บทที่ 40 คิดถึงผมไหม
ป้าอู่มองไปรอบ ๆ ก็รู้สึกว่าบรรยากาศไม่ค่อยดีเท่าไร
เธอกลอกตาแล้วพูดว่า “คุณชายคะ เมื่อวานคุณหนูกลับมาก็เริ่มทำอาหารรอคุณ แต่สุดท้ายคุณก็ไม่ค่อยทานสักเท่าไร เธออาจจะโกรธเรื่องนี้อยู่ก็ได้ ผู้หญิงน่ะ ยังไงก็ต้องให้ผู้ชายง้อ คุณชายว่าไหมคะ”
ฟู่อวิ่นซางพยักหน้า ป้าอู่เห็นเขามีปฏิกิริยาแบบนี้ก็โล่งใจ จึงรีบไปทำงานที่อื่นต่อ การที่ได้ช่วยคุณชายและคุณหนูแก้ปัญหา สำหรับเธอแล้วถือว่าน่ายินดี!
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ฟู่อวิ่นซางก็ขึ้นรถ ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันเลย จนกระทั่งรถมาถึงป้ายรถเมล์ เยี่ยเจียจึงได้เอ่ยปากให้เขาจอดรถ
ฟู่อวิ่นซางมองร่างบางของเธอ ฝ่าแดดร้อนเบียดเข้าไปในฝูงชน สุดท้ายก็หายไปจากสายตาของเขา
เขายกมือขยี้ตรงหัวคิ้ว จนกระทั่งรถคันอื่นบีบแตรไล่ เขาถึงได้เหยียบคันเร่งขับรถออกไป
ช่วงนี้ เยี่ยเจียมีอิทธิพลต่อความคิดของเขามากเกินไป
หญิงสาวมาถึงบริษัทช้ากว่าฟู่อวิ่นซาง เธอเพิ่งจะได้นั่งลง ต้านหนี่ก็รีบปรี่เข้ามาหา “ไม่เห็นเลี่ยวเฉินอี้แล้ว เสียใจหรือเปล่า”
“เกิดอะไรขึ้น” ฟู่อวิ่นซางไม่ได้สัญญากับเธอไว้หรอกเหรอ ว่าจะไม่ปล่อยเลี่ยวเฉินอี้ไป ทำไมถึง...
“ไม่รู้เหมือนกัน เขาบอกว่าเลี่ยวเฉินอี้กลับแคนาดาไปแล้ว”
ที่แท้ เขาฟู่อวิ่นซางก็เป็นคนไม่รักษาสัญญาแบบนี้เองสินะ
เยี่ยเจียตั้งใจจะกลับไปถามเขาที่บ้าน แต่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ทันทีที่จัดการเรื่องในมือเสร็จ ก็รีบวิ่งไปที่ออฟฟิศของสามีในทันที
เธอยืนอยู่ด้านนอก มองเห็นสวีเสียนหย่าถือสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง กำลังคุยกับฟู่อวิ่นซางอยู่ข้างใน
สีหน้าของฟู่อวิ่นซางไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ดูเหมือนพวกเขาอาจจะกำลังคุยเรื่องสำคัญกันอยู่
และสมุดบันทึกที่สวีเสียนหย่าถืออยู่ในมือ ดูยังไงก็เก่ามาก ๆ ข้างในมีความลับอะไรหรือเปล่านะ
เยี่ยเจียต้องกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานก่อน คิดว่าจะรอให้สวีเสี้ยนหย่าออกไปแล้ว ค่อยไปถามฟู่อวิ่นซางให้รู้เรื่อง
แต่ไม่คาดคิดว่า หลังจากที่สวีเสี้ยนหย่าออกมาจากห้องของอวิ่นซางแล้วจะตรงมาหาเธอในทันที!
เยี่ยเจียเงยหน้ามองมือของสวีเสี้ยนหย่าที่วางอยู่บนโต๊ะของเธอ แล้วเอ่ยปากถามว่า “คุณผู้จัดการสวี คุณมีงานอดิเรกคือการก่อกวนพนักงานคนอื่นขณะทำงานหรือเปล่าคะ”
“ฉันแค่จะแวะมาบอกน่ะเยี่ยเจีย ว่าวันที่เธอมีความสุขกำลังจะหมดลงแล้ว”
พูดจบ สวีเสี้ยนหย่าก็เดินจากไปโดยไม่ให้โอกาสเธอได้โต้ตอบเลย
บ้าจริง ๆ นี่มันเรื่องอะไรกัน
ถึงอย่างนั้น
เยี่ยเจียก็รู้ความหมายที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดนั้นอย่างรวดเร็ว ตอนกลางวัน เธอได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดกันว่า ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป สวีเสี้ยนหย่าจะย้ายไปอยู่ฝ่ายบุคคล เพื่อมาดูแลพวกเลขา โดยเฉพาะพนักงานใหม่
แถมตำแหน่งนี้ สวีเสี้ยนหย่ายังเป็นคนขอมาเองด้วย
เธอทิ้งตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายและรองผู้จัดการกลุ่มที่ดีอยู่แล้ว แต่กลับมาดูแลพนักงานใหม่ ใคร ๆ ก็รู้ว่าเธอมีเจตนาอื่นแอบแฝง แต่เจตนานั้นคืออะไรไม่มีใครรู้
เยี่ยเจียฟังพวกเขาคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่อารมณ์ของเธอกลับซึมเซา หญิงสาวเดาได้ว่าที่ สวีเสี้ยนหย่าทำแบบนี้ต้องมาหาเธอแน่ ๆ แต่ฟู่อวิ่นซางที่อนุญาตให้เธอย้ายมา เขาไม่ห่วงใยเธอเลยเหรอไง
ตำแหน่งแบบนี้ สวีเสี้ยนหย่าไม่มีทางสนใจหรอก ที่เขาอนุญาตให้เธอย้ายมา มันเพื่ออะไรกันแน่
เยี่ยเจียหมดอารมณ์ที่จะกินข้าว เธอเดินกลับไปที่ทำงานอย่างเหม่อลอย แล้วเผลอไปชนชั้นวางของที่มุมห้อง ทำให้แจกันร่วงลงมาแตกและบาดข้อเท้าของเธอจนเลือดไหล
“ท่านประธาน คุณคิดว่าเรื่องนี้... เอ๊ะ! นั่นเยี่ยเจียไม่ใช่เหรอ” เลขาของฟู่อวิ่นซางกำลังรายงานงาน แต่กลับเห็นเยี่ยเจียนั่งอยู่ที่ทางเดิน สีหน้าดูเจ็บปวดมากจึงท้วงขึ้น
ฟู่อวิ่นซางได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองเธอ เมื่อเห็นว่าเธอได้รับบาดเจ็บ จึงวางเอกสารลงทันที แล้วบอกผู้ช่วยว่า “คุณไปทานข้าวก่อนเถอะ”
“ครับ”
เยี่ยเจียนั่งอยู่บนพื้น คลำข้อเท้าที่มีบาดแผลด้วยความกังวล เธอตั้งใจจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แต่เท้าของเธอไม่มีแรงเลย พอลุกขึ้นก็ล้มลงไปอีก แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ หญิงสาวร่างบอบบางพยายามลองอีกครั้ง
จากนั้น จู่ ๆ แขนที่แข็งแรงก็โอบกอดเธอไว้
และเจ้าของกลิ่นหอม ๆ นี้ เธอก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี
ฟู่อวิ่นซางผู้มีร่างสูงใหญ่อุ้มเธอขึ้น เขาพาเธอลงลิฟต์ส่วนตัวไปยังลานจอดรถชั้นใต้ดิน จากนั้นก็วางเธอไว้ที่เบาะนั่งข้างคนขับ หญิงสาวเกี่ยวคอเขาด้วยความกล้าที่ไม่รู้ได้มาจากไหน พลันมองเขาด้วยสายตาน้อยใจ
เลี่ยวเฉินอี้เคยบอกไว้ว่า ไม่ว่าเธอจะมองผู้ชายคนไหนด้วยสายตาแบบนี้ ก็จะทำให้ผู้ชายคนนั้นหลงใหลขึ้นมาได้
เธอคิดว่า ผู้ชายที่เลี่ยวเฉินอี้พูดถึงเหล่านั้น ต้องไม่รวมฟู่อวิ่นซางอยู่ด้วยแน่ ๆ สีหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ แม้แต่สายตาที่มองเธอก็ไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด
เยี่ยเจียเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอู้อี้ “ฉันได้ยินเพื่อนร่วมงานที่ชอบเลี่ยวเฉินอี้บอกว่า เขากลับไปแล้ว”
“แค่เปลี่ยนสถานที่ถ่ายทำเท่านั้น”
“งั้น…”
“สัญญายังคงมีผลอยู่”
โฆษณาที่แต่เดิมถ่ายในสตูดิโอในประเทศได้ ตอนนี้กลับต้องไปถ่ายต่างประเทศ นั่นไม่ใช่การเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นหรอกเหรอ? เยี่ยเจียคิดไม่ออก สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดไป
แต่พอรู้ว่าเขาไม่ได้พูดถึงแล้วก็หยุดเซ้าซี้ เธอยังคงพยายามใจเย็นอยู่
"คุณสะใภ้ฟู่ ที่นี่เป็นบริษัท คุณไม่คิดจะปล่อยมืองั้นเหรอ"
เยี่ยเจียที่เพิ่งได้สติก็รีบปล่อยมือออกจากเขาราวกับแตะโดนของร้อน เธอหดตัวเข้าไปในรถ ซุกหน้าลงกับฝ่ามือด้วยความอับอาย
ฟู่อวิ่นซางปิดประตูแล้วเดินไปยังที่นั่งคนขับ
เขาพาเธอกลับบ้านทันที ท่าทางที่เขาช่วยทำแผลให้เธออย่างใจเย็นและจริงจังนั้น ทำให้เยี่ยเจียรู้สึกตกหลุมรักอีกครั้ง
“เกิดอะไรขึ้น? ผิดหวังที่ไม่ได้เจอเลี่ยวเฉินอี้เหรอไง” น้ำเสียงของเขาเย็นชาระคนประชดประชัน
“ไม่ใช่นะคะ ตอนเช้าไม่ได้กินข้าว เลยหิว เหมือนน้ำตาลในเลือดต่ำไปหน่อย”
“สมควรแล้ว”
อะ… อะไรคือสมควรแล้ว!
เยี่ยเจียชะงักงัน เธอหันหน้าหนีไม่มองเขาอีก ยังไงเขาก็คิดว่าเธอเป็นส่วนเกินอยู่แล้ว ทำไมไม่หย่ากับเธอไปเลยล่ะ ปล่อยให้เธอไปที่ไหนก็ได้ตามใจชอบสิ
ฟู่อวิ่นซางลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป
เขาบอกว่าเธอสมควรแล้ว จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป เยี่ยเจียมองประตูห้องด้วยสายตาหม่นหมอง
ฟู่อวิ่นซางเดินไปที่ทางเดินยาวเหยียด ก่อนจะโทรศัพท์สั่งให้เลขาส่วนตัวนำอาหารมาให้
ไม่นานนัก เลขาก็มาถึง
แต่เยี่ยเจียกินอะไรไม่ลง ยิ่งหลังจากล้มไป แค่จะถือช้อนยังเจ็บเลย หญิงสาวมองโจ๊กที่วางตรงหน้า เธอไม่มีแรงจะกินมันเลยจริง ๆ
ฟู่อวิ่นซางเห็นความลำบากของเธอ พลันทำสีหน้าเรียบเฉยนั่งลงข้าง ๆ เธออย่างเป็นธรรมชาติ เขาหยิบช้อนตักโจ๊กหนึ่งคำเป่าให้เย็นแล้วยื่นมาที่ปากเธอ
เยี่ยเจียนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย เธอมองโจ๊กที่ส่งมาให้ค้างอยู่อย่างนั้น ลืมแม้กระทั่งจะอ้าปาก
“ไม่อร่อยเหรอ”
เธอส่ายหัวเป็นพัลวัน แล้วกลืนโจ๊กลงไปทั้งคำ
เยี่ยเจียไม่ได้รับรู้รสชาติของโจ๊กเลย แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย
หลังจากที่ฟู่อวิ่นซางแน่ใจแล้วว่าเธอไม่เป็นอะไร เขาก็ออกไปทำงานที่บริษัทตามเดิม เยี่ยเจียนั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นเพียงลำพัง เธอเหม่อมองภาพสะท้อนของตัวเองในจอโทรทัศน์ที่มืดสนิท
เขาจริงใจกับเธอหรือเปล่านะ?
เธอยิ่งไม่เข้าใจ และมองเขาไม่ออกมากขึ้นเรื่อย ๆ
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง!
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
เมื่อเยี่ยเจียได้สติ ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ฮัลโหล”
“คิดถึงผมไหม?” เสียงร่าเริงสดใสดังมาจากปลายสาย “ผมติดหนี้บุญคุณคุณอีกแล้ว ถ้าผมกลับมาถึงประเทศเมื่อไร จะต้องเลี้ยงข้าวคุณให้ได้เลย”
เยี่ยเจียหัวเราะเบา ๆ “จริง ๆ แล้วฉันต่างหากที่ทำให้คุณลำบาก”
“งั้นคุณกับฟู่อวิ่นซาง…” เลี่ยวเฉินอี้เลิกคิ้ว เขาเดาไว้ในใจตั้งนานแล้ว จึงไม่แปลกใจเท่าไรนัก
“เขาไม่ใช่แฟนฉัน แต่เป็นสามีฉันค่ะ”
เยี่ยเจียตัดสินใจจะบอกเรื่องนี้กับเลี่ยวเฉินอี้ เพราะถือว่าเป็นการยอมรับเขาในฐานะเพื่อนจริง ๆ
คนที่อยู่ปลายสายตะลึงงันไปอย่างชัดเจน เขาเงียบไปนานโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ