บทที่ 8 ข้อตกลง
ลู่เจียวเจียวรีบแทรกขึ้นมาว่า “พ่อ นี่เป็สมบัติล้ำค่าของร้านยาเย่าหวังนะ โสมป่าสามสิบปี มีมูลค่าอย่างน้อยสองแสนหยวนเลยนะ”
รอบข้างมีเสียงร้องอุทานด้วยความใ ใบหน้าของลู่กั๋วฟู่ก็เต็มไปด้วยความดีใจ
“ิอวี่ นายนี่มีน้ำใจจริง ๆ”
ตู้ิอวี่โบกมือด้วยท่าทางใจกว้าง เขายิ้มพลางพูดว่า “ขอเพียงลุงชอบก็ดีแล้ว ถ้ามันช่วยรักษาอาการของคุณย่าได้ ต่อให้แพงแค่ไหนก็คุ้มค่า!”
จากนั้น ลู่เจียวเจียวก็หันมามองหลัวเซิงที่อยู่ทางนี้
“น้องเขย ได้ยินว่านายรวยมาก ทั้งูเาทอง ทั้งชายหาดเพชร ครั้งแรกที่มาก็ต้องเอาจรวดมาฝากสิ?”
“จรวดบ้าบออะไรกัน ดูกองของเน่าพวกนั้นสิ”
จางกุ้ยเฟินชี้ไปยังกองของเยี่ยมเยียนที่ลู่ชิงเมิ่งและหลัวเซิงซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตด้วยสายตาดูแคลน
“แค่นี้เองเหรอ?”
ลู่เจียวเจียวเดินเข้าไปใกล้ คว้าถุงขึ้นมาแล้วทำสีหน้าแข็งทื่อ
“ของขยะพวกนี้ก็กล้าเอามาให้คุณย่า”
เธอโยนของขวัญพวกนั้นลงไปที่เท้าของลู่ชิงเมิ่งอย่างไม่ใส่ใจ
“ดูสิว่านายซื้ออะไรมา ของพวกนี้มันยังมีคุณค่าทางโภชนาการไม่เท่ากล่องนมสักกล่องเลย” ลู่เจียวเจียวหัวเราะเยาะ
ต้องยอมรับว่า การกระทำแบบนี้ของลู่เจียวเจียวเป็การดูถูกคนอย่างมาก
ขณะที่คนตระกูลลู่ที่อยู่ด้านข้างกำลังพิจารณาโสมต้นนั้นอย่างละเอียด โดยไม่ได้สนใจพวกเขาเลย ราวกับว่ายอมรับการกระทำของลู่เจียวเจียวโดยปริยาย
ลู่ชิงเมิ่งยืนนิ่งอยู่ที่เดิม รู้สึกละอายใจและโกรธแค้นอย่างที่สุด นี่คือของขวัญที่เธอและหลัวเซิงเลือกให้ย่าอย่างตั้งใจ
ในที่สุด กลับถูกมองว่าเป็ขยะ
ใบหน้าของหลัวเซิงดูมืดมนอย่างที่สุด เขาก้มลงเก็บอาหารเสริมบนพื้นขึ้นมา เปลวไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวลุกโชนอยู่ในใจ
“กินข้าวกันเถอะ”
เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้ว ลู่กั๋วฟู่ก็ประกาศให้รับประทานอาหาร
คนตระกูลลู่ทั้งหมดนั่งลงที่โต๊ะ ในตอนแรก ลู่ชิงเมิ่งกับหลัวเซิงนั่งโต๊ะเดียวกับลู่กั๋วฟู่
เธอเป็สายตรงของตระกูลลู่ จึงควรนั่งที่โต๊ะนี้
แต่หลังจากนั่งโต๊ะได้ไม่นาน ลู่เจียวเจียวก็พูดอย่างรังเกียจว่า “ที่โต๊ะเหล้านี้ ทำไมถึงมีเด็กด้วยล่ะ”
ทันใดนั้น ทุกคนก็มองไปที่หลัวเซิง
เพราะในบรรดาคนเหล่านี้ มีเพียงหลัวเซิงคนเดียวที่อุ้มเด็กอยู่
“ชิงเมิ่ง ลูกสาวของเธอก็ไม่เล็กแล้ว ทำไมไม่ให้เธอไปนั่งที่โน่นล่ะ จะได้ให้คนใช้ดูแลด้วย”
ลู่กั๋วฟู่ชี้ไปที่โต๊ะเล็กอีกด้านหนึ่งแล้วพูด นั่นคือที่ที่ให้คนใช้ในบ้านกินข้าว
เห็นได้ชัดว่าเสี่ยวซือเหยาไม่มีดวงตาแล้ว เป็ไปไม่ได้ที่จะกินข้าวด้วยตัวเอง
หลัวเซิงไม่อาจยอมให้คนใช้เ่าั้แตะต้องลูกสาวที่รักของเขาอีก
ดังนั้นเขาจึงไม่พูดอะไร แต่อุ้มเสี่ยวซือเหยาลงจากโต๊ะโดยตรง
ลู่ชิงเมิ่งรู้สึกอึดอัดใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ได้แต่ตามหลัวเซิงไปที่โต๊ะเล็กอีกฝั่ง
อย่างไรเสีย หลายปีมานี้ เธอชินกับการถูกรังเกียจอยู่แล้ว
แต่ตอนนี้ เธอค่อนข้างใส่ใจความรู้สึกของหลัวเซิงมากกว่า
ในเมื่อผู้ชายอย่างเขายังถูกไล่ให้ออกจากโต๊ะ หากเธอยังนั่งอยู่ตรงนั้น มันจะไม่ทำให้หลัวเซิงเสียหน้ามากไปกว่านี้เหรอ
“หลัวเซิง ถ้าคุณรู้สึกว่าทนไม่ไหว คุณก็ไปได้นะ”
หลัวเซิงยิ้มให้เธอ ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ แล้วพูดว่า “คุณไปที่ไหน ผมก็จะอยู่ที่นั่น”
ลู่ชิงเมิ่งมีน้ำตาคลอเบ้า เธอพยักหน้าให้หลัวเซิง รู้สึกอบอุ่นใจมาก
เมื่อดื่มไปสามรอบ ลู่กั๋วฟู่ก็แสดงสีหน้ากังวลออกมาบ้าง
“นี่ก็สามเดือนแล้ว อาการป่วยของคุณย่ายังไม่ดีขึ้นเลย จะทำยังไงดี”
เขาพูดพลางมองไปรอบ ๆ คนในตระกูลลู่ แล้วถามขึ้นมา
“ในพวกคุณ มีใครรู้จักกับหมอชื่อดังแถบเจียงหนานบ้าง ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ก็ลองเชิญมาก่อนก็ได้”
เมื่อพูดจบ ทุกคนก็มองหน้ากัน สีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ต่างพากันมองไปที่ตู้ิอวี่
ถ้าจะพูดถึงความสัมพันธ์กับหมอชื่อดังแถบเจียงหนาน ในฐานะลูกชายคนโตของร้านยาเย่าหวังอย่างตู้ิอวี่ ย่อมมีสิทธิ์พูดมากกว่าอยู่แล้ว
แต่ก่อนหน้านั้น สมาชิกคนหนึ่งในตระกูลลู่พูดขึ้นมาก่อนว่า “ผมรู้ว่าที่เซียงถานมีหมอเทวดาเซวียอยู่ วันนี้เขามาถึงเจียงตงแล้ว ได้ยินว่าเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเจียงตงอย่างคุณโจว เสียค่าใช้จ่ายมหาศาลเพื่อเชิญเขามา”
“ใช่แล้ว ได้ยินว่าหมอเทวดาเซวียนั้น มีวิชาการแพทย์อันน่าอัศจรรย์ที่สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้ หากสามารถเชิญมาได้ โรคของคุณย่าต้องหายได้อย่างรวดเร็วแน่นอน!” อีกคนหนึ่งในตระกูลลู่พูดเสริม
“โอ๊ะ? จริงเหรอ?” ลู่กั๋วฟู่ดีใจ รีบหันไปถามตู้ิอวี่ “ิอวี่ นายเคยได้ยินเื่หมอเทวดาเซวียนี้หรือไม่?”
“ครับลุง หมอเทวดาเซวียคนนี้เป็อัจฉริยะทางการแพทย์ที่หาได้ยาก แม้แต่พ่อของผมเองยังยอมรับว่าสู้ไม่ได้ หากสามารถตามหาเขาเจอ โรคที่พ่อของผมรักษาไม่ได้ เขาน่าจะมีวิธีรักษาได้” ตู้ิอวี่พยักหน้าวิเคราะห์
“ดีมาก!”
ลู่กั๋วฟู่ตบโต๊ะ “ใครสามารถติดต่อหมอเทวดาได้ ลู่คนนี้จะเป็หนี้บุญคุณเขา”
พอพูดจบ ลู่กั๋วฟู่ก็หันไปมองลูกสาวของตัวเองด้วยรอยยิ้ม “เจียวเจียว ลูกอยากเป็ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทเครื่องสำอางลู่ไม่ใช่เหรอ?”
ได้ยินดังนั้น ในใจของหลัวเซิงก็อดหัวเราะเ็าไม่ได้
ช่างเป็การไม่ยอมให้ผลประโยชน์ไหลไปนอกตระกูลจริง ๆ!
ลู่กั๋วฟู่นี่ช่างคิดคำนวณได้ดีเยี่ยม!
เห็นได้ชัดว่าตู้ิอวี่รู้จักหมอเทวดาเซวีย และลู่กั๋วฟู่ก็ใช้วิธีโยนอิฐเพื่อล่อหยก*[1]
เพื่อให้ลูกสาวของตัวเองได้เป็ผู้จัดการทั่วไปอย่างชอบธรรม!
“ชิงเมิ่ง คุณทำงานอะไรในชีวิตประจำวันเหรอ?”
เมื่อพูดถึงเื่งาน หลัวเซิงนึกถึงลู่ชิงเมิ่งขึ้นมาได้ จึงหันไปถามด้วยความเป็ห่วง
ลู่ชิงเมิ่งที่อยู่ข้าง ๆ มีสีหน้าไร้ความสดใส ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น
เดิมทีเธอไม่ได้ตั้งใจจะคุยกับชายหนุ่มเพ้อฝันคนนี้ แต่พอได้ยินลุงพูด ใบหน้าของเธอก็ฉายแววใฝ่ฝันและปรารถนาออกมาเล็กน้อย
แต่ความรู้สึกคลุมเครือนี้ถูกแทนที่ด้วยความผิดหวังอย่างรวดเร็ว
หลัวเซิงเห็นความคิดของเธอ น้ำเสียงมีความหมายปลอบประโลมอยู่บ้าง
“ลู่ชิงเมิ่งของผมเก่งขนาดนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็ผู้จัดการสิ”
“อย่าพูดเหลวไหล ฉันเป็แค่หัวหน้ากลุ่มโครงการเท่านั้น”
ลู่ชิงเมิ่งเห็นหลัวเซิงเริ่มพูดจาเหลวไหลอีกครั้ง จึงรีบพูดขัดขึ้นมา
“แล้วเหนือหัวหน้ากลุ่มขึ้นไปล่ะ” หลัวเซิงไม่ค่อยเข้าใจระบบของบริษัทพวกนี้เท่าไหร่
“เหนือหัวหน้ากลุ่มขึ้นไปก็มีหัวหน้าแผนก ผู้อำนวยการ แล้วจึงเป็ผู้จัดการทั่วไป” ลู่ชิงเมิ่งอธิบาย
ได้ยินถึงตรงนี้ มุมปากของหลัวเซิงก็ยกขึ้นเล็กน้อย เขายิ้มแล้วถามว่า “ชิงเมิ่ง คุณอยากเป็ผู้จัดการทั่วไปไหม”
“ผู้จัดการทั่วไปเหรอ…”
ในดวงตาของลู่ชิงเมิ่งฉายแววแห่งความหวังอันแรงกล้า
เธอปรารถนาจะเป็ผู้จัดการทั่วไปเหลือเกิน
เจียงตงถือว่าเป็เมืองท่าที่อุดมสมบูรณ์มากในเจียงหนาน ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจึงค่อนข้างสูง
เงินเดือนของลู่ชิงเมิ่งต้องดูแลทั้งพ่อแม่และลูก ยังคงไม่พอใช้
ตอนนี้หลัวเซิงกลับมา เธอหวังว่าในที่สุดก็มีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ แต่กลับได้รับความผิดหวังอย่างสุดซึ้ง
ลู่ชิงเมิ่งรู้ดีในใจว่า ถึงแม้เธอจะตั้งใจและพยายามสิบปี ยี่สิบปี
ลู่กั๋วฟู่ก็ไม่มีทางปล่อยให้เธอได้นั่งตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปนี้หรอก
ในสายตาของคนตระกูลลู่ เธอเป็คนที่ทำให้ตระกูลเสื่อมเสีย เป็ความอับอายของตระกูล
“หลัวเซิง คุณเลิกเพ้อฝันได้ไหม” ลู่ชิงเมิ่งพูดกับหลัวเซิงด้วยสีหน้าจริงจัง
ยังไงหลัวเซิงก็เป็ผู้ชายคนหนึ่ง ถ้าเขาทำงานอย่างขยันขันแข็ง อย่างน้อยก็ช่วยแบ่งเบาภาระให้เธอได้บ้าง ยังดีกว่าไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศจนไม่เหลืออะไรเลย
“เอาเถอะ ถือว่าผมไม่ได้พูด” หลัวเซิงยักไหล่
เดิมทีเขาคิดว่าในเมื่อหมอเซวียนั่นถูกโจวสุ่ยหนิวเชิญมา พวกเขาก็น่าจะมีความสัมพันธ์อะไรบางอย่างต่อกัน
แต่ลู่ชิงเมิ่งดื้อรั้นไม่ยอมเชื่อ หลัวเซิงก็ทำอะไรไม่ได้
ลู่เจียวเจียวแอบฟังบทสนทนาของทั้งสองอยู่แต่แรก ตอนนี้ยิ่งมีสีหน้าเยาะเย้ย เอ่ยถามทั้ง ๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
“พวกคุณสองคนกำลังซุบซิบอะไรกันอยู่น่ะ อย่าบอกนะว่ากำลังคิดจะเป็ผู้จัดการทั่วไป”
[1] โยนอิฐเพื่อล่อหยก (抛砖引玉) เป็สำนวนจีน หมายถึง การพูดหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อกระตุ้นให้ผู้อื่นแสดงความคิดเห็นหรือร่วมกิจกรรม