3
ั้แ่วันนั้นทั้งสองคนไม่ได้พูดคุยกันอีกเลย วินด์ไม่ได้ไปนั่งกินข้าวกับหมอก ตอนเรียนก็แทบจะไม่มองหน้ากัน และวินด์ก็ไม่เคยไปเหยียบที่ทะเลนั้นอีกเลย วินด์แสดงความเ็าและทำเหมือนว่าหมอกเป็เพียงแค่อากาศธาตุเท่านั้น
" นายกับวินด์ทะเลาะกันหรอวะ? หมู่นี้ไม่เห็นวินด์มารวมกลุ่มเลย? "
" พวกนายมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าหมอก? "
หมอกนิ่งเงียบและไม่ได้ตอบอะไร เขายังคงนั่งกินข้าวต่อไปทำหูทวนลมไม่สนใจ แม้ในใจจะแอบรู้สึกหวั่นไหวมากก็ตาม
" เฮ่อ บรรยากาศที่นี่ร่มรื่นดีจริงๆ เลยนะ แม่ชอบต้นไม้ที่สวนนี่จริงๆ แต่น่าเสียดายนะที่ต้องจากมันไปแล้ว "
แม่ของวินด์เอ่ยขึ้น ในขณะที่เธอกำลังนั่งชื่นชมเหล่าต้นไม้ภายในสวนหลังบ้านอย่างเพลินตา ทั้งต้นไม้และเหล่าดอกไม้นานาชนิดที่ถูกดูแลอย่างดี กำลังเติบโตงอกงามจนทำให้บ้านดูร่มรื่นและสบายตา พลางถอนหายใจอย่างน่าเสียดายกับ่เวลาใช้ร่วมกันนี้กำลังจะหมดไปอย่างน่าใจหาย
" ทำไมมองหน้าแม่แบบนั้นล่ะวินด์ นี่พ่อยังไม่ได้บอกลูกหรอ อาทิตย์หน้าเราจะต้องย้ายขึ้นไปเชียงใหม่แล้วนะ เราเองก็ต้องเตรียมตัวเก็บข้าวของได้แล้วด้วย "
วินด์รู้สึกใเป็อย่างมากกับสิ่งที่ได้รับรู้ มันกระทันหันเสียจนเขาตั้งตัวรับมือไม่ทันเอาเสียเลย เขากำลังจะย้ายบ้าน ย้ายไปจากที่นี่ ย้ายไปจากทะเลที่เขารัก ย้ายห่างไกลออกไปจาก…
หมอก
วินาทีนั้นที่วินด์นึกขึ้นได้ จู่ๆ ฝีเท้าของเขามันก็ไวกว่าความคิด วินด์ทิ้งของที่อยู่ในมือแล้วรีบวิ่งออกไปโดยไม่สนใจเสียงเรียกของแม่ที่ไล่หลังตามมา เขาต้องวิ่งไป รีบวิ่งไปให้เร็วเพื่อไปเจอหมอกให้ได้ ต้องรีบไปบอกเื่นี้กับหมอกให้ได้รับรู้ ต้องรีบไปบอกหมอกว่าเขาจะไม่อยู่ที่นี่อีกแล้ว ต้องไป ต้องรีบไป ..
ทว่า ขาเ้ากรรมดันกลับหยุดชะงักลงทันที เมื่อพลันหวนคิดถึงเื่ก่อนหน้านั้นที่ผ่านมา ภายในใจที่สับสนวุ่นวาย มันฟุ้งซ่านตีกันอยู่ในหัวจนวินด์ทำตัวไม่ถูก
สุดท้าย วินด์ก็ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น และทิ้งทุกสิ่งเอาไว้ให้จางหายไป
บางทีมันอาจจะเป็คำตอบที่ดีที่สุดก็ได้
หลังจากนั้น ครอบครัวของวินด์ก็ย้ายไป เชียงใหม่ โต๊ะเรียนข้างๆ หมอกตอนนี้กลับมาว่างปล่าวอีกครั้ง ทุกอย่างกลับมาเป็เหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็
รวมทั้งทะเลแห่งนี้ ที่มีเพียงหมอกนั่งอยู่ลำพังเช่นนี้ตลอดไป
" แต่สุดท้ายก็ยังวนกลับมาเจอกันอีก ตลกร้ายชะมัด "
เทมป์พูดจบก่อนหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ บรรยากาศในร้านตอนนี้เลยเวลาปิดมามากแล้ว จึงค่อนข้างเงียบสงบ แต่ความเงียบกลับยิ่งทำให้ความคิดของหมอกดังมากยิ่งขึ้น รวมทั้งความรู้สึกที่ซ่อนเก็บเอาไว้ภายในใจ
" แล้วเื่งานจะยกเลิกหรือปล่าว? "
" ไม่หรอก รับปากไปเรียบร้อยแล้ว อีกอย่างเื่มันก็ผ่านมานานมากแล้วด้วย คงจะลืมไปหมดแล้วล่ะ "
" ก็หวังว่ามันจะเป็แบบนั้นนะ "
หมอกพ่นควันบุหรี่ออกมา มันลอยคละคลุ้งอย่างไร้จุดหมาย เหมือนกับจิตใจของเขาที่กำลังสับสนไร้ทางออกอยู่ในตอนนี้ การเสแสร้งไม่รับรู้ในเื่ราวที่ผ่านมาในอดีต มันอาจจะดีสำหรับเขาแล้วก็ได้
ติ๊งง..
เสียงแจ้งเตือนแอพพลิเคชั่นดังขึ้น บนหน้าจอโทรศัพท์มีข้อความเด้งขึ้นมา
' หมอก พรุ่งนี้ว่างออกมาเจอกันหน่อยได้มั้ย? - วินด์ '
หมอกไม่ได้ตอบข้อความนั้นกลับไป เขานั่งคิดอะไรอยู่ลำพังภายในห้องนอนที่มืดสลัว มีเพียงแค่โคมไฟดาวที่ส่องประกายพอให้เห็นเรือนราง เขาทอดสายตาอันว่างเปล่าเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ภายในใจแสนสับสนและวุ่นวาย ก่อนที่เขาจะพลิกนาฬิกาทรายอีกด้าน เพื่อให้เวลาในขวดแก้วได้ดำเนินต่อไป
เด็กเสิร์ฟเดินมาที่โต๊ะของวินด์ที่เขากำลังนั่งรอหมอกอยู่ภายในร้านอาหารแห่งนึง เขานั่งอยู่ที่นี่นานหลายชั่วโมงแต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสั่งอาหาร เด็กเสิร์ฟจึงเดินเข้ามาถามไถ่ตามมรรยาท
" เอ่อ ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าจะสั่งอาหารหรือยังครับ? "
วินด์ก้มลงดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขานั่งรอมาสองชั่วโมงแล้ว และไม่มีทีท่าว่าหมอกจะมาตามนัด วินด์คิดเช่นนั้นก่อนจะส่งยิ้มบางให้กับเด็กเสริ์ฟที่รอฟังคำตอบอยู่ไม่ไปไหน
" ขอโทษนะครับ ผมรบกวน ช่วยเช็คบิลเลยละกัน "
คงไม่มาแล้วจริงๆ วินด์คิดในใจ
ขณะเดียวกันหมอกกำลังขมักเขม้นกับการล้างรูปอยู่ภายในห้องมืด ซึ่งอยู่ในสตูดิโอที่เขาใช้สำหรับสร้างสรรค์ผลงาน และในวันพรุ่งนี้เขาต้องรีบนำงานไปส่งมอบให้ลูกค้าตามที่นัดหมายเอาไว้ เขาจึงต้องตรวจสอบผลงานทุกชิ้นให้ดีที่สุดด้วยตัวของเขาเอง
" เอ่อ ไม่ได้นะครับ คือพี่หมอกกำลังทำงานอยู่ข้างใน .. " รุ่นน้องที่ทำงานส่งเสียงโวยวาย
ปึง
แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะวินด์เปิดประตูห้องเข้ามาโดยไม่ฟังเสียงทัดทานใดๆ ทั้งสิ้น รุ่นน้องถึงกับทำหน้าเจื่อนๆ ที่ไม่สามารถห้ามได้ หมอกเสสายตาขึ้นมามองคนตรงหน้า ก่อนโบกมือเป็สัญญาณ ' ไม่เป็ไร ' ให้ได้รับรู้
รุ่นน้องหันไปมองทางหมอกที ทางวินด์ที แล้วก็ต้องยอมเดินถอยกลับไปอย่างเสียไม่ได้
" ทำไมถึงไม่ไปตามนัด? " วินด์ถามอย่างหัวเสีย
" ฉันไม่ว่าง ต้องทำงาน "
หมอกตอบเสียงเรียบ แล้วกลับไปทำงานของตัวเองที่ค้างไว้ต่อให้เสร็จ โดยไม่ได้ใส่ใจทีท่าที่บึ้งตึงของวินด์แม้แต่น้อย
" นายพยายามหลบหน้าฉันใช่มั้ย? ฉันอุตส่าห์ดีใจที่ได้เจอนายอีกครั้ง แต่ท่าทางของนายมันไม่ได้เป็แบบนั้นเลย "
" แล้วนายอยากให้ฉันทำอะไร โผเข้ากอดนาย นั่งกินข้าวเล่าเื่ราวที่ผ่านมาตลอดสิบปีที่ไม่ได้เจอกัน ไปวิ่งเล่นที่ทะเล วาดรูปโง่ๆ ที่ชายหาด แบบนี้หรอที่้า? "
" นายยังโกรธฉันเื่นั้นใช่มั้ย? "
คำพูดของวินด์สะกิดความรู้สึกของหมอก แต่เขายังคงทำสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงท่าทีใดๆ ออกไปให้วินด์ได้รับรู้แม้แต่น้อย
" ฉันไม่เคยโกรธนาย แล้วฉันก็จำไม่ได้แล้วด้วย โทษทีนะ " หมอกอธิบายอย่างไม่ค่อยแยแสเท่าไหร่นัก
ความเงียบเริ่มกลับเข้ามาอีกครั้ง บรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกอัดอัดใจ แม้กระทั่งจะหายใจยังรู้สึกลำบากจนแทบอยากจะวิ่งหนีออกไปจากที่ตรงนี้เสียเหลือเกิน
ทันใดนั้นวินด์ได้เดินตรงเข้ามาหาหมอกโดยที่เขาเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัว สีหน้าและแววตาของวินด์จริงจังและขึงขัง เสียจนทำให้หมอกเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจจนต้องถอยหลังไปตั้งหลักเล็กน้อยเล็กน้อย
" ถ้างั้นชกหน้าฉันคืนสิ! "
อยู่ดีๆ วินด์ก็โพล่งขึ้นมา หมอกเริ่มงุนงงกับการกระทำที่ไม่อาจคาดเดาของคนตรงหน้าได้ หมอนี่มันเพี้ยนไปแล้วรึไง หมอกคิดในใจ
" นายคงยังโกรธที่ฉันชกนายไปตอนนั้นใช่มั้ย งั้นชกฉันเลย ตรงนี้ ชกแรงๆ ให้เหมือนที่ฉันทำ เราจะได้หายกัน นายจะได้สบายใจไง เอ้า เนี่ย ฉันพร้อมละ เอาเลย! "
วินด์พูดจบพร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แต่ถึงจะพูดแบบนั้นก็ตาม แต่สีหน้าที่แสดงออกมาก็รู้ได้ทันทีว่าเ้าตัวคงจะมีอาการใจตุ้มๆ ต่อมๆ อยู่ไม่น้อย เพราะเล่นหลับตาปี๋ซะขนาดนั้น
ด้วยท่าทางสุดแสนประหลาดของวินด์ ทำให้หมอกเผลอหัวเราะออกมาอย่างสุดกลั้น
" นี่บ้าไปแล้วรึไง หรืออากาศร้อนจนสมองกลับไปแล้วน่ะ ถึงได้พูดอะไรเพ้อเจ้อแบบนี้ออกมา "
หมอกเอือมระอากับท่าทีบ้าๆ นั่น ก่อนจะกลับไปสนใจงานของตัวเองที่กองอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
" ฉันคิดว่านายโกรธฉันเื่นั้นซะอีก "
" เื่มันผ่านมานานแล้ว ฉันไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้นหรอก ช่างมันเถอะ "
" แต่ฉันดีใจนะที่ได้เจอนายอีกครั้ง "
น้ำเสียงของวินด์บ่งบอกได้ถึงความจริงใจ และหมอกก็รับรู้ถึงความรู้สึกนั้นได้เป็อย่างดี หมอกนิ่งเงียบครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันไปหาวินด์ที่ยืนอยู่ตรงหน้า หวังว่าจะได้ยินคำพูดสักคำจากหมอก
" หิวรึยัง ไปหาอะไรกินกันมั้ย? "
ที่ร้านอาหารตามสั่งที่อยู่ในซอยเล็กๆ ไม่ไกลจากสตูดิโอของหมอกเท่าไหร่นัก เป็อาคารพานิชย์ที่มีขนาดไม่กว้างมาก มีโต๊ะตั้งวางอยู่ไม่กี่โต๊ะ แต่มีลูกค้ามาใช้บริการที่นี่ไม่ขาดสาย เพราะทุกคนติดใจในรสมือของป้าแววเ้าของร้าน อีกเพราะป้าแววค่อนข้างมีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มอยู่เสมอ ทำให้มีลูกค้ามากมายแวะเวียนมาอุดหนุนที่ร้านป้าแกอยู่บ่อยๆ
หมอกเองก็เช่นเดียวกัน หลังเลิกงานเขามักจะแวะมาทานข้าวที่นี่เสมอ และบางครั้งจะซื้อไปฝากน้องๆ ที่สตูดิโอติดมือกลับไปด้วยตลอด
" อ้าว หมอก วันนี้กระเพราไก่ ไข่ดาวเหมือนเดิมอีกสินะจ้ะ "
" แหม ป้าแววรู้ใจผมที่สุดเลย แบบนี้จะให้นอกใจไปกินร้านอื่นได้ไงละครับเนี่ย ไม่มีร้านไหนอร่อยเท่าร้านป้าแววอีกแล้ว "
" หล่อแล้วยังปากหวานแบบนี้ เดี๋ยวป้าผัดพิเศษให้เลยจ้ะ จะได้อิ่มๆ "
" ป้าจะทำให้ผมอ้วนเอานะครับ ฮ่าๆๆ "
" ต่อให้หมอกอ้วนมากขนาดไหน สาวๆ ก็ยังหลงแน่นอนอยู่แล้วล่ะจ้า "
ทั้งคู่หัวเราะต่อคารมกันอย่างคนคุ้นเคย
" วินด์อยากกินอะไรสั่งป้าแววเลย บอกเลยร้านนี้อร่อยที่สุด ถ้าได้ชิมฝีมือป้าแวว รับรองนายจะติดใจ "
" สั่งได้เลยจ้าพ่อหนุ่ม อุ้ย ลูกค้าประจำก็หล่อ ลูกค้ามาใหม่ก็หล่อ ป้านี่มือสั่นยกตะหลิวไม่ขึ้น เพราะความหล่อแล้วนะจ้ะเนี่ย "
" ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ฮ่าๆ เอ่อ งั้นผมขอสั่งเป็กระเพรา ไข่ดาวเหมือนหมอกละกันนะครับ "
" ได้จ้า รอแปปนึงนะจ้ะสุดหล่อ "
หมอกและวินด์หันมาสบตาและต่างก็หัวเราะพร้อมกันให้กับความเฮฮาของป้าแวว
ไม่นานนักกะเพราไก่ ไข่ดาวร้อนๆ เพิ่มความพิเศษด้วยความรักของป้าแววที่อัดแน่นมาเต็มคำถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะในทันที กลิ่นหอมฟุ้งโชยมาเตะตมูกจนทำให้วินด์ไม่รอช้าที่จะจับช้อนตักเข้าปากคำโต
" นี่หิวจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย? "
หมอกถามเมื่อเขาเห็นว่าวินด์ตั้งหน้าตั้งตาตักข้าวเข้าปากโดยไม่รีรอ
" ใช่ดิ ก็มีคนเบี้ยวนัดฉันนี่หว่าทำไงได้ แต่ว่าฝีมือของป้าแววอร่อยจริงๆ ด้วย "
" ไม่ใช่เพราะว่านายกำลังหิวหรอ? "
" บ้าน่า อร่อยจริงๆ เดี๋ยวป้าแววได้ยินน้อยใจเอาตะหลิวฟาดหน้าขึ้นมา ทำไงเล่า "
พูดจบวินด์ก็จัดการข้าวที่เหลือในจานต่อให้หมด ด้วยกลัวว่าหากปล่อยช้ามากไปกว่านี้ กระเพราไก่แสนหอมนี้จะแตกสลายหายไปในอากาศ
" แล้วนี่ชีวิตเป็ไงบ้าง? "
" ก็ดีนะ หลังจากย้ายไปอยู่เชียงใหม่ พ่อฉันก็ลาออกจากราชการแล้วไปทำธุรกิจส่วนตัวน่ะ คงจะติดใจงานสวนที่บ้านเก่า เลยจัดการผันตัวมาเป็ชาวสวนซะงั้น ฮ่าๆๆ โชคดีที่ไม่ต้องย้ายที่อยู่ใหม่ แค่ชีวิตค่อนข้างวุ่นวายกับการช่วยงานที่บ้าน แต่ก็สนุกดี พอจบม.ปลายก็ย้ายเข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพจนได้ทำงานนี่หล่ะ แล้วนายล่ะเป็ไงบ้าง? " วินด์ย้อนถามหมอก
" ฉันก็เรื่อยๆ เข้าเรียนต่อม.ปลาย ได้เรียนต่อมหาลัย ได้ทำงาน ไม่มีอะไรพิเศษ "
" พิเศษสิ นายได้เป็ช่างภาพอย่างที่เคยบอกฉันไม่ใช่หรือไง ดีจะตาย ไม่รู้สึกว่ามันสุดยอดหรือไงกัน "
" ก็ไม่รู้สิ ตอนนี้ฉันคิดว่ามันเป็งานแค่นั้น "
" แค่นั้น? "
" ว่าแต่นายเหอะ จะได้เป็ว่าที่เ้าบ่าวเร็วๆ นี้แล้ว รู้สึกยังไงบ้างล่ะ? "
พอวินด์ได้ยินคำถามนี้ เขาก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันที จากที่มีรอยยิ้มสดใสกลับเปลี่ยนเป็สีหน้าที่มีแต่ความกังวลและสับสนเข้ามาแทนที่ หมอกสังเกตุเห็นท่าทางที่ไม่สู้ดีนั้น จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
" ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ อย่าบอกนะว่าถูกคลุมถุงชนน่ะ? "
" ไม่ใช่หรอก " วินด์ปฎิเสธ
" ท้องก่อนแต่งใช่มั้ย? " หมอกยังคงถามย้ำ
" ไม่ใช่! " วินด์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ " ฉันแค่รู้สึกว่ายังไม่พร้อมน่ะ "
" ที่ว่าไม่พร้อมน่ะ มันหมายความว่ายังไง ถ้าไม่อยากแต่งงาน ทำไมถึงไม่พูดไปตรงๆ ละ? "
" ไม่ใช่ว่าฉันไม่ได้อยากแต่งงานหรอกนะ ฉันแค่ … ไม่รู้สิ ฉันแค่รู้สึกว่ามันเร็วเกินไป และฉันยังมีสิ่งที่อยากทำมากกว่านี้ เื่งานแต่ง ทั้งชุด ทั้งแขก ทั้งสถานที่จัดงาน หมิวเป็คนจัดการเองทุกอย่าง เธอดูมีความสุขและนั่นคือสิ่งที่ฉันไม่อยากทำร้ายความรู้สึกเธอ "
วินด์เริ่มมีสีหน้าเศร้าสร้อยเมื่อพูดถึงสิ่งที่ได้เก็บเอาไว้ในใจ มันคงจะดีมากกว่านี้ถ้าเขาสามารถแสดงความรู้สึกจริงๆ ของตัวเองออกไปได้ แต่ในความเป็จริงมันช่างยากเหลือเกิน
" ก็แค่พวกที่หนีปัญหาเท่านั้นเอง "
" อะไรนะ? " วินด์ถามย้ำ
ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ หมอกหยิบบุหรี่มวนนึงขึ้นมาสูบ พร้อมควักค่าอาหารทั้งหมดวางบนโต๊ะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
" นายเป็คนแบบนี้นี่นา "
ดวงตาสีดำสนิทจับจ้องไปยังคนตรงหน้าราวกับคมมีดที่พยายามเฉือดเฉือนความรู้สึกในใจให้ขาดวิ่น สายตาแข็งกร้าวแต่ขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความเศร้า ยิ่งทำให้วินด์ที่สบตาด้วยนั้นรู้สึกสั่นไหวอยู่ลึกๆ ในใจ
หลังจากนั้นหมอกลุกขึ้นและเดินออกไปในทันที ทิ้งให้วินด์นั่งอยู่เพียงลำพังด้วยจิตใจที่แสนสับสนในคำพูดเ่าั้ เขาไม่เข้าใจมันเลยแม้แต่น้อย ความคิดมากมายที่กำลังตีกันอยู่ภายในหัวมันทำให้เขารู้สึกหนักอึ้งเหลือเกิน
วินด์พยายามคิดหาคำตอบให้กับตัวเอง แต่ดูเหมือนยิ่งทำให้เขาหลงทางมากยิ่งขึ้น
ภายในร้านชุดแต่งงานร้านนึง ภายในถูกตกแต่งด้วยสไตล์เรียบหรูแต่ค่อนข้างมีระดับ มีชุดเ้าสาวอยู่ประมาณ 2-3 ชุดที่ถูกนำออกมาโชว์เพื่อให้ได้ลองสวมใส่
หมิวลองชุดอยู่ภายในห้องลองชุด นี่เป็เวลาหลายชั่วโมงที่เธอพยายามเลือกชุดให้ถูกใจเธอมากที่สุด แต่ดูเหมือนช่างเป็เื่ยากเสียเหลือเกิน เพราะในสายตาของเธอมันช่างสวยงามแทบทุกชุดเสียจนเธอนั้นก็เลือกไม่ถูก
" พี่วินด์ชุดนี้เป็ไงคะ? "
หญิงสาวเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม พลางหมุนตัวโชว์ชุดเ้าสาวสีขาวฟูฟ่องให้ชายหนุ่มได้ช่วยตัดสินใจเลือก ทว่า เขากลับเอาแต่นั่งเหม่อลอย แทบจะไม่ได้สนใจเธอเลยสักนิด จนเธอต้องเรียกเขาซ้ำหลายครั้งจนเขาเริ่มรู้ตัว
" พี่วินด์คะ! " เธอเรียกเขาพร้อมทำหน้ายู่
" อ้ะ มีอะไรหรอหมิว? "
" ช่วยสนใจหน่อยสิคะ นั่งใจลอยคิดอะไรอยู่คะ? "
" พี่ขอโทษ "
" ไม่เป็ไรหรอกคะ ว่าแต่ชุดนี้เป็ไงบ้างคะ สวยมั้ย? "
" สวย สวยจ้ะ พี่ว่าหมิวใส่ชุดไหนก็สวยทั้งนั้นเลย เลือกที่หมิวชอบเลย "
คำตอบของวินด์ทำให้หญิงสาวหุบยิ้มลงทันที ความไม่ยี่หร่ะของเขาทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก แต่หมิวยังคงรักษาสีหน้าปกติก่อนจะหันไปยิ้มให้พนักงานสาวเพื่อเลือกชุดต่อ แม้ภายในใจยังคงรู้สึกติดค้างกับท่าทีของวินด์อยู่ก็ตาม
หลังจากที่ทั้งสองคนเดินออกมาจากร้านชุดเ้าสาว สายตาของหมิวเหลือบเห็นใครบางคนที่แสนคุ้นตา กำลังมุ่งหน้าเดินมาทางเดียวกับพวกเขาพอดี
" พี่หมอก! "
หญิงสาวทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะเสสายตาหันไปมองคนที่มาด้วยกัน ก่อนจะเอ่ยอย่างแปลกใจ
" เอ๊ะ คุณคนนั้นที่ร้านคาเฟ่ นี่รู้จักกันหรอคะเนี่ย? "
" อ่อ ใช่ครับ เราเรียนด้วยกันมาน่ะ " เทมป์อธิบาย
" อย่างนี้นี่เอง โลกกลมดีจังเลยนะคะเนี่ย "
ขณะที่หมิวกำลังพูดคุยอย่างอัธยาศัยดี วินดืแอบลอบสบสายตาไปทางหมอก แต่เขากลับมีสีหน้าเรียบเฉยและดูไม่มีทีท่าสนใจวินด์เลยแม้แต่น้อย
หรืออาจจะเป็เพราะบางทีหมอกยังคงโกรธเขาอยู่ก็เป็ได้
" เรากำลังจะไปทานข้าวกัน ถ้าไม่รังเกียจ ไปด้วยกันมั้ยคะ? "
หมิวชักชวน แต่หมอกไม่ได้มีทีท่าที่อยากจะไปเท่าไหร่นัก แต่หมิวยังคงพยายามคะยั้นคะยอ จนทำให้เขาใจอ่อนและต้องยอมไปด้วยอย่างเสียไม่ได้
ทั้งสี่คนนั่งทานอาหารกันในร้านอาหารแห่งนึงที่อยุ่ภายในตัวอาคาร ตลอดเวลาหมิวจะเป็ฝ่ายเปิดบทสนทนาอยู่เสมอ แล้วมีเทมป์ที่คอยตอบบ้างในบางครั้ง เพื่อไม่ให้บรรยากาศมันเงียบจนเกินไป
" ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ สรุปว่าพี่ทั้งสามคนก็เป็เพื่อนๆ กันนี่เองนะ "
" นั่นสินะ เื่บังเอิญที่ไม่น่าจะบังเอิญได้ขนาดนี้ " เทมป์เสริม
" จริงด้วยนะคะ "
" ั้แ่รู้จักกับหมอกั้แ่ม.ปลาย หมอนี่ก็ถ่ายรูปมาก่อนหน้าแล้วล่ะ " เทมป์อธิบาย
" แสดงว่าพี่หมอกสนใจการถ่ายรูปมาตั้งนานแล้วสินะคะ เก่งจังเลย "
" หมอกน่ะสนใจมาตั้งนานแล้ว เพราะงั้นฝีมือถ่ายรูปถึงได้เป็มืออาชีพยังไงล่ะ ไม่ผิดหวังแน่นอนถ้าเป็ผลงานของหมอกน่ะ "
วินด์กล่าวชื่นชมพร้อมหันไปสบตาคนตรงหน้า แต่มันยิ่งกลับทำให้หมอกรุ้สึกอึดอัดมากยิ่งขึ้นไปอีก
" ขอถามได้มั้ยคะ ทำไมพี่หมอกสนใจการถ่ายรูปหรอคะ? "
คำถามนั้นแลดูเหมือนจะทำให้บรรยากาศเงียบลงไป เพราะอะไรน่ะหรอ เพราะเหตุผลนั้นทั้งหมอกและวินด์รู้ดีอยู่แล้ว เพียงแค่ไม่รู้จะพูดออกมายังไงเท่านั้นเอง
" เอ่อ พี่ว่าหมิวไม่ควรซักไซร้มากเกินไปนะ " วินด์พยายามห้ามปราม
" เอ๊ะ ทำไมล่ะคะ เหมือนเป็ความลับอะไรอย่างนั้นแร่ะ "
" หมิว พี่บอกว่าพอไง " วินด์เริ่มส่งเสียงเข้มใส่จนเธอใ
หมอกที่นิ่งเงียบมาสักพักเริ่มเอ่ยปาก
" ผมแค่ชอบเท่านั้นเอง แค่นั้น "
หมอกส่งยิ้มบางที่แฝงด้วยความเศร้า ก่อนจะสบตาไปทางวินด์ จากนั้นเขาก็ขอตัวลากลับไปพร้อมกับเทมป์ในทันที ปล่อยทิ้งให้ทั้งสองคนอยู่ที่นั่นตามลำพังพร้อมกับคำถามอีกมากมายที่รบเร้าอยู่ในใจ
วินด์ขับรถมาส่งหมิวที่หน้าบ้าน หลังจากที่กลับจากไปทานข้าวข้างนอกด้วยกันมา ทั้งสองคนนิ่งเงียบไปชั่วครู่
" วันนี้พี่วินด์ดูท่าทางแปลกๆ นะคะ เป็อะไรหรือปล่าวคะ? " เธอเริ่มบทสนทนา
" เอ่อ ปล่าวหรอก ไม่มีอะไร "
" ใกล้จะถึงวันแต่งงานของเราแล้วนะคะ ทำไมพี่ถึงดูไม่ดีใจเลยล่ะ แถมวันนี้พี่ยังไม่ช่วยหมิวเลือกชุดอีก แล้วยังมาหงุดใส่ตอนเจอกับพวกพี่หมอกอีก จริงๆ แล้วควรจะเป็วันที่เรามีความสุขไม่ใช่หรอคะ? "
" หมิวโกรธพี่เื่นี้ใช่มั้ย? พี่แค่เครียดเื่งานน่ะ ขอโทษนะ " เขาอธิบาย
" ยังงั้นหรอคะ ไม่เป็ไรคะ หมิวจะพยายามเข้าใจค่ะ งั้นหมิวไปนะคะ อ้อ แล้วพรุ่งนี้พี่วินด์อย่าลืมนัดนะคะ "
หญิงสาวพูดจบก่อนเก็บข้าวของและลงออกจากรถของเขา เธอส่งยิ้มหวานพลางโบกมือให้เขาเล็กน้อย
วินด์ส่งยิ้มบางตอบกลับเธอเช่นเดียวกัน ก่อนจะเร่งเครื่องทยานออกไป หมิวยืนมองดูรถของชายหนุ่มแล่นจนลับตาพร้อมกับความรู้สึกที่ค่อยๆ เริ่มเกิดคำถามและความอึดอัดในใจทีละน้อย
น้ำทะเลสาดซัดคลื่นกระทบเข้ามายังชายฝั่ง สายลมพัดโชยกิ่งไม้สะบัดไหวตามแรง เสียงนกนางแอ่นส่งเสียงทักทายกันเจื้อยแจ้ว วันนี้หมอกออกมานอกสถานที่เพื่อเซ็ตสถานที่สำหรับถ่ายพรีเว้ดดิ้ง เขาตั้งใจและขมักเขม้นในการทำงานสมกับเป็มืออาชีพอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย
ขณะที่หมอกกำลังเซ็ตแสงกล้องอยู่นั้น พลันหางตาเหลือบพบใครคนนึงแสนคุ้นตา ยืนดูเขาทำงานอยู่ไม่ไกลมากนัก เมื่อหมอกหันไปดูหน้าชัดๆ เ้าตัวกลับยกกรป๋องเบียร์ขึ้นทักทายพร้อมรอยยิ้มกว้าง
" วินด์ "
" ฉันแวะไปหานายที่สตูดิโอ ทางนั้นบอกว่านายอยู่ที่นี่ ฉันเลยตามมาน่ะ "
" อ่อ มีธุระอะไรงั้นหรอ? หมอกถาม แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่หน้าจอบนกล้องถ่ายรูปอยู่เช่นนั้น
" แหม อย่าพูดจาเ็ากับฉันแบบนั้นสิ ฉันแค่แวะมาหา พร้อมกับนี่ " พูดจบวินด์ชูกระป๋องเบียร์เย็นๆ ในมือขึ้น พร้อมรอยยิ้มกว้าง
เสียงคลื่นทะเลซัดสาดเข้ากระทบเข้ามายังชายฝั่ง หมู่นกนางแอ่นที่กำลังพากันบินกลับรังส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วขานรับกันบนท้องฟ้ากว้าง พระอาทิตย์อัสดงเริ่มทอแสงทองเรืองรองเพื่อบอกลาวันนี้ให้พัดผ่านไป
ทั้งสองคนนั่งมองเกลียวคลื่นที่ทอดตัวยาวไกลลิบตา ไร้ซึ่งเสียงสนทนาที่มีเพียงแค่สายลมและสายน้ำสอดแทรกในบรรยากาศเท่านั้น
" เราไม่ได้มานั่งอยู่ที่นี่นานขนาดไหนแล้วนะ " วินด์เริ่มบทสนทนาอีกครั้ง
" 10 ปี แล้วมั้ง "
" ไม่น่าเชื่อแฮะ นี่ฉันไม่ได้มาเหยียบทะเลนานขนาดนี้เลยหรอเนี่ย "
วินด์ทำสีหน้าและน้ำเสียงใ จนหมอกอดที่จะหัวเราะออกมาเสียไม่ได้
" นั่นสินะ ั้แ่ฉันไปเชียงใหม่ตอนนั้น ก็ไม่มีโอกาสแวะมาที่นี่อีกเลย คิดถึง่เวลานั้นจัง "
" อืม ตอนนั้นเราเอาแต่เที่ยวเล่น ทำเื่บ้าๆ กันทุกวันเลย " หมอกเสริม
" จำได้มั้ยที่เราโดดเข้าค่ายแล้วหนีมาที่ทะเล ตอนนั้นวุ่นวายกันยกใหญ่แถมหลังจากวันนั้นฉันก็ไข้ขึ้นด้วย "
" นายไข้ขึ้น แต่ฉันนี่โดนพ่อฟาดก้นลายเลย แย่ชะมัด " หมอกแกล้งทำสีหน้าเจ็บใจ ก่อนจะพากันหัวเราะในตอนท้าย
" ตอนนั้น..สำหรับฉันมันดีมากเลยนะ มันเป็ความทรงจำที่ดีสำหรับฉันเลย "
วินด์พูดจบพลางเหม่อมองไปยังท้องทะเลเบื้องหน้า ราวกับพยายามที่จะย้อนวันเวลาให้กลับไปสู่อดีตอีกครั้ง
แชะ
เขากลับต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงชัตเตอร์ดังขึ้น วินด์หันไปมองต้นเสียงก็รับรู้ได้ทันทีว่าหมอกแอบถ่ายรูปเขาอยู่
" ทำอะไรน่ะ? " วินด์เอ่ยถามอย่างสงสัย
" จำได้มั้ย ฉันเคยบอกว่า ถ้าฉันเป็ช่างภาพเมื่อไหร่ ฉันจะถ่ายรูปนายน่ะ "
วินด์ยิ้มก่อนตอบ
" จำได้สิ แต่ฉันไม่ใช่นายแบบคนแรกของนายใช่มั้ย? "
" เื่นั้นขอโทษทีนะ "
หมอกส่งยิ้มยียวนให้คนตรงหน้า ก่อนที่บทสนทนาของทั้งคู่เริ่มเงียบไปอีกครั้ง
" เื่นั้น..ฉันขอโทษนะ "
วินด์เป็ฝ่ายเริ่มบทสนทนาทำลายความเงียบขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาเริ่มขึงขังและจริงจัง แต่แฝงไปด้วยความเศร้าอยู่ในนั้น
" ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อยนาย ฉันแค่ใแล้วก็ทำตัวไม่ถูกแค่นั้น " วินด์อธิบายเื่ที่ติดค้างในใจเขา
" ฉันเข้าใจ เป็ใครก็คงใกันทั้งนั้นล่ะ แต่ว่า มันแย่ตรงที่นายไปโดยไม่บอกฉันสักคำ " น้ำเสียงของหมอกเริ่มตัดพ้อ
" ฉันขอโทษ "
ภาพความทรงจำย้อนกลับไปอีกครั้งในวันวาน วันที่สายฝนพรั่งพรูไม่ขาดสาย เด็กผู้ชายภายใต้ร่มคันสีฟ้าอ่อนอยู่ตรงหน้าบ้านไม้สองชั้น เขาเปิดตู้จดหมายสีแดงก่อนจะใส่ของบางอย่างไว้ในนั้น ขวดนาฬิกาทรายถูกวางไว้อย่างบรรจงอยู่ภายใน
ก่อนที่เขาจะเดินจากไป