ผมกลายเป็นแวมไพร์แถมใช้ได้แต่เวทมนตร์สายSupportซะงั้น!

    บทที่ 4

    บทที่ 4

    หลังจากผมฟังเรื่องราวทั้งหมดจากเด็กชาย ผมก็รีบตรงดิ่งมาที่บ้านของเด็กชายทันที แล้วทำไมถึงมาที่นี่งั้นเหรอ? เพราะตอนที่ผมถามถึงผู้ปกครองคนอื่นที่ยังอยู่กับเขาตอนนี้ ทำให้ผมรู้ว่าคุณแม่ของเด็กผู้ชายกำลังรักษาตัวอยู่เพราะถูกปีศาจทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บที่ขาหลังจากออกไปหาสมุนไพรมาขาย“...ว่าแต่ คุณเรย์ทริสเดินตามมาด้วยทำไมครับ?”ผมที่ยืนอยู่หน้าบ้านของเด็กชาย หันหลังกลับไปมองเอลฟ์ขี้เหยียดผู้เดินตามหลังมาด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดูสายตาหยิ่งสโยนั่นสิ… ไม่อยากจะมองหน้าซะเลย ให้ตายสิ ไหนเขาบอกว่าจะไม่รับงานนี้ไง? ทำไมถึงตามมาด้วยล่ะ?“เห็นแกอ้างว่าตัวเองรักษาได้ ก็เลยอยากรู้ว่าจะเก่งขนาดไหนเชียว?”“...เป็นพวกขี้เสื—...ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นสินะครับ”“ว่าไงนะ!!”“ไม่เป็นไรครับ ถือว่าเสมอกัน.. ผมเองบางทีก็ชอบเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นบ้างเหมือนกัน”พอผมเห็นว่าเด็กชายเปิดประตูให้แล้ว ผมก็เดินตามเขาเข้าไปในบ้าน บ้านของเด็กชายเป็นเพียงอาคารเล็กๆที่อยู่ในซอกหลืบของเมืองหลวง ความจริงผมรู้ได้จากการแต่งตัวของเด็กชายอยู่แล้ว ว่าเด็กคนนี้ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยเลยต้องมาอาศัยอยู่ในพื้นที่แออัดแบบนี้ ภายในบ้านนี้มีเพียงห้อง3ห้อง ห้องรับแขกถูกรวมเข้ากับห้องครัว ห้องน้ำเล็กๆ ตามด้วยห้องนอน เด็กชายพาเดินเข้าไปในห้องนอนที่มีผู้หญิงคนหนึ่งนอนเจ็บอยู่บนเตียง ขาของเธอสภาพแย่พอสมควร ผ้าที่พันแผลเอาไว้ดูไม่สะอาดเอาซะเลย แม่ของเด็กชายได้สติขึ้นมานิดหน่อย เมื่อผมเดินเข้าไปใกล้ๆเตียง ผมเลยรีบบอกเหตุผลที่ผมมาที่นี่เพื่อที่เธอจะได้ไม่ตกใจ“ผมจะใช้เวทมนตร์รักษาคุณเดี๋ยวนี้ ช่วยอยู่นิ่งๆสักครู่นะครับ”ผมเริ่มร่ายเวททันที ด้วยความที่ผมไม่สามารถรู้ได้ว่าแผลของเธอติดสถานะพิษหรือเปล่า ผมเลยใช้Blessing เวทรักษาขั้นสูงที่เป็นสกิล Buff และลบการติดสถานะทุกสถานะ ซึ่งผมก็เคยใช้กับกุนเทอร์ไปแล้วถ้าคุณจำได้นะ...“ Blessing!! ”เสียงของผมก้องกังวาลอีกครั้ง เกิดวงแหวนเวทมนตร์ขึ้นใต้เท้าของผมอีกครั้ง แสงสว่างนั้นฉายขึ้นจากพื้นรายล้อมร่างของผู้หญิงรวมไปถึงทุกคนที่ยืนอยู่ในบริเวณห้องนอนด้วย ไม่นานนักแสงสว่างก็วูบหายไปพร้อมกับวงแหวนเวทมนตร์“เรียบร้อย ลองขยับขาดูได้เลยนะครับ”“มะ..ไม่เจ็บแล้ว!!”คุณแม่ของเด็กชายลองขยับขาตัวเองตามที่ผมบอก เมื่อเธอเห็นว่าขาของเธอกลับมาขยับได้ปกติ เธอเลยรีบดึงผ้าพันแผลทั้งหมดออกทันที…ใช่.. แผลที่ขาของเธอหายเป็นปลิดทิ้ง ไม่ทิ้งรอยอะไรไว้เลยทุกคนในห้องตกตะลึงในสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ แต่สิ่งที่ผมกลับได้ยินทันทีหลังทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วกลับเป็นคำด่าของเอลฟ์ขี้เหยียดที่ดูแตกตื่นกว่าใครเพื่อน“กะ แก ทำบ้าอะไรของแก?!! จะรักษาฉันไปด้วยหาพระแสงอะไร!?”“...”อ่า ผมลืมอธิบายไปอย่างหนึ่ง Blessing มันเป็นสกิลหมู่… เพราะฉะนั้นมันใช่แบบเจาะจงไม่ได้… ซึ่งหมายความว่าคนที่ยืนอยู่บริเวณรอบๆตัวผมจะได้รับการรักษาไปด้วยแบบเลี่ยงไม่ได้…“ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านนักผจญภัย ขอขอบพระคุณมากๆเลยค่ะ”คุณแม่ของเด็กชายพูดทั้งน้ำตาไหลที่ไหลอาบแก้ม เธอทำท่าทางจะคุกเข่าให้ผม ผมเลยรีบห้ามเธอไว้ทันที“มะ ไม่เป็นไรครับ! ผมยินดีช่วยอยู่แล้ว เงยหน้าขึ้นเถอะครับ! ลูกชายของคุณเขาเป็นคนขอให้ผมมาช่วยรักษาคุณเองครับ”“โลแลน.. ลูกแม่”ลูกชายของเธอรีบวิ่งเข้าไปกอดทันที พวกเขาขอบคุณผมซ้ำๆ แม้ว่าผมจะบอกว่าไม่เป็นไรก็ตามพอมาเห็นภาพแบบนี้ ทำให้ผมคิดถึงคุณแม่ของผมขึ้นมา… ผมกลัวว่าตัวเองจะกั้นน้ำตาไม่ไหวเลยหันไปมองหน้าคนที่ผมไม่อยากจะเห็นหน้ามากที่สุดแทน“..มองหน้าทำไม? แกมีปัญหาอะไรหรือไง?”“...”ขอบคุณ หัวผมเริ่มร้อนๆแทนล่ะ… หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แม่ลูกก็กลับเข้าเรื่องภารกิจหลักกัน เธอคุยเรื่องค่าตอบแทนซึ่งเธอคงมีเงินให้ผมน้อยมากในเวลาแบบนี้ ผมเลยบอกเธอไปว่าไม่ต้องกังวลเรื่องค่าตอบแทน ถ้ามีพร้อมเมื่อไหร่ค่อยจ่ายก็ได้ เพราะความจริงผมกะมาช่วยฟรีๆอยู่แล้วด้วยซ้ำ… พอได้คุยกับฝ่ายแม่ของเด็กโดยตรงเลยทำให้รู้ว่า เมื่อวานสามีของเธอไปรับงานช่วยขนส่งสินค้าจากพ่อค้าคนหนึ่ง โดยสามีของเธอหวังว่าจะได้ค่าจ้างมาจ่ายค่ารักษาให้เธอ สถานที่จัดส่งไม่ได้ไกลนัก ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็น่าจะถึงแล้ว แต่สามีของเธอยังไม่กลับมาได้1วันแล้ว ลูกชายเองก็ได้ไปสอบถามที่กลุ่มพ่อค้าผู้ว่าจ้างแล้ว ที่รู้ตอนนี้ก็คือ สินค้าถูกส่งไปถึงสถานที่นัดหมายเรียบร้อยดี แต่สามีของเธอกลับหายตัวไประหว่างที่เดินทางกลับกันหนึ่งในคนที่ร่วมทางไปกับเขาบอกว่า สามีของเธอขอแยกตัวออกไประหว่างทางเพื่อไปหาของบางอย่าง และให้ตนกลับเข้าเมืองไปก่อน ตนเลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นพอผมฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ผมเลยถามถึงแผนที่บริเวณนั้น ว่าพอจะมีให้ผมดูหน่อยได้ไหม แต่ไอ้หนุ่มเอลฟ์ขี้เหยียดดันพูดแทรกขึ้นมาว่าไม่จำเป็นต้องมีแผนที่ เพราะเขารู้จักพื้นที่บริเวณนั้นดีอยู่แล้ว...ขอโทษนะ ...ถ้าจำไม่ผิดเขาบอกว่าไม่รับงานนี้ไม่ใช่หรือไง? หรือความจริงแล้วหมอนี่จะพวกปากไม่ตรงกับใจ? ไม่หรอก หมอนี่ก็แค่อยากโชว์พาวเวอร์นั่นแหละเมื่อพูดคุยรายละเอียดจนหมดแล้ว ผมและเอลฟ์ขี้เหยียดก็ออกเดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุ เขาเดินนำหน้าผม ส่วนผมเองก็พยายามเดินตามหลังเขาไป.. ไอ้หมอนี่เดินไวมาก ไม่คิดจะรอกันเลยหรือไง? ผมเพิ่งเริ่มเดินได้เมื่อสองวันก่อนเอง ต้องมาแข่งเดินทนกับหมอนี่แล้วเนี่ยนะ!“แฮ่ก.. แฮ่ก..”ผมเริ่มหอบ ทำให้คนที่เดินนำอยู่หันกลับมามองด้วยสายตาเหยียดหยาม…“แค่นี้ก็หอบล่ะ นักเวทนี่มันร่างกายอ่อนแอกันทุกคนเลยหรือไง? แล้วดูเดินเข้าสิ...นี่แกเพิ่งหัดเดินหรือไง?”ก็ใช่น่ะสิ!!! เดินได้ขนาดนี้ก็บุญแล้วโว้ย!!! ผมกัดฟันด่าคนตรงหน้าในใจและไม่โต้ตอบอะไรกลับไป“...จะ จะทำอะไร?”จู่ๆเอลฟ์ขี้เหยียดก็เดินเข้ามาใกล้ๆผม.. หมอนี่คิดจะทำอะไร? ผมยังไม่ทันได้ตั้งการ์ดก็โดนอีกฝ่ายอุ้มขึ้นมาซะก่อน“ดะ เดี๋ยว!! คุณเรย์ทริสแบกผมทำไม!!?”“ช้า! อยู่นิ่งๆ! อย่าดิ้น”“!!”ตอนนี้ผมอยู่สภาพเดียวกับกระสอบทราย ไอ้หมอนี่แบกผมพาดบ่าไว้แล้วเดินต่อหน้าตาเฉย อะไรของเขาเนี่ย!?“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าร่างกายอ่อนแอขนาดนี้ แล้วไอ้เวทรักษาระดับสูงเมื่อกี้แกใช้ได้ยังไง?“...”“เฮ้ย! เวลาคนเขาถามก็หัดตอบบ้างสิ!”“แล้วคุณเรย์ทริสล่ะ? เวลาคุณจะถามคำถามใคร คุณถามดีๆเป็นบ้างไหมครับ?”“ไอ้นี่!”ผมล่ะเบื่อที่จะเถียง เลยปล่อยให้หมอนี่บ่นงึมงำไปคนเดียว ไม่นานนักเราก็มาถึงด่านปีกซ้ายของเมือง เรื่องคงต้องให้เครดิตตาเอลฟ์นี่ เดินไวชะมัด ผมโดนพาดไหล่อยอยู่ผมเลยมองไม่เห็นทางข้างหน้าว่าเป็นยัง พอเขาปล่อยผมลงเดินเอง ทำให้ผมเห็นว่าเส้นทางข้างหน้าเป็นป่ารกๆ ด่านปีกซ้ายของเมือง มีผู้คนสัญจรค่อนข้างน้อย แม้จะมีการทำพื้นถนนเอาไว้สำหรับการขนส่งสินค้า แต่กลับมีต้นไม้สูงๆบดบังวิสัยทัศน์ท้องฟ้าเอาไว้ คล้ายๆกับพวกถนนที่ปลูกต้นไม้ไว้สองข้างทางเรียงๆกันจนเป็นซุ้มสูงๆที่ด่านเข้าเมืองปีกซ้ายก็มีทหารยืนเฝ้าไม่ต่างจากด่านหน้าเมือง พวกเขากำลังตรวจรายชื่อและบัตรสำหรับพ่อค้าที่จะเข้ามาทำการค้าที่เมืองนี้ พอพวกทหารเห็นเรย์ทริสกับผมที่เดินมาด้วยกัน พวกเขาก็ปล่อยผ่านโดยไม่ตรวจอะไร แสดงว่าหมอนี่ต้องมีชื่อเสียงพอสมควรสมกับที่เป็นนักผจญภัยระดับสูง...เฮ้อ ถ้าเขาแก้เรื่องฝีปากตัวเองหน่อย ผมว่าเขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นนะ“เดินดีๆ อย่าให้ต้องแบกอีก เฮ้อ ปวกเปียกชะมัด”ไอ้ความคิดที่ว่าหมอนี่ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นเมื่อตะกี้ ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นแล้วกัน…เอลฟ์ขี้เหยียดเดินนำผมเข้าไปในป่าลึกเรื่อยๆจนเขาหยุดฝีเท้าลง ก่อนจะหันมองรอบๆอย่างใจเย็น ผมสงสัยว่าเขาตั้งใจจะทำอะไรอีก?“คุณเรย์ทิส?”“เงียบหน่อย ไอ้กุ้งแห้ง… ฉันมองหาร่องรอยอยู่…… ตรงนี้!”เอลฟ์ปากปีจอเดินไปที่พุ่มไม้พุ่มหนึ่ง เขาคุกเข่าลงเช็คบางอย่างที่ใบไม้ พอผมเดินเข้าไปดูใกล้ด้วยก็เห็นคราบเลือดแห้งๆติดอยู่บนใบไม้… ผมมีลางสังหรว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นบริเวณนี้“เร็ว… รีบไปทางนี้…”เขารีบเดินตรงไปตามทิศทางของรอยเลือด ระหว่างที่รีบเดินผมอดถามไม่ได้จริงๆว่า เขารู้ได้ยังไงว่าต้องเป็นป่าบริเวณนี้“...คุณรู้ได้ยังว่าเขาต้องเดินเข้าป่ามาตรงบริเวณนี้”“ก็เพราะภรรยาเขาบาดเจ็บอยู่ไง.. คนที่นี่รู้กันดีป่าบริเวณนี้มีสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ เฮ้อ! เชื่อเขาเลย… รับภารกิจแบบนี้มาทั้งๆที่ไม่ใช่คนในพื้นที่แถมไม่รู้จักพื้นที่บริเวณรอบๆเมืองเนี่ยนะ?”ใช่… ผมรับภารกิจนี้มาเพราะแค่อยากจะช่วยเด็กผู้ชายคนนั้นล้วนๆเลย “ถูกของคุณ… จริงอยู่ที่ผมไม่ควรรับภารกิจนี้ แต่อย่างน้อยผมก็ไม่อยากให้เด็กผู้ชายคนนั้นรู้สึกเหมือนถูกสังคมทอดทิ้ง”ที่ๆผมจากมาทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องการให้กำลังใจและช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี...ย้อนกลับไปในช่วงแรกๆที่ผมเริ่มเป็นอัมพาต ผมเคยมีรู้สึกเหมือนโดนทอดทิ้งจากสังคม... จากเพื่อนที่เคยรู้จักกลายเป็นคนแปลกหน้า... แต่ผมโชคดีที่ยังมีครอบครัวคอยอยู่เคียงข้างเสมอมา แล้วแบบนี้ผมจะปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งที่คุณแม่ของเขากำลังนอนเจ็บกับคุณพ่อที่หายตัวไป ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์พวกนี้คนเดียวโดยไม่มีที่พึ่งได้ยังไง?“...ไม่อยากให้รู้สึกเหมือนถูกสังคมทอดทิ้งงั้นเหรอ? หึ.. น่าสนใจดี... ในสถานการณ์แบบนี้น่ะไม่มีคนเขาคิดเรื่องแบบนี้หรอก แกนี่แปลกชะมัด… ทำให้นึกยัยนั่น.......” “ครับ?”“...ไม่มีอะไร เจอรอยเลือดเพิ่มแล้ว ทางนี่!”ช่วงท้ายประโยคเขาพึมพำออกมาเบาๆ ทำให้ผมได้ยินไม่ชัดเท่าไหร่.. เอาไว้ก่อนแล้วกัน ตอนนี้โฟกัสเรื่องคนหายก่อนดีกว่า พอเดินไปสักพักเรย์ทริสก็ดึงผมมาหลบหลังพุ่มไม้ใหญ่อย่างรวดเร็ว เขาชูนิ้วชี้ไว้ที่ปากเป็นสัญญาณบอกให้ผมเงียบเอาไว้ พอผมเงยหน้าขึ้นแอบดูว่าเกิดอะไรขึ้น ผมก็เห็นบางอย่างผิดปกติ…มันเป็นร่างของชายวัยกลางคนกำลังถูกดึงด้วยเถาวัลย์และรากไม้สีดำ แน่นอนว่าเขาไม่ได้สติและอยู่ในสภาพแย่มาก มีรากฝอยสีดำเจาะเข้าไปตามผิวหนังของเขา… ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน มันน่ากลัวมาก… เหมือนผมกำลังดูหนังสยองขวัญสักเรื่องอยู่ ผมรวบรวมสติแล้วค่อยๆขยับเข้าไปใกล้ๆเรย์ทริสก่อนจะถามเขาด้วยเสียงกระซิบ“...นั่นคืออะไรครับ?”“ปีศาจปรสิต… พวกมันจะรวมร่างเข้ากับต้นไม้แล้วกัดกินเหยื่อที่หลงมาติดกับด้วยรากและเถาวัลย์ พวกมันไม่จะไม่ฆ่าเหยื่อในทันที… มักจะใช้เหยื่อที่จับได้เป็นเหยื่อล่ออีกทีหนึ่ง ถ้าใครเซ่อซ่าเข้าไปช่วยเหยื่อโดยดึงรากพวกนั้นออก มันก็จับคนๆนั้นมาเป็นเหยื่อรายถัดไปทันที”เรย์ทริสกระซิบเสียงเบาข้างๆหูผม“คุณรู้วิธีปราบมันใช่ไหม?”“รู้… แกรออยู่นี่ ปวกเปียกแบบแกโดนจับเป็นเหยื่อต่อแน่ๆ”ในเวลาแบบนี้ก็ยังจะหาเรื่องผมให้ได้ใช่ไหม? ผมที่ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงด้วยก็ได้แต่มองหน้าเขากลับด้วยตาขวางๆ จากนั้นเอลฟ์ปากปีจอก็ดึงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้านหลังมันเป็นกระบอกอันเล็กขนาดพอดีมือของเขา… เขาจะเอามาใช้ทำอะไรละเนี่ย? ผมสงสัยได้แค่แปปเดียวเท่านั้น รูปร่างที่แท้จริงของมันก็ปรากฏขึ้นทันทีที่เรย์ทริสร่ายเวทบางอย่าง มันคือคันธนูยาวสีขาวที่มีลวดลายเรียบๆตรงปลายทั้ง2ด้าน ขณะที่ผมกำลังตกตะลึงกับคันธนูเวทมนตร์ของเขา เรย์ทริสก็ลุกขึ้นแล้วเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ผมมองเขาไม่ทันด้วยซ้ำ มาเห็นเขาอีกที เขาก็มายืนอยู่บนกิ่งไม้สูงกำลังอยู่ในท่าง้างธนู ผมเห็นแท่งไม้เล็กๆขนาดเกือบเท่าไม้จิ้มฟันค่อยๆกลายเป็นลูกธนูตอนเขาง้างธนูจนสุด… ผมไม่อยากชมเขานะ..แต่ฉากนี้โคตรเท่เลย… เขายิงลูกธนูออกไปรัวๆแบบไม่ยั้ง ปักเข้าเป้าตามเถาวัลย์และรากไม้ทุกลูก ไม่มีลูกไหนหลงไปโดนชายที่ถูกพันธนการอยู่เลยสักลูก ปีศาจปรสิตส่งเสียงกรีดร้องแหลมๆด้วยความเจ็บปวด มันพยายามสะบัดลูกธนูที่ปักอยู่ตามรากออกแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ผล มันเลยเรียกรากไม้เพิ่มขึ้นจากพื้นเพื่อโจมตีเรย์ทริสกลับทันทีเรย์ทริสกระโดดหลบไปตามต้นไม้และกิ่งไม้แต่ละต้น พลางยิงลูกธนูอัดใส่รากไม้ที่ถูกเรียกขึ้นมาใหม่อย่างไม่หยุดพัก จังหวะนั้นเอง ผมเห็นเงาดำของปีศาจปรสิตที่เริ่มขยายตัวออกไปเข้าสิงต้นไม้บริเวณรอบๆมัน…ซวยแล้ว… ผมรีบถอยตัวออกห่างต้นไม้และพุ่มไม้.. ในใจผมรู้ดีว่าต่อให้ผมถอยก็หนีไม่พ้นอยู่ดี.. ก็นี่มันในป่า เราควรจะรีบฆ่าปีศาจปรสิตก่อนที่มันจะขยายตัวออกไปเรื่อยๆ จังหวะที่ผมกำลังคิดว่าจะทำไงดี เรย์ทิสที่กำลังกระโดดหลบไปมาตามต้นไม้ ก็พลาดไปเหยียบต้นที่ปีศาจปรสิตเข้าไปควบคุมแล้วเข้า ในหัวผมตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกนอกจากต้องช่วยเขาให้ได้... “ Holy Barriers!!!”ผมร่ายเวทมนตร์ออกมาทันที แสงสีขาวนอลพร้อมวงแหวนเวทมนตร์ส่องสว่างขึ้นอีกครั้งแล้วดีดเถาวัลย์และรากไม้ทั้งหมดที่กำลังจะสัมผัสตัวเรย์ทิสขาดกระจุยกระจาย ผมเห็นเขามีสีหน้าที่ตกใจมากๆก่อนจะหันมามองทางผมแวบหนึ่งแล้วรีบกระโดดลงถอยหลังมาทางผม“กะ แกทำได้ยังไงวะ?! เดี๋ยว..ไม่สิ!! แกใช้เวทป้องกันได้ทำไมไม่ใช้ตั้งแต่แรกฟะ!?”“ก็คุณพูดเหมือนคุณจัดการเองได้คนเดียวนี่!! ว้าาา!! Ho...Holy Barriers!!!”ตอนที่เถียงกันอยู่ รากไม้เป็นสิบๆรากพุ่งมาทางผมกับเรย์ทริสไวมาก จนผมเกือบร่ายไม่ทัน โอ๊ย สมาธิๆ ผมกัดฟันหันไปหาเอลฟ์งี่เง่าที่ทำให้ผมเสียสมาธิ “บอกผมทีว่าคุณรู้จุดอ่อนมัน! ยิงที่จุดอ่อนมันเลย! ไม่ต้องยิงรากมันแล้ว!!”“แกจะบ้าหรือไง!? ถ้ามันไม่อ่อนแรงลงต่อให้ยิงที่จุดอ่อนสักกี่ลูกมันก็ไม่ตายหรอก!”“งั้นครั้งนี้มาลองดูกัน! ยิงที่จุดอ่อนมันตรงๆ ผมจะให้พลังคุณเอง! ได้โปรดเชื่อใจผมเถอะ!!”ผมจ้องกลับไปที่ดวงตาสีเทาคู่นั้นด้วยสายตาที่มุ่งมั่น ถึงผมจะไม่ชอบหน้าเขา แต่เวลาแบบนี้มัวแต่ยึดติดกับศักดิ์ศรีไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา“...”เรย์ทริสมองผมกลับด้วยสีหน้าอึ้งๆ เขาพยักหน้าให้น้อยๆ แล้วหันไปง้างธนูเล็งที่ลำต้นของปีศาจปรสิต ผมไม่สามารถเห็นได้ว่าจุดอ่อนของมันอยู่ตรงไหน คงมีแต่ดวงตาของเรย์ทริสเท่านั้นที่สามารถมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน… เราไม่มีการนับสัญญาณกันต่างคนต่างจดจ่อที่ปีศาจปรสิตตรงหน้า




    ‘ Holy Power! ’ผมร่ายเวทมนตร์ Buff คูณสี่ให้เขาทันที เป็นอีกครั้งที่วงแหวนเวทค่อยๆปรากฏขึ้นแล้วแสงสว่างหมุนวนรอบตัวผมรวมไปถึงเรย์ทริส“ ตายซะ!!! ”เรย์ทริสกู่ร้องพร้อมยิงลูกธนูออกไป เห็นได้ชัดว่าลูกธนูลูกนี้พิเศษ.. ต่างไปจากลูกธนูลูกอื่นๆที่เขายิงไปก่อนหน้านี้ ลูกธนูที่พุ่งตรงออกไปนั้นกลายเป็นแสงขาวทะลุรากไม้ทุกรากที่ปีศาจปรสิตพยายามยกขึ้นมากันไว้ จนสุดท้ายลูกธนูก็ทะลุเข้าไปในตัวลำต้นของมัน… ร่างปีศาจปรสิตถูกลูกธนูนั้นโค่นลงและแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ต้นไม้บริเวณรอบๆที่โดยสิงเมื่อครู่ก็กลับมาเป็นต้นไม้ปกติรากไม้และเถาวัลย์ที่ถูกควบคุมอยู่ก่อนหน้านี้ก็ตกลงสู่พื้น ทำให้ร่างของชายผู้เป็นเหยื่ออยู่เมื่อครู่หล่นลงไปนอนอยู่บนพื้นหญ้าผมรีบวิ่งไปหาชายคนนั้นทันที โชคดีที่เขายังหายใจ ผมกำลังจะใช้ Blessing อีกครั้งแต่เรย์ทริสเข้ามาห้ามผมไว้… เขาบอกว่าผมใช้เวทมนตร์สิ้นเปลืองมาก แน่นอนว่าผมพยายามอธิบายเขาไปว่าผมไม่สามารถรู้ได้ว่าคนเจ็บติดสถานะอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?“ไม่ เขาไม่ได้ติดพิษ.. นายใช้เวทรักษาธรรมดาๆก็พอแล้ว”เรย์ทริสยืนยันว่าชายคนนี้ไม่มีอาการแทรกซ้อนอะไร ผมเลยใช้แค่ ‘ Heal ’ พอหลังจากบาดแผลตามตัวเขาหายสนิท ไม่นานนักเขาก็ได้สติขึ้นมา และขอบคุณผมกับเรย์ทริสเป็นการใหญ่ พอผมลองถามเขาเรื่องลูกกับภรรยาดู ก็เลยรู้ว่าเป็นเขาแน่ๆที่หายตัวไป เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินกลับเข้าเมืองอีกครั้ง จู่ๆที่ปากทางเข้าก็มีผู้คนยืนรอกันอยู่ แน่นอนว่าพวกเขาตบมือให้เรย์ทริส… ดูเหมือนว่าคนที่เดินผ่านเส้นทางนี้รวมไปถึงชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ๆกับด่านปีกซ้าย จะเห็นแสงสีขาวประหลาด พวกเขาเลยเข้าใจไปว่าเรย์ทริสใช้พลังปราบปีศาจในป่าละมั้ง…ซึ่งในกลุ่มคนที่ยืนรออยู่นั้นมีครอบครัวของชายผู้รอดชีวิตด้วย ครอบครัวได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง พวกเขาสวมกอดกันพลางร้องไห้ไปด้วยความสุข หลังจากผู้คนแสดงความยินดีกันสักพักก็แยกย้ายกันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง ส่วนครอบครัวของเด็กชายก็เดินมาขอบคุณพวกเราอีกรอบก่อนบอกลา ผมยืนมองส่งครอบครัวนั้นที่กำลังเดินกลับบ้านกันด้วยรอยยิ้ม...แย่แฮะ...ผมอ่อนไหวกับภาพแบบนี้จริงๆน่ะแหละ ทางเลือกเดียวที่ผมจะกั้นน้ำตาได้คือการหันมองหน้าเรย์ทริส..ซึ่งเขาเองก็กำลังมองลงมาที่ผมเหมือนกัน..?อะไรอีกล่ะ? “...นายชื่ออะไร?”จู่ๆเขาก็ถามชื่อผมขึ้นมา… จะว่าไปผมยังไม่ได้แนะนำตัวเองกับเขาเลยแฮะ แถมตอนที่กุนเทอร์แนะนำผมให้เขารู้จัก เขาก็ไม่ได้ใส่ใจจะจำชื่อผมอยู่แล้ว…“ผมชื่อ เอสก้า”“เอสก้า… นายเป็นใคร”เรย์ทริสพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง หน้าเขาดูเครียดมาก คงจะสงสัยเรื่องพลังผมสินะ ผมเองก็สงสัยเหมือนกัน “....”ตั้งแต่ผมมาอยู่ในโลกนี้ผมก็คิดมาตลอด… ว่าร่างกายของผมตอนนี้อาจจะไม่ใช่ของผมจริงๆด้วยซ้ำ ถึงผมจะหน้าตาและรูปร่างเหมือนเดิม แต่สิ่งต่างออกไปคือสีผิว สีตา สีผม และ...เรื่องที่ผมกลายเป็นแวมไพร์ด้วย…“...ถอดฮู้ดออกซะ ฉันต้องเห็นนายชัดๆ”ไอ้ประโยคคำสั่งนี่มันอะไร? ทำไมผมต้องทำตามด้วย“ไม่ครับ ผมจะแย่เอาถ้ามาถอดฮู้ดในเมืองแบบนี้…”“ถ้าเรื่องนั้นไม่ต้องห่วง พวกพ่อค้าทาสไม่ได้อยู่ในเขตปีกซ้ายของเมือง อีกอย่างพวกมันไม่โง่เดินมาจับนายทั้งๆที่มีฉันยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้หรอก... ถอดซะ”ก็ถูกของเขาว่าไม่มีใครโง่มาจับผมไปต่อหน้านักผจญภัยระดับสูงอย่างเขาหรอก แต่ไอ้ประโยคคำสั่งเนี่ยสิ... น่าโมโหชะมัด เพราะผมไม่มีท่าทีที่จะถอดฮู้ดออกตามคำสั่งเขา เขาเลยลงมือเอง..“อย่า! ..คุณมีมารยาทบ้างไหมเนี่ย?!”ฮู้ดของผมถูกเปิดออก เผยให้สีผมสีขาวที่ต่างไปจากคนในเมืองนี้.. แต่ดูเหมือนว่าผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะไม่ได้สนใจผม ดีนะที่พวกเขาง่วนอยู่กับการซื้อของและขนส่งสินค้าเรย์ทริสค่อยๆสัมผัสไปตามใบหน้าและใบหู... ตามด้วยเส้นผมของผม จักจี้ชะมัด! นี่คิดทำอะไรอีกเนี่ย!?“เลิกทำหน้าเป็นตูดสักที... ฉันแค่จะเช็คให้แน่ใจว่านายเป็นแวมไพร์จริงๆหรือเปล่า อ้าปาก!”“ไม่!!!”ไอ้เอลฟ์บ้านี่ชักจะไปกันใหญ่แล้ว!! ผมพยายามดึงมือของเขาที่พยายามจะเปิดปากผมออก“คิดจะทำอะไรกับเอสก้า เรย์…”ผมรู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่กระจายออกมา เสียงที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นอย่างดุดัน… เรย์ทริสปล่อยมือจากผมทันทีเมื่อหันไปเจอกับต้นเสียง… ผมเองที่ถูกปล่อยตัวแล้วก็เลยหันไปมองคนที่จู่ๆก็โผล่มาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง “...กุนเทอร์ ฉันมีเรื่องต้องคุยกับนาย”“อ่อเหรอ? ฉันเองก็มีเรื่องที่ต้องคุยกับนายเหมือนกัน...”ทำไมกุนเทอร์มายืนอยู่ตรงนี้ล่ะ? หรือว่าเขาประชุมเสร็จแล้ว พอกลับมาไม่เห็นผมกับเรย์ทริสเลยออกมาตามหา… ผมคิดว่าใช่ เห็นได้จากเหงื่อและอาการหอบน้อยๆของเขา… ตอนนี้เขามีรอยยิ้มที่น่ากลัวมาก… เขาจะโกรธผมหรือเปล่าเนี่ย…?“...นายเห็นแล้วใช่ไหม? ...ทำไมเอสก้า--”“เรย์.. ถ้าเรื่องนั้นเราค่อยคุยกันทีหลัง นาย..เข้าใจใช่ไหม?”“...”ทั้งคู่คุยกันเรื่องผม.. ผมไม่รู้ว่าใช่เรื่องพลังผมหรือเปล่าเพราะกุนเทอร์ดันแทรกบทพูดของเรย์ทริสซะก่อน พวกเขาหันมามองผมพร้อมกันด้วยสายตาที่เคร่งเครียด…“...ผมขอโทษนะครับ คุณกุนเทอร์ ที่ผมไม่ได้รอคุณประชุมแถมตัดสินรับภารกิจมาทำโดยไม่ปรึกษาคุณก่อน”ผมไม่อยากผิดใจกับเขา ก็เลยขอโทษเขาไปตรงๆพอกุนเทอร์เห็นผมขอโทษ เขาก็ดูเลิ่กลั่กขึ้นมาทันที“เอสก้าอย่าขอโทษเลย! ฉันรู้เรื่องหมดแล้วล่ะ นายไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย เงยหน้าขึ้นเถอะ”ผมเงยหน้าขึ้นตามที่เขาขอ กุนเทอร์ดูจะเป็นห่วงผมมาก เขาถามผมทันทีว่าผมบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าเพราะเขาได้ฟังมาจากเจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าผมกับเรย์ทิสออกไปทำภารกิจ ทำให้เขาเป็นห่วงมาก ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พอเขารู้ว่าผมออกไปทำภารกิจที่ไหนเขาก็รีบวิ่งตรงดิ่งมาที่นี่ทันที“ดีแล้วที่เอสก้าปลอดภัย…”กุนเทอร์ดูโล่งอกสุดๆที่เห็นว่าผมไม่เป็นไร ก่อนจะเข้าสู่โหมดแผ่รังสีอำมหิตใส่เรย์ทิสอีกครั้ง“ไม่ว่านายอยากจะพิสูจน์อะไรก็ตาม อย่าคิดแตะเอสก้าอีก เข้าใจไหม? เรย์?”ใช่แล้ว!! เจ้าบ้า!! อย่าคิดมาเล่นหัวคนอื่นง่ายๆแบบนี้อีก!?ผมเหยียดยิ้มให้เรย์ทริสที่หน้าซีดไปนิดๆ เขาบ่นอะไรสักอย่างออกมาเบาๆแล้วเงียบไป “เหอะ................................ไม่ได้เห็นนายเป็นแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ...”…..…... ผมและกุนเทอร์เดินกลับเข้าใจกลางเมือง เพราะเขายืนกรานจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ผมให้ได้… ส่วนเอลฟ์คู่หูนักผจญภัยของกุนเทอร์ก็ขอแยกตัวออกไประหว่างทาง เรย์ทิสบอกก่อนจะไปว่ามีธุระต้องไปทำต่อ ซึ่งก็ดีสำหรับผมที่เขาแยกตัวไป ผมกลัวเขาพยายามทำอะไรแปลกๆอีกระหว่างที่เดินไปตามร้านขายเสื้อผ้ากับกุนเทอร์ ผมก็ถามเรื่องของผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ที่กุนเทอร์จะพาไปเจอต่อ“ถ้าเรื่องนั้นล่ะก็ เขาบอกว่าจะมาที่บ้านฉันเย็นนี้พอดีน่ะ”“อ่อ… เดี๋ยวนะ… บ้านคุณกุนเทอร์เหรอครับ? แบบนี้เราจะกลับไปทันเหรอ?”ผมนึกไปถึงบ้านพักหลังเล็กๆในป่าของกุนเทอร์ “อ่า... ฉันมีบ้านอยู่ในเมืองนี้ด้วย…แค่ไม่ค่อยอยากกลับไปเท่าไหร่น่ะ แต่คราวนี้มีธุระต้องไปทำที่นั่น..เพราะฉะนั้นคืนนี้เราจะไปพักที่บ้านฉันกัน รอบนี้มีห้องแยกให้เอสก้าแน่นอน”“ตะ..ต้องขอรบกวนด้วยนะครับ”“ไม่เลย ไม่ต้องเกรงใจ”กุนเทอร์ยิ้มให้ผม ช่วงที่เขาพูดถึงบ้านของเขา กุนเทอร์ดูซึมๆไปนิดหน่อยแต่ตอนนี้เขากลับมาปกติแล้ว พวกเราเดินเข้าไปเลือกชุดกันอยู่หลายร้าน ผมพยายามเลือกที่ราคาถูกที่สุด แต่สุดท้ายกุนเทอร์กลับเลือกเสื้อผ้าที่ราคาแพงขึ้นมาหน่อยแต่ดูเข้ากับผมมากกว่าแทน แน่นอนว่าผมพยายามโน้มน้าวให้เขาซื้อแบบถูกๆให้ผม แต่ก็ไม่สำเร็จ…. หลังจากซื้อเสื้อผ้ากันเสร็จ ทั้งหมดมี 6 ชุด รวมชั้นในอีก 3 ตัว กุนเทอร์ต้องจ่ายเงินค่าเสื้อผ้าผมไปพอสมควร แต่เขาดูไม่เดือดร้อนเลยเงินเลยจริงๆ สงสัยผมจะเดาถูกเรื่องที่เขาน่าจะเป็นขุนนางกุนเทอร์พาผมเดินเลยใจกลางเมืองขึ้นไปอีก ทำให้ผมได้เห็นอาคารบ้านเรือนอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ถูกออกแบบมาอย่างปราณีต กุนเทอร์อธิบายให้ผมฟังว่า ส่วนนี้เป็นเมืองชั้นใน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกขุนนางหรือคนมีเงินอย่างพ่อค้าที่ร่ำรวยอาศัยอยู่กัน พอมาถึงตรงนี้ผมก็ฟันธงได้แล้วว่ากุนเทอร์เป็นขุนนางจริงๆ เขายังพาผมเดินต่อไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าระหว่างทางมีพวกรถม้าจอดรอรับบริการอยู่ กุนเทอร์เองก็ถามบอกว่าอยากนั่งรถม้าไหม? แต่ผมปฏิเสธไป เพราะอยากเดินมากกว่า ผมอยู่ในช่วงเห่อใช้ขาเดิน ผมมีความสุขที่ขาตัวเองเดินได้แล้วจริงๆ ถึงแม้จะยังไม่คล่อง แต่ก็มีกุนเทอร์คอยจับมือผมไว้ ทำให้ผมมั่นใจว่าตัวเองจะไม่ล้มหน้าทิ่มแน่นอน ไม่นานกุนเทอร์ก็มาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งซึ่งมีสวนและบริเวณหน้าบ้านที่กว้างขวางมากว้าว ในสวนหน้าบ้านมีน้ำพุด้วย! อาจจะไม่ใหญ่เท่าใจกลางเมือง แต่ดูหรูหราชะมัด พอพวกคนสวนกับคนรับใช้ที่กำลังจัดการงานบ้านอยู่เห็นกุนเทอร์เปิดประตูรั้วเดินเข้าไป พวกเขาก็รีบมาต้อนรับเจ้านายของพวกเขาทันที“ท่านกุนเทอร์ ยินดีต้อนรับกลับเจ้าค่ะ/ขอรับ”พวกคนรับใช้ยืนแถวเรียงกันเป็นระเบียบ ผมนึกว่าภาพตรงหน้าเป็นฉากในหนังซะอีก… จะว่าไปกุนเทอร์ดูไม่เข้ากับบรรยากาศรอบๆเอาซะเลย… ผมหมายถึง กุนเทอร์ใส่ชุดเกราะธรรมดาๆอยู่ ในขณะที่บรรยากาศของบ้านเขาหรูหราขนาดนี้... ถ้าเขาใส่ชุดสูธแบบที่พวกขุนนางใส่กันอาจจะเข้ากว่าแต่ดูเหมือนไม่มีคนรับใช้คนไหนท้วงติงให้เขารีบไปเปลี่ยนชุดอะไรเลย แสดงว่าคงจะเห็นกันจนชินแล้ว “ผู้ชายคนนี้คือเพื่อนฉัน ชื่อ เอสก้า จัดเตรียมอาหารเย็นและห้องนอนให้เขาด้วย ส่วนนี่คือเสื้อผ้าทั้งหมดของเขา ช่วยเอาไปทำความสะอาดให้ทีนะ ขอบคุณมาก”“รับทราบค่ะ”เหล่าเมดสาวเดินมารับเสื้อผ้ารวมไปถึงสัมภาระของกุนเทอร์ พวกคนรับใช้ทั้งหมดแยกย้ายกันไปทำงานในส่วนของตัวเอง เหลือเมดชายหญิงคู่หนึ่งที่เดินตามพวกเรามา“เอน่า ฝากเตรียมชาและของหวานให้แขกด้วยนะ”“รับทราบค่ะ ท่านกุนเทอร์”กุนเทอร์หันไปสั่งเมดสาวที่เดินมาส่งพวกเราจนถึงหน้าประตูบ้านบานใหญ่ เมดสาวรับคำสั่งพร้อมรอยยิ้มก่อนจะแยกตัวออกไปอีกคน“ท่านกุนเทอร์ ให้กระผมเตรียมน้ำอุ่นไว้เลยไหมขอรับ?”“อืม ฝากด้วยนะ ฟราน อย่าลืมเตรียมให้เอสก้าด้วยล่ะ”“ไม่ลืมแน่นอนขอรับ สำหรับท่านเอสก้า เชิญทางนี้เลยขอรับ”พ่อบ้านหันมายิ้มให้ผม …..แล้วจะพาผมไม่ไหนล่ะเนี่ย ผมเลยรีบหันไปส่งสายตาของความช่วยเหลือจากกุนเทอร์“ฟรานจะพานายไปพักผ่อนก่อน หลังนายอาบน้ำเสร็จ เดี๋ยวจะมีเมดไปพานายมาที่ห้องรับแขกเอง”งี้นี้เอง… ผมที่ยังเงอะๆงะๆอยู่ได้แต่เดินตามพ่อบ้านที่ชื่อว่าฟรานไป สุดยอด... นี้คือโถงทางเดินในบ้านเหรอเนี่ย... กว้างจังเลยแฮะ กุนเทอร์เนี้ยเป็นขุนนางที่ยศระดับไหนกันแน่นะ? อ๊ะ! มีแชงเดอร์เรียด้วย.. หรูหราชะมัด ระหว่างทางเดินมีประตูห้องหลายประตูมาก ผมที่เพลิดเพลินกับการมองไปรอบก็หยุดฝีเท้าลงตามพ่อบ้านฟรานที่หยุดอยู่หน้าประตูห้องห้องหนึ่ง เขาเคาะประตูห้อง2ที หลังจากนั้นก็มีเมดสาวเปิดประตูออกมา พร้อมกับรายงานให้พ่อบ้านฟราน “จัดเตรียมเรียบร้อยแล้วค่ะ”“เชิญทางนี้ขอรับ ท่านเอสก้า”พอเมดสาวเดินออกไปพ้นประตู พ่อบ้านฟรานก็เดินนำผมเข้าไปในห้อง แน่นอนว่าในห้องนี้ก็หรูหราสุดๆมีเตียงใหญ่ที่ถูกปูด้วยผ้าปูสีขาวดูสะอาดตา นอกจากนั้นในห้องยัง มีโต๊ะเก้าอี้สวยๆจัดวางไว้อย่างดี ตู้เสื้อผ้าสีขาวที่ดูเรียบหรู ชั้นวางหนังสือที่เต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายเล่ม มีประตูลวดลายหรูๆอีกบานที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นห้องน้ำ“เชิญทำตัวตามสบายนะขอรับ ท่านเอสก้า กรุณารอสักครู่กระผมจะไปเตรียมน้ำอุ่นให้ขอรับ”“ขอบคุณมากครับ”ผมส่งยิ้มขอบคุณกลับให้พ่อบ้านฟราน เขาก็ยิ้มกลับให้ผมอย่างอัธยาศัยดี เขาหายเข้าไปในห้องน้ำได้สัก 2-3 นาที ก็เดินกลับออกมา“น้ำอุ่นเรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านเอสก้า เชิญตามสบายเลยนะขอรับ”พอพ่อฟรานกล่าวพร้อมรอยยิ้มเสร็จ ก็ออกนอกห้องไป… ตอนนี้เหลือแค่ผมคนเดียวในห้อง ผมอดไม่ได้ที่จะล้มตัวลงนอนบนเตียงทันที… คุณอยากจะหาว่าผมทำอะไรดูเป็นเด็กก็เชิญ แต่ผมอดไม่ได้จริงๆ เตียงน่านอนมากๆ อ่าาาาา นุ่มชะมัด นี่คงเป็นความรู้สึกของการนอนเตียงในโรงแรมสินะ… ผมไม่เคยนอนโรงแรมมาก่อน ผมไม่รู้หรอกว่ามันจะนุ่มแบบเตียงในห้องนี้หรือเปล่า “ดีจัง... ได้นอนเตียงแบบนี้ทุกวันก็คงดี...”ผมพูดกับตัวเองพลางเอาหน้าซุกหมอนไปมา นุ่มจัง ง่วงแฮะ… อ๊ะ... ไม่ได้ๆ จะมาหลับตอนนี้ไม่ได้ เดี๋ยวต้องไปเจอกุนเทอร์ที่ห้องรับแขกนี่นะ ผมดันตัวเองขึ้นจากเตียง แล้วเดินไปที่ประตูห้องน้ำภายในห้องมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ที่ถูกเติมเต็มไว้ด้วยน้ำอุ่น มีกลิ่นหอมๆของดอกไม้ด้วยพอผมล้างตัวเสร็จ ก็ไม่รอช้าที่จะรีบลงไปแช่ในอ่างน้ำอุ่นกำลังดีเลย… สบายตัวจัง… จะว่าไป… ทำไมกุนเทอร์ถึงดูไม่ค่อยอยากกลับบ้านยังไงก็ไม่รู้… ทั้งๆที่ที่นี่ออกจะสะดวกสบาย…หรือว่ามีความทรงจำไม่ดีเกี่ยวกับบ้านนี้? จะว่าไปผมไม่เคยได้ยินเขาพูดเรื่องครอบครัวของเขา บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้เขาไม่น่าจะอาศัยอยู่คนเดียวนะ แต่ตลอดทางเดินผมไม่เห็นรูปภาพใครเลยสักรูป… หรือว่าเขาจะอยู่คนเดียวจริงๆผมคิดอะไรไปเลยเปื่อย จนกระทั้งมีเสียงเคาะประตูหน้าห้อง ผมเลยรีบคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันตัวไว้แล้ว ชะโงกหน้าออกไปดูว่าใครมา“ขออภัยที่รบกวนขอรับ ท่านเอสก้า กระผมนำเสื้อผ้าใหม่มาให้ขอรับ”พ่อบ้านฟรานพูด ผมเลยอนุญาตให้เขาเข้ามาในห้องเพื่อที่จะเอาเสื้อผ้าใหม่มาวางไว้ให้ จากนั้นเขาก็ขอตัวออกจากห้องไปผมจัดการใส่เสื้อผ้าตัวใหม่ที่ได้มาทันทีเมื่ออาบน้ำเสร็จแล้ว ระหว่างที่รอผมก็เดินไปหยิบหนังสือมานอนอ่านเล่นบนเตียง ผมนอนอ่านไปได้หน้าสองหน้าก็พบถึงความผิดปกติของเรื่องราวในเล่ม…ผมหยิบเล่มหนังสือเล่มนี้มาอ่านเพราะเห็นมันเขียนไว้ว่าเป็นนิยายชื่อว่า ‘ความฝัน’ในเล่มเล่าเรื่องชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในโลกที่ต่างออกไปจากที่นี่ เป็นโลกที่ไม่มีเวทย์มนต์ ผู้คนสร้างเครื่องจักรขึ้นมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวก… หลังจากผมอ่านไปได้3-4หน้า ก็ทำให้ผมถึงกับลุกขึ้นมานั่งบนเตียง“นี่มัน… โกหกใช่ไหม..? ใครเป็นคนเขียนเนี้ย” ใช่ นิยายเล่มนี้เล่าถึงบรรยากาศและสถานที่ต่างๆที่ผมรู้จักดี… เทคโนโลยีในเรื่อง เครื่องมือที่ใช้สำหรับสื่อสาร… ผมรีบพลิกหาหน้าชื่อผู้เขียนทันที“ช่างซ่อมนาฬิกา?”ชื่อผู้เขียนคงเป็นนามแฝงอยู่แล้วล่ะ… พอผมอ่านต่อในหน้าที่บอกรายละเอียดผู้จัดทำ ก็มีชื่อของคนที่จัดตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้อยู่ ที่น่าตกใจก็คือ… เขาเขียนเอาไว้ว่า นิยายเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ใหม่ซ้ำๆมานานกว่า 200 ปี.. โอเค... ผมว่าผมไม่มีโอกาสได้เจอคนเขียนแล้วล่ะ… เขาน่าจะกลายสภาพเป็นปุ๋ยไปแล้ว...ไว้ผมลองถามกุนเทอร์เรื่องหนังสือเล่มนี้แล้วกัน เผื่อว่าเขาจะรู้อะไรบ้าง สักพักก็มีเสียงเคาะดังขึ้นที่ประตูอีกครั้ง รอบนี้เป็นเมดสาวที่ชื่อ เอน่า เธอเรียกผมและพาผมเดินไปยังห้องรับแขก ตอนนี้ผมไม่ได้ใส่ชุดเดิมแล้วเพราะฉะนั้นผมเลยไม่ได้สวมฮู้ดปกปิดตัวเองเอาไว้ ตอนที่เอน่าเห็นผมในสภาพนี้ เธอดูตกใจนิดหน่อยก่อนจะกลับไปสีหน้าปกติ แน่นอนว่าเอน่าไม่ได้แสดงอาการรังเกียจอะไรออกมา ผมไม่รู้ว่าในใจเธอตอนนี้รู้สึกยังไงแต่เพราะผมเป็นแขกของกุนเทอร์อยู่ เธอจะแสดงอาการอะไรให้แขกของเจ้านายตัวเองไม่สบายใจไม่ได้อยู่แล้ว... ห้องรับแขกอยู่ไม่ไกลกันนักจากห้องโถง พอผมเข้าไปในห้องก็เห็นว่า กุนเทอร์กำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ เขาอยู่ในชุดลำลองสีขาว กางเกงของเขาเป็นสีดำมีขอบตัดที่ปลายขากางเกงสีเงินและรองเท้าหนังสีดำที่ถูกขัดจนขึ้นเงา พอกุนเทอร์อยู่ในชุดนี้แล้วค่อยรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ขึ้นหน่อย… มาลองนึกดูดีๆ ผมก็เริ่มสงสัยว่าทำไมเขาถึงเลือกใส่ชุดเกราะธรรมดาๆล่ะ ในเมื่อเขามีเงินพอที่จะซื้อชุดเกราะดีๆใส่ก็ได้… “อ้าว เอสก้านั่งลงสิ มีขนมหวานด้วยนะ ลองทานดูไหม?”กุนเทอร์เชิญผมนั่งลงบนโซฟากว้าง ตอนแรกผมจะนั่งโซฟาคนละฝั่งกับที่เขานั่ง แต่สุดท้ายเขาก็ชวนให้ผมมานั่งโซฟาเดียวกับเขาจนได้ ผมหันมองไปรอบๆห้องรับแขกก็พบว่าห้องนี้เองก็ถูกตกแต่งไว้อย่างปราณีต มีรูปปั้น ชั้นวางของที่ทำจากไม้และมีการแกะสลักลวดลายอย่างสวยงาม หน้าต่างบานใหญ่ที่มีผ้าม่านสีขาวพาดผ่านอยู่นั้นสามารถรับแสงอาทิตย์เข้ามาในห้องได้อย่างเต็มที่ เป็นห้องที่เหมาะกับการจิบน้ำชาจริงๆนั่นแหละ ผมหันกลับไปให้ความสนใจที่กุนเทอร์ เขาบอกว่าอีกสักพักผู้เชี่ยวชาญใกล้จะมาถึงแล้ว “จะว่าไปเขาชื่ออะไรเหรอครับ?”ผมถามเขาแล้วหยิบถ้วยชาที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นมาดื่ม “เขาชื่อ คาร์เทล น่ะ อ่อ แล้วก็บางทีเขาอาจจะมีบุคคลิกแปลกๆไปบ้าง แต่เขาเป็นคนดีนะ”“บุคคลิกแปลกๆเหรอครับ?”“เขาเป็นพวกเก็บตัวน่ะ ไม่ค่อยชอบเข้าสังคม แต่ถ้าเป็นเรื่องเวทมนตร์หรือพวกเรื่องงานวิจัย เขาจะให้ความสนใจเป็นพิเศษเลยล่ะ… ช่วงสงครามก็ได้เขานี่ล่ะเข้ามาช่วย…”พอพูดถึงสงครามกุนเทอร์ก็ดูเงียบๆไป… ก่อนจะปรับอารมณ์กลับมาปกติแล้วคุยเรื่องคาร์เทลต่อ“แล้วก็คาร์เทลชอบใส่หน้ากากอยู่ตลอดเวลา เหมือนก่อนฉันเข้าใจว่า เขาไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองเป็นแวมไพร์ แต่พอฉันลองถามเขาดูตรงๆ กลายเป็นว่าเขาเป็นพวกชอบสะสมหน้ากาก.. เขาบอกว่าเวลาใส่แล้วรู้สึกดีแค่นั้นเอง…”ก็คงเป็นรสนิยมส่วนตัวของเขาน่ะแหละนะ… แต่ถ้าถึงขั้นใส่อยู่ตลอดเวลานี่….ในตอนนั้นเองผมก็นึกถึงเรื่องหนังสือนิยายที่ผมเจอในห้องพักเมื่อกี้ เลยลองถามเขาดู“จริงด้วย…พอดีผมเจอหนังสือเล่มหนึ่งในห้อง ที่คนเขียนชื่อว่า ช่างซ่อมนาฬิกา.. เป็นนิยายที่น่าสนใจดีนะครับ คุณกุนเทอร์พอรู้อะไรเกี่ยวกับเขาบ้างไหมครับ?”กุนเทอร์เลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินคำถามผม“ใช่ คนที่เขียนนิยายที่ชื่อว่า ความฝัน ใช่ไหม?”ผมพยักให้กุนเทอร์“ฉันไม่รู้อะไรมากนักหรอก เพราะนิยายเรื่องนั้นมีมาตั้งแต่ 200 กว่าปีที่แล้ว ที่พอจะรู้ก็มีแค่ต้นฉบับของนิยายเล่มนั้นถูกเก็บรักษาไว้โดยช่างทำหนังสือที่เป็นเอลฟ์ซึ่งอายุยืนมากๆ ส่วนเรื่องของคนเขียน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ดูจากชื่อแล้ว เขาน่าจะเป็นคนของหอคอยนาฬิกา” หอคอยนาฬิกาเหรอ? ...จะเป็นยังไงน้า จะเหมือนหอนาฬิกาที่ลอนดอนอะไรแบบนั้นหรือเปล่า?“...เอ๋ ไม่ใช่ว่าชื่อนั่นเป็นนามแฝงหรือครับ?”“ ช่างซ่อมนาฬิกา เป็นยศของคนที่หอคอยน่ะ”มียศแบบนี้ด้วยเหรอ? ได้ยศแบบนี้มาเป็นผมคงไม่ดีใจแน่ๆ…“จะว่าไป… ที่นั้นถูกทิ้งร้างมานานแล้วนะ…น่าจะเกือบๆ 100 ปีแล้ว…”“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?”“ฉันไม่รู้เหมือนกัน… ไม่มีใครพูดถึงที่นั้นมานานแล้ว ฉันเองก็เคยถามคนรอบตัวเรื่องนี้เหมือนกัน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ควรปล่อยที่นั่นไว้แบบนั้นแหละดีแล้ว”“...แปลกดีนะครับ”กุนเทอร์พยักเชิงเห็นด้วยแล้ววางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะ“บนโลกนี้ยังมีปริศนาอยู่อีกมากมาย… ถ้าทุกอย่างกลับมาสงบสุขอีกครั้งเมื่อไหร่ ฉันก็อยากจะออกเดินทาง...”เขาพูดความปรารถนาในใจออกมา ด้วยสายตาที่มองตรงไปข้างหน้า...ก่อนจะหันกลับมามองผมที่นั่งอยู่ข้างๆพร้อมรอยยิ้ม“...แล้วเอสก้าล่ะ? นายอยากทำอะไร?”ผมเหรอ…? ถ้าผมบอกเขาไปว่า ผมแค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุข จะดูธรรมดาไปไหมนะ... อุส่าห์ได้โอกาสใช้ชีวิตอีกครั้งทั้งที ผมก็ต้องอยากใช้ชีวิตในแบบของตัวเองนี่… ใช่... ผมไม่ต้องนอนติดเตียงอีกแล้ว… ไม่ต้องจนเจ็บอีกแล้ว...ขณะที่ผมกำลังจะให้คำตอบกุนเทอร์ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้งๆ ตามด้วยเสียงของพ่อบ้านฟราน“นายท่าน ท่านคาร์เทล มาถึงแล้วขอรับ”“เชิญเขาเข้ามาได้”สิ้นเสียงอนุญาตของกุนเทอร์ ประตูห้องรับแขกก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นชายร่างสูงในชุดเสื้อคลุมเดินเข้ามาถึงชุดเขาจะดูรุ่มร่ามไปหน่อย แต่ดูสมกับที่เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ ผมว่าเข้าให้อารมณ์เหมือนพวกจอมเวทในเกมส์ เขาไว้ผมยาวมาก… ยาวจนเกือบเลยข้อศอกของเขา สีผมสีดำของเขาตัดกับสีของหน้ากากสีขาวที่เขาสวมอยู่ หน้ากากนั้นเป็นหน้ากากแบบครึ่งหน้า เผยให้เห็นริมฝีปากที่กำลังจะเอ่ยคำทักทาย “สวัสดีครับ ท่านกุนเทอร์ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”“ดีใจที่ได้เจอกันอีก คาร์เทล”คาร์เทลทักทายกุนเทอร์เสร็จแล้วหันมองมาทางผมที่นั่งอยู่ข้างๆทันที“โอ้ว... ผมไม่ทราบว่าท่านมีแขก...”“ไม่เป็นไร เขาก็อยากจะมาเจอคุณเหมือนกัน”“......................อยากจะเจอผมงั้นหรือครับ?”เขาค่อยๆหันมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ เพราะคาร์เทลใส่หน้ากากอยู่ทำให้ผมไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเขาอยู่ในอารมณ์ไหน… ผมรู้สึก… แอบขนลุกอยู่หน่อยๆเหมือนกัน… ไม่รู้ทำไม…“ผมชื่อ เอสก้า ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณคาร์เทล”ผมโค้งทักทายเขาเล็กน้อย สายตาของเขาจับจ้องมาที่ผมอย่างไม่วางตา“................เอสก้า….งั้นเหรอครับ …เป็นชื่อที่ไพเราะดีนะครับ ….ยินดีที่ได้รู้จัก ผมชื่อ ‘คาร์เทล’ โปรดเรียกผมว่า คาร์เทล เฉยๆก็พอครับ” คาร์เทลยิ้มให้ผม… ผมว่าบุคคลิกของเขาออกจะแปลกๆหน่อย อย่างที่กุนเทอร์บอกไว้ก่อนหน้านี้กุนเทอร์เชิญคาร์เทลนั่งลงแล้วเริ่มพูดคุยกัน พวกเขาคุยกันเรื่องมังกรดำที่พวกเราปราบไปเมื่อสองวันก่อน พร้อมกับส่งขวดแก้วที่ผลึกสีดำอยู่ในนั้นให้คาร์เซล ชายผู้สวมหน้ากากมีท่าทางที่กระตือรือร้นขึ้นมาทันทีที่เห็นผลึกสีดำ“ผมเห็นผลึกสีดำของปีศาจมาเยอะมาก… แต่นี้เป็นครั้งแรก...ที่มันรวมเข้ากับมังกร… สมบรูณ์แบบ!!”“สิ่งนี้พอจะบอกอะไรได้บ้างไหม…”กุนเทอร์ถามกลับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ได้! แต่ผมต้องใช้เวลาตรวจสอบมันก่อนครับ…แล้วซากมังกรที่เหลือละครับ?”“พวกเขาส่งคนไปเก็บกู้มาแล้ว… พรุ่งนี้คงมาถึงเมืองหลวง”คาร์เทลดูตื่นเต้นสุดๆเมื่อรู้ว่าซากของมังกรจะถูกส่งมาพรุ่งนี้…. เขาเป็นพวกชอบทำงานวิจัยจริงๆด้วย…“แล้ว….. ท่านกุนเทอร์ฆ่ามันได้ยังไงครับ…?”จู่ๆคาร์เทลที่ดี้ด้าอยู่เมื่อกี้ก็เปลี่ยนเข้าสู่โหมดจริงจัง… เขาเหลือบมองมาที่ผมอีกครั้ง“................ท่านเอสก้าสินะครับ”คาร์เทลหันกลับไปมองกุนเทอร์แล้วพูด“.....ใช่ ถ้าเอสก้าไม่อยู่ที่นั่น ฉันคงตายไปแล้ว”“โฮ้ว…….น่าสนใจ...”คาร์เทลจ้องมองมาที่ผม…. จ้องจนจะทะลุแล้ว… หยุดจ้องผมที… ผมขนลุกไปหมดแล้วผมส่งสายตาขอความช่วยเหลือให้กุนเทอร์อีกครั้งกุนเทอร์ก็เลยเข้ามาแทรกทันที“ขอโทษนะ... คาร์เทล อย่าจ้องเอสก้านักเลย เขาอึดอัดน่ะ”กู๊ดจ๊อบ! กุนเทอร์! “โอ้.. ต้องขออภัยด้วย ท่านเอสก้า”คาร์เทลโค้งขอโทษให้ผม ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง“จะว่าไปเรามาเข้าเรื่องของเอสก้ากันเลยดีไหม?”กุนเทอร์เอ่ยขึ้นและส่งสายตามาทางผม ผมเองไม่รู้จะเริ่มพูดยังไงก็ก่อนดี… ก่อนหน้านี้ผมมีคำถามในหัวมากมาย แต่ตอนนี้ผมรู้สึกไม่กล้าถามขึ้นมาซะงั้นเลย ผมพยายามกรองคำถามในหัวครู่หนึ่งก่อนจะหันไปหาคาร์เทลที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม“คาร์เทล คุณสามารถใช้เวทมนตร์ได้หลายแขนงใช่ไหมครับ?”“...ใช่ครับ”เขาพยักหน้าให้“ถ้ายังงั้น...คุณพอจะมีวิธีเรียนรู้เวทมนตร์รูปแบบอื่นสำหรับคนที่เรียนรู้เวทย์มนต์รูปแบบเดียวมาจนสุดทางแล้วไหมครับ?”สิ้นคำถามของผม ทั้งสองคนที่นั่งอยู่ในห้องต่างเลิกคิ้วขึ้น มองมาที่ผมอย่างงุนงง…“... นายหมายความไง เอสก้า..”กุนเทอร์ถามผมด้วยความสบสัน“ผม...ลองพยายามใช้เวทย์มนต์รูปแบบอื่นๆ แต่มันไม่ได้ผล.. ผมเลยคิดว่าเหตุผลที่ผมใช้เวทย์มนต์รูปแบบอื่นไม่ได้เลย เป็นเพราะผมมาสุดทางแล้ว…”ผมอธิบายให้กุนเทอร์ฟัง เขากระพริบตาปริบๆ ก่อนจะพูดกับผมต่อ“เอสก้า... ฉันนึกว่านาย… ฉันว่าเรื่องนั้นเอาไว้ก่อนดีกว่าไหม? เรื่องความทรงจำนายล่ะ?”“ผมไม่เป็นไร ผมโอเค…”“หมายความว่ายังไง…”กุนเทอร์ขมวดคิ้ว มองมาที่ผมอย่างไม่เข้าใจ… ผมเลยอธิบายให้เขาฟังอีก… แน่นอนว่ามันเป็นแถเพื่อเอาตัวรอด… ขอโทษนะ กุนเทอร์..“ผมคิดว่ามันไม่จำเป็นสำหรับผมแล้ว... ผมสามารถสร้างความทรงจำขึ้นใหม่ได้… ผมเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้” ผมพยายามพูดมันออกมาจากใจจริง เพราะตอนนี้ผมเองก็เหมือนกับคนที่ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งกุนเทอร์มองผมด้วยสายตาเศร้าๆ เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจ “โอเค... ถ้านายต้องการแบบนั้น ฉันจะช่วยนายสร้างความทรงจำใหม่ๆเอง เอสก้า”มะ ไม่ต้องช่วยก็ได้นะ… กุนเทอร์ส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นให้ผมอีกครั้ง... โอ๊ย… ผมรู้สึกผิดต่อเขาหนักกว่าเดิม… “นักเวทคนใดที่เรียนรู้จนถึงจุดสูงสุดของเวทมนตร์ด้านนั้นๆแล้วจะไม่สามารถเรียนรู้เวทมนตร์อย่างอื่นเพิ่มได้อีกครับ”คาร์เทลที่นั่งเงียบมาตั้งแต่เมื่อกี้พูดขึ้นมา “มีไม่กี่คนในโลกนี้ ที่เรียนรู้จนถึงจุดสูงสุด หนึ่งในนั้นคือ อาจารย์ของผม… นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงมาเสียเวลาฝึกฝนให้ผมใช้เวทมนตร์ได้หลากหลายแขนง... ”“...”นี่ผมเรียนรู้อะไรเพิ่มไม่ได้แล้วจริงๆสินะ… ผมถอนหายใจ...“ผมไม่อาจช่วยเรื่องนี้ได้จริงๆ ต้องขออภัยด้วยครับ”คาร์เทลพูดเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นจากโซฟา“อย่าเสียใจไปเลยครับ ท่านเอสก้า ท่านเป็นหนึ่งในกลุ่มนักเวทจำนวนน้อยนิดที่ได้มาอยู่บนจุดสูงสุดของโลกนี้ ในฐานะที่ผมเป็นแวมไพร์เหมือนกับท่าน... ผมรู้สึกภูมิใจมาก”กุนเทอร์ที่นั่งกอดอกฟังอยู่ก็พยักหน้าเชิงเห็นด้วย“จะไปแล้วเหรอ คาร์เทล”กุนเทอร์ถามเพราะเห็นชายผู้สวมหน้ากากลุกขึ้นยืน เขาเลยลุกขึ้นจากโซฟาตาม“ครับ...ตอนนี้ผมได้งานวิจัยชิ้นใหม่แล้ว รอไม่ไหวที่จะกลับเข้าห้องทดลองแล้วครับ!”คาร์เทลพูดออกมาอย่างกระตือรือร้น เขาถือขวดแก้วที่บรรจุผลึกสีดำไว้อย่างทะนุถนอม เพราะคาร์เทลจะกลับแล้ว พวกเราเลยเดินออกมาจากห้องรับแขกเพื่อไปส่งเขาที่หน้าประตูบ้าน พวกเขาพูดคุยกันเล็กๆน้อยๆระหว่างเดิน จากนั้นพอถึงที่หน้าประตู พวกเราบอกลาคาร์เทลกันเสร็จก็ปิดประตูลงกุนเทอร์หันหลังเดินกลับไปก่อน เลยไม่ได้ยินเสียงของคาร์เทลที่เรียกผมจากหลังประตู“ท่านเอสก้า”ตอนที่ผมกำลังจะหันหลังกลับเดินตามกุนเทอร์ไป หยุดชะงัก แล้วหันหน้ากลับไปทางประตู“...มีอะไรเหรอครับ คาร์เทล?”ผมถามเขากลับไป “...”“...ระวัง.....กุนเทอร์ไว้นะครับ”หือ?... ทำไมละ…? ผมยังไม่ทันได้ถามกลับไป เขาก็พูดขึ้นมาอีก“ถ้ามีอะไรต้องการให้ผมช่วยเหลือ ท่านเอสก้าเรียกผมได้เสมอ”“เอ๋...?”“เอสก้า? มีอะไรเหรอ?”จู่ๆกุนเทอร์ที่น่าจะเดินกลับเข้าไปก่อนแล้ว เดินกลับมายืนอยู่ข้างหลังผม ผมผวานิดหน่อย เขาเลยแสดงอาการเป็นห่วงผมขึ้นมาอีก“ฉันเห็นนายยังยืนอยู่ที่หน้าประตูก็เลยมาตาม… มีอะไรหรือเปล่า?”ผมส่ายหน้าให้เขาแล้วบอกว่าไม่มีอะไร “ผมแค่..นึกว่าคาร์เทลเรียก..”“คาร์เทลเหรอ?”กุนเทอร์เปิดประตูหน้าบ้านออกดู.. ที่หน้าบ้านไม่มีใครอยู่.. มีก็แต่คนสวนที่กำลังแต่งกิ่งพุ่มไม้อยู่ตรงรั้ว“คาร์เทลกลับไปแล้วนะ นายอาจจะหูฝาด”กุนเทอร์ปิดประตูบ้านลง แล้วหันมาพูดกับผม “ไปกันเถอะ เอสก้า อาหารเย็นเตรียมเสร็จแล้วล่ะ”ผมพยักหน้าตอบรับ… แล้วเดินตามเขาไป เมื่อกี้ผมรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้หูฝาดไปแน่ๆ…ทำไมคาร์เทลถึงบอกให้ผมระวังกุนเทอร์ล่ะ…ผมมองไปที่แผ่นหลังของกุนเทอร์.. เขาเป็นคนจิตใจดี…และผมเชื่อใจเขาไม่มีเหตุผลอะไร...ที่จะต้องคอยระแวงเขาเลยสักนิด.............
    To be continuedขอขอบคุณนักอ่านทุกๆท่านที่ยังติดตามนิยายเรื่องนี้อยู่นะคะหากมีข้อผิดพลาดๆต้องขออภัยไว้ใน ณ ที่นี้ด้วย โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ^v^