ตอนที่ 103 ผู้กลืนกิน
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
อลองโซ่คิดว่าการบินขึ้นเหนือเมฆจะสามารถซ่อนจากทัศนวิสัยของหญิงสาวได้
แต่เขาไม่รู้เลยว่าบริเวณแปดร้อยเมตรรอบกายเธอไม่ว่าบนหรือล่าง เธอสามารถสัมผัสถึงพวกมันได้หมดทั้งสิ้น
เมื่อเห็นว่าหัวหน้าโจรกำลังจะทำอะไร การโจมตีที่หนักหน่วงจึงเริ่มขึ้น
วูม! วูม! วูม!
คลื่นพลังที่ไร้รูปร่างโจมตีไปที่วิญญาณของอลองโซ่โดยตรง
จนกระทั่ง ...
สติของหัวหน้าโจรวูบไหว เสี้ยววินาทีนั้นเองเขารู้สึกเหมือนกับหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง
ในโลกนั้นเหมือนกำลังจะพังทลาย เขาต้องพยายามวิ่งหนีความหายนะที่เคลื่อนเข้ามา
เขาวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต และมันเป็นเวลานานราวกับว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่รู้จบ
เพียงช่วงลมหายใจหนึ่ง สติของเขาก็ถูกดึงกลับมาอีกครั้ง นั่นเป็นเพราะพลังบ่มเพาะที่สูงส่งทำให้วิญญาณของเขาพัฒนายิ่งขึ้นจึงสามารถต่อต้านการโจมตีที่แทรกเข้ามาได้
แต่แล้วเหตุการณ์ก็กลับมาเป็นเช่นเดิม เขาถูกดึงเข้าไปในโลกนั้นอีกครั้ง
เขายังคงวิ่งหนีสถานการณ์โลกาวินาศเช่นเดิม แล้วก็ดึงสติกลับคืนมาได้อีกครั้ง
เหตุการณ์นี้ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดปกติ ร่างกายได้รับผลกระทบจนเหงื่อโทรมกาย ราวกับว่าเขานั้นได้วิ่งในเหตุการณ์นั้นจริงๆ
“เกิดอะไรขึ้นกับ ...”
ยังไม่ทันทีอลองโซ่จะเอ่ยจบ การโจมตีทางวิญญาณก็กลับมาอีกระลอกหนึ่ง
ซึ่งครั้งนี้ทำให้เขาไม่สามารถทรงตัวได้อีกต่อไป
ผละ!
ร่วง!
เพียงแค่เสี้ยววินาทีร่างที่ไร้สติรับรู้ก็โงนเงนจนพลัดตกจากอินทรีแดง
อินทรีแดงเมื่อไร้ซึ่งพลังการควบคุม มันก็กลับมาเป็นวัตถุจารึกอีกครั้งและร่วงหล่นลงไป
ร่างของอลองโซ่ตกลงมาจากที่สูง เนื่องจากจุดที่เขาอยู่ที่ความสูงที่เหนือเมฆนับพันฟุต การตกลงมาจากที่สูงขนาดนี้ ต่อให้เป็นผู้บ่มเพาะขอบเขตเอิร์ลก็ไม่ใช่อะไรที่จะสามารถรับมือได้
ทันทีที่อลองโซ่ได้สติกลับคืนมาอีกครั้ง เขาก็พบกับสถานการณ์ที่น่าตกใจ
“นี่มัน! เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับฉัน!”
อลองโซ่ไม่รอช้าที่จะระเบิดพลังสายเลือดของตนเองออกมา ผิวหนังของเขากลายเป็นหินผา ร่างขยายใหญ่ขึ้น ท่าทางแข็งแกร่งและทรงพลัง นี่คือพลังสายเลือดเทพศิลา
พลังสายเลือดที่มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งและทรงพลัง
เขาหวังใช้ร่างนี้รองรับการร่วงหล่นจากฟ้า และถึงแม้จะเป็นร่างนี้ การตกมาจากที่สูงขนาดนี้ย่อมทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ดีกว่าต้องตาย
“ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเธอเป็นใคร?” อลองโซ่กล่าวออกมาด้วยดวงตาที่แดงกล่ำ ท่าทางมีความเคียดแค้นต่อหญิงสาวเป็นอย่างมาก
และในช่วงเวลาที่ร่างอันแข็งแกร่งกำลังจะตกลงพื้นนั้นเอง
จู่ๆ สติรับรู้ของเขาก็ถูกดึงเข้าไปในโลกนั้นอีกครั้ง อลองโซ่ต้องวิ่งหนีการล่มสลายของโลกเช่นเดิม
เขาพยายามที่จะปลุกตนเองขึ้นมาจากภาพลวงตานี้ แต่ทว่าเมื่อเขาลองตบหน้าตัวเอง กลับพบความเจ็บปวดที่เหมือนจริง ราวกับว่าโลกแห่งนี้หาใช่ภาพมายาไม่
อลองโซ่รู้สึกเหมือนตัวเองใช้ชีวิตอยู่ในโลกนั้นเป็นเวลานาน การบาดเจ็บในโลกนั้นทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างจากของจริง
ทว่าเมื่อสติรับรู้ของเขากลับมาอีกครั้งก็พบว่าตนเองร่วงลงสู่พื้นเรียบร้อยแล้ว
ตูม!
ร่างของอลองโซ่ร่วงลงมาเป็นหลุมใหญ่ เขาได้รับบาดเจ็บกับเหตุการณ์นี้ กระดูกหลายแห่งแตกหักเนื่องจากรองรับแรงกระทบอย่างจัง
แล้วตอนนั้นเองหญิงสาวในชุดคลุมกันลมสีเทาที่ตามเขามาก็มาถึง
อลองโซ่พยายามที่จะยันตัวลุกขึ้นเพื่อต่อสู้ แต่ทว่าสติของเขาก็ถูกทำให้จมดิ่งเข้าไปอีกโลกหนึ่งอีกครั้ง
เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าภาพของโลกเบื้องหน้ากำลังหมุนวน แล้วตอนนั้นเองเขาก็ได้พบกับภาพของตนเอง
ใช่แล้ว ภาพนี้เป็นภาพของหญิงสาวที่ใช้เท้าเหยียบลงกลางอกของร่างที่ไร้ศีรษะ โดยที่ดาบในมือของเธอกำลังเหวี่ยงขึ้นไป
นี่คือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝันหรือภาพมายา
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
อลองโซ่เอ่ยคำพูดสุดท้ายออกมา ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบแล้วไปโผล่ยังโลกนั้นอีกครั้ง
อีวากำลังเช็ดดาบที่เปื้อนเลือดในมือของตนเอง
ตอนนั้นเองดวงตาของเธอก็สว่างขึ้น เมื่อเธอได้ตรวจสอบความทรงจำของอลองโซ่ในช่วงวินาทีสุดท้ายก่อนที่ชายคนนั้นจะตายตกไป
“ผู้กลืนกิน? เจ้านี่คือผู้กลืนกินอย่างนั้นหรอ?”
ท่าทางของอีวาดูตกใจเป็นอย่างมาก เธอคือตัวตนที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ แน่นอนว่าย่อมต้องเคยได้ยินเรื่องราวของจอมมารอังกูลผู้ยิ่งใหญ่และสาวกเหล่าผู้กลืนกินของพวกเขา
สาวกผู้กลืนกินเหล่านี้มักจะกลืนกินมนุษย์เป็นการเพิ่มพลังบ่มเพาะ การที่อลองโซ่มาเป็นโจรปล้นฆ่าคนนั่นย่อมเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล อีกทั้งก่อนหน้านี้ในประกาศจับเขายังเป็นแค่บารอนคนหนึ่งเท่านั้น แต่กลับสามารถกลายเป็นเอิร์ลได้อย่างรวดเร็ว
มีเพียงผู้กลืนกินเท่านั้นที่จะบ่มเพาะได้รวดเร็วขนาดนี้
แท้ที่จริงแล้วอลองโซ่นั้นเป็นสาวกของจอมมารหรอกหรือ?
อีวาตกใจจนรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ จอมมารอังกูลเป็นตัวตนที่น่าครั่นคร้ามในมหาทวีป เป็นผู้ก่อมหาสงครามโลกทั้งสามครั้ง แม้เวลาจะผ่านไปหลายหมื่นปีผู้คนก็ยังไม่ลืมความน่าหวาดหวั่นของเขาและยังคงเกรงกลัวเสมอมา
แม้เวลาจะผ่านมาหลายหมื่นปีหลังจากมหาสงครามโลกทั้งที่สาม แต่อาณาจักรน้อยใหญ่ก็ไม่กล้าที่จะลดการป้องกัน
แม้พวกเขาจะยังคงทำสงครามแย่งชิงทรัพยากรซึ่งกันและกัน แต่พวกเขาก็ยังเป็นสมาชิกภาคีมหาทวีป ที่ให้สัตย์สัญญาว่าจะร่วมมือกันต่อต้านจอมมารเมื่อปรากฏตัวขึ้นมา
ด้วยการมีอยู่ของภาคีมหาทวีปนี้จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาณาจักรเล็กๆ อย่างฮาดามีความสงบสุข
เรื่องของจอมมารอังกูลนับว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก อีวาพยายามระงับความตื่นเต้นนี้เอาไว้
“น่าเสียดายที่ฉันฆ่าเขาไปซะแล้ว จึงไม่ได้ค้นความทรงจำของเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่าเขาไปฝึกฝนการกลืนกินเช่นนี้มาได้ยังไง”
อีวาในตอนนี้เหมือนน้ำท้วมปาก สำหรับเรื่องนี้จะบอกใครก็บอกไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐาน อีกทั้งจะไปแจ้งทางการ ความลับของพลังสายเลือดจะต้องถูกเปิดเผย อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับเรื่องราวอะไร
“ฉันควรนำเรื่องนี้ไปปรึกษานายนั่นก่อน”
แล้วอีวาก็คิดถึงเฟิร์สขึ้นมา สำหรับเธอแล้วเฟิร์สในตอนนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น เป็นเรื่องที่มีความสุข หรือความทุกข์ใจ เธอก็จะระบายให้กับเฟิร์สรับรู้
หลังจากนั้นเองอีวาก็ทำการค้นตัวอลองโซ่ ซึ่งจากการค้นความทรงจำเธอพบว่าอลองโซ่เก็บทุกอย่างไว้ในกำไลเก็บของ ซึ่งเป็นวัตถุจารึกของเขา
ถูกต้องแล้วอลองโซ่ไม่ได้มีวัตถุจารึกเพียงแค่ชิ้นเดียว แต่เขามีถึงสามชิ้นด้วยกัน หนึ่งคือแท่งหินที่สามารถกลายเป็นอินทรีแดง สองคือแหวนเก็บของ และอีกชิ้นคือระฆังเงินที่เขาไม่ได้นำมันออกมาใช้
อีวารู้ว่าเฟิร์สต้องการวัตถุจารึกเพื่อนำไปศึกษา เธอจึงไม่ลังเลที่จะไปตามเก็บแท่งหินที่ตกอยู่ในบริเวณนั้น
หากเป็นคนอื่น นี่อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่ต้องค้นหาของชิ้นหนึ่งในค่ำคืนราตรีนี้ แต่สำหรับอีวาแล้ว เพียงแค่กวาดสัมผัสออกไปแค่ครู่เดียว เธอก็รู้ตำแหน่งของแท่งหินอันนั้นแล้ว
อีวาเก็บหัวของอลองโซ่เข้าไปในกำไลเก็บของ ก่อนจะใช้นำยาทำลายศพที่อยู่ในกำไลนั้นทำลายร่างของอลองโซ่ไป
หลังจากเก็บแท่งหินที่ร่วงหล่นอยู่ตรงนั้นแล้ว อีวาก็เดินทางกลับไปยังกองคาราวานของพ่อค้าทันที
“ฉันไม่คิดว่าพวกเขาจะขัดคำสั่งของฉันนะ” หญิงสาวเอ่ยพึมพำก่อนจะนำแท่งหินจารึกออกมาแล้วกระตุ้นให้มันทำงานด้วยพลังสายเลือด
ตอนนั้นเองแท่งหินก็ได้กลายเป็นอินทรีแดงขนาดใหญ่ เมื่ออินทรีตัวนี้กางปีกขนาดของมันวัดได้มากกว่าสิบเมตรได้
อีวากระโดดไปครั้งเดียว ร่างก็ร่อนลงบนหลังของอินทรีแดงตัวนั้นแล้ว
อินทรีแดงตัวนี้สั่งการด้วยความคิด เพียงแค่คิดมันก็ทะยานโผล่บินขึ้นไปบนฟ้าแล้ว
“ดูเหมือนว่าตอนนี้ฉันจะไม่ต้องกังวนเกี่ยวกับการเดินทางอีกต่อไปแล้ว”
การเดินทางด้วยสัตว์พาหนะหรือจะเรียกว่าวัตถุจารึกนั้นทำให้อีวาสูญเสียพลังกายไปน้อยมาก และมันเหมาะสมที่จะให้ร่างกายได้พักผ่อนอีกด้วย
อีวาขี่อินทรีแดงไม่นาน เธอก็ไปถึงกองคาราวานของพ่อค้า
เธอเหลือบมองดูด้านล่างก็พบว่าโจรพวกนั้นถูกจับมัดไว้หมดแล้ว อีกทั้งสติรับรู้ยังคงจมจ่อมอยู่แบบเดิม
อีวาร่อนลงยังเบื้องล่างทันที
“หวังว่าโจรพวกนี้จะมีความทรงจำของผู้กลืนกินอยู่บ้าง” หญิงสาวลอบพึมพำในใจ แน่นอนว่าเธอต้องการค้นความทรงจำกับโจรกลุ่มนี้