“ ข้าไม่งดงามรึ?”
“ ไม่ ไม่ เจ้างดงามมาก แต่ว่าข้าเป็นเพียงคนจากโลกมนุษย์ ไม่คู่ควรกับเจ้า”
ราเชนตอนนี้สัมผัสถึงพลังปราณที่เพิ่มขึ้นของ จื่ออีอาจเป็นเพราะว่า พลังปราณของนางที่ถูกปิดกั้นเอาไว้ พอกลับมาที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พลังปราณของนางก็เลยเพิ่มขึ้นสูงขึ้น มาจนอยู่ในขั้นเดิม คือ ขั้นปราณมหาเซียนระดับกลาง ราเชนถึงกับอึ้งไปกับพลังปราณยุทธ์ของนาง หากนางแค่สะบัดมือ ร่างของเขาก็ขาดเป็นสองท่อนแน่ๆ
“ ท่านกลัวข้าแล้วรึ?”
“ ไม่… ข้าไม่กลัว” ราเชนเอ่ยอย่างตื่นเต้นจริงๆ เพราะคราวนี้จื่ออีเดินเข้ามาประชิดตัวของเขาอีกแล้ว
“ แต่ท่านรับปากแล้ว ว่าจะช่วยข้า ถึงสองเรื่อง นี่แค่เรื่องแรก ท่านคิดจะผิดคำสัญญาแล้วรึ?”
จื่ออีเอ่ยยิ้มๆ ด้านหลังของนางก็มีสายฟ้าผ่าลงมา เสียงดัง เปรี้ยง !
ราเชนได้แต่ยิ้มรับ
“ ข้าไม่เคยผิดคำสัญญา แต่ว่าเจ้าแน่ใจหรือว่าจะให้ข้าแต่งงานกับเจ้า” ราเชนกลับยิ้มสู้พร้อมจ้องตานางกลับ
คราวนี้จื่ออี ถึงกับอึ้ง พร้อมกับเชิดหน้าพูดออกมาว่า
“ แค่แต่งงานบังหน้าเท่านั้นหาได้เป็นจริงไม่ ท่านก็อย่าได้คิดไปไกลขนาดนั้น”
“ เอาเถอะ แล้วแต่เจ้า แต่ช่วยอธิบายรายละเอียดได้ไหม”
จื่ออีตอนนี้ ถึงกับถอนหายใจออกมา พร้อมมองไปทุ่งกว้างที่มีแต่ต้นไม้ใหญ่อยู่ลิบๆ หาได้มีบ้านคนปลูกอยู่ไม่
“ บิดาของข้า คือ หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกสายฟ้า ซุนไป่เทียน มีน้องชายชื่อซุนเอ่อซัน
ข้าเป็นบุตรีคนโต ท่านพ่อปกครองชนเผ่าเกือบหมื่นชีวิต ทุกๆ คนต่างอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดเวลาหลายปี จู่ๆ ท่านพ่อกลับบ้านมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่ง นางชื่อ ซูต้าจี บอกว่า นางจะมาคอยดูแลข้ากับน้องแทนแม่ของข้าที่ตายไปตั้งแต่ข้ายังเล็ก แม้นข้ากับน้องชายจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งท่านพ่อได้ ชีวิตของข้ากับน้องชายนับแต่นั้นก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
“ เกิดอะไรขึ้น”
“ เพียงแค่ไม่กี่วันที่ท่านพ่อนำนางปีศาจนี่กลับมา ท่านพ่อก็ล้มป่วยเสียชีวิตอย่างกระทันหัน ซูต้าจีได้นำป้ายหัวหน้าเผ่าของท่านพ่อออกมาแสดง บอกว่านางเป็นผู้ถูกเลือกให้ เป็นผู้นำเผ่าจิ้งจอกสายฟ้า คนในตระกูลซุนและคนอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วย ก็ล้วนถูกนางสังหารสิ้น
สุดท้ายซูต้าจี ก็บังคับข้าให้แต่งงานกับ ราชันหมาป่าเมาคลี หัวหน้าเผ่าหมาป่าสวรรค์ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กัน หากข้าไม่ยินยอมนางขู่จะฆ่าเอ่อซันน้องชายของข้า แต่ว่าเขาหาได้เป็นคนขี้ขลาดไม่ เขาเชือดคอตัวเองตาย ไม่ยอมเป็นภาระให้กับข้า ข้าจึงต่อสู้กับซูต้าจี แต่ไม่อาจสู้มันได้ ถูกมันจับเอาไว้ แล้วกินยาทำลายความจำจนหมดสิ้น แต่ก่อนที่ความจำข้าจะสูญสิ้น ข้าได้ใช้มีดกรีดคอตัวเองตายไปเสียก่อน”
ราเชนฟังแล้วก็มึนงง กับเรื่องที่จื่ออีเล่ามา เพราะหากจื่ออีตายไปแล้ว คนที่ยืนพูดอยู่ตรงหน้าเขาคือใครกันเล่า ราเชนยกมือหมายจะถาม แต่ จื่ออีก็เล่าต่อว่า
“ ท่านอาจสงสัย แล้วข้าทำไมไม่ตาย?”
ราเชนพยักหน้า
“ สิ่งที่ข้าเล่ามานั้น คืออนาคตของข้า ท่านยายของข้าใช้วิชาเบิกฟ้าพลิกชะตา ทำให้ข้ามองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้”
“ อะไรนะ นั่นคือเหตุการณ์ในอนาคต เจ้าก็เชื่อ?” ราเชนไม่คิดว่าที่จื่ออีเล่ามาเป็นตุเป็นตะ จะเป็นเพียงคำทำนายเท่านั้น
“ เชื่อโดยสนิทใจ”
“ เพราะอะไร?"
“ เพราะคนที่ใช้วิชาเบิกฟ้าพลิกชะตาชีวิต จะต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ด้วยชีวิต”
“ หมายความว่า ท่านยายของท่าน?”
“ ใช่ ท่านรู้ดีว่าชะตาของตัวเองต้องตายอยู่แล้ว ดังนั้นหากตายเพื่อข้าและชนเผ่าท่านก็ไม่เสียใจ ก่อนที่ท่านจะตาย ได้สั่งเสียให้ข้ามาขอความช่วยเหลือกับ รูปปั้นบรรพบุรุษเทพอัสนี ซึ่งท่านบอกว่า มีแค่ ชายที่ช่วยชีวิตข้าคนเดียว จะเป็นที่เปลี่ยนชะตาชีวิตให้กับข้า”
ราเชนไม่กล้าดูถูก ความคิดเรื่องอนาคตของจื่ออี เพราะนางต้องสูญเสียยายของตนเองในเรื่องนี้ และอีกอย่าง คัมภีร์ปีศาจก็เคยกล่าวเอาไว้ว่า การมองเห็นอนาคตต้องแลกมาด้วยชะตาชีวิตที่ต้องสั้นลง หรือ อาจตายได้ทันที
“ หมายความว่า ตอนนี้ซูต้าจี ยังไม่มาที่บ้านของท่าน?”
“ ข้าไม่รู้ เพราะข้าออกมาจากบ้านได้สองเดือนแล้ว”
“ อืม เช่นนั้นกลับไปบ้านเจ้าก่อน หากมีคนชื่อ ซูต้าจีมาจริงๆ แล้วค่อยว่ากัน แต่ว่า อนาคตเวลาที่เจ้าสู้กับ ซูต้าจีนั่น เจ้ามีพลังระดับใด ถึงได้พ่ายแพ้กับนางได้”
“ ข้ามีพลังขั้นปราณมหาเซียนระดับกลาง ส่วนนาง ซูต้าจี นางเป็นจิ้งจอกเก้าหาง มีพลังขั้นปราณเซียนอมตะแล้ว ข้าไม่อาจสู้นางได้”
“ ปราณเซียนอมตะ?”
“ พลังปราณเซียนอมตะ อยู่เหนือขั้น พลังปราณมหาเซียนอยู่ 1 ขั้น”
“ เจ้ายังสู้นางไม่ได้ แล้วจะมั่นใจได้ยังไง ว่าข้าจะช่วยเจ้าได้” ราเชนเอ่ยออกไป แต่ในใจเขาก็ไม่เคยกลัว ซูต้าจีอะไรนั่นแม้แต่น้อย
“ ข้าเชื่อมั่นในบรรพบุรุษเทพอัสนี”
“ แต่ไม่เชื่อในตัวข้าเลยใช่ไหม?”
ราเชนย้อนถามตรงๆ คำตอบที่ได้จากนางคือ
“ ใช่” จื่ออียิ้มไม่ปฏิเสธในเรื่องนี้ ทำให้หัวใจนักสู้ของราเชน คล้ายมีใครมาจุดไฟให้ลุกโชนขึ้น อยากไขว้กับ นางซูต้าจีเช่นกัน อยากรู้นัก พลังปราณเซียนอมตะกับ พลังระเบิดมหาประลัยของเขา อย่างไหนมันจะร้ายกาจกว่ากัน
ราเชนผ่านการต่อสู้มาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ เขาก็ไม่เคยเกรงกลัวผู้ต่อสู้แม้แต่น้อย หากเขาสู้ไม่ได้ จริงๆ ก็ขอลากศัตรูตายไปพร้อมกับเขาด้วย วิถีแห่งนักฆ่า ก็มีอยู่เท่านี้
จื่ออี นำเรือเหาะลำเล็ก นั่งได้สองคนออกมา แล้วก็พาราเชนบินบนท้องฟ้า ผ่านอากาศเย็นสบาย ทำให้ราเชนถึงกับเคลิบเคลิ้มไปกับบรรยากาศแบบนี้ จื่ออีเห็นราเชนเงียบไป ก็เอ่ยถามว่า
“ ท่านกลัวแล้วรึ?”
ราเชนส่ายหัว แล้วบอกว่า
“ ทุกชีวิตเกิดมาก็รอวันที่จะต้องตายอยู่แล้ว ตายเร็วตายช้ามันก็ต้องตายเหมือนกัน”
“ ท่านพูดเหมือนกับว่า ท่านไม่มีคนที่รักและเป็นห่วงรออยู่”
ราเชนถอนหายใจ ก่อนเอ่ยออกมาว่า
“ ตระกูลของข้าถูกประหารทั้งตระกูล ท่านแม่พาข้าหนีออกมาที่บ้านท่านตา แต่ก็ถูกศัตรูตามมาสังหารตระกูลของท่านตาจนหมดสิ้น ตอนนี้มารดาหายตัวไป เหลือแต่ข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น”
ราเชนหยุดนิ่งไป ตอนนี้เขาคิดว่า เขาคือหยางเฟยหลง หาใช่ราเชนจากโลกใบเก่าไม่
“ ขออภัย ข้าไม่ควรถามท่านเลย”
“ ไม่เป็นไร คนที่ช่วยท่านแม่ไปได้ ย่อมต้องไม่ธรรมดา ท่านต้องปกป้องดูแลท่านแม่ของข้าได้อย่างปลอดภัยแน่ๆ ดังนั้น ข้าย่อมไม่เป็นห่วงท่าน แม้นข้าต้องตายไปในวันนี้ ข้าก็ไม่ใส่ใจ”
จื่ออีจับมือราเชนมาจับเอาไว้ แล้วบอกว่า
“ ขอบใจนะ ที่ช่วยข้า แต่จงจำเอาไว้ หากว่าต้องเสี่ยงถึงชีวิต ขอให้ท่านรีบหนีไปให้ไกลๆ ข้าไม่อยากเห็นท่านต้องมาตายเพื่อข้า”
“ เจ้าคิดว่า ข้าเป็นคนรักตัวกลัวตายรึ?”
“ แต่ว่า ท่านยังมีมารดาที่เป็นห่วง ยังรอท่านอยู่นะ”
“ ข้าบอกแล้วไง ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอก ข้ายังต้องใช้กรรมอีกเยอะ” ราเชนยิ้มให้จื่ออีอย่างมั่นใจ จื่ออีพยักหน้าแล้วเรือเหาะ ก็โฉบลงมาจากท้องฟ้า เห็นเมืองที่มีผู้คนมากมาย ใช้ชีวิตอย่างปกติ จนเรือเหาะเข้ามาถึงใจกลางของเมือง ก็ลงจอดทันที
“ นี่คือบ้านของข้า”
จื่ออียืนหน้าบ้านหลังหนึ่ง มีป้ายชื่อตระกูลซุน อยู่ด้านบน เคลือบอักษรทองคำเอาไว้ ประตูทางเข้า มีรูปปั้นสุนัขจิ้งจอกตัวใหญ่สีดำ กับ สีขาวสองตัว หมอบเฝ้าประตูหน้าบ้าน ราเชนเห็นแล้วก็อึ้งไป เพราะสถานที่นางเรียกว่าบ้านนั้นน่าจะเรียกว่า พระราชวังมากกว่า รอบๆบ้าน มีกำแพงศิลาสูงล้อม รอบเอาไว้ ไม่สามารถเห็นภาพภายในได้ เห็นแต่ยอดของสิ่งปลูกสร้างภายใน คล้ายกับปราสาททรงยุโรปและ ยังเห็นยอดหอคอย และมียอดปราสาทอีกหลายหลัง คนเฝ้าประตูเป็นแต่งกายด้วยชุดนักรบคล้ายกับพวกทหาร พอเห็น จื่ออี ก็รีบเข้ามาทำความเคารพ
“ ท่านหญิงใหญ่”
“ ท่านพ่อกลับมาหรือยัง”
“ นายท่านมาถึงแล้วสามวันแล้ว และสั่งว่า หากท่านหญิงใหญ่กลับมาให้ ไปหาทันที”
“ ท่านพ่ออกลับมาคนเดียวรึ?”
“ นายท่านมีคนติดตามมาด้วยหลายสิบคน และยังมีรถม้าที่ไม่ใช่ของเผ่าเรา ตามมาด้วยหลายคันขอรับ”
“ ต้องเป็นมันแน่ๆ” จื่ออีเอ่ยเสียงเครียด แล้วพาราเชนเดินผ่านเข้าประตูบ้านของตระกูลซุนไปในทันที
แต่พอเข้าไป ก็พบว่า มีเด็กชายวัย 14 ปี ถูกชายหนุ่มวัย 18 ปี ฟาดด้วยฝ่ามือเข้าที่กลางอก จนตัวปลิวกระเด็นมากองต่อหน้าของราเชนกับจื่ออี
“ เอ้อซัน”
จื่ออีเห็นน้องชายตนเองถูกทำร้ายก็ตกใจ รีบยืนขวางหน้า ชายหนุ่มวัย 18 ปี ที่กำลังจะพุ่งตัวเข้ามาซ้ำ แต่เห็นจื่ออี่มาขวางจึงหยุดมือเอาไว้
“ เป็นไรไหม”
“ พี่ใหญ่ข้าไม่เป็นอะไร”
“ เจ้าเป็นใคร กล้าบังอาจทำร้ายน้องของข้าเช่นนี้”
“ มันคือ ซูหยิ่น เป็นบุตรของซูต้าจี ที่เพิ่งแต่งเข้ามาเป็น ฮูหยินใหญ่แทนแม่ของเรา”
“ พี่สาวจื่ออีคนสวยนี่เอง ยินดีที่ได้รู้จัก ข้ากับเอ้อซันแค่ทดสอบวิชายุทธ์กันเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดลงมือหนักอะไร ยังไงพวกเราก็เป็นพี่น้องอยู่แล้ว”
สายตาที่ซูหยิ่นมอง จื่ออี เต็มไปแววตาสกปรก คิดไม่ซื่อกับจื่ออี
“ ยังงั้นเร๊อะ”
จื่ออีฉวยโอกาสที่ ทุกคนสนใจแต่คำพูดของซูหยิ่น ก็ยกฝ่ามือฟาดเข้ากลางลำตัวของ ซูหยิ่น จนกระเด็นไปกองกับพื้น กระอักเลือดออกมา
“ เจ้ากล้าบังอาจลงมือกับนายน้อยของเรา”
ผู้คุ้มกันซูหยิ่น หันมาตวาดใส่จื่ออีอย่างไม่เกรงกลัว
“ นี่บ้านข้า ใครลงมือกับน้องชายข้า มันต้องเจ็บยิ่งกว่า”
“ นังนี่” องครักษ์ห้าคน ทั้งหมดล้วนมีพลังขั้นปราณมหาเซียนขั้นต้นแล้ว ก็เดินเข้ามาจะเอาเรื่องกับจื่ออี
แต่ว่า พอพวกมันก่อนจะเข้าใกล้ ก็มีเสียงดังออกมาจากด้านหลัง
“ หยุดเดี๋ยวนี้ พวกเจ้ากล้าเสียมารยาทกับ ท่านหญิงใหญ่ได้ยังไง ยังไม่รีบขออภัยนางอีก” หญิงสาวสวย ผิวพรรณขาวชมพู แต่งกายด้วยชุดขาวบางๆ เห็นเสื้อซับรัดหน้าอกตูม ของนาง ราเชนไม่อาจสัมผัสพลังของนางได้เลย โดยเฉพาะอายุจริง ๆของนาง แต่ดูจากใบหน้ารูปร่างของนางภายนอก บอกว่าเป็นพี่สาวของจื่ออี ก็ไม่มีใครคัดค้าน
นางเดินมาพร้อมกับ ชายวัยกลางคน ระดับพลังที่ราเชนไม่อาจสัมผัสได้เช่นกัน มีเส้นผมสีเทาเหนือหูสองข้างที่ยาวมองแล้วน่าจะอายุยืนยาว แต่ด้วยหางคิ้วสั้น แล้วร่องจมูกระหว่างปากกับจมูกก็แคบ มีไอแห่งความตายรุมล้อม ชะตาชีวิตคงจะสั้น แบบที่ยายของจื่ออีทำนายเอาไว้จริงๆ
องครักษ์ทั้งห้าคน คุกเข่าต่อหน้าจื่ออี โดยพร้อมเพรียง แต่แววตานั้นหาได้ยอมรับไม่
“ เด็กๆ ทั้งสองต่างก็เล่นกัน ขอให้ท่านหญิงใหญ่อย่าได้ถือสาเลยนะ”
ไม่ทันที่จื่ออีจะตอบ ซุนไป่เทียน กลับกล่าวแทนว่า
“ลูกข้าไม่ถือสาหรอก พวกเจ้าไสหัวไปซะ จื่ออีเจ้าไปฝึกตนสองเดือน ไม่เลวพลังปราณขึ้นมาอยู่ที่ ขั้นมหาเซียนขั้นกลางแล้ว ดีมาก ครั้งนี้เจ้ากลับมาก็ดีแล้ว พ่อมีเรื่องอยากบอกให้เจ้ารู้”
จื่ออีแม้ได้ยินคำทำนายของท่านยาย มาก่อน แต่พอเห็นบิดากับ ซูต้าจีสนิทสนมกันเช่นนี้ ก็แสดงความรู้สึกไม่พอใจอออกมาอย่างเด่นชัด
“ นางคือใคร?
จื่ออีเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ดวงตาจ้องมองซูต้าจี ราวกับโกรธแค้นมานาน ทั้งๆ ที่พบกันเพียงครั้งแรกเท่านั้น แต่จะมีใครรู้ ในภาพอนาคตของจื่ออี กลับถูกซูต้าจี บีบบังคับจนต้องฆ่าตัวตายมาแล้ว......