขาวผู้นั้นก็ตกลงมาจากอากาศ มีเส้นโค้งเส้นหนึ่งที่งดงามปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าตกลงมาอยู่ตรงหน้าของเขาพอดี
เฮือก!
เมื่อกระอักเืออกมาแล้วหญิงสาวชุดขาวนั้นก็พลันเหลือบมองไปที่เย่เฉิน จากนั้นก็หมุนกายไปซ่อนอยู่ในป่าอันรกชัฏไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจเย่เฉินซึ่งยืนอยู่ตรงนี้ไม่สามารถััได้ถึงความเคลื่อนไหวใดๆ ของนางได้เลย
คนที่ไล่ล่านางมาด้านหลังทั้งสามคนได้เข้ามาถึงคนหนึ่งเป็ชายผมสีเทา คนหนึ่งเป็ชายวัยกลางคนอยู่ในชุดคลุมพญางูและอีกคนหนึ่งเป็ชายหนุ่มอยู่ในชุดขาว ทั้งสามคนดูทรงพลังจนทำให้เย่เฉินแทบจะก้มลงไปกราบ
“หนุ่มน้อย เ้าเห็นใครผ่านมาทางนี้บ้างไหม?” ชายหนุ่มชุดขาวจ้องมองไปยังเย่เฉินด้วยสายตาแผดร้อนราวกับคบเพลิง
ในใจของเย่เฉินรู้สึกหวาดหวั่นไม่กล้าที่จะขยับเลยแม้แต่น้อย ทั่วทั้งร่างของเขาตกอยู่ในสายตาของชายหนุ่มชุดขาวราวกับร่างที่โปร่งใส
“ข้ากำลังถามเ้าอยู่?”ชายวัยกลางคนในชุดสีม่วงตะคอกเสียงดังออกมา
“ไป…ไปทางนั้นแล้ว” เย่เฉินชี้บอกทางมั่วซั่วเพื่อให้พวกเขารีบตามไปโดยเร็ว
“อย่าให้รู้นะว่าเ้าโกหกข้า ไม่เช่นนั้นเ้าจะต้องตายอย่างอนาถ”
“ตามไป” ชายชราผมเทาออกคำสั่งจากนั้นทั้งสามคนก็ได้ะโขึ้นไปในอากาศอีกครั้ง “นางได้รับาเ็สาหัสอีกทั้งยังถูกพิษเหอฮวนซาน หากปล่อยให้นางวิ่งไปได้ไม่นานแล้วถูกพวกเราจับเข้าใต้เท้าผู้ยิ่งใหญ่จะต้องยินดีเป็แน่”
เฮ้อ!
หลังจากทั้งสามคนออกไปเย่เฉินก็ถอนหายใจลงอย่างหนัก ทั้งร่างเต็มไปด้วยความโล่งอก
ในไม่ช้าหญิงสาวชุดขาวที่ซ่อนตัวอยู่ก็ได้เดินโซซัดโซเซออกมาด้วยท่าทีตื่นตระหนกดวงตาพร่ามัว สีหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ลมหายใจโรยแรง แม้แต่เดินก็ยังโคลงเคลง
เมื่อสายลมพัดมาหญิงสาวชุดขาวผู้นั้นก็ล้มลงกับพื้น
นี่!
เดิมทีเย่เฉินไม่ได้้าที่จะไปข้องเกี่ยวแต่เมื่อก้าวเท้าออกไป หญิงสาวชุดขาวผู้นั้นก็ได้ออกมาขวางเขาเอาไว้ทันที