เวลาล่วงเลยผ่านไป ณ ก้นผาขาดิญญาที่ไร้ซึ่งแสงตะวัน มีเพียงแสงปราณจางๆ และเสียงคำรามโหยหวนของสัตว์อสูรที่คอยทำลายความเงียบงันเป็พักๆ
ฉินเฉินเคลื่อนไหวไปมาท่ามกลางกองซากกระดูกและหมอกหนาทึบราวกับิญญาเร่ร่อนที่ไร้ความเหน็ดเหนื่อย
นับั้แ่วันที่เขาร่วงหล่นลงสู่หน้าผา ก็ผ่านไปแล้วถึงสองวัน
“ตูม!”
หมีดำเพลิงโลหิตที่มีลำตัวยาวกว่าสามจั้งล้มตึงลงเสียงดังสนั่น ฝุ่นเถ้ากระดูกฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
ฉินเฉินเหยียบย่ำอยู่บนซากศพของหมีดำเพลิงโลหิตที่ใหญ่โตราวกับูเาขนาดย่อม ฝ่ามือของเขากดทับลงบนหัวที่ยังคงอุ่นอยู่ของมัน วังวนกลืนกินสีดำทมิฬหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง
เพียงแค่สามลมหายใจ
สัตว์อสูรระดับหลอมปราณขั้นแปดตัวนี้ก็มีจุดจบไม่ต่างจากหมาป่ามาร กลายเป็เพียงกองขนและเถ้ากระดูกที่แห้งเหี่ยว
“ฟู่——”
ฉินเฉินพ่นลมหายใจขุ่นมัวที่เจือปนด้วยไอสีดำจางๆ ออกมา ดวงตาที่ปิดสนิทเบิกกว้างขึ้นฉับพลัน ประกายแสงอันน่าเกรงขามสว่างวาบขึ้นก่อนจะเลือนหายไป
ระดับหลอมปราณขั้นเจ็ดจุดสูงสุด!
เพียงระยะเวลาสั้นๆ แค่สองวัน เขาเลื่อนระดับจากหลอมปราณขั้นสามขึ้นมาอย่างทะลุปรุโปร่ง ก้าวข้ามเส้นทางการฝึกตนที่คนทั่วไปต้องใช้เวลาหลายปีหรืออาจถึงสิบกว่าปีจึงจะทำได้สำเร็จ
“เร็วเกินไปแล้ว ความรู้สึกนี้... ช่างน่าหลงใหลเสียจริง”
ฉินเฉินกำหมัดทั้งสองข้างแน่น ััได้ถึงพลังปราณอันเต็มเปี่ยมที่แทบจะล้นทะลักออกมาจากจุดตันเถียน ลึกลงไปในแววตาของเขาปรากฏร่องรอยของความบ้าคลั่งและความโลภวาบผ่าน
กายากลืน์ นับเป็ร่างกายต้องห้ามที่ทรงพลังและท้าทาย์ที่สุดในโลกหล้าอย่างแท้จริง
ขอเพียงมีพลังงานมากพอ มันก็สามารถทำลายคอขวดของการฝึกตนได้อย่างง่ายดาย
ทว่า ฉินเฉินก็ค้นพบปัญหาอันร้ายแรงข้อหนึ่งอย่างรวดเร็ว
เขาปลดเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นออก ก้มมองดูหน้าอกของตนเอง
ภายใต้ิัที่เคยขาวผ่อง กลับปรากฏเส้นเืสีดำคล้ายไส้เดือนปูดโปนขึ้นมาจางๆ แผ่ซ่านกลิ่นอายที่เย็นเยียบและบ้าคลั่งออกมา
“นี่คือสิ่งแลกเปลี่ยนอย่างนั้นหรือ...” ฉินเฉินขมวดคิ้วแน่น
ทุกครั้งที่กลืนกินเืเนื้อและพลังของสัตว์อสูร แม้ว่าส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนเป็พลังปราณบริสุทธิ์ แต่ก็มักจะมีสิ่งเจือปนที่ฝังรากลึกหลงเหลืออยู่สายหนึ่งเสมอ
สิ่งเจือปนเหล่านี้ อัดแน่นไปด้วยอารมณ์ด้านลบของสัตว์อสูรก่อนตาย ทั้งความเคียดแค้น ความโกรธเกรี้ยว ความกระหายเื รวมถึงไอสังหารหยินที่หล่อหลอมขึ้นเฉพาะที่ก้นผาขาดิญญาแห่งนี้
ในตอนแรก สิ่งเจือปนเหล่านี้ยังมีอยู่น้อยนิด ฉินเฉินจึงไม่ได้ใส่ใจนัก
แต่เมื่อเขากลืนกินสัตว์อสูรมากขึ้นเรื่อยๆ ระดับพลังการฝึกตนสูงขึ้น สิ่งเจือปนเหล่านี้ก็เริ่มสะสมพอกพูนอยู่ในร่างกายอย่างต่อเนื่อง
“หากปล่อยให้สิ่งเจือปนสีดำเหล่านี้สะสมต่อไปเรื่อยๆ ไม่ช้าก็เร็ว ข้าคงต้องสูญเสียสติสัมปชัญญะ กลายเป็เพียงสัตว์ประหลาดที่รู้จักแต่การเข่นฆ่า...”
ฉินเฉินรู้สึกหนาวเหน็บในใจ เขาพยายามเดินพลังปราณเพื่อขับไล่เส้นเืสีดำเหล่านี้ออกจากร่างกาย แต่มันกลับเกาะติดแน่นราวกับปลิงดูดเื ฝังรากลึกอยู่ในเส้นลมปราณโดยไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
“ดูเหมือนว่าในระยะเวลาอันสั้น คงไม่อาจแก้ไขปัญหานี้ได้แล้ว”
“แต่ขอเพียงข้าไม่ถูกความปรารถนาในการกลืนกินนี้ควบคุมจิตใจ ชั่วคราวก็คงไม่เป็ไรนัก”
ฉินเฉินสูดลมหายใจเข้าลึก ข่มความกังวลในใจลงไป สายตาจับจ้องไปยังส่วนลึกของหมอกหนาอีกครั้ง
“หลอมปราณขั้นเจ็ดยังไม่พอ! ข้าต้องอยู่ที่ก้นผาแห่งนี้ ทะลวงไปให้ถึงระดับหลอมปราณขั้นสมบูรณ์!”
ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ แม้จะเพียงพอให้เดินกร่างในหมู่ศิษย์สายนอกได้สบายๆ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าศิษย์สายใน หรือผู้าุโระดับสร้างรากฐาน เขาก็ยังไร้ซึ่งพลังที่จะต่อกร
บทเรียนของผู้อ่อนแอที่เป็เหยื่อของผู้แข็งแกร่ง เขาซาบซึ้งกับมันมามากพอแล้ว
มีเพียงพลังที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะสามารถเหยียบย่ำผู้คนที่เคยย่ำยีศักดิ์ศรีของเขาให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าได้!
วันที่สาม
ขอบเขตการเคลื่อนไหวของฉินเฉิน ได้ลึกเข้าไปถึงส่วนลึกที่สุดของผาขาดิญญาแล้ว
ไอสังหารหยิน ณ ที่แห่งนี้หนาแน่นจนแทบจะจับตัวเป็ก้อน มวลอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเืที่คละคลุ้ง
“โฮก——!”
ทันใดนั้นเอง เสียงคำรามดังกึกก้องประหนึ่งฟ้าผ่าก็ดังมาจากเบื้องหน้า
หมอกหนาโดยรอบปั่นป่วนอย่างรุนแรง พื้นดินเริ่มสั่นะเืเป็จังหวะ
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่เหนือชั้นกว่าสัตว์อสูรทุกตัวก่อนหน้านี้ ถาโถมเข้าใส่ฉินเฉินราวกับขุนเขาอันหนักอึ้ง
รูม่านตาของฉินเฉินหดเกร็ง ร่างของเขาถอยร่นไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว
สัตว์อสูรขนาดั์ที่ใหญ่โตพอๆ กับบ้านหลังเล็กๆ ค่อยๆ ก้าวออกมาจากหมอกหนา
รูปร่างของมันคล้ายกับเสือร้าย แต่ทั่วทั้งร่างกลับปกคลุมไปด้วยเกล็ดหนาที่ดูราวกับโลหะสีดำ บนหน้าผากมีเขาเดี่ยวงอกอยู่ เปล่งประกายแสงสีม่วงอันตรายวาบวับ
【สัตว์อสูรกึ่งสร้างรากฐาน พยัคฆ์ทมิฬเกราะเหล็ก!】
“ถึงกับเป็กึ่งสร้างรากฐานเชียวหรือ!”
ฉินเฉินสูดลมหายใจเข้าลึก รู้สึกหนังหัวชาหนึบ
ระดับหลอมปราณและระดับสร้างรากฐาน ดูเหมือนจะห่างกันเพียงก้าวเดียว แต่มันกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
สัตว์อสูรกึ่งสร้างรากฐาน เริ่มมีทักษะในการปลดปล่อยพลังอสูรออกมาภายนอกได้แล้ว ทั้งพลังป้องกันและพลังโจมตีของมัน ผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณย่อมไม่อาจเทียบเคียงได้อย่างเด็ดขาด
หากเป็ผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นเจ็ดคนอื่นๆ มาพบกับสัตว์ประหลาดตัวนี้ จุดจบเพียงหนึ่งเดียวก็คือกลายเป็อาหารอันโอชะของมัน
ทว่าฉินเฉินกลับไม่ถอยหนี
ตรงกันข้าม เขาจ้องมองเรือนร่างอันใหญ่โตของพยัคฆ์ทมิฬเกราะเหล็ก ในแววตาปะทุความคลั่งไคล้อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“เืเนื้อของกึ่งสร้างรากฐาน... หากข้ากลืนกินมันได้ ข้าจะต้องทะลวงสู่ระดับหลอมปราณขั้นสมบูรณ์ได้อย่างแน่นอน!”
สิ่งยั่วยวนอันยิ่งใหญ่ เอาชนะความหวาดกลัวไปจนหมดสิ้น
“โฮก!”
พยัคฆ์ทมิฬเกราะเหล็กเห็นมนุษย์ตัวจ้อยอย่างฉินเฉินเข้าแล้วเช่นกัน แสงสีม่วงบนเขาเดี่ยวสว่างวาบ สายฟ้าสีม่วงขนาดเท่าแขนทารกก็พุ่งทะยานเข้าใส่ฉินเฉิน
“เร็วมาก!”
ฉินเฉินตื่นตระหนกในใจ ออกแรงที่เท้าพุ่งตัวหลบการโจมตีนี้ไปได้อย่างหวุดหวิด
“ปัง!”
สายฟ้าฟาดลงบนพื้นดินที่เขาเคยยืนอยู่ ะเิเป็หลุมลึกครึ่งเมตร เศษหินปลิวว่อน
“ปะทะตรงๆ ไม่ได้ ต้องใช้สมองเข้าสู้!”
ประกายเ็าพาดผ่านดวงตาของฉินเฉิน เขาอาศัยความได้เปรียบของรูปร่างที่เล็กกว่า เคลื่อนตัวหลบหลีกไปตามกองซากกระดูกอย่างรวดเร็ว คอยหาจุดอ่อนของพยัคฆ์ทมิฬเกราะเหล็กอยู่ตลอดเวลา
แต่พลังป้องกันของพยัคฆ์ทมิฬเกราะเหล็กนั้นแข็งแกร่งเกินไป หมัดที่ฉินเฉินต่อยออกไปเป็บางครั้ง เมื่อกระทบกับเกล็ดของมัน ก็ไม่อาจทิ้งร่องรอยเอาไว้ได้เลยแม้แต่น้อย
“บ้าจริง ขืนเป็แบบนี้ต่อไปคงต้องหมดแรงตายแน่!”
ฉินเฉินคอยหลบหลีกการโจมตีของพยัคฆ์ทมิฬ พร้อมกับขบคิดหาวิธีรับมืออย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นหน้าท้องอันอ่อนนุ่มของพยัคฆ์ทมิฬ
ตรงนั้นไม่มีเกล็ดปกคลุมอยู่เลย!
“ตอนนี้แหละ!”
ในจังหวะที่พยัคฆ์ทมิฬเกราะเหล็กกระโจนพลาดอีกครั้ง พลังเก่าเพิ่งหมด พลังใหม่ยังไม่ก่อเกิด ฉินเฉินก็เผยแววตาดุดัน ไม่ถอยแต่กลับพุ่งสวน ร่างทั้งร่างพุ่งทะยานเข้าใส่หน้าท้องของพยัคฆ์ทมิฬราวกับลูกะุปืนใหญ่
“กลืนกิน!”
ฉินเฉินยื่นมือทั้งสองข้างออกไป กดทาบลงบนหน้าท้องอันนุ่มนิ่มของพยัคฆ์ทมิฬอย่างแรง วังวนสีดำสนิทสองแห่งก่อตัวขึ้นในพริบตา ปะทุแรงดูดมหาศาลอันน่าสะพรึงกลัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“โฮก!!!”
พยัคฆ์ทมิฬเกราะเหล็กแผดเสียงร้องโหยหวนดังก้องฟ้าดิน
มันดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง กรงเล็บขนาดั์ตะปบลงบนแผ่นหลังของฉินเฉิน ฉีกกระชากเสื้อผ้าบนหลังของเขาจนขาดวิ่นในชั่วพริบตา ทิ้งรอยเืลึกจนเห็นกระดูกเอาไว้หลายรอย
“กลืนเข้าไปสิ!!!”
ดวงตาของฉินเฉินแดงก่ำ เมินเฉยต่อความเ็ปแสนสาหัสบนแผ่นหลัง เขากัดฟันแน่น เดินพลังเคล็ดวิชากลืน์จนถึงขีดสุด
หนึ่งคนหนึ่งอสูร ตกอยู่ในศึกยื้อยุดฉุดกระชากที่ดิบเถื่อนและโหดร้ายที่สุด
เืเนื้อและพลังอสูรถูกสูบออกจากร่างของพยัคฆ์ทมิฬอย่างต่อเนื่อง ไหลทะลักเข้าสู่จุดตันเถียนของฉินเฉินอย่างบ้าคลั่ง
เนื่องจากพลังงานนั้นมหาศาลและรุนแรงเกินไป เส้นลมปราณของฉินเฉินเริ่มฉีกขาดเป็หย่อมๆ เืสดๆ ซึมทวารทั้งเจ็ด ใบหน้าบิดเบี้ยวดูน่ากลัวราวกับภูตผี
โดยเฉพาะสิ่งเจือปนสีดำที่ปะปนเข้ามาพร้อมกับพลังอสูรเ่าั้ มันเข้าโจมตีจิตใจของเขาอย่างบ้าคลั่ง หวังจะเปลี่ยนเขาให้กลายเป็สัตว์ป่าที่รู้จักแต่การเข่นฆ่า
“ข้า... จะไม่มีวันยอมถูกพลังนี้ควบคุมเด็ดขาด!”
ในวินาทีสุดท้ายที่สติสัมปชัญญะกำลังจะถูกความมืดกลืนกิน ฉินเฉินก็แผดเสียงคำรามลั่น หยกิญญาาที่กลางหน้าผากก็แผ่ซ่านพลังงานเย็นเยียบออกมาอีกครั้ง ช่วยปกป้องความมีสติเฮือกสุดท้ายของเขาเอาไว้
“ตูม!”
เสียงะเิดังทึบๆ
ร่างอันใหญ่โตของพยัคฆ์ทมิฬเกราะเหล็กทลายลงเสียงดังสนั่น กลายเป็เพียงซากศพแห้งกรัง
ส่วนฉินเฉินเองก็ล้มตึงลงจมกองเื สลบไสลไม่ได้สติไปเช่นกัน
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจทราบได้
เมื่อฉินเฉินลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็ััได้ว่าพลังในร่างกายของตนเกิดการก้าวะโขึ้นอย่างมหาศาล
มันเป็ความรู้สึกเติมเต็มที่ราวกับสามารถควบคุมได้ทุกสรรพสิ่ง
เขาค่อยๆ ยืนขึ้น กำหมัดทั้งสองข้างแน่น
พร้อมกับเสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบดั่งเสียงฟ้าร้อง กลิ่นอายอันบ้าคลั่งก็ปะทุออกจากร่างของเขาอย่างรุนแรง พัดพาหมอกหนาในรัศมีสิบเมตรให้สลายไปในพริบตา
ระดับหลอมปราณขั้นเก้า!
หลอมปราณขั้นสมบูรณ์!
เวลาเพียงสามวัน จากเศษวะที่เส้นลมปราณถูกทำลายจนหมดสิ้น กลับทะลวงสู่ระดับหลอมปราณขั้นสมบูรณ์!
ความเร็วในการฝึกตนระดับนี้ หากแพร่งพรายออกไปสู่โลกภายนอก จะต้องสร้างความสั่นะเืไปทั่วทั้งวงการผู้ฝึกตนแห่งดินแดนรกร้างบูรพาอย่างแน่นอน!
“ในที่สุด... ก็สมบูรณ์เสียที”
ฉินเฉินััได้ถึงพลังปราณที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างกาย มุมปากปรากฏรอยยิ้มเ็าขึ้น
“ตอนนี้ ถึงเวลาต้องไปจากสถานที่บ้าๆ แห่งนี้แล้ว”
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังยอดหน้าผาที่สูงชันจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด แววตาเผยจิตสังหารออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“จ้าวหู่ ผู้าุโหลี่... ฝันร้ายของพวกเ้า เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น”