บทที่ 3 บิดามารดาผู้แสนประเสริฐ
ประกายไฟเพียงแค่นิดเดียวก็สามารถจุดฟืนให้มอดไหม้ได้
หนอนหนังสือนามว่าเซี่ยอวิ้นหนิงก็มีพร์ในเื่นี้เช่นกัน
ชาติที่แล้ว ใจของลู่จิ่วอันรู้สึกต่อต้านและขัดขืน ทั้งคู่เร่งรีบทำให้มันจบ ๆ ไป ยิ่งทำให้คืนแต่งงานอันแสนเศร้ามีความทรงจำเลวร้ายที่หญิงสาวไม่อาจลบเลือนไปได้
แต่ว่าในครั้งนี้เธอปล่อยไปตามอารมณ์ ไม่ต่อต้านหรือว่าขัดขืน ทั้งยังรอคอยที่จะได้เชื่อมสายสัมพันธ์กับเซี่ยอวิ้นหนิง และหวังเพียงว่าลูกชายจะเลือกเธอให้เป็แม่ของเขาเหมือนกับในชาติก่อนอีกครั้ง
เมื่อการต่อสู้อันเร่าร้อนจบลง ลู่จิ่วอันก็นอนราบอยู่บนเตียงพลางจ้องมองหนังสือพิมพ์เก่าบนผนังห้องอย่างเหม่อลอย
เพื่อให้การตั้งครรภ์เป็ไปอย่างราบรื่น เธอจึงวางหมอนรองไว้ใต้ก้นเพื่อให้เมล็ดพันธ์ุของเซี่ยอวิ้นหนิงเดินทางไปถึงเส้นชัยโดยเร็วที่สุด
เซี่ยอวิ้นหนิงเป็พวกหวาดกลัวเชื้อโรค หลังจากออกกำลังจนเหงื่อออกไปทั้งตัว เขาก็ลุกไปเทน้ำใส่อ่าง จากนั้นก็จุ่มผ้าขนหนูในน้ำอุ่นและยื่นให้ลู่จิ่วอัน
“จิ่วอัน เช็ดตัวหน่อยไหม?”
หากเป็ในชาติก่อน ลู่จิ่วอันก็คงจะเขินอายและแสร้งทำเป็หลับ ทว่าครั้งนี้เธอกลับรับผ้าขนหนูมาเช็ดตัวโดยไม่กระดากอายเลยสักนิด
เธอยื่นผ้าขนหนูคืนให้เซี่ยอวิ้นหนิงพร้อมกับถามขึ้น “เซี่ยอวิ้นหนิง พรุ่งนี้รถของศูนย์อนุรักษ์จะมาถึงกี่โมงเหรอ?”
“ประมาณเก้าโมง”
ชาติที่แล้วตระกูลลู่ไม่ยินดีที่จะปล่อยเธอไป ชาตินี้ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกัน ดังนั้นลู่จิ่วอันจึงคิดจะสร้างเื่ตอนที่เ้าหน้าที่ของหมู่บ้านและครอบครัวตระกูลจางอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา
“คุณไปตัดใบตาลข้างนอกมาให้ฉันหน่อยสิ”
เซี่ยอวิ้นหนิงตอบรับและถืออ่างน้ำออกไปข้างนอก
คืนนี้เป็คืนเข้าหอของพวกเขาทั้งสอง ตามประเพณีของที่นี่จะจัดงานเลี้ยงฉลองในตอนกลางคืน จากนั้นสมาชิกคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านก็จะมาร่วมรับประทานอาหารที่บ้านเ้าภาพั้แ่เช้าตรู่
ขณะเซี่ยอวิ้นหนิงเปิดประตู ลู่จิ่วอันก็ได้ยินเสียงเล่นไพ่ดังแว่วมาจากห้องอื่น
ในชาติที่แล้ว จางกุ้ยอิงเกลี้ยกล่อมเธอไม่ให้ไปอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้กับเซี่ยอวิ้นหนิง ท้ายที่สุดสินสอดทองหมั้นที่ชายหนุ่มหาซื้อมาสำหรับงานแต่ง ก็ถูกคนเนรคุณอย่างลู่จิ่วหยางน้องชายผู้บังเกิดเกล้าของเธอเอาไปผลาญจนหมด
เซี่ยอวิ้นหนิงถือใบตาลกลับมาที่ห้องและส่งให้ลู่จิ่วอัน จากนั้นเธอก็ม้วนใบตาลให้กลายเป็เชือกเส้นยาวอย่างคล่องแคล่ว
“เซี่ยอวิ้นหนิง เอาเชือกนี้ไปมัดพวกผ้าห่มให้ที”
ลู่จิ่วอันบอกให้ทำอะไร เซี่ยอวิ้นหนิงก็ทำตามโดยไม่ถามสักคำ
แต่ชายหนุ่มกลับทำอะไรเชื่องช้าแถมยังดูเงอะงะ ลู่จิ่วอันเห็นดังนั้นก็ใจร้อนรีบสวมเสื้อผ้าและลุกไปเก็บข้าวของ
ลู่จิ่วอันเป็ผู้หญิงน่าสงสารและไม่เป็ที่ต้อนรับ เธอต้องทนนอนในกระท่อมไม้เล็ก ๆ ที่ติดกับคอกวัวไม่มีแม้แต่หน้าต่าง แต่เพราะเป็คืนเข้าหอ ตระกูลลู่จึงหาห้องว่างมาทำเป็ห้องใหม่เพื่อไม่ให้ผู้คนในหมู่บ้านและบรรดาญาติว่ากล่าวนินทา
ลู่จิ่วอันมัดผ้าห่มและหมอนสีแดงด้วยเชือกที่ทำจากใบตาลอย่างคล่องแคล่ว และยัดเสื้อผ้าที่มีอยู่แค่ชุดเดียวเอาไว้ข้างใน
เธอวางอ่างล้างหน้าที่มีคำว่าความสุขตัวใหญ่สีแดงไว้กับกระติกน้ำร้อน และห่อธัญพืชที่โรยอวยพรไว้บนเตียงด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อย่างแ่า จากนั้นก็ใส่ลงในอ่างล้างหน้า
ลู่จิ่วอันยื่นทะเบียนสมรสสองเล่มไปให้ผู้เป็สามีพร้อมกับพูดเบา ๆ “เซี่ยวอวิ้นหนิง คุณเก็บทะเบียนสมรสไว้ ต่อไปต้องใช้จดชื่อลูกในทะเบียนบ้าน”
เซี่ยอวิ้นหนิงรับทะเบียนสมรสมาและเก็บใส่กระเป๋าอย่างระมัดระวัง
จากนั้นหญิงสาวเข็นจักรยานที่จอดพิงกำแพงมาไว้ตรงกลางห้อง และยกข้าวของที่ห่อไว้อย่างดีขึ้นไปวาง
“มัวยืนนิ่งอยู่ทำไม? มาช่วยมัดสิ!”
ลู่จิ่วอันไม่รู้ว่าสถานการณ์ที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้เป็อย่างไร ตอนนี้เธอไม่ได้มีเงินมากมาย คิดว่าเซี่ยอวิ้นหนิงก็คงเหลือเงินไม่มากเพราะต้องเอาเงินไปซื้อจักรยานกับพวกข้าวของที่ใช้ในงานแต่ง อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัด
“ไปกันได้แล้ว”
เซี่ยอวิ้นหนิงดูนาฬิกาที่ข้อมืออย่างประหลาดใจ “ตอนนี้เหรอ?”
“เซี่ยอวิ้นหนิง ฟังนะ อีกเดี๋ยวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณแค่ยืนข้างฉันก็พอ”
จางกุ้ยอิงกับลู่เจี้ยนกั๋วเป็สามีภรรยาที่รักษาหน้าตาของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร หากเธอไม่อาศัยโอกาสตอนที่ญาติฝ่ายมารดาของจางกุ้ยอิงอยู่ที่นี่ก่อเื่วุ่นวาย ก็ยากที่จะคลายความเกลียดชังในใจที่ต้องทนทุกข์สารพัดเพราะตระกูลลู่
“เข้าใจแล้ว”
ลู่จิ่วอันเปิดประตูให้เซี่ยอวิ้นหนิงเข็นจักรยานออกไป
ลานบ้านพอมีแสงสว่าง สองห้องที่เหลือของตระกูลลู่ เ้าหน้าที่ในหมู่บ้านและญาติของจางกุ้ยอิงกำลังเล่นไพ่กันอยู่ข้างใน
“พี่ พี่เขย พวกพี่มาทำอะไร?”
ลู่จิ่วหยางคาดเข็มขัดออกมาจากคอกหมู เมื่อเห็นเซี่ยอวิ้นหนิงเข็นจักรยานมาก็ถามเสียงสูงทันที “ดึกดื่นป่านนี้ พวกพี่เข็นจักรยานมาทำไม?”
พ่อกับแม่สัญญาแล้วว่าจะยกจักรยานที่เซี่ยอวิ้นหนิงซื้อให้ลู่จิ่วอันให้กับเขา
อีกอย่างวันนี้เขาก็อวดจักรยานกับแฟนสาวที่ชื่อเสี่ยวฟางไปแล้วด้วย พอพี่เขยไปศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้ ทำงานได้สักสองเดือนก็จะขอให้เขาซื้อนาฬิกาข้อมือให้ลู่จิ่วอัน แล้วนาฬิกาเรือนนั้นก็จะเป็ของเขาเช่นกัน
พ่อกับแม่ยังบอกอีกว่าถ้าไม่ใช่เพราะพี่สามไม่ยอมแต่งงานกับ
เซี่ยอวิ้นหนิง ลู่จิ่วอันก็คงไม่มีทางได้จัดงานแต่งงานดี ๆ แบบนี้
ตระกูลลู่เลี้ยงดูลู่จิ่วอันมาตั้งหลายปี ถึงเวลาที่เธอต้องตอบแทนบุญคุณให้ตระกูลลู่
“ลู่จิ่วหยาง ตาบอดหรือไง!” ลู่จิ่วอันตะคอกใส่น้องชายตน “รถของศูนย์อนุรักษ์จะมาที่นี่แต่เช้า ฉันกับพี่เขยนายต้องไปรอรถที่อำเภอ”
ลู่จิ่วหยางได้ยินแบบนั้น ก็คิดขึ้นได้ว่าถ้าลู่จิ่วอันไปกับเซี่ยอวิ้นหนิงด้วยละก็แย่แน่!
ถ้างั้นจักรยาน นาฬิกา ไหนจะจักรเย็บผ้า เขาก็ไม่ได้อะไรสักอย่างเลยน่ะสิ?
“พ่อ แม่ พวกท่านรีบออกมาเร็ว พี่เขยจะไปแล้ว!”
ลู่เจี้ยนกั๋วที่กำลังเล่นไพ่และจางกุ้ยอิงที่คุยเล่นกับพวกญาติ ๆ อยู่ในบ้านก็รีบออกมาจากคนละห้องทันที
“โวยวายอะไรของแก?” ลู่เจี้ยนกั๋วต่อว่าลูกชายตน จากนั้นก็พูดขึ้นสบาย ๆ ราวกับว่ามองไม่เห็นกระเป๋าเดินทางของเซี่ยอวิ้นหนิง “ลูกเขย รถของศูนย์อนุรักษ์ยังมาไม่ถึงหรอก ฉันจะให้จิ่วหยางขี่จักรยานไปส่งเธอแต่เช้า รับรองว่าไปทันแน่นอน”
ลู่จิ่วอันได้ยินพ่อพูดแบบนั้น ก็เหลือบมองผู้เป็แม่ที่ยืนทำหน้าราวกับจะกินเืกินเนื้อ เธอเลยจงใจพูดขึ้นต่อหน้าคนในหมู่บ้านและคนจากตระกูลจาง “ฉันจะไปอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์กับเซี่ยอวิ้นหนิง”
“ไม่ได้!”
จางกุ้ยอิงปฏิเสธเสียงแข็ง ถ้าลู่จิ่วอันไปอยู่ศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้ เซี่ยอวิ้นหนิงก็ไม่จำเป็ต้องส่งเงินมาให้แล้วน่ะสิ!
ลูกชายสุดที่รักบอกว่าจะแต่งงาน ทั้งสร้างบ้านและสินสอดต่างต้องใช้เงินทั้งนั้น
ลู่จิ่วอันถามด้วยความสงสัย “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? ฉันกับเซี่ยอวิ้นหนิงจดทะเบียนสมรสกันแล้ว เขาไปไหน ฉันก็จะไปด้วย”
จางกุ้ยอิงฝืนยิ้มเดินเข้าไปหาลู่จิ่วอันและกัดฟันพูด “จิ่วอัน แม่คนไหนจะไม่หวังดีกับลูกบ้าง? ลองคิดดูสิ ลูกรู้หนังสือสักกี่คำกันเชียว ไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยห้อมล้อมไปด้วยคนแปลกหน้า ถ้าถูกรังแกขึ้นมา ใครจะช่วยเหลือลูก…”