ชายหนุ่มอยู่ในชุดคลุมขาวกระจ่างประดุจหิมะเหมันต์ เเต่กลับมีผิวพรรณเหลืองซีดเหมือนคนขี้โรค บนใบหน้ารูปไข่ไร้ขนคิ้วเเม้เพียงเส้น พวกมันถูกแทนที่ด้วยรอยเเผลเป็นสีเเดงดั่งโลหิตน่าสยดสยอง ลากยาวผ่ากลางนัยน์ตาสีเขียวจรดปลายคาง ดูคล้ายกับคมเขี้ยวของสัตว์ร้าย จมูกตั้งตรงโด่งเชิด ริมฝีปากบางเเต่ดำคล้ำดั่งถ่านหิน เวลามันเเสยะยิ้มจะดูชั่วช้าได้อย่างพิลึก ผมดำยาวสยายพลิ้วไหวเเม้ไรัเเรงลม จิตใจของเล็กน้ำกับไฝถึงกับสั่นระรัว เพราะนี่คือมนุษย์คนเเรกที่พวกเขาพานพบในดินเเดนลึกลับเเห่งนี้
" ไม่ทราบมาก่อนว่าสถานที่เเห่งนี้มีตระกูลของท่านเป็นเจ้าของ... พวกเรากำลังจะไปเเล้ว "
น้ำเสียงของเล็กน้ำเต็มไปด้วยความสำนึกผิด เเต่นัยน์ตาของเขาจำต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อสังเกตเห็นอสูรตะกวดตัวใหญ่ยักษ์ที่ชายหนุ่มชุดขาวควบคุมอยู่บนบังเหียน
" หือ... เเกนี่เอง " เจ้าของดวงตาสีเขียวเข้มที่ทอประจายเจิดจ้า เมินเฉยถ้อยคำของเล็กน้ำอย่างไม่ไว้หน้า " เจ้าโง่ไร่ค่าที่ไม่อาจปกป้องได้แม้กระทั่งคู่รักของตัวเอง "
ได้สดับฟังดังนั้น กระต่ายรักบี้กลายเป็นจุดรวมสายตาของสองหนุ่มในทันใด ยามนี้ร่างกลมที่ปกคลุมด้วยขนหนาฟูสั่นเทาอย่างรุนเเรง นัยน์ตาสามดวงเเดงก่ำราวกับบ่อลาวาใต้พิภพ จับจ้องเป็นหนึ่งเดียวไปยังเบื้องบนสะพานหยกด้วยความเคียดเเค้น
" อะไร? เเกอยากมีปัญหาเรอะ " ชายหนุ่มหน้าลายพลิ้วกายลงมายืนเคียงข้างเจ้าตะกวดยักษ์ มันวางมือลูบศีรษะอันใหญ่โตราวกับถังน้ำที่ห่อด้วยชั้นเกล็ดละเอียดสีม่วงเข้มอย่างแผ่วเบา เจ้าเดรัจฉานตอบรับนายของมันด้วยดวงตาสีทับทิมที่หรี่ลงอย่างเคลิบเคลิ้ม พร้อมกับเเลบลิ้นยาวที่เปรอะเมือกขาวหยดย้อย " มอบเเหวนมิติมาซะ เเล้ว ' กงเฟิน ' ผู้นี้ จะประทานเวลาให้ห้าอึดใจเพื่อให้พวกเเกฆ่าตัวตายจะได้ไม่ต้องทรมาน "
เมื่อน้ำเสียงเย้ยหยันเย็นชาได้จางไป เจ้ากระต่ายรักบี้ชันกายยืนขึ้น มันล้วงเข้าไปในกระเป๋าหน้าท้อง เพื่อหยิบเอาโสมหน้ามนุษย์ชราที่กำลังร่ำร้องมากัดกินอย่างไม่ลังเล ฟันคู่หน้าบดขยี้ได้อย่างว่องไวราวกับเครื่องจักรความเร็วสูง เมื่อกลืนลงไปจนหมดสิ้น ปรากฏเสียงกึกกักเเลบลั่นจากกระดูกสันหลังที่กระดกนูนจนเห็นความปูดโปนได้อย่างชัดเจน
" โสมวิญญาณชราคร่ำครวญ อายุเกินสามร้อยปี! "
ใบหน้าเหลืองซีดไร้สีเลือดของกงเฟินปั้นยากเล็กน้อยด้วยความเสียดาย เเต่ถ้าเทียบกับความโลภที่เอ่อท่วมในดวงตา ความยินดีที่ไม่อาจซุกซ่อนเอาไว้ ได้โหมกระหน่ำราวกับคลื่นยักษ์กระแทกหินผา
กั่ก กั่ก กั่ก กั่ก กั่ก กั่ก
" มันกลืนลงไปอีกอัน... "
ริมฝีปากสีดำสนิทของกงเฟินอ้าค้าง ยังไม่ทันที่มันจะได้กล่าวถ้อยคำใดต่อไป มือทั้งสองของกระตายรักบี้ได้ล้วงลงไปในกระเป๋าหน้าท้องของมันอีกครั้งอย่างเร่งรีบ เพื่อนำโสมวิญญาณชราคร่ำครวญออกมากัดกินเป็นอันที่สาม
" สาม... สามเเล้ว พอซะที! " เเก้วตามรกตอันเร้นลับต้องสั่นระริกด้วยความบ้าคลั่ง กงเฟินเริ่มต้นพบกับความยากลำบากจนใบหน้าเหยเกบิดเบี้ยว เเต่จิตใจของมันกลับโบยบินไปถึงสารพัดวิธีการสกัดกลั่นที่ครอบครองไว้หลากหลายรูปเเบบ เพื่อรีดเร้นเอาประสิทธิภาพจากต้นโสมวิเศษออกมาได้อย่างสูงสุด " หยุดเดี๋ยวนี้! หากยังไม่หยุด ข้าจะกลั่นวิญญาณของเเกไปพร้อมกันกับโสมนั่น!! "
' ไม่น่าเชื่อว่าโสมทุกต้นมีอายุไม่ต่ำกว่าสามร้อยปีแทบทั้งสิ้น มันไปสรรหามาจากที่ใดกัน... เจ้านี่คือคลังสมบัติเดินได้ชัดๆ ท่านบรรพบุรษเมตตาข้าเเล้ว '
เเต่รอยยิ้มน่าเกลียดที่เพิ่งเกิดขึ้นบนใบหน้าของกงเฟินต้องเเปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง เพราะเสียงลั่นตูมตามที่ดังมาจากข้อต่อเเขนขาของเจ้ากระต่าย กำลังยืดยาวขยายใหญ่อย่างรวดเร็วทันตาเห็น พร้อมกับโสมอายุสามร้อยขวบปีอีกต้นกำลังส่องประกายเจิดจ้า
กั่ก กั่ก กั่ก กั่ก กั่ก กั่ก
เมื่อโสมสีทองต้นที่สี่ตกถึงท้อง เส้นขนสีเทาอันอ่อนนุ่มของกระต่ายรักบี้ ได้หลุดร่วงปลิวหายไปราวกับร่างกายกำลังลอกคราบ ที่หลงเหลืออยู่อย่างหรอมเเหรม มีเพียงเเค่กระจุกอันน้อยนิดกลางศีรษะ เเละปกคลุมบนแผงอกเหนือราวนมที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอัดเเน่น กำลังก่อตัวอย่างช้าๆ คลับคล้ายกับใบหน้าเหี้ยมเกรียมของพญายักษาราชที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดโกรธเกลียดอย่างลึกซึ้ง
' ห้าต้น... มันบ้าไปเเล้ว '
จุดด่างสีขาวโพลนแผ่ขยายอย่างรวดเร็วเหมือนเชื้อราร้ายที่ไม่อาจยับยั้ง มันกลืนกินห้วงความนึกคิดของกงเฟินจนหมดสิ้น ยามนี้ร่างกายของมันเเข็งทื่อดั่งต้องคำสาบ ไร้อดีต มองไม่เห็นอนาคต มีเพียงปัจจุบัน... ที่ถูกความละโมบก่อกวนจนปั่นป่วนยุ่งเหยิง เมื่อได้สติคืนมาอย่างรวดเร็ว มันเร่งสะบัดมือเรียกเก็บบังเหียนขนสัตว์ที่สั่งตัดมาเป็นอย่างดีเข้าสู่เเหวนมิติ
' ดอกรัก... รีบไปฆ่าเจ้ากระต่าย เเต่จงเหลือซากศพไว้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ '
กงเฟินร้องลั่น เร่งถ่ายทอดเเผนการลงมือไปยังตราผนึกจิตที่ทำสัญญาทาสเอาไว้กับสัตว์อสูรตะกวดวิญญาณ เเต่ในความนึกคิดคล้ายเกิดสะเก็ดไฟปะทุวาบขึ้น มันยกยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม ดึงมืออีกข้างที่พักไว้ด้านหลังขึ้นมากำอย่างหลวมๆ เมื่อคลายออก ภายในปรากฏดวงวิญญาณโปร่งเเสงของกระต่ายเพศเมียตัวน้อยกำลังหวาดกลัวร่ำไห้ กระโดดโลดเต้นเป็นวงกลมเหมือนพยายามหลบหนีไปจากฝ่ามืออำมหิต
" ยังจำสิ่งนี้ได้หรือไม่ " กงเฟินฉีกยิ้มอย่างสมหวัง เพราะสามารถหยุดยั้งไม่ให้เจ้ากระต่ายถลุงทรัพยากรที่ต่อไปจะตกเป็นสมบัติส่วนตัวของมันได้ " ขอร้องข้าสิ ถ้าอยากได้มันคืน จงพูดออกมา! ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า "
กี้!!!
กี้!!!
กี้!!!
เมื่อเห็นดวงวิญญาณของคู่รักถูกกักขังอย่างทรมาน เจ้ากระต่ายกรีดร้องอย่างคลุ้มคลั่งจนหน้าตายับย่นไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิม ร่างกายที่ขยายใหญ่เหมือนเนินเขาขนาดย่อม ปรากฏเส้นโลหิตเเตกร้าวราวกับลวดลายของรากไม้ มือเท้าที่หงิกงอสั่นกระตุกมีกรงเล็บเเหลมโค้งเเทงทะลุออกมาดั่งปลายหอก นำพารังสีสังหารกระหายเลือดท่วมผืนนภา ดั่งความอัดอั้นคั่งเเค้นเเละผลพวงจากสมุนไพรวิญญาณอายุหลายร้อยปีที่กินเข้าไปจนเกินขนาด ทำให้มันวิวัฒนาการทะลุไปอีกขีดขั้น
กระต่ายรักบี้เพ่งมองปีศาจสุราที่ยืนหยัดเคียงข้างกันอย่างไม่สะทกสะท้าน ในจิตใจรู้สึกตื้นตันต่อสหายทั้งสองที่คอยปกป้องตัวมันไม่ห่าง ยามย่อยสลายฤทธิ์ของสมุนไพรวิเศษ มันร้องเรียกเล็กน้ำกับไฝด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยอย่างยากลำบาก เมื่อทั้งสองหันไป กลับถูกลอบทำร้ายอย่างไม่ทันตั้งตัว ด้วยการโจมตีที่รวดเร็วราวกับฟากฟ้ากระพริบตา
หยดโลหิตเข้มข้นดั่งทองคำบริสุทธิ์ พุ่งไปเจาะกึ่งกลางเเสกหน้าของสหายสุราราวกับเข็มที่เเหลมคม เมื่อมันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความนึกคิด ได้ทิ้งความงุนงงเอาไว้ชั่วครู่ เเต่เพียงพอให้อุ้งมือที่เคยอ่อนนุ่มเเละเเบ่งปันกันในอดีต รีบคว้าร่างทั้งคู่เอาไว้ด้วยพลังเเสนอ่อนโยน จากนั้นขว้างพวกเขาออกไปอย่างสุดเเรงในทิศทางตรงกันข้ามอันใกลห่าง
" เฮอะ! ไร้ประโยชน์สิ้นดี " กงเฟินเย้ยหยัน เเววตาเฉียบคมจับจ้องทิศทางนั้นอย่างเยือกเย็น เพื่อจำลองระยะห่างในห้วงความคิด มันโบกฝ่ามืออย่างไม่เร่งร้อน เบื้องหน้าปรากฏเเท่นโลหะทรงกลมสีดำมืดมิดที่ห้อมล้อมด้วยบัวบงกชทั้งสี่เหล่าออกมาจากความว่างเปล่า มันเหยียบย่างอย่างใจเย็นเเละเเผ่วเบา ทะยานตัดอากาศติดตามไปด้วยท่วงท่าสง่างามปานวีรบุรุษ " วันนี้พวกเเกทุกคนต้องตาย!! "
กี้!!!
กี้!!!
กี้!!!
กระต่ายรักบี้หันควับกลับมาอย่างพยาบาท มันกัดฟันเเน่นพร้อมกระโจนตัวเข้าขวางด้วยความเเค้นเคืองที่ทะยานสูงลิ่ว ประเคนส่งพลังกรงเล็บคมกริบอันฉับไวดั่งกรงขังอันหนาเเน่น พุ่งตัดมิติสร้างเสียงครวญคลั่งคำรามก้อง เเต่กงเฟินกลับยิ้มเย็นเยียบอย่างปลอดโปร่ง ใบหน้าดั่งตุ๊กตาหิมะเชิดขึ้นไร้ความหวาดหวั่น ราวกับที่กางกว้างปิดเส้นทางขวางหน้าในขณะนี้ เป็นเพียงเเค่นกน้อยที่สร้างขึ้นจากเศษกระดาษ ทันใดนั้น ทัศนียภาพหมองหม่นเวิ้งว้างหวนคืนมาในฉับพลัน พร้อมกันกับเจ้ากระต่ายที่ถูกฉุดดึงร่วงหล่นจากฟากฟ้าอย่างไม่ยินยอม...