หยางเพ่ยเพ่ยยังคงพยายามโน้มน้าวนางต่อไป “ที่จริงแล้วความทุกข์ใจของน้องหญิงมิใช่ว่าพี่สะใภ้มิเข้าใจ เพียงแต่...เ้าดูสิ ในวันนี้ท่านแม่และฮูหยินผู้เฒ่ากำลังโกรธ หากไม่สามารถทำให้พวกท่านทั้งสองคลายความขุ่นข้องหมองใจลงได้ ภายหลังจากนี้ชีวิตในตระกูลไป๋ของน้องหญิงอาจจะยากลำบาก”
นางทอดถอนใจอย่างเห็นอกเห็นใจ กู้หวาจิงคิดว่าเสียงที่เอ่ยออกมานั้นติดอยู่บนคอของตนจนรู้สึกเหนียวเหนอะ ทำให้ตนรู้สึกขนลุกขนพอง
“พี่สะใภ้ขอร้องเ้าเถิด ก่อนอื่นยอมแพ้เสียและยอมรับผิด แล้วในภายหลังพวกเราค่อยแก้ไขกฎปฏิบัติกันอีกครั้ง ท่านแม่และฮูหยินผู้เฒ่าก็มิใช่คนมิมีเหตุผล พวกท่านเพียงแต่ไม่สามารถโอนอ่อนในเื่นี้ได้เท่านั้น”
กู้หวาจิงพยายามฝืนใจไม่ให้ตัวเองกลอกตาไปมา นางไม่อยากทำร้ายใบหน้ารูปไข่ที่งดงามนี้
อย่างไรก็ตามคนเหล่านี้คิดว่านางมองอุบายนี้ไม่ออก สมองโง่เขลาจนไม่สามารถแยกแยะได้เลยงั้นหรือ
หาก้าให้นางยอมรับในความผิดก่อน แล้วยังจะมีคราหลังอีกรึ นี่คิดจะหลอกลวงใครกัน
อย่างไรก็ตามกู้หวาจิงยังไม่ขยับเขยื้อน นางเงยหน้าเล็กน้อย มองไปยังหยางเพ่ยเพ่ยกะพริบตาด้วยความงงงวย
หยางเพ่ยเพ่ยในใจเต็มไปด้วยความสุข นางรู้สึกมีความหวัง!
‘คุณหนูสี่จากตระกูลกู้ผู้นี้ช่างเหมือนกับถุงฟาง[1]เสียจริง นางเชื่อในสิ่งที่ข้ากล่าวไปงั้นรึ! สตรีเช่นนี้ไป๋หลิงเทียนจะไปมองได้อย่างไร ช่างเป็คนเพ้อฝันแท้ๆ!’
“น้องหญิงอาจจะไม่เชื่อข้า เ้าอาจจะยังไม่ทราบ น้องรองน่ะ ใกล้จะกลับมาแล้วในเร็วๆ นี้ เขายังส่งจดหมายกลับมายังทางบ้านด้วย อย่างไรเสียท่านแม่และฮูหยินผู้เฒ่าในเวลานี้มีโทสะอยู่จึงไม่บอกให้เ้ารู้ เ้าดูสิ หากเื่นี้ยังไม่รีบแก้ไขปล่อยปละละเลยจนน้องรองกลับมา จะเป็การดีงั้นหรือ”
หยางเพ่ยเพ่ยทราบดีว่าไป๋หลิงเทียนเป็อุบายเดียวที่สามารถรับมือกับกู้หวาจิงมาได้ตลอด เพียงเอ่ยถึงไป๋หลิงเทียน กู้หวาจิงก็จะเผยความเขลาออกมาให้ผู้คนได้เห็นในทันที
นางกดเสียงต่ำลงน้ำเสียงโน้มน้าว รอคอยให้กู้หวาจิงตกหลุมพราง “หากเ้าไม่ยอมรับผิดก่อน ทุกคนในครอบครัว ก็ไม่มีอะไรที่จะช่วยเ้าได้ในเื่นี้”
เป็อย่างที่คาดไว้ ดวงตาของกู้หวาจิงกะพริบน้อยๆ ทว่าเมื่อนางอ้าปาก ก็ยังคงไม่ได้กล่าวอะไรออกมา
แววตาของหยางเพ่ยเพ่ยมืดมน กู้หวาจิงไร้ยางอายเช่นนี้เชียวหรือ ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วยังจะแข็งข้ออีกงั้นรึ
“สะใภ้ใหญ่เ้าคะ ลำคอคุณหนูของบ่าว ยังคงกล่าวอันใดออกมาไม่ได้...”
เถียนหมอมอพูดขึ้นมาอย่างถูกเวลา ความโศกเศร้าบนใบหน้าสร้างความไม่สบายใจให้แก่ผู้ที่เห็น
หยางเพ่ยเพ่ยรู้สึกร้อนรน ที่นางพูดไปทั้งหมดเป็เวลานานล้วนไร้ประโยชน์งั้นหรือ หากไม่สามารถทำให้กู้หวาจิงอ้าปากยอมรับด้วยตนเองได้จะไปมีประโยชน์อะไร
“หึหึ พูดไม่ได้งั้นหรือ ช่างฉลาดเสียจริง เหตุใดในยามนี้ถึงพูดไม่ได้กันเล่า”
ท่าทางไม่เชื่อของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลไป๋ปรากฏออกมาชัดเจน วาจาเย้ยหยันถากถาง สองมือประคองถ้วยชาไว้ใบหนึ่ง ดูเหมือน้าจะเขวี้ยงลงไปบนหัวของกู้หวาจิงมาก
เถียนหมอมอรีบคุกเข่าลง “บ่าวมิกล้าพูดจาส่งเดชเ้าค่ะ สุขภาพของคุณหนูเดิมไม่ค่อยดีอยู่แล้ว เมื่อคราที่ป่วยหนักก็ไม่ได้ดื่มชาร้อนเป็เวลานานจนล่วงเข้าฤดูหนาวก็ยังเจ็บคออยู่ อาจต้อง...อาจต้องพักฟื้นร่างกายอีกสักพักถึงจะดีขึ้นเ้าค่ะ”
“...”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลไป๋รอนานกว่านี้ไม่ได้อีกต่อไป ยังต้องให้เวลานางอีกสักพักงั้นรึ ยังต้องอดทนให้ดวงดาราอับโชคดวงนี้อยู่ในจวนตระกูลไป๋อีกงั้นรึ ฝันไปเสียเถอะ!
“หากเ้าพูดมิได้ก็ไม่เป็ไร! ทว่าสามารถลงนามยอมรับผิดได้ใช่หรือไม่ มือยังคงใช้งานได้อยู่มิใช่รึ! ใครก็ได้ นำกระดาษมาให้นางเขียนคำสารภาพผิด!”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลไป๋หมดความอดกลั้นที่จะยื้อเื่นี้ไปมา หากต้องให้กู้หวาจิงอยู่ในจวนอีกหนึ่งวัน นางก็คงต้องทนร้อนใจอีกหนึ่งวัน! ยิ่งอีกฝ่ายรีบสารภาพเร็วเท่าไหร่ เทียนเอ๋อร์ก็จะรีบกลับมาเร็วขึ้นเท่านั้น!
สีหน้าของกู้หวาจิงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแม้แต่น้อย แต่ในใจกลับร้อนรน ‘ดูเถอะ ดูเถอะ เป็ไปอย่างที่คิดว่าต้องบีบบังคับ! ช่างง่ายเหมือนพลิกหน้ามือเป็หลังมือเมื่อทุกคนในจวนตระกูลไป๋อยากจะบีบบังคับพวกนาง!’
ทว่านางจะรอให้ใครมาบีบบังคับให้นางตายกระนั้นหรือ
ทันใดนั้น กู้หวาจิงก็ยืนขึ้นเดินตรงไปยังด้านนอก นางตรงไปด้านนอกโดยไม่มีท่าทีอืดอาดยืดยาดแม้แต่น้อย ทำให้คนที่อยู่ในห้องต่างพากันตื่นตระหนกไปชั่วขณะ
เมื่อเท้าของนางก้าวถึงธรณีประตู ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลไป๋จึงเขวี้ยงถ้วยชาหล่นลงด้านหลังกายกู้หวาจิงด้วยความเดือดดาล “หยุดเดี๋ยวนี้! ใครก็ได้หยุดนางไว้!”
เหล่าคนใช้ที่อยู่ด้านนอกประตูรีบพุ่งเข้ามา กู้หวาจิงอยากจะดิ้นรนหนีแต่ก็ไม่มีช่องว่างให้นางทำได้ นางถูกขวางเอาไว้และนำตัวกลับไป ร่างโดนกดลงกับพื้น
“ดูสิ ดู นี่เป็ธรรมเนียมปฏิบัติของตระกูลกู้งั้นรึ! นี่เป็จารีตประเพณีของตระกูลกู้งั้นรึ! แม้ว่าสตรีเช่นนี้จะไม่ได้ทำเื่น่าเสื่อมเสียใด แต่เกรงว่าตระกูลไป๋ของพวกเราคงปล่อยทิ้งไว้มิได้!”
“ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านจักต้องรักษาสุขภาพก่อนนะเ้าคะ ท่านอย่าอารมณ์เสียไปเลย ตอนนี้นางหนีไปไหนไม่ได้แล้ว”
ยามนี้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลไป๋มีหยางเพ่ยเพ่ยคอยประจบเอาใจ นางไม่ได้สนใจกู้หวาจิง รีบเร่งไปประคองฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลไป๋
“เร็ว! รีบดึงตัวนางมาให้ข้า ประทับรอยนิ้วมือของนางลงไป!”
ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธจนกระหืดกระหอบหายใจไม่ทันจนต้องเอามือจับไว้ที่หน้าอก นางโกรธจนไฟแทบจะพ่นออกมาจากปาก
เหลียงหรูเยียนก้าวช้าๆ มายังนางด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม “ท่านแม่ บรรดาขุนนางของราชสำนัก้าให้นางให้คำให้การอย่างยินยอม ท่านทำเช่นนี้...พวกเขาเกรงว่าจะเป็วิธีที่ไม่สมควร”
“มีสิ่งใดที่ไม่สมควรอีกรึ”
หยางเพ่ยเพ่ยที่อยู่ด้านข้างกล่าวออกมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลไป๋ใจเย็นลง “ท่านแม่คิดมากเกินไปแล้ว เหล่าขุนนางของราชสำนักต่างก็สามารถแยกแยะคนได้ วันนี้ที่สะใภ้ได้เชื้อเชิญมา พวกเขาไม่ได้พูดประโยคใดแม้แต่น้อย สิ่งที่ไม่ควรกล่าวก็...แม้แต่คำเดียวก็ไม่ได้กล่าวออกมา”
“...”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลไป๋พ่นลมหายใจออกมาคราหนึ่ง “ยังคงเป็เพ่ยเพ่ยที่จัดการเื่นี้ได้อย่างดี หรูเยียน เ้าในบางคราก็อย่าไปยึดติดในกรอบตายตัวให้มันมากนัก หลายปีมานี้เ้าเติบโตมาได้อย่างไร ยังเทียบไม่ได้กับเพ่ยเพ่ยที่จัดการเื่นี้เอาเสียเลย!”
เหลียงหรูเยียนทำได้เพียงถอยกลับไปเงียบๆ ลอบส่งสายตาเห็นอกเห็นใจไปยังกู้หวาจิงในที่ที่หยางเพ่ยเพ่ยและฮูหยินผู้เฒ่ามองไม่เห็น
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9
[1] อุปมาถึง คนที่ไม่มีความสามารถ คนมันสมองขี้เลื่อย