บทที่ 23
ออกเดินทาง
เหยียนไป๋เฉินมองนางเงียบ ๆ แววตาทอประกายซับซ้อนเขาเพ่งพินิจใบหน้าสงบเยือกเย็นของสตรีตรงหน้าอย่างละเอียด
แม้ไม่เคยพบพานนางมาก่อนในอดีต แต่เขาก็รู้ว่า 'ไป๋ซือเหนียง'ที่เขาเคยได้ยินเล่าขาน กับสตรีผู้ยืนตรงหน้าเขาเวลานี้...เหมือนจะเป็คนละคน
ไม่ใช่แค่เปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่เป็การเปลี่ยนแปลงที่ราวกับถูกย้อมด้วยจิติญญาอีกดวงหนึ่งไม่มีวี่แววของคุณหนูสูงศักดิ์ที่มีจริตเรียบร้อยไม่มีกลิ่นอายของลูกหลานตระกูลใหญ่จากนครหลวงแม้แต่น้อย
สิ่งที่เขาััได้จากนาง มีเพียงความนิ่งสงบที่คล้ายกับหุบเหวลึก และเย็นเยียบประหนึ่งน้ำแข็งพันปี
เขาพลันหลับตาลงชั่วครู่ก่อนเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้งดวงตาคมปลาบเปล่งแสงขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและหนักแน่น
"พูดตามตรง... ข้ารู้ดีว่าการกลับเมืองหลวงครั้งนี้ อาจไม่ใช่เื่ง่ายพวกเราคงไม่ได้เดินทางอย่างสงบสุขตลอดทางแน่นอน"
เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำกว่าเดิม "แต่ข้าก็ไม่มีทางเลือกถ้าไม่พาเถาเถากลับไปในตอนนี้ นางจะไม่มีผู้ใดคุ้มครองอย่างแท้จริง"
ไป๋ซือเหนียงเลิกคิ้วสูง ดวงตาเ็าเลื่อนมองใบหน้าเขาอย่างนิ่งสงบก่อนเอ่ยเสียงเรียบ"เ้ารู้ว่าอาจมีการลอบโจมตีแต่เ้าก็ยังเลือกจะพาเถาเถาเดินทางกลับเมืองหลวงในยามนี้"
นางหยุดไปชั่วครู่ เสียงเย็นเฉียบถามต่อ "เหตุใด?"
เหยียนไป๋เฉินไม่หลบเลี่ยงสายตา เขามองลึกเข้าไปในดวงตานั้นก่อนตอบเสียงหนักแน่น
"เพราะข้าเชื่อใจเ้า"
ประโยคสั้น ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยน้ำหนัก
เขาเอ่ยต่อด้วยสีหน้าจริงจัง "ข้าไม่รู้ว่าตอนนี้เ้ากลายเป็คนเช่นไรไม่รู้ว่าเ้าต้องผ่านอะไรมาบ้าง... แต่สิ่งที่ข้ารู้แน่ชัดก็คือหากเถาเถาตกอยู่ในอันตราย เ้าจะไม่มีวันนิ่งเฉยอย่างแน่นอน"
คำพูดของเขา ไม่ได้กล่าวเพื่อเอาใจทว่ามันคือความมั่นใจที่หยั่งรากลงไปในหัวใจของเขา
ไป๋ซือเหนียงหัวเราะเบา ๆเสียงหัวเราะนางดังกังวานใสราวระฆังเงินในยามค่ำคืน "มั่นใจนักหรือว่าข้าจะยื่นมือช่วย?"
ดวงตาคู่นั้นแฝงแววหยอกเย้า ขณะที่เอ่ยต่อ "เมื่อครู่ผู้ใดกันนะที่กล่าวว่า...บุตรชายของตระกูลหลินถูกหญิงสาวซ้อมก็สมควรแล้ว? ตอนนี้เ้าเหมือนมาขอร้องข้าไม่คิดว่ามันขัดแย้งกันเองบ้างหรือ?"
เหยียนไป๋เฉินยิ้มที่มุมปาก ไม่ได้มีท่าทีอับอายแม้แต่น้อยเขาพลันยกมือขึ้นผายออกเบื้องหน้า
"ข้าแค่พูดตามความจริง... แล้วเ้าก็สมควรจะเข้าใจดีจริงๆข้าไม่ต้องพูดเื่นี้ก็ได้ เพราะว่าเ้าก็เป็คนที่ปกป้องนางมาตลอดอยู่แล้วเพราะแบบนั้นครั้งนี้ ก็เหมือนเพียงข้าแจ้งให้เ้ารู้ไว้ก่อนเท่านั้น"
ไป๋ซือเหนียงไม่ได้ตอบโต้อีก นางเพียงเหลือบตามองชายหนุ่มครู่หนึ่งก่อนจะสาวเท้าเดินขึ้นรถม้าไปโดยไม่หันหลังกลับ
นางก้าวเข้าไปในรถม้าที่ประดับตกแต่งอย่างประณีต ตัดเย็บด้วยผ้าไหมชั้นดีสีแดงเข้มประดับลวดลายทองอร่าม เบาะนุ่มหนารองรับร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แบบภายในกว้างขวางเพียงพอจะให้คนสามคนเอนตัวนอนเหยียดขาได้โดยไม่เบียดเสียดกัน
เถาเถานั่งอยู่ในมุมหนึ่งของรถม้า ใบหน้าเล็ก ๆสว่างไสวด้วยดวงตากลมโตสีดำขลับที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น นางเอื้อมมือเล็ก ๆออกไปลูบคลำขอบหน้าต่างที่ประดับด้วยลายแกะสลักอย่างละเอียด
“ท่านแม่! ท่านดูสิ! ข้างในนุ่มมากเลยเ้าค่ะ!” เถาเถาอุทานเสียงใสนางเอนตัวลงนอนทาบกับเบาะนุ่ม แล้วกลิ้งไปมาอย่างสนุกสนาน ปากเล็ก ๆยังไม่หยุดพึมพำชมไม่ขาดปาก
“กลิ่นก็หอมด้วย! ที่บ้านของเรามีเบาะแบบนี้หรือเปล่าเ้าคะ?”
ไป๋ซือเหนียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย นางเดินเข้าไปนั่งข้างเถาเถาแล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะของเด็กน้อยเบา ๆ
"ที่บ้านของเราไม่มี... แต่ต่อไปอาจจะมี" นางเอ่ยอย่างเรียบง่ายแต่ดวงตาทอประกายอ่อนโยน
ขบวนรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากที่ตั้งทัพกลิ่นหอมของหญ้าแห้งและกลิ่นเย็นเฉียบของป่าเบาบางผสมกันพัดผ่านช่องหน้าต่าง
พลทหารสวมชุดเกราะสีแดงเข้มเดินเรียงแถวแ่าม้าศึกที่ถูกคุมบังเหียนส่งเสียงร้องในลำคอขณะก้าวเดินอย่างหนักแน่น
กองทัพเล็ก ๆ นี้เคลื่อนตัวออกไปในความเงียบสงัดของค่ำคืนราวกับงูั์สีแดงที่เลื้อยคืบคลานไปในผืนป่ามืดมิด
…
หลังจากออกจากเมืองชั่งหลิน
กองทัพัเพลิงในชุดเกราะแดงเข้มจำนวนร้อยห้าสิบคนเดินทัพอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย เสียงฝีเท้าม้าและเสียงอาวุธกระทบกันเบา ๆก้องกังวานในความเงียบสงัดของเส้นทางสายหลักพวกเขามุ่งหน้าออกจากเมืองชั่งหลินในยามเช้าดวงอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าสาดแสงสีทองอ่อน ๆอาบไล้ไปทั่วผืนป่าและทุ่งหญ้าริมทาง
วันที่หนึ่ง
เด็กน้อยเถาเถา นั่งอยู่ในรถม้า หัวกลม ๆ เล็ก ๆของนางโผล่พ้นขอบหน้าต่างเล็ก ๆ ขึ้นมา ดวงตากลมโตส่องประกายระยิบระยับริมฝีปากเล็กเม้มแน่นด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะเปลี่ยนเป็ยิ้มกว้างจนแก้มยุ้ย ๆนั้นพองขึ้น นางชี้นิ้วเล็ก ๆ ออกไปนอกรถม้า
“ท่านแม่! ท่านแม่! ดูสิ ๆ! ตรงนั้นมีเกวียนล้อใหญ่วิ่งผ่านด้วยเ้าค่ะ!”
เสียงเจื้อยแจ้วของเถาเถาทำให้ไป๋ซือเหนียงที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ เงยหน้าขึ้นมองพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“นั่นเป็เกวียนบรรทุกสินค้าจากเมืองชั่งหลินไปยังนครซือหยวนพวกเขาเดินทางค้าขายกัน” ไป๋ซือเหนียงอธิบายอย่างใจเย็น
เถาเถาพยักหน้าหงึก ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสนใจราวกับโลกภายนอกที่เพิ่งได้เห็นเป็สิ่งใหม่เอี่ยมอ่องสำหรับเด็กหญิงวัยห้าขวบที่ไม่เคยเดินทางออกจากบ้านมาก่อน
ขบวนทัพเคลื่อนผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ สายลมอ่อน ๆพัดโชยเอากลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ป่าเข้ามาในรถม้าเถาเถาเอื้อมมือไปโบกเล่นกับสายลมขณะดวงตาเล็กจับจ้องไปยังกลุ่มผีเสื้อหลากสีที่บินวนไปมา
“ท่านแม่ ๆ! ผีเสื้อสีทองเ้าค่ะ! นั่น... นั่น! เหมือนที่ท่านเล่าเลย!”
เสียงของเด็กหญิงทำให้ไป๋ซือเหนียงหัวเราะเบา ๆนางยื่นมือไปลูบศีรษะเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูขณะที่เหยียนไป๋เฉินซึ่งขี่ม้าอยู่ข้างรถม้าเพียงปรายตามองแล้วหลุบตาลงเหมือนซ่อนรอยยิ้มที่กำลังผุดขึ้น
วันที่สอง - วันที่สาม
หลังจากเดินทางผ่านทุ่งหญ้าเปิดโล่งขบวนทัพเข้าสู่เส้นทางที่เริ่มสูงชัน ล้อมรอบไปด้วยแนวเขาสลับซับซ้อนและป่าทึบที่ทอดตัวยาวสุดสายตา
พวกเขาเดินทางเลียบไหล่เขา ด้านหนึ่งเป็หน้าผาสูงชันอีกด้านเป็หุบเหวที่มีแม่น้ำสายยาวทอดผ่าน เถาเถาเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงนางยื่นหน้าออกไปจากหน้าต่างรถม้า ดวงตากลมโตส่องประกาย
“ท่านพ่อ ๆ! ดูสิ ๆ! น้ำตรงนั้นสีฟ้าใสเหมือนหยกเลยเ้าค่ะ!”
นางชี้นิ้วเล็ก ๆ ไปยังแม่น้ำที่ทอดตัวคดเคี้ยวเบื้องล่างซึ่งสะท้อนแสงแดดจนแวววาวราวกับแผ่นกระจกเงา
เหยียนไป๋เฉินเพียงขานรับในลำคอ เสียงทุ้มต่ำของเขาเปล่งออกมา “นั่นคือแม่น้ำเจียงหลัวต้นน้ำของทะเลสาบเทียนเหอ”
คำตอบของเขาทำให้เถาเถาหันมามองเขาด้วยดวงตาเป็ประกายยิ่งกว่าเดิม “ทะเลสาบเทียนเหอ!ใช่ที่มีัอาศัยอยู่หรือไม่เ้าคะ!?”
คำถามนั้นทำให้ไป๋ซือเหนียงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ “เ้าคงฟังนิทานมาเยอะเกินไปแล้วล่ะ”
ในวันที่สามขบวนทัพเดินทางผ่านทุ่งป่าที่มีต้นสนและไม้ใหญ่ขึ้นเบียดเสียดกันแน่นขนัดเสียงนกร้องขับขานดังก้องไปทั่วบริเวณแสงแดดลอดผ่านยอดไม้ส่องแสงเป็ลำริ้วลงมายังพื้นดิน
เถาเถาตื่นตาตื่นใจกับต้นไม้ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้า “ท่านแม่!ต้นไม้นั่น... ถ้าปีนขึ้นไป ข้าจะได้เจอพญานกหรือไม่เ้าคะ?”
ไป๋ซือเหนียงหันไปมองลูกสาวด้วยรอยยิ้ม “ปีนขึ้นไปถึงยอดได้ก่อน แล้วค่อยว่ากัน”