บนเรือบินของตระกูลหนาน พวกเขาได้สร้างค่ายกลต่างๆเอาไว้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่ายกลป้องกัน ค่ายกลโจมตี ค่ายกลรวมวิญญาณ รวมไปถึงค่ายกลที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะแบบนี้เรือบินของตระกูลหนานจึงเหมือนกับป้อมปราการที่เคลื่อนที่ได้
หนานหมิงที่อยู่บนเรือบินเขาก็อ่านรายงานที่ต๋าซุนรายงานมา
ต๋าซุนคือผู้ดูแลศาลาชุนหมิงที่อยู่ที่เมืองเทียนซูและเขาก็ยังเป็นถึงยอดฝีมือระดับเทพยุทธ์อีกด้วย
นอกจากต๋าซุนแล้วก็ยังมีจ้าวยุทธ์อีกสามคนที่เป็นผู้ช่วยของเขาอีกด้วย
ตอนนี้ต๋าซุนได้ส่งจิวหยางและคนของศาลาชุนหมิงหลายคนไปยังสถานที่ที่เกิดสุสานของจ้าวยุทธ์ต้วนเทียนเจ๋อ
จิวหยางคือผู้ช่วยของต๋าซุนและยังเป็นถึงยอดฝีมือระดับจ้าวยุทธ์ขั้นสูงเพียงคนเดียวของศาลาชุนหมิง ส่วนผู้ช่วยอีกสองคนมีความแข็งแกร่งระดับจ้าวยุทธ์ขั้นปลาย
ในขณะที่หนานหมิงอ่านรายงานอยู่นั้น ดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยเพราะในท้ายของเอกสาร หนานหมิงเห็นว่ามีคนของสำนักหยกสมุทรได้หาเรื่องศาลาชุนหมิงที่เมืองต้านไห่
เมืองต้านไห่คือเมืองที่อยู่ใกล้กับสถานที่เกิดสุสานของจ้าวยุทธ์ต้วนเทียนเจ๋อ ทำให้กองกำลังจำนวนมากก็ไปรวมตัวกันอยู่ที่นั้น
ย้อนไปกลับไปเมืองสองวันก่อน
หลังจากที่จิวหยางได้พาศาลาชุนหมิงมายังเมืองต้านไห่ พวกเขาก็หาที่พักซึ่งก็คือโรงเตี๊ยมแสงเงิน ซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองต้านไห่
เพียงแต่หลังจากที่จิวหยางกำลังพูดคุยกับเจ้าของโรงเตี๊ยมถึงการเช่าห้องพักอยู่นั้น จู่ๆสำนักหยกสมุทรก็มาถึงและก็ได้แสดงอำนาจขึ้นมา พวกเขาขับไล่คนอื่นๆออกจากโรงเตี๊ยมทั้งหมดและพวกเขาจะยึดโรงเตี๊ยมเพียงแค่กองกำลังเดียว
เนื่องจากสำนักหยกสมุทรมาจากอาณาจักรไป๋จินซึ่งเป็นอาณาจักรที่ทรงพลังที่สุดในทวีปเฮ่อหลุน นอกจากนี้สำนักหยกสมุทรเองก็แข็งแกร่งอย่างมาก พวกเขานับว่าเป็นกองกำลังระดับหนึ่งของอาณาจักรไป๋จินอีกด้วย เพราะพวกเขามียอดฝีมือระดับจ้าวยุทธ์อยู่ถึงสองคน เพราะฉะนั้นแล้วการที่พวกสำนักหยกสมุทรจะทำตัวหยิ่งผยองก็นับว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
เพียงแต่การที่พวกเขาดันทำตัวหยิ่งผยองต่อหน้าของศาลาชุนหมิงนับว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดอย่างมหันต์ และท้ายที่สุดก็ต้องถูกลงโทษกับการกระทำตัวหยิ่งผยอง
จิวหยางจึงจัดการกับพวกหยิ่งผยองอย่างสำนักหยกสมุทรจนทำให้พวกมันได้รับบาดเจ็บสาหัส แถมผู้นำของสำนักหยกสมุทรก็ถูกจิวหยางตัดแขนเพื่อเป็นการลงโทษ
ผู้นำกลุ่มของสำนักหยกสมุทรก็คือผู้อาวุโสใหญ่ ซึ่งเป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนยุทธ์ขั้นสูง นับว่ามีทั้งความแข็งแกร่งและชื่อเสียงอย่างมากภายในอาณาจักรไป๋จิว
การปะทะกันระหว่างศาลาชุนหมิงและสำนักหยกสมุทรสร้างความสนใจให้กับกองกำลังทั้งหมดทันที เพราะพวกเขารู้ดีว่าสำนักหยกสมุทรนั้นมาจากอาณาจักรไป๋จินและยังเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งอย่างมาก เพราะพวกเขามียอดฝีมือระดับจ้าวยุทธ์อยู่ถึงสองคน เซียนยุทธ์ขั้นสมบูรณ์กว่าสิบคน
แต่ทว่าสิ่งที่กองกำลังอื่นๆรู้สึกสนใจก็คือความแข็งแกร่งของศาลาชุนหมิง เนื่องจากพวกเขารู้แค่ว่าศาลาชุนหมิงตั้งอยู่ที่เมืองเทียนซูซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองของนิกายเทียนซู ซึ่งเป็นเพียงกองกำลังขนาดเล็กเมื่อเทียบกับกองกำลังอื่นจากอาณาจักรไป๋จิน
ด้วยความที่ข้อมูลมีอยู่เพียงเล็กน้อย ทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วศาลาชุนหมิงมาจากไหนและทำไมถึงได้แข็งแกร่งกล้าลงมือกับสำนักหยกสมุทร
ด้วยการที่เมืองต้านไห่อยู่ทางเหนือของอาณาจักรเฉาหลุนและเมืองเทียนซูอยู่ทางใต้ของอาณาจักรเฉาหลุน การไปสืบข้อมูลจึงต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือน
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ทุกๆคนสนใจก็คือการที่จิวหยางที่เป็นผู้นำของศาลาชุนหมิงเป็นเพียงแค่รองผู้ช่วยหัวหน้าสาขาของเมืองเทียนซูเท่านั้น ขนาดรองผู้ช่วยของหัวหน้าสาขายังสามารถทำให้ผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักหยกสมุทรที่มีควาแข็งแกร่งระดับเซียนยุทธ์ขั้นสูงบาดเจ็บสาหัสจนถึงขั้นแขนขาดได้ก็นับว่ามีความแข็งแกร่งในระดับเซียนยุทธ์ขั้นสูงหรือมากกว่านั้นเป็นแน่
ด้วยเหตุนี้ืทำให้กองกำลังจำนวนมากไม่กล้าที่จะยุ่งเกี่ยวกับศาลาชุนหมิงเพราะกลัวว่าอาจจะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต เมื่อสำนักหยกสมุทรมาหาเรื่องพวกเขา
ด้วยเหตุนี้ทำให้โรงเตี๊ยมแสงเงินจึงกลายเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ จะมีก็แต่นิกายเทียนซูที่กล้าที่จะเข้ามาอยู่ที่โรงเตี๊ยมแสงเงินโดยที่ไม่เกรงกลัวสำนักหยกสมุทร
เมื่อหนานหมิงอ่านรายงานจบเขาก็ยิ้มจางๆและตอบหนิงขวงกลับไปว่า ‘ อย่าลืมเก็บกวาดให้เรียบร้อยด้วย ’
ณ อาณาจักรเฉาหลุน เมืองต้านไห่
โรงเตี๊ยมฟ้าจรัส ซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมที่หรูหราและมีขนาดใหญ่อันดับต้นๆของเมืองต้านไห่
ภายในห้องที่ดีที่สุดของโรงเตี๊ยม ชายวัยกลางคนรูปลักษณ์ค่อนข้างดูมีอายุกำลังนอนพักอยู่บนเตียง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นอย่างมาก เขาคือผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักหยกสมุทรนามว่า ไห่เหรินเนี่ย
“ สารเลวศาลาชุนหมิง!! ” ไห่เหรินเนี่ยคำรามด้วยความโกรธ จากนั้นสายตาของเขาก็เหลือบมองไปยังด้านข้างและถามขึ้นว่า “ อี้เจินเจ้าสืบข่าวศาลาชุนหมิงได้หรือยัง? ”
อี้เจินคือผู้ช่วยของไห่เหรินเนี่ย นางมักจะเป็นคนวางแผนต่างๆให้กับไห่เหรินเนี่ยจนเขามาถึงระดับนี้ได้ ในอดีตอี้เจินได้รับการช่วยเหลือจากไห่เหรินเนี่ยและนางก็ได้รับทรัพยากรจำนวนมากจากไห่เหรินเนี่ยจนทำให้นางพัฒนามาถึงระดับเหนือยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ได้
อี้เจินนับถือไห่เหรินเนี่ยราวกับบิดาผู้ให้กำเนิด ส่วนไห่เหรินเนี่ยก็รักและเอ็นดูอี้เจินราวกับลูกในไส้ของตัวเอง
“ จากที่ข้าและคนอื่นๆตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็พบว่า ศาลาชุนหมิงเพิ่งจะปรากฏขึ้นได้ประมาณสองปีเกือบๆจะสามปีที่เมืองเทียนซู เห็นว่าเป็นนิกายเทียนซูที่เชิญชวนพวกเขาให้มาตั้งสาขาที่เมืองเทียนซูของพวกเขา นอกจากนี้มีข่าวว่ากองกำลังของพวกเขามีจ้าวยุทธ์อยู่อีกด้วย ทำให้พวกเขาไม่กลัวที่จะมีปัญหากับพวกเรา
ท่านพ่อบุญธรรมจากความเห็นของข้า ข้าคิดว่าพวกเราควรตรวจสอบศาลาชุนหมิงอย่างละเอียด การที่มีข่าวว่าพวกเขามีจ้าวยุทธ์ก็อาจจะเป็นเรื่องจริง ไม่อย่างนั้นพวกมันคงไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาให้กับพวกเราแบบนี้ ” อี้เจินรายงานด้วยท่าทีจริงจัง
ดวงตาของไห่เหรินเนี่ยหรี่ลงเล็กน้อยราวกับใช้ความคิดอยู่
“ ข้าได้แจ้งเรื่องนี้ให้กับเจ้าสำนักแล้ว เจ้าสำนักบอกว่าจะส่งบรรพชนมาสามท่านได้แก่บรรพชนเจี๋ยหวน บรรพชนติงซู บรรพชนฝู่ซา เจ้าสำนักบอกว่าให้พวกเราตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดและรอจนกว่าบรรพชนทั้งสามจะมาถึง ” ไห่เหรินเนี่ยกล่าวขึ้น
เมื่ออี้เจินได้ยินที่ไน่เหรินเนี่ยกล่าวมา นางก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากบรรพชนเจี๋ยหวนนั้นคือยอดฝีมือระดับจ้าวยุทธ์ ซึ่งเป็นยอดฝีมือหนึ่งในสองของจ้าวยุทธ์ของสำนักหยกสมุทร ส่วนบรรชนอีกสองคนก็นับว่าเป็นยอดฝีมือระดับเซียนยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ พวกเขานับว่าเป็นเสาหลักของสำนักหยกสมุทร
“ เข้าใจแล้วท่านพ่อบุญธรรม ข้าจะตรวจสอบข้อมูลของศาลาชุนหมิงอย่างละเอียดและจะนำกลับมารายงานให้กับพ่อบุญธรรม นอกจากนี้ข้าคิดว่าพ่อบุญธรรมควรอยู่เงียบๆก่อนแม้ว่าคนอื่นๆจะคิดว่าพวกเราไม่กล้าตอบโต้ แต่รอให้ข้อมูลทุกอย่างกระจ่างก่อนพวกเราคอยจัดการกับพวกมันในคราวเดียวก็ยังไม่สาย รวมไปถึงเจ้าพวกที่กล้าสร้างปัญหาให้กับพวกเราอีกด้วย ” อี้เจินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ่มลึกและดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเย็นชา
ไห่เหรินเนี่ยพยักหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ เรื่องนั้นก็ต้องรบกวนเจ้าด้วย แต่ถ้าหากพวกมันไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่ข่าวลือจริงๆข้าจะทำลายพวกมันไม่ให้เหลือแม้แต่กระดูก!! ”
ทางฝั่งของจิวหยาง
ภายในโรงเตี๊ยมแสงเงิน
จิวหยางกำลังนั่งพูดคุยอยู่กับผู้นำนิกายเทียนซูด้วยท่าทีสบายๆ
“ ท่านจิวหยางท่านนี้ลงมือหนักจริงๆเลยนะเนี้ย อย่างน้อยๆท่านก็ควรไว้หน้าไห่เหรินเนี่ยสักหน่อย ” เสียนเหอกวงกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ได้รู้สึกกังวลกับการกระทำของจิวหยางแม้แต่น้อย
จิวหยางหัวเราะร่าและกล่าวขึ้นว่า “ ข้าจะบอกอะไรให้เจ้าฟังสักหน่อยนะ ท่านหนิงขวงได้บอกกับข้าว่าให้ใช้โอกาสนี้ในการแสดงพลังของศาลาชุนหมิงให้กับทุกๆคนรู้ และจะให้พวกมันรู้ว่าตระกูลหนานและศาลาชุนหมิงนั้นน่าหวาดกลัวขนาดไหน ไม่อย่างนั้นก็จะมีหนอนแมลงจำนวนมากมายุ่งและวุ่นวายกับพวกเรา ”
เสียนเหอกวงก็พยักหน้ารับ ในฐานะพันธมิตรของตระกูลหนาน เขาย่อมต้องการให้ตระกูลหนานแสดงพลังออกมา ยิ่งแสดงพลังออกมามากเท่าไหร่ พวกเขาเขานิกายเทียนซูที่ได้เกาะต้นขาของตระกูลหนานก็จะได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น และไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร กองกำลังอื่นๆต้องไว้หน้าพวกเขา ถ้าหากไม่ไว้หน้าพวกเขาก็ต้องไว้หน้าตระกูลหนานจริงไหมล่ะ?
“ แล้วเจ้าไม่กลัวว่านิกายเทียนซูของเจ้าจะได้รับผลกระทบไปด้วยงั้นหรือ? ข้าได้ยินมาว่ามีกองกำลังมากมายที่ต้องการจัดการกับศาลาชุนหมิงของข้าและการที่เจ้ามาที่นี้ก็เท่ากับว่ายอมรับว่าเป็นพันธมิตรกับพวกเรา? ” จิวหยางถามด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าเขาจะรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตาม
“ ท่านจิวหยางท่านอย่าถามในสิ่งที่ท่านก็รู้คำตอบอยู่แล้วสิขอรับ ” เสียนเหอกวงหัวเราะอย่างสบายใจ จากนั้นดวงตาของเขาก็หรี่ลงเล็กน้อยและกล่าวขึ้นว่า “ แต่ก็เป็นอย่างที่ท่านจิวหยางกล่าวมาจริงๆนั้นแหละ กองกำลังบางแห่งจะต้องเล่นงานพวกเราเป็นแน่ ข้าคิดว่าจึงอยากที่จะขอยืมคนของท่านสักหน่อยได้หรือไม่? ”
จิวหยางยิ้มและถามขึ้นว่า “ ไม่มีปัญหาข้าจะส่งคนไปคุ้มกันพวกเจ้าสองคนแล้วกัน ”
ดวงตาของเสียนเหอกวงพลันเปร่งประกายขึ้นมาทันทีจากนั้นเขาก็รีบกล่าวขอบคุณจิวหยาง
หลังจากที่พูคดุยกันเสร็จ จิวหยางก็ได้เรียกกู่ซานและเสิ่นเซียงมาพบและบอกให้ทั้งสองติดตามเสียนเหอกวงกลับไปด้วย โดยให้ทั้งสองดูแลความปลอดยภัยของนิกายเทียนซู ถ้าหากมีใครกล้าสร้างปัญหาก็จัดการได้ทันที
กู่ซานและเสิ่นเซียงเป็นตัวละครที่หนานหมิงอัญเชิญมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ แถมในตอนนั้นพลังของพวกเขาก็อยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้ันสมบูรณ์แล้ว ทำให้ตอนนี้ความแข็งแกร่งของพวกเขาอยู่ในระดับเซียนยุทธ์ขั้นสมบูรณ์
หลังจากที่ส่งเสียนเหอกวงกลับไปแล้ว จิวหยางก็เรียกตู้กู่เจี้ยนให้มาพบ
ตู้กู่เจี้ยนนับว่าเป็นคนสนิทของจิวหยางและความแข็งแกร่งของเขาก็อยู่ในระดับเซียนยุทธ์ขั้นสมบูรณ์
“ ที่ข้าให้เจ้าไปสืบได้ข่าวว่าอย่างไรบ้าง? ” จิวหยางถามขึ้น
“ คนของเราสืบมาว่าตอนนี้สำนักหยกสมุทรกำลังรอให้บรรพชนของพวกเขามาที่นี้ก่อนแล้วพวกมันก็ใช้โอกาสนี้ในการตรวจสอบความแข็งแกร่งของพวกเรา ถ้าหากพวกเราแข็งแกร่งพวกมันก็จะไม่กล้าสร้างปัญหา แต่ถ้าหากพวกเราอ่อนแอก็อาจจะถูกพวกมันทำลาย แต่แน่นอนว่าอย่างหลังนั้นเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันของพวกมันเท่านั้น เพราะแม้กระทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เองก็ไม่มีค่าในสายตาของพวกเราตระกูลหนาน
สำหรับบรรพชนของพวกมันข้าได้ข่าวมาว่ามีอยู่สามคนซึ่งทั้งสามได้แก่เจี๋ยหวน ติงซูและฝู่ซา ซึ่งมีเพียงแค่เจี๋ยหวนเพียงคนเดียวที่อยู่ในระดับจ้าวยุทธ์ขั้นต้น ส่วนอีกสองคนอยู่ในระดับเซียนยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ ” ตู้กู่เจี้ยนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ โอ้! ” จิวหยางเพียงแค่โอ้คำเดียวและแล้วก็ส่ายหน้าเบาๆ สำหรับพวกเขาแล้วแม้กระทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตาแล้วสำนักหยกสมุทรจะมีค่าพอให้ใส่ใจงั้นหรือ แน่นอนว่าไม่มีทาง
“ งั้นก็ปล่อยให้พวกมันมาก่อนแล้วกัน ตอนนี้นายท่านกำลังเดินทางมาที่นี้พวกเราต้องเตรียมพร้อมทุกอย่างให้ดี นอกจากนี้โรงเตี๊ยมแสงเงินนี้ก็น่าจะมีห้องไม่เพียงพอต่อนายท่านและคนที่กำลังมา เจ้าไปหาโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับได้สักหนึ่งพันห้อง ถ้าหากไม่พอก็จองโรงเตี๊ยมใกล้ๆกันก็ได้ ” จิวหยางกล่าว
จากข้อมูลที่เขาได้รับจำนวนคนที่นายท่านพามาก็ประมาณหนึ่งพันสามร้อยคน เขาจึงกล้าที่จะบอกให้ตู้กู่เจี้ยนหาห้องพักจำนวนหนึ่งพันห้อง นอกจากนี้เมืองต้านไห่แม้ว่าจะไม่ใช่เมืองใหญ่มากนักแต่ก็มีประชากรไม่ต่ำกว่าหกสิบล้านคน แถมเมืองแห่งนี้ยังอยู่ใกล้กับทางผ่านไปยังอาณาจักรจิ้น ทำให้เมืองแห่งนี้มักนจะมีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากเข้าออกเป็นประจำ ทำให้โรงเตี๊ยมภายในเมืองก็มีขนาดใหญ่และสามารถรองรับได้มากกว่าหนึ่งร้อยห้องเป็นอย่างต่ำ
สำหรับโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่พวกเขามีห้องมากกว่าหนึ่งพันห้องด้วยซ้ำ ทำให้จิวหยางบอกให้ตู้กู่เจี้ยนจองห้องพักจำนวนมากได้และถ้าหากไม่พอก็ให้จองโรงเตี๊ยมใกล้ๆกัน
“ เข้าใจแล้ว ” ตู้กู่เจี้ยนพยักหน้าและเดินออกไปทันที