ตอนที่31 แข่งขันรอบชิงชนะเลิศ
เมื่อเปิดประตูห้องนอนของหยวนมี่เข้าไปแล้วถังลี่หงส่งเสียงกรีดร้องอย่างเสียสติเมื่อมองเห็นสภาพของลูกสาว
“กรี๊ด! มี่เอ๋อร์!ลูกเป็นอะไร? เกิดอะไรขึ้นกับลูก?”
หยวนจ้านได้สติก่อนทุกคนเขาสั่งการลูกชายให้โทรเรียกรถพยาบาลมารับตัวหลานสาวไปรักษาทันทีว่า
“รออะไรอยู่ละ? โทรเรียกรถพยาบาลเร็วสิหลานฉันจะเป็นอะไรไม่ได้ เร็วเข้า!”
หยวนหนิงเหอได้สติขึ้นมาจากเสียงตะโกนสั่งการของพ่อเขาหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วรีบโทรเรียกรถพยาบาลด้วยมืออันสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
กระนั้นเขาไม่ลืมที่จะโทรแจ้งข่าวให้ลูกชายตนรับรู้ด้วยเพราะสองพี่น้องมีความใกล้ชิดสนิทสนมรักใคร่กันเป็นอย่างดีซึ่งเขาต้องการให้ลูกชายช่วยติดต่อหาหมอที่เก่งกาจมารักษาลูกสาวโดยด่วน
“ฮัลโหล! เสี่ยวหลงหรือ?มี่เอ๋อร์เกิดเรื่องแล้ว! น้องมีเลือดเต็มปากและเลอะตัวไปหมดน่าจะเป็นตั้งแต่เมื่อคืน ตอนนี้รถพยาบาลกำลังมารับ ลูกติดต่อหมอที่เก่ง ๆให้ช่วยน้องทีสิ พ่อจะตามไปดูที่โรงพยาบาลเหมือนกัน อ้อ! เข้าใจแล้ว.....ไปที่โรงพยาบาลฟิวเจอร์หรือ? ได้ ๆ พ่อจะแจ้งรถพยาบาลให้ไปที่นั่น”
หยวนหนิงเหอได้รับคำแนะนำจากลูกชายที่เป็นถึงกัปตันทีมมังกรขาวแห่งกองทัพเขาจึงทำตามคำแนะนำของลูกชายที่ให้พาลูกสาวไปรับการรักษายังโรงพยาบาลฟิวเจอร์ โดยเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่มีแพทย์เก่งกาจเฉพาะทางซึ่งพร้อมให้การช่วยเหลือรักษาลูกสาวได้ทันท่วงที
อย่างไรก็ตามการที่หยวนหนิงหลงแนะนำอย่างนั้นเป็นเพราะเขาพูดคุยโทรศัพท์กับพ่อ ในขณะกำลังสนทนาเรื่องงานอยู่กับหยางจุ้นพอดีหยางจุ้นจึงแนะนำให้ไปที่โรงพยาบาลนั้นโดยตรง
เมื่อหยวนหนิงหลงวางสายจากพ่อแล้วเขาเงยหน้าสบตาเพื่อนพลางสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องที่เพื่อนเคยสงสัยในตัวน้องสาวว่า
“นายว่าเรื่องอาการป่วยของมี่เอ๋อร์มันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่นายสงสัยไหม?”
หยางจุ้นขมวดคิ้วแน่นอย่างกังวลใจทว่าเขารับรู้ได้ว่าเมื่อคืนนี้เป็นการแข่งขันรายการเดอะเวิลด์เบสต์ไฮสคูลสติวเดนต์ในรอบที่สี่ซึ่งเขาคิดว่าเป็นรอบที่นักเรียนทั่วโลกจะต้องพบโจทย์ยากแน่นอน
การที่หยวนมี่เกิดอาการผิดปกติกะทันหันและร้ายแรงอย่างนี้เขาเกิดความรู้สึกสงสัยมากขึ้นเกี่ยวกับตัวเด็กสาวจึงตอบกลับเพื่อนตามจริงเพราะรับรู้ได้ว่าเพื่อนเป็นคนมีเหตุมีผลมากทีเดียวว่า
“เป็นไปได้.....เมื่อคืนเป็นการแข่งขันรายการเดอะเวิลด์เบสต์ไฮสคูลสติวเดนต์รอบที่สี่น้องสาวของนายเข้าร่วมแข่งขันด้วย แต่ผลการเรียนที่ผ่านมา ว่ากันตามตรงเลยนะ เธอไม่น่าผ่านเข้ารอบสี่ได้เลยมันผิดปกติเกินไป ต้องเป็นเด็กอัจฉริยะเท่านั้นที่จะผ่านไปได้”
หยวนหนิงหลงขมวดคิ้วด้วยความกังวลใจเมื่อได้ยินการวิเคราะห์จากเพื่อนเขาพูดอย่างไม่ต้องการคำตอบว่า
“แสดงว่าเรื่องที่ฉันสงสัยอาจมีบางอย่างผิดปกติกับตัวน้องจริงหรือ?”
หยางจุ้นยิ้มน้อยๆ อย่างให้กำลังใจเพื่อนเขาไม่คิดที่จะบอกเรื่องที่เขาสงสัยระหว่างเด็กสาวสองคนที่มีวันเดือนปีเกิดตรงกันอีกทั้งยังมีข้อมูลการเกิดและความเป็นมาหลายอย่างที่ขัดแย้งกัน
เขาคิดที่จะสืบเรื่องของเด็กสาวทั้งสองคนเงียบๆ เอง จนกว่าจะค้นพบความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้เขาจึงจะบอกข้อเท็จจริงเหล่านั้นให้เพื่อนรับรู้เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีผลกระทบทางด้านจิตใจกับใครหลายคน
“ฝากงานทางนี้แป๊บนะฉันไปดูน้องสาวก่อน”
หยวนหนิงหลงตัดสินใจฝากงานในส่วนของเขาไว้กับหยางจุ้นชั่วคราวเขารู้สึกห่วงใยน้องสาว รวมทั้งอยากรู้ว่าเกิดความผิดปกติอะไรขึ้นกับเธอจึงต้องการไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลเพื่อสอบถามกับแพทย์โดยตรง
หยางจุ้นพยักหน้ารับอย่างไม่กังวลใจเขาปล่อยให้เพื่อนไปหาข้อมูลจากทางโรงพยาบาลเองเพื่อความสบายใจ
ส่วนเขามีช่องทางพิเศษในการเข้าถึงข้อมูลลับของคนป่วยในโรงพยาบาลนี้อยู่แล้วจึงเป็นที่มาของคำแนะนำให้เพื่อนนำน้องสาวมารับการรักษาตัวที่นี่
“เด็กนั่นป่วยกะทันหันในเวลานี้จะต้องเกี่ยวข้องกับการแข่งขันแน่นอน”
หยางจุ้นพึมพำอย่างมั่นใจเขารอให้แพทย์ทั้งหลายตรวจร่างกายและบันทึกข้อมูลเข้าในโปรแกรมบันทึกบริการของทางโรงพยาบาลเสียก่อนเขาถึงจะทำการแฮ็กเพื่อตรวจสอบข้อมูลของหยวนมี่อีกครั้ง
ทั้งนี้เขาสามารถพูดคุยกับแพทย์เจ้าของไข้เพื่อสอบถามข้อมูลเชิงลึกของคนป่วยบางรายได้กรณีเป็นคนป่วยที่จำเป็นต้องให้แพทย์ร่วมมือกับตนด้วยแต่เขาสามารถแจ้งให้แพทย์ร่วมมือกับตนได้อย่างง่ายดายเหตุเพราะเขาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับสองของโรงพยาบาลในเครือฟิวเจอร์นั่นเอง
..........
เช้าวันศุกร์ที่สิบเจ็ดเดือนมีนาคม ปีคริสต์ศักราชสองพันสิบเจ็ด
เสิ่นลี่อิงไปโรงเรียนแต่เช้าอย่างอารมณ์ดีเธอทำสมาธิและปล่อยวางเรื่องเคร่งเครียดทั้งหลายไปก่อน เพราะเธอยังมีเวลาเคร่งเครียดอีกครั้งในตอนเย็นซึ่งจะเป็นการแข่งขันรอบที่ห้าโดยเป็นรอบชิงชนะเลิศ
เธอพบบรรยากาศแปลกประหลาดในโรงเรียนโดยมีการรายงานบรรยากาศของนักเรียนให้เธอรับรู้จากกงเจียหลิงซึ่งรีบรายงานเมื่อเห็นหน้าเธอทันทีว่า
“อิงเอ๋อร์มานี่สิ.....เธออยากรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นในโรงเรียน?”
เสิ่นลี่อิงพยักหน้ารับก่อนหย่อนก้นลงนั่งเก้าอี้ประจำตัวแล้วสอบถามเพื่อนด้วยความอยากรู้ว่า
“อยากรู้สิ.....มีอะไรหรือ?”
กงเจียหลิงเอนตัวเข้ามาใกล้เพื่อกระซิบบอกเพื่อนสนิทเสียงเบาเนื่องจากมีเพื่อนบางคนในห้องเป็นแฟนคลับของจินฮุ่ยหมินทำให้กงเจียหลิงไม่อยากมีปัญหากับเพื่อนคนดังกล่าว
“ข่าวล่ามาเร็วแจ้งมาว่านักเรียนจินพลาดโอกาสเข้ารอบของรายการดังแล้ว มิหนำซ้ำยังเกิดอุบัติเหตุ เพราะรีบกลับมาแข่งขันรายการดังอีกด้วยข่าวว่าเขาหกล้มข้อเท้าแพลง...ได้ใส่เฝือกด้วยละ แต่ยังโชคดีที่ติดหนึ่งในสิบของมณฑลแต่ไม่รู้จะหายป่วยก่อนไปแข่งขันระดับประเทศ ที่เมืองหลวงในสิ้นเดือนนี้ทันไหม?”
เสิ่นลี่อิงพยักหน้าเป็นระยะอย่างเข้าใจเธอคิดว่าจินฮุ่ยหมินยังโชคดีอยู่บ้างที่สามารถสอบแข่งขันเป็นตัวแทนของมณฑลเพื่อไปสอบแข่งขันในระดับประเทศได้
พลางคิดว่าเขาน่าจะหายป่วยทันจึงแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนตามจริงว่า
“โชคดีแล้วละที่เขายังเข้ารอบฉันคิดว่าเขาคงหายทันอยู่หรอก อย่ากังวลเรื่องของคนอื่นเลยอ่านหนังสือทบทวนไปถึง
ไหนแล้วล่ะ?”
เสิ่นลี่อิงวกกลับเข้าเรื่องที่เพื่อนสนิทเคยรับปากตนเองไว้เป็นการสัญญาที่จะตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหวาให้ได้เหมือนตนเอง
เธออยากให้กงเจียหลิงเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกันเพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องไปคบหากับหยวนมี่อีกต่อไป หากว่าเธอและอีกฝ่ายจะต้องพบกันในเมืองหลวง
“แหะ ๆก็อ่านอยู่ อย่าบังคับฉันนักสิ ฉันอ่านจริง ๆ แต่อ่านวันละนิดวันละหน่อยรับรอบว่าพอถึงช่วงสอบเกาเข่า ฉันจะทุ่มเทให้มากขึ้นอย่ามองฉันด้วยสายตาอย่างนั้นสิ”
กงเจียหลิงหัวเราะอย่างเก้อเขินพลางสาธยายการปฏิบัติตัวของตนให้เพื่อนฟังอย่างจริงจังอีกทั้งยังรับปากเพื่อนที่จะทำตามสัญญาให้ได้ ทว่าเมื่อเหลือบมองเห็นสายตาคาดคั้นจากเพื่อนสนิททำให้เธอยิ้มเก้ออีกครั้ง
เสิ่นลี่อิงส่ายหัวอย่างนึกรำคาญเพื่อนเธอไม่ได้ว่ากล่าวอะไรอีก แต่พาเพื่อนตั้งใจเรียนและบันทึกข้อความสำคัญที่ครูเปิดเผยออกมาขณะกำลังสอนแทน
เมื่อถึงเวลาเลิกเรียนเธอรีบกลับบ้านพร้อมน้องชายแล้วช่วยงานที่บ้านให้เรียบร้อยก่อนขลุกอยู่ในห้องเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมตอบคำถามแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ
เธอพบว่ามีข้อความแจ้งจากทางรายการส่งเข้ากล่องข้อความส่วนตัวจึงเปิดดูด้วยความสงสัยเพราะยังไม่ถึงเวลาแข่งขันซึ่งยังเหลือเวลาอีกสิบห้านาที
“เอ๋! ทางรายการส่งข้อความหาฉันคนเดียวหรือเปล่า?” เสิ่นลี่อิงพึมพำด้วยความสงสัยใคร่รู้
เธออ่านข้อความภาษาอังกฤษที่แปลความหมายได้ว่า
“ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนที่สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องทุกข้อหากนักเรียนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศได้ ทางรายการจะจัดส่งตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักให้กับนักเรียนเพื่อมอบรางวัลชนะเลิศที่ประเทศสเปน นักเรียนจำเป็นที่จะต้องมารับด้วยตัวเองทั้งนี้ทางรายการสามารถให้นักเรียนนำผู้ปกครองหรือผู้ติดตามมาได้หนึ่งคน”
เธอพบว่ามีลิงก์ส่งเข้ามาเพื่อให้เธออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจึงกดเข้าไปอ่านดูด้วยความแปลกใจ
เมื่ออ่านจบแล้วเธอกล่าวขึ้นมาด้วยความสงสัยที่ทางรายการเพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงกติกาจ่ายเงินรางวัลเป็นปีแรกโดยเป็นการบังคับนักเรียนกลาย ๆ ให้ต้องเดินทางไปประเทศสเปนเอง
ถึงแม้ว่าจะมีการออกค่าใช้จ่ายและนำผู้ติดตามไปด้วยหนึ่งคนก็ตามสร้างความงุนงงให้กับเธอเป็นอย่างยิ่ง
“ทำไมพวกเขาต้องเปลี่ยนกติการับเงินปีนี้ด้วย? แล้วฉันควรจะให้ใครไปด้วยดีละ? เอาไว้ก่อนแล้วกัน ให้ผ่านรอบนี้ให้ได้เสียก่อนเถอะ”
เสิ่นลี่อิงละเรื่องกติการับเงินรางวัลใหม่จากทางรายการไปก่อนเพราะเธอเหลือบมองเห็นเวลาใกล้เข้ามาทุกขณะจึงปล่อยจิตใจทำสมาธิสักครู่ก่อนวางมือบนแป้นพิมพ์และทดสอบเมาส์เพื่อเตรียมตัวเป็นครั้งสุดท้าย
รอบการแข่งขันในรอบที่ห้าหรือรอบชิงชนะเลิศนั้นจะมีคำถามในกล่องใสบนโต๊ะซึ่งแสดงอยู่บนเวทีกลาง โดยมีตัวแทนนักเรียนของประเทศสเปนผ่านเข้ารอบได้เพียงสองคน