ยามค่ำปกคลุมป่าแห่งนี้เร็วราวกับสั่งได้ แม้จะเพิ่งโพล้เพล้เมื่อครู่ แต่ท้องฟ้ากลับมืดสนิทในพริบตา เงาของต้นไม้สูงตระหง่านดูเหมือนกำแพงดำทะมึน ลมเย็นพัดวูบผ่านจนเกิดเสียงหวีดหวิว เหมือนเสียงกู่ร้องชวนหวาดผวา
ไป๋เฉินและอวิ๋นลั่วพร้อมลูกน้องอีกสองคน ตั้งค่ายพักแรมชั่วคราวใกล้ธารน้ำลึกเข้ามาในป่า พวกเขายังคงระแวดระวังต่อเนื่อง หลังจาก่กลางวันที่เพิ่งได้ยินเสียงโซ่ลึกลับ และพบร่องรอยเท้าขนาดใหญ่แปลกประหลาด จนไม่แน่ใจว่าเป็ฝีมืุ์หรือสัตว์ร้าย
“ถ้าวันนี้มีแขกไม่ได้รับเชิญอีก ก็ขอให้เป็พวกที่ไม่เก่งมากเถอะ” ไป๋เฉินบ่นพึมพำยามนั่งผิงไฟ ดวงตาทอดมองเ้าเฮงเฮงที่ยังนั่งตื่นตัว จมูกดมอากาศอยู่ไม่หยุด
“คิดว่ามีหวังรึ?” อวิ๋นลั่วทอดสายตาเ็า แต่มีริ้วอารมณ์ขันแฝง “ถ้าเกิดเ้าโผล่มาได้ยิน คงโกรธที่ถูกดูแคลน…”
“โธ่… ข้าก็ไม่ได้ดูแคลนใคร แค่เหนื่อยจะหนีแล้วน่ะ” เขาหัวเราะขื่น นึกถึงหมัดแมวเหมียวฟ้าประทานที่เคยใช้ก็อดจะอายปนขำไม่ได้
…
ทุกคนนั่งเรียงกันรอบกองไฟเล็กๆ สลับกันเฝ้ายามโดยไม่ประมาท ในบรรยากาศสงัดนั้น ไกลออกไปเหมือนจะมีเสียงฝีเท้าสะเปะสะปะวนเวียน แล้วก็เงียบหาย
ลูกน้องชุดดำคนหนึ่งยกดาบขึ้นพร้อม “คุณหนูอวิ๋นลั่ว ข้ารู้สึกเหมือนมีคน… หรืออะไรก็ไม่แน่ใจ…แอบเคลื่อนไหวตรงสันเขาเหนือศีรษะเรานี่”
ยังไม่ทันจะอธิบายอะไรต่อ เ้าเฮงเฮงก็ร้อง “โฮ่ง!” ขึ้นมาวิกฤต พลางวิ่งทะยานออกจากค่ายไปทางลาดเขา
“อ้าว! เ้าเฮงเฮง นี่จะไปไหน!?” ไป๋เฉินใ รีบคว้ากระบี่ที่เพิ่งได้มาจากลูกน้อง (เพราะตัวเขาใช้หมัดแมวมากกว่า) ตามหลังมันทันที
อวิ๋นลั่วไม่รีรอเช่นกัน เธอสัญญาณให้ลูกน้องอีกสองคนคอยเฝ้าค่ายส่วนหนึ่ง แล้วตัวเธอกับไป๋เฉินตามเ้าเฮงเฮงไป เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
พวกเขาวิ่งฝ่าความมืดตามเ้าเฮงเฮงไปเรื่อยๆ หัวใจเต้นแรงไม่หยุด รู้ตัวอีกที ก็โผล่มาในลานหินเล็กๆ ริมผาสูงที่มองเห็นแสงดาวระยิบ้า แต่ก็ไร้แสงไฟอื่นใด
“เงียบ… เ้าเห็นอะไรหรือเปล่า?” ไป๋เฉินหอบเล็กน้อย หันถามอวิ๋นลั่วที่กำกระบี่พร้อมต่อสู้
“ไม่… แต่หมาตัวนี้ต้องได้กลิ่นอะไรแน่” เธอหันมองซ้ายขวา
ทันใดนั้น เสียงแหลมสูงดังกรีดในความมืด พร้อมกับร่างปริศนาสองคนกระโจนออกมาจากหลังโขดหิน ตวัดอาวุธใส่ทั้งคู่แทบจะทันที!
“มาแล้วสินะ!” อวิ๋นลั่วปัดป้องด้วยกระบี่อย่างคล่องแคล่ว พลังน้ำแข็งบางๆ แผ่กระจายจนเกิดละอองหนาวสะท้าน ส่วนไป๋เฉินเองก็สะบัดมือเตรียมหมัดแมวเหมียวฟ้าประทาน
“เหมียว!” เสียงดังลั่นออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจอีกครั้ง ทำเอาร่างปริศนาแอนตัวหลบแทบไม่ทัน ยิ่งไปกว่านั้น มันเผลอร้อง “หา!?” ด้วยความงุนงงว่าคู่ต่อสู้เป็คนหรือแมวกันแน่
ไป๋เฉินกัดฟันตั้งหลัก “เฮ้ย ทำไมทีไรข้าต้องหลุดเสียงน่าอายด้วยวะ!”
ร่างปริศนาอีกคนเห็นช่องว่าง ควงกระบี่สั้นหมายจะพุ่งใส่จากด้านข้าง แต่เ้าเฮงเฮงเห่าดังก้อง “โฮ่ง!” แล้วงับกางเกงของศัตรูดึงไว้จนล้มหน้าคว่ำกับพื้นอย่างแรง!
“หมาอะไรวะเนี่ย!!” มันสบถลั่น พลางสะบัดขา หนีก็ไม่พ้นง่ายๆ
“ฮ่าๆ ดีมาก เ้าหนู!” ไป๋เฉินดีใจ สบโอกาสหมุนตัวต่อยหมัดแมวเหมียวเข้าเต็มกลางหลังศัตรูคนนั้น พร้อมเสียงร้อง “เหมียว!” เพิ่มระดับความอับอายอีกหน
ทุกครั้งที่ไป๋เฉินออกหมัด จะมีเสียง “เหมียว!” ประหลาดปนออกมาด้วย ทำเอาศัตรูถึงกับเสียจังหวะและโดนท่าแปลกๆ จนบางรายกระเด็นไปชนโขดหิน
“เกิดมาไม่เคยเจอวิชาฮาๆ แบบนี้!” ศัตรูคนแรกะโพลางชักกระบี่จะสู้ต่อ แต่แล้วอวิ๋นลั่วใช้โอกาสที่มันเสียสมาธิ ตวัดกระบี่อย่างรวดเร็ว สกัดจุดจนอีกฝ่ายยกแขนไม่ขึ้น
“หยุดมือเสียเถอะ มิฉะนั้นเ้าจะเจ็บมากกว่านี้” เธอออกคำสั่งเสียงเยือกเย็น
อีกคนเองก็พยายามจะลุกหนีจากเฮงเฮง แต่ถูกไป๋เฉินเตะตัดขาแล้วฟาดฝ่ามือลงจนสลบเหมือด
“เฮ้อ…” เขาถอนหายใจ “นี่ไม่ใช่ตัวร้ายเก่งกาจอะไร แต่ก็ดีพอทำให้เราปวดหัวได้เหมือนกัน”
อวิ๋นลั่วปัดฝุ่นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยกับศัตรูที่ยังพอมีสติ “พวกเ้าเป็ใคร? ทำไมถึงตามมาทำร้ายพวกข้า?”
มันไม่ตอบ ั์ตาเต็มไปด้วยความดื้อดึง เรียกได้ว่าอาจถูกบงการหรือมีคำสั่งตายไม่ให้เผยข้อมูล
ทันใดนั้นเอง เสียงโซ่เหล็กกระแทกกับพื้นหินก็ดังก้องขึ้นอีกครั้ง “กร๊องแกร๊ง… กร๊องแกร๊ง…” คล้ายกระชากแรงจากใครบางคนที่อยู่บนขอบผา ฝุ่นและก้อนหินเล็กๆ ร่วงลงมาเป็ทาง
เ้าเฮงเฮงเห่าใส่อย่างหวาดระแวง “โฮ่ง!!”
ทั้งสองหันขวับไปมอง เห็นเพียงเงาตะคุ่มสูงใหญ่อยู่เหนือขึ้นไป แสงจันทร์บางส่วนสาดตกกระทบให้เห็นโครงร่างเหมือนคนสวมเกราะหนัก สะพายโซ่ยาวพาดบ่า สีหน้าไม่ชัดเจนเพราะอยู่ในเงามืด
“นั่นใคร?” อวิ๋นลั่วถามเสียงแข็ง
ร่างนั้นไม่ตอบ เพียงแค่หัวเราะแหบพร่าในลำคอ ก่อนหันหลังเดินหายไปบนสันผา ปล่อยให้เสียงโซ่ดัง “กึง” หล่นติดพื้นเสี้ยววินาทีก่อนที่มันจะดึงกลับขึ้น
ไป๋เฉินรู้สึกหนาวเยือกวาบ “นี่คงเป็เ้าของร่องรอยเท้าั์ที่เราเจอตอนกลางวันแน่ๆ… มันตามมาถึงนี่เพื่ออะไรกัน?”
“แล้วทำไมถึงไม่ลงมาสู้เอง ปล่อยสมุนพวกนี้มาดักทาง?” เธอสงสัย
“หรือเพราะยังประเมินว่าเรามีความสามารถแค่ไหน แล้วค่อยลงมือทีหลัง?” ไป๋เฉินคาดเดา
พวกศัตรูที่เหลือสองคน โดนจับมัดมือมัดเท้าไว้ด้วยเชือก ในเมื่อไม่ยอมพูดอะไรมาก ทั้งสองเลยพาไปยังค่ายเพื่อซักถามต่อ ทิ้งสภาพลานหินที่มืดหม่นเงียบเหงา ราวกับไม่ได้มีการต่อสู้โกลาหลเมื่อครู่
ระหว่างทาง เ้าเฮงเฮงเดินนำอย่างภาคภูมิ ดูเหมือนจะเคลิ้มกับชัยชนะเล็กๆ ของตน ไป๋เฉินหัวเราะออกมาเบาๆ “มันตั้งใจงับกางเกงคนร้ายสุดชีวิตเลยนะ บอกแล้วว่ามีประโยชน์ล่ะ!”
“จริงสิ…หมาตัวนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ” อวิ๋นลั่วเอ่ยชม “แถมวิชาเหมียวของเ้าก็ยังได้ผลเสมอ ไม่ว่าดูตลกแค่ไหนก็ตาม”
“อูย…อย่าพูดเลย ข้าอายตัวเองทุกครั้งที่ะโ ‘เหมียว’” เขายิ้มเจื่อนๆ
เมื่อกลับมาถึงค่ายกลางดึก ลูกน้องอีกสองคนก็รีบเข้ามาช่วยจัดการสมุนที่ถูกจับได้ พยายามซักถาม แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ข้อมูลใหม่ใดๆ ชัดเจน นอกจากจับใจความได้ว่า “นายของพวกเขา” สั่งให้มาสกัดขบวนนี้ไม่ให้ถึงสุสานโบราณ เพราะกลัวพวกเขาจะชิงบางอย่างไปก่อน
“นั่นยิ่งยืนยันว่าเราต้องไปสุสานนะ” อวิ๋นลั่วพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
ขณะที่ไป๋เฉินนั่งลูบหัวเ้าเฮงเฮงที่ค่อยๆ สงบลงบ้าง เขาครุ่นคิดว่านายที่มีโซ่และรูปร่างใหญ่โตคนนั้นเป็ใคร หรือจะเกี่ยวพันกับ ‘ยันต์ัสลัก’ มากกว่าที่คิด
“พวกเขา้าหยุดเราก่อนถึงสุสาน… แต่นายปริศนาคนนั้น สวมเกราะลากโซ่…กำลังเตรียมอะไรอยู่? เื้ักลอุบายนี้จะนำพวกเขาไปสู่ศึกอันใหญ่หลวงเพียงใด?”
(โปรดติดตามตอนต่อไป!)