บทที่ 20 งูสามเหลี่ยม
ทั้งสองฝ่ายต่างประจันหน้ากันอยู่เช่นนั้น ยังไม่มีผู้ใดยอมลงมือก่อน
การที่เฮ่อจือหร่านไม่ได้ลงมือ ไม่ใช่เพราะกลัวเ้าหน้าที่เหล่านี้ แต่เป็เพราะนางไม่อยากทำให้เื่บานปลาย
ถึงอย่างไรหนทางข้างหน้าก็ยังอีกยาวไกล การต่อสู้กันเพราะเื่เล็กน้อย ไม่เป็ผลดีอะไรกับคนสกุลโม่เลย
ส่วนเ้าหน้าที่ที่ยังไม่ยอมวางอาวุธ ก็ถูกแรงกดดันของฮูหยินผู้เฒ่ากับเฮ่อจือหร่านข่มขวัญเอาไว้
ขณะเดียวกัน สตรีคนอื่น ๆ ของสกุลโม่รวมถึงโม่หานเยี่ยจอมขี้กลัวก็ล้อมวงเข้ามา
แม้พวกนางจะยังหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ยืนหยัดอยู่ตรงนั้น เพื่อเป็กำลังให้แม่สามีและน้องสะใภ้เก้า
ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังตึงเครียด คนจากตระกูลอื่นนอกจากตระกูลเซี่ยจึงเอ่ยปาก
“เ้าหน้าที่ อย่าถูกสตรีสกุลโม่หลอกได้ พวกนางแค่อยากใช้วิธีนี้มาหลอกล่อพวกท่าน เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกลงโทษเท่านั้น”
“เขากล่าวได้ถูกต้อง คนของสกุลโม่ที่เสียสละเพื่อบ้านเมืองคือท่านกั๋วกงคนเก่ากับบุตรชายทั้งแปดคนของเขา แม้พวกเขาจะไม่ได้ตายในสนามรบ ก็คงถูกโม่จิ่วเยี่ยเ้าฏคนนั้นทำให้โมโหตายอยู่ดี กระทั่งพวกเราเองก็ยังพลอยติดร่างแห่จากโม่จิ่วเยี่ยด้วย แล้วเช่นนี้พวกนางยังจะมีหน้ามาพูดอะไรได้อีก”
“ใช่แล้ว สตรีสกุลโม่ต่างถูกโม่จิ่วเยี่ยล่อลวงจิตใจ จนเป็ฝ่ายเดียวกับเขาไปหมดแล้ว ไม่มีผู้ใดดีสักคน”
“เ้าหน้าที่จัดการพวกนางเสีย อย่าได้ปรานี”
คนตระกูลเซี่ยลำบากใจนัก พวกเขาเกลียดชังสกุลโม่ แต่ก็รู้ดีว่าเื่นี้เกิดจากเซี่ยฟาง คนสกุลโม่ที่ช่วยเหลือนางก็เท่ากับกำลังช่วยพวกเขาทางอ้อม
หลังจากครุ่นคิดไปมา ในที่สุดผู้เฒ่าเซี่ยก็เอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“ข้าไม่สนใจว่าโม่จิ่วเยี่ยทำอะไรไปบ้าง ข้ารู้เพียงว่าสตรีเหล่านี้ล้วนเป็ภรรยาม่ายของวีรบุรุษ สามีของพวกนางต่างล้มตายท่ามกลางสนามรบก็เพื่อแผ่นดินของราชวงศ์ต้าซุ่น ในจุดนี้ย่อมไม่อาจปฏิเสธได้”
ทั้งตระกูลเหอ ตระกูลหลี่ และตระกูลฟาง เดิมทีคิดว่าตระกูลเซี่ยจะอยู่ข้างเดียวกันกับพวกเขา แต่อีกฝ่ายกลับโง่งมคิดช่วยพูดแทนศัตรูที่ทำให้ตระกูลของตนเองถูกยึดทรัพย์สินและเนรเทศ
ชั่วขณะหนึ่ง สายตาจากคนทั้งสามตระกูลต่างมองตระกูลเซี่ยเป็ตาเดียว
“เซี่ยเทียนไห่ ท่านอย่าลืมสิว่าสาเหตุใดที่ทำให้ทั้งตระกูลท่านถูกเนรเทศ”
“เซี่ยเจา เซี่ยิ บิดาเ้าคงจะแก่ชรามากแล้ว รีบพาตัวเขากลับไปเถอะ อย่าปล่อยให้มาวุ่นวายเลย”
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มอลหม่าน เ้าหน้าที่จึงรีบะโด่าทันที
“หุบปากให้หมด พวกเ้าอยากถูกเฆี่ยนตีหรือ”
ได้ยินดังนั้นทุกคนในที่แห่งนั้นก็เงียบกริบ
พวกเขาเคยเห็นคนถูกแส้เฆี่ยนตีกับตามาแล้ว ไม่มีใครอยากทนรับความเ็ปเช่นนั้น
ตอนนั้นเองหัวหน้าเ้าหน้าที่เผิงวั่งพลันส่งเสียงร้องใ รีบย่อตัวจับน่องขวา
“อ๊าก… มีงู...”
เ้าหน้าที่คนอื่น ๆ รีบจับอาวุธในมือ เริ่มระแวดระวังทันที
เฮ่อจือหร่านตั้งใจจะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเ้าหน้าที่เหล่านี้ อย่างไรก็ตาม หากมีคนทำดีกับพวกเขาระหว่างทาง ความหวังในการมีชีวิตรอดของคนสกุลโม่ก็จะเพิ่มมากขึ้น
อีกทั้งยังเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกะทันหัน เพื่อช่วยชีวิตพี่สะใภ้รอง นางจึงจำเป็ต้องทำ
ตอนนี้เผิงวั่งกลับถูกงูกัด นางคิดว่านี่เป็โอกาสของนางแล้ว
ขณะบรรดาเ้าหน้าที่กำลังถือกระบี่ค้นหางูทั่วบริเวณ แส้ที่เฮ่อจือหร่านฉวยมาได้ก็โบกสะบัด
ปลายแส้พุ่งตรงไปฟาดจุดตายของงูพอดี
ร่างกายของนางในตอนนี้อ่อนแอไปสักหน่อย แรงที่ใช้ฟาดแส้จึงไม่อาจเทียบได้กับชาติก่อน
แม้จะฟาดโดนงู แต่มันก็ยังขดตัวอยู่ที่เดิม เพียงแต่เลื้อยไปได้ช้าลงมาก
และเพราะการกระทำของนาง เหล่าเ้าหน้าที่จึงพบตัวงู มีคนลงมือว่องไวชักกระบี่ฟาดฟันลงไป
ถึงแม้งูจะไม่ได้ถูกเฮ่อจือหร่านสังหารด้วยมือตนเอง แต่นางก็มีส่วนช่วยสำคัญ
หากนางไม่ได้ค้นพบตำแหน่งของงูทันเวลา ก็ยากจะรับประกันว่าเ้าหน้าที่คนอื่นจะไม่ถูกกัดอีก
แต่ด้วยความเคยชินหลายปี บังคับให้พวกเขาไม่อาจอ่อนข้อให้กับนักโทษได้
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใดจะรู้ว่านางช่วยพวกเขาอย่างจริงใจหรือไม่ บางทีมันอาจเป็เพียงความบังเอิญ
เฮ่อจือหร่านไม่ได้มองสีหน้าของเหล่าเ้าหน้าที่ แต่กลับมองงูที่ตายไปแล้ว
นางจดจำเผ่าพันธุ์ของงูชนิดนี้ได้ มันคืองูสามเหลี่ยมที่มีพิษร้ายแรง
พิษของงูสามเหลี่ยมเป็อันตรายต่อระบบประสาท และส่งผลต่อการทำงานของมัน
ใน่แรกที่ถูกงูกัด จะมีอาการปวดเฉพาะจุดที่ถูกกัด แต่อาการจะไม่แสดงออกชัดเจนมากนัก โดยทั่วไปหลังถูกกัดไปแล้วไม่กี่ชั่วยามก็จะเกิดอาการง่วงซึม เคลื่อนไหวผิดปกติ เปลือกตาตก รูม่านตาขยาย อ่อนแรงเฉพาะส่วน หายใจลำบาก และการหายใจจะล้มเหลว
หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจถึงแก่ชีวิตได้
ในฐานะแพทย์คนหนึ่ง เฮ่อจือหร่านจึงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“งูตัวนี้มีพิษร้ายแรง พวกท่านควรหาเชือกมารัดใต้เข่าของเขาไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้พิษแพร่กระจาย จากนั้นค่อย...”
“จะเป็งูพิษที่ร้ายกาจขนาดนั้นหรือ หากเป็งูพิษจริง ๆ ข้าจะยังกระฉับกระเฉงเหมือนตอนนี้ได้อย่างไร”
“เมื่อครู่ข้าแค่ใเท่านั้น ตอนนี้แผลไม่ค่อยเจ็บแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง”
เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองไม่เป็อะไร เผิงวั่งจึงลุกขึ้นยืนอย่างคล่องแคล่ว
“เ้าคนนั้นมานี่ เก็บงูตัวนี้ไว้ให้ดี เอาไว้ทำอาหารมื้อดึก”
เมื่อเห็นเผิงวั่งไม่คิดใส่ใจ เฮ่อจือหร่านจึงปิดปากเงียบ
นางพูดทุกอย่างที่ควรพูดไปแล้ว หากอีกฝ่ายไม่เชื่อ นางก็ไม่มีทางเลือก
ทำเพียงรอให้พวกเขามาขอความช่วยเหลือจากนางเอง
เพราะการเสนอตัวเข้าช่วยก่อน ไม่ใช่วิธีการค้าที่ดีนัก!
เฮ่อจือหร่านหมุนกายกลับ “ท่านแม่ พวกเรากลับกันเถอะ!”
“ได้ ทุกคนกลับไปนั่งกันเถอะ” ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งเพียงครั้งเดียว สตรีสกุลโม่ก็กลับไปยังที่นั่งของตน
เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เฮ่อจือหร่านเป็คนแรกที่พบตำแหน่งของงูตัวนั้น เหล่าเ้าหน้าที่จึงคิดจะปิดตาข้างหนึ่ง ไม่สืบสวนเื่นี้ต่อ
ทันทีที่พวกนางทุกคนหาที่นั่งได้ พี่สะใภ้รองก็เข้ามาหาเฮ่อจือหร่าน กล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
“น้องสะใภ้เก้า ขอบคุณที่ช่วยข้าไว้ จึงทำให้ข้ารอดพ้นจากการลงโทษได้”
“พี่สะใภ้รอง พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว การช่วยเหลือท่านเป็สิ่งที่ควรทำ”
“อืม... เพราะข้าใจร้อนเกินไป ทั้งที่รู้ว่าเ้าหน้าที่พวกนั้นจะต้องเฆี่ยนตีแน่ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอาเื่ให้หลานชายข้า”
เฮ่อจือหร่านสังเกตว่าพี่สะใภ้รองคนนี้มีนิสัยใจร้อนง่าย
ถึงแม้นางจะไม่โทษเซี่ยฟาง แต่สิ่งที่ควรเอ่ยเตือนก็ยังต้องพูด
“พี่สะใภ้รอง ตอนนี้สถานะของพวกเราแตกต่างจากเดิม ไม่ว่าจะมีเื่อะไร ขอให้ท่านปรึกษาทุกคนก่อน”
“น้องสะใภ้เก้า เ้าวางใจได้ ต่อไปหากมีเื่อะไร ข้าจะบอกท่านแม่กับเ้าล่วงหน้า”
เฮ่อจือหร่านคิดว่าการเตือนอีกฝ่ายเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว
นางจึงลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามตัว
“รอบตัวพวกเราเต็มไปด้วยพงหญ้า ไม่แน่ว่าอาจจะมีงูโผล่ออกมาอีก ข้าจะไปตรวจสอบดูสักหน่อย”
โม่จิ่วเยี่ยฟังคำพูดของเฮ่อจือหร่านแล้วก็ยิ่งสงสัยในตัวนางมากขึ้น
หญิงสาวที่เขาหมั้นหมายไว้เมื่อหลายปีก่อน เป็ไปไม่ได้ที่เขาจะไม่รู้จักนางเสียเลย
ในความคิดของชายหนุ่ม เฮ่อจือหร่านเป็เพียงคุณหนูโง่งมและเอาแต่ใจตนเอง
ทว่าแค่ได้ใกล้ชิดกับนางเพียงหนึ่งวัน หญิงสาวกลับมีลักษณะต่างไปจากที่เขารับรู้มา
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังมีความสามารถในการเคลื่อนย้ายสิ่งของจากท้องพระคลังได้อย่างไร้ร่องรอย รวมถึงอาวุธที่นางใช้สังหารเฉาเหริน ก็เป็สิ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน ต่อให้โม่จิ่วเยี่ยคิดจนหัวสมองแทบแตกก็ยังไม่เข้าใจสาเหตุ
ยิ่งได้ยินคำพูดของนางในตอนนี้ ทุกประโยคล้วนใสกังวานเต็มไปด้วยพลัง ไม่แพ้ขุนนางราชสำนักที่กล่าววาจาได้คล่องแคล่วแม้แต่น้อย