ยอดยุทธชุดชมพู

    70.พลังมืดของมี่ถง

    70.พลังมืดของมี่ถง

    ณสวนร้อยพิษของย่าหลง

                   “ฮือ ฮือ ย่าหลงย่าหลง”เสียงร้องไห้ของมี่ถงดังลั่น เมื่อกลุ่มของไป๋หลงเปิดประตูเดินเข้าไปในที่พักของย่าหลง

                   “เฮือก!”ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ผู้มาเยือนทั้งหมดตกตะลึง

                   เด็กหญิงนั่งคุกเข่าร้องไห้อยู่ข้างกายย่าหลง ที่บัดนี้นอนสลบอยู่บนพื้น

                   บนตัวย่าหลงเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและบาดแผลมากมาย ที่น่าตกใจกว่าก็คือรอบกายของเขากลับเต็มไปด้วยพลังสีดำ ซึ่งเป็นไอหยินสีดำจากยมโลกไอหยินที่เกิดขึ้นในสถานที่ซึ่งมีคนตาย และมนุษย์ทั่วไปไม่อาจมองเห็นได้เพียงแต่จะรู้สึกหนาวเยือก และวังเวงเมื่อเข้าใกล้

                   “มี่ถง เกิดอะไรขึ้น!”หวงหลงเทพมังกรทองร้องถามด้วยความตกตะลึงขณะวิ่งเข้าไปคว้าตัวของมี่ถงให้ออกห่างจากร่างของย่าหลงทันทีเพื่อไม่ให้นางถูกไอหยินทำร้าย

                   แม้ไอหยินทั่วไปจะไม่ทำร้ายผู้คนทว่าไอหยินที่แผ่ออกจากร่างของย่าหลง ซึ่งมาจากการใช้วิชาต้องสาปส่งผลให้มนุษย์ธรรมดา ล้มป่วย หรือหากมนุษย์ที่เข้าใกล้ร่างกายอ่อนแออยู่แล้วอาจถึงขั้นล้มป่วยหนักจนเสียชีวิตได้ในเวลาไม่กี่วัน

                   “ไอหยิน!”ไป๋หลงอุทานด้วยความตกตะลึง การที่ย่าหลงมีพลังไอหยินเด่นชัดสามารถมองเห็นได้ถึงเพียงนี้ย่อมหมายความว่าบัดนี้เขาถูกไอหยินครอบงำจนสมบูรณ์นับจากนี้ไปเขาไม่ใช่มนุษย์อีกแล้ว!

                   ย่าหลงฝึกวิชายมทูตซึ่งสามารถทำให้คนตายคืนชีพได้ ทว่ายิ่งเขาใช้วิชาคืนชีพให้คนตายมากเท่าไหร่เขาจะยิ่งมีไอหยินในร่างมากขึ้น จนท้ายที่สุดร่างของเขาจะถูกไอหยินกลืนกินจนไม่เหลือความเป็นมนุษย์อีกกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ทั้งคนและผี

                   เป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่โดยไร้ความเป็นมนุษย์คล้ายภูตผีวิญญาณ ทว่าเป็นวิญญาณที่ยมโลก ไม่อาจนำตัวไปเพื่อพิพากษาเกิดใหม่ได้เนื่องจากเขายังไม่ตาย... และจะไม่ตายอีกเนิ่นนาน จนอายุขัยเทียบเท่าได้กับเหล่าทวยเทพเว้นแต่จะมีผู้ที่สามารถสังหารเขาได้เท่านั้นเขาจึงจะตาย และถูกนำดวงวิญญาณไปพิพากษาเกิดใหม่ได้

                   และเมื่อเขาไร้สิ้นความเป็นมนุษย์  เขาก็ไม่อาจใช้ชีวิตท่ามกลางแสงแดดได้ต้องห่อหุ้มตัวให้พ้นจากแสง เขาจะมีสัญชาตญาณที่ดุร้าย เหมือนผีร้ายคลุ้มคลั่งทำร้ายผู้อื่นที่เข้าใกล้

                   มี่ถงที่เอาแต่ร้องไห้เมื่อถูกคนคว้าไปกอดอ้อมกอดและน้ำเสียงที่คุ้นเคยนี้ทำให้มี่ถงเงยหน้ามอง “ทะ...ท่านอาจารย์”มี่ถงซบอกอาจารย์แล้วร่ำไห้ออกมายิ่งกว่าเดิม  

                   หวงหลง ลูบหลังปลอบโยนเด็กน้อยที่ตอนนี้เขามองว่านางเป็นศิษย์และไม่ได้คิดเกินเลยกับนางเช่นที่เมื่อก่อนเคยรู้สึกตั้งแต่ตอนที่นางเป็นลูกบุญธรรมของตน

                   เขารู้สึกว่ามี่ถึงกำลังเริ่มตัวสั่นสีหน้าท่าทางคล้ายกับหวาดกลัวและเสียใจ

                   ไป๋หลง และเทพมังกรทองหวงหลงสบตากันด้วยความกังวล ดูเหมือนว่ามี่ถงจะจำได้ว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น! แสดงว่าตอนที่พลังเทพมังกรดำของนางฟื้นขึ้นมาตอนนั้นนางต้องยังมีสติอยู่และเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น...

                   หวงหลงกอดเด็กหญิงแน่นขึ้นด้วยความห่วงใยขณะลูบหลังปลอบโยนโยกตัวกล่อมเด็กหญิงในอ้อมกอดให้สัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่เขามีให้ทุกอย่างรอบด้านตกอยู่ท่ามกลางความเงียบ

                   มีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นของมี่ถงเท่านั้นที่ทุกคนได้ยินสลับกับเสียงพูดจาปลอบโยนของหวงหลงเป็นครั้งคราว

                   ‘อาจารย์อยู่นี่แล้ว ไม่เป็นไรๆไม่ต้องกลัว’น้ำเสียงของหวงหลงทั้งอบอุ่นทั้งอ่อนโยนราวกับบิดาปลอบโยนบุตรสาว

                   ไป๋หลงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ หวงหลงแม้จะเคยเป็นบิดาบุญธรรมของเธอทว่าเขาไม่ได้มีความอ่อนโยนอบอุ่นเช่นนี้ให้เธอมาก่อน หวงหลงเทพมังกรทองผู้นี้แต่เดิมเป็นคนเคร่งขรึมจริงจังเขาไม่เคยมีท่าทางของคนเป็นบิดาให้เห็นเพราะเขาไม่เคยมีลูกดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะแสดงออกไม่เป็น

                   ‘หรือว่า... ที่หวงหลงมีท่าทีเช่นนี้ได้เพราะเคยปลอบโยนเทพดาราซือมิ่งที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึงกับมี่ถงมาก่อน?’ ไป๋หลงคิดด้วยความสงสัย

                   หกเดือนก่อนหวงหลงอาละวาดจนเกือบเข้าสู่หนทางมารและเทพดาราซือมิ่ง สูญเสียพลังเทพเซียน และถูกเผ่ามารหมายหัวคิดจะดื่มเลือดนางเพื่อให้ได้พลังเทพเซียน

                   หวงหลงได้พาซือมิ่งจากไปนานถึงหกเดือนและเขาไม่เคยกลับมาเหยียบที่นี่เลยสักครั้ง ทั้งๆที่เขารักเฮยหลงมาก หากเป็นปกติไม่ว่าเขาจะมีธุระด่วนเพียงใดเขาจะหายไปนานสุดเพียงสองสามเดือน เพื่อกลับมาหาเฮยหลงให้เร็วที่สุด

                   เขารักเฮยหลงมาก รักจนถึง เขาก็เกือบจะทิ้งความเป็นเทพเซียนเข้าสู่หนทางมาร เพียงเพื่อให้ตัวเองสามารถทำทุกอย่างได้ตามใจและเพื่อให้เขาได้ช่วงชิงนางได้อย่างเต็มที่!

                   แล้วเหตุใดกันจึงทำให้บุรุษผู้นี้สามารถปล่อยวางไม่คอยขัดขวางให้มี่ถงและย่าหลงใกล้ชิดกัน

                   ในเมื่อเขารู้ดีว่าแท้ที่จริงย่าหลงคือเทพมังกรแดงเฉียนหลง ที่ถึงขั้นยอมทำผิดร้ายแรงแอบอ่านชะตาฟ้าของเฮยหลงเพื่อตามหานางว่านางไปถือกำเนิดที่ใด เพื่อที่เขาจะได้ใกล้ชิดนาง

                   หรือว่าที่แท้แล้วหกเดือนที่หวงหลงหายไปกับซือมิ่ง เขาได้ตกหลุมรักนางเข้าให้แล้ว!

                   ไป๋หลงขมวดคิ้วด้วยความกังวล เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ซือมิ่งและเฉียนหลงก่อไว้ขณะเดียวกันก็รู้สึกดีใจที่ดูเหมือนว่าเทพมังกรทองหวงหลง จะมีใจให้ซือมิ่งเสียแล้วหาไม่แล้วหวงหลงไม่มีท่าทางอ่อนโยน และปลอบประโลมคนที่ตนรักอย่างบริสุทธิ์ใจ คล้ายปลอบโยนบุตรสาวเช่นนี้

                   ในที่สุดมี่ถงที่เอาแต่ร้องไห้ก็สงบลงเมื่อมีหวงหลงคอยปลอบโยนนางเริ่มเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นแม้จะยังร้องไห้อยู่ก็ตาม

                   “เมื่อครู่...ข้า...ฮือ...ข้าถูกพลังอะไรก็ไม่รู้ครอบงำ”มี่ถงพยายามบังคับตัวเองไม่ให้ร้องไห้แต่ยิ่งฝืนเท่าไหร่น้ำตาก็ยิ่งไหลออกมา “ข้ารู้สึกแค่อยากฆ่าฟัน อยากทำลายทุกสิ่ง”

                   มี่ถงเล่าขณะตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เมื่อนึกถึงช่วงเวลาเลวร้ายนั้น “ข้าพุ่งโจมตีย่าหลงทำร้ายจนเขาบาดเจ็บอย่างรุนแรง ข้าหยุดตัวเองไม่ได้ รู้แต่ว่ายิ่งสู้ข้ายิ่งหัวเราะอย่างมีความสุขยิ่งเขาบาดเจ็บข้ายิ่งสนุกสนาน”

                   เป่าเล่อเจ้านกที่สถิตในพัดหยกได้ยินแล้วแอบเบะปากพลางคิดในใจ‘ดูเหมือนว่าเทพมังกรดำผู้นี้ เวลาควบคุมพลังตัวเองไม่ได้ จะมีนิสัยโรคจิตชอบความรุนแรง’

                   “แต่ย่าหลงเขาเอาแต่หลบไม่ยอมต่อสู้”มี่ถงน้ำตาไหลขณะเล่าเรื่อง “ดูเหมือนข้าในตอนนั้นจะเริ่มไม่พอใจที่เขาไม่ยอมสู้เอาแต่หลบเลี่ยงข้าจึงจัดการทุบตีจนเขาบาดเจ็บรุนแรง และพลังสีดำที่ออกมาจากร่างข้าก็เริ่มดูดกลืนพลังชีวิตของเขามันดูดกลืนไม่หยุด ข้าพยายามจะหยุดมันแต่ข้าควบคุมมันไม่ได้ ได้แต่เบิ่งตามองย่าหลงถูกทำร้ายเช่นนั้น”มี่ถงมองไปทางย่าหลงด้วยความเสียใจที่ตนเป็นต้นเหตุทำให้ย่าหลงบาดเจ็บสาหัส

                   “แต่เพราะย่าหลงเอาแต่ตะโกนบอกให้ข้าตั้งสติอย่ายอมให้ถูกพลังนี้ควบคุมรวมทั้งตัวข้าที่เริ่มโกรธเกลียดเพราะควบคุมร่างตัวเองไม่ได้สุดท้ายข้าจึงบังคับเจ้าพลังชั่วร้ายนี้ไม่ให้ทำร้ายย่าหลงต่อได้ในที่สุดย่าหลงสลบไป ข้าโล่งใจมากที่พลังชั่วร้าย ไม่ทำร้ายเขาไปมากกว่านี้

                   แต่ความโล่งใจอยู่ได้ไม่นาน เมื่อพลังชั่วร้ายนี้ล้นทะลักออกจากร่างข้า แผ่ขยายไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำร้ายย่าหลงข้ารับรู้ได้ว่ามันดูดกลืนพลังชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่มันสัมผัสถูกไม่ว่าจะมด ปลวก ยุงหรือตัวอะไรก็ตาม แม้กระทั่งต้นไม้ ใบหญ้า มันดูดกลืนพลังชีวิตสูบจนสิ่งเหล่านั้นแห้งเหี่ยวหยิกงอข้ารู้สึกขยะแขยงและหวาดกลัวมาก ที่ตัวเองรู้สึกดีเมื่อได้ทำลายชีวิตผู้อื่น”

                   มี่ถงตัวสั่นเมื่อนึกถึงเรื่องที่ชวนให้หวาดผวาก่อนจะถูกมืออันอบอุ่นของอาจารย์ลูบปลอบโยน นางพยายามสงบใจและเริ่มเล่าอีกครั้งแม้จะหวาดกลัว

                   “แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดพลังนี้จู่ๆก็หายไปเหมือนมันหวาดกลัวบางสิ่ง”มี่ถงกล่าวพลางเหลือบมองไปทางไป๋หลงสตรีที่ทำให้ตนรู้สึกครั่นคร้าม หวาดกลัวได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเห็นก่อนจะเหลือบมองอาจารย์ของตน

                   ก่อนหน้านี้แม้พลังชั่วร้ายนี้จะหายไปทว่านางรับรู้ได้ว่ามันอยู่ในร่างของตนรอคอยที่จะออกมาอาละวาดอีกครั้งทว่าเพียงคนทั้งคู่ปรากฏตัว พลังนี้ก็สงบลงทันที

                   “ข้า...”มี่ถงกล่าวขณะก้มหน้ามองปลายเท้าครุ่นคิดไตร่ตรองว่าควรจะพูดออกไปไหม สุดท้ายมี่ถงก็ตัดสินใจถามคำถามที่ตัวเองกังขามาตั้งแต่เด็กนับตั้งแต่จำความได้นางฝันว่าตัวเองฆ่าฟัน จนแผ่นดินนองเลือดสัตว์อสูรมากมายล้มตายยังมีเหตุการณ์ที่ถูกผู้เป็นอาจารย์ใช้ดาบสังหารตนอีกฝันที่นับวันจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดที่ว่าเธอได้กลิ่นเลือดรู้สึกเจ็บปวดยามที่ถูกดาบแทง

                   “ข้าถือกำเนิดมาพร้อมกับพลังชั่วร้ายใช่ไหม...ชีวิตข้าต้องคำสาป”คำถามของมี่ถงสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน

                   มี่ถงเงยหน้ามองผู้เป็นอาจารย์จ้องมองดวงตาอีกฝ่ายค้นหาความจริง  สัญชาตญาณบอกว่าอาจารย์ของตนนั้นต้องรู้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นอย่างดีและต้องเป็นผู้ที่อยู่ฝันร้ายของตนอย่างแน่นอน

                   หวงหลงรู้สึกบีบคั้นหัวใจเมื่อสบตากับเด็กน้อย หวงหลงกำหมัดแน่นลำบากใจที่จะตอบคำถามนี้

                   ‘สมควรจะพูดความจริงหรือไม่...’หวงหลงคิดด้วยความกลัดกลุ้มใจ

                   “ท่านอย่าปิดบังข้าอีกเลย”มี่ถงอ้อนวอนต้องการรู้ความจริง“ท่านมีวิชาเซียน มีเวทมนตร์ ท่านต้องเห็นในสิ่งที่มนุษย์มองไม่เห็น รู้ในสิ่งที่มนุษย์ไม่รู้อย่างแน่นอนโดยเฉพาะเรื่องของข้า”

                   มี่ถงแม้ไร้คุณสมบัติที่จะฝึกยุทธได้ทว่า...หวงหลงกลับพบว่านางสามารถฝึกวิชาเซียนได้ดังนั้นเขาจึงสอนวิชาเซียนให้แก่นาง ทว่าสอนเพียงเล็กน้อยและเป็นเรื่องพื้นฐานด้วยเกรงว่าหากมี่ถงมีความสามารถมากเกินไป วันหนึ่งนางอาจซ้ำรอยเดิมในภพชาติก่อนๆอีกครั้งกลายเป็นตัวหายนะทำลายล้างทุกสิ่ง

                   “ข้าไม่เคยเชื่อในเรื่องความบังเอิญข้าไม่เชื่อว่าเซียนเช่นท่านยอมอยู่ในสำนักฝึกยุทธแทนที่จะอยู่ในสำนักเซียนเป็นเพราะถูกชะตากับข้าตั้งแต่ข้าเกิด”มี่ถงกล่าวความในใจออกมา

                   หวนนึกถึงเรื่องเล่าที่บิดามารดาบอกว่าในวันที่ตนเองเกิดนั้นความจริงแล้วนางได้หมดลมหายใจไปแล้วครั้งหนึ่งแต่เพราะหวงหลงบังเอิญผ่านทางมาและช่วยนางไว้ นางจึงคืนชีพอีกครั้งหลังจากนั้นหวงหลงยอมรั้งอยู่ที่นี่เพราะเกิดถูกชะตากับตนตั้งแต่แรกเกิดและคิดจะรับนางเป็นศิษย์

                   “ยามข้าถือกำเนิด เวลานั้นข้ามีความผิดปกติใช่หรือไม่... ท่านรับรู้ว่าข้าเกิดมาพร้อมพลังชั่วร้าย!”มี่ถงไล่ต้อนถามคำถามให้ถึงที่สุดเมื่อเห็นหวงหลงมีท่าทางตื่นตระหนก ส่ายหน้าปฏิเสธ ทว่ามี่ถงรู้จักอาจารย์ของตนดีจนเกินไปสีหน้าตื่นตระหนกของเขา กำลังฟ้องว่าเรื่องที่นางกล่าวเป็นเรื่องจริงไม่มากก็น้อย...

                   “ท่านอย่าได้ปฏิเสธเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นคือหลักฐาน”มี่ถงว่าพลางชี้ไปที่ย่าหลงซึ่งนอนสลบรอบตัวเต็มไปด้วยพลังสีดำ ซึ่งเกิดจากการถูกไอหยินครอบงำอย่างสมบูรณ์

                   หวงหลงยื่นมือไปหาศิษย์รักหมายจึงดึงนางเข้ามากอดปลอบโยน ทว่ามี่ถงกลับถอยห่าง ไม่ยอมให้อาจารย์แตะต้อง“ความฝันที่หลอกหลอนข้ามาตั้งแต่จำความได้ เรื่องราวทั้งหมดต้องเป็นเรื่องจริงของข้าในภพชาติก่อนๆแน่นอน”มี่ถงกล่าวอย่างมั่นใจ

                   “ทุกครั้งหลังตื่นจากฝันร้ายข้ารู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เหมือนตอนที่ข้าฝันว่าถูกท่านใช้ดาบปักหัวใจข้า...ข้าเผชิญกับความรู้สึกนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า”มี่ถงน้ำตานองหน้าแววตาเจ็บปวดกับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน “ทุกวันนี้ที่ท่านอยู่ข้างกายข้าก็เพื่อเฝ้าระวังข้า...วันใดที่ข้าสร้างหายนะ ท่านจะสังหารข้าอีกครั้ง!”

                   ฝันร้ายเหล่านั้นตามหลอกหลอนมาเนิ่นนานนานจนนางแยกแยะได้ว่าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง! และเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้มั่นใจว่าตนเองนั้นเกิดมาพร้อมกับพลังชั่วร้ายมาเกิดจริงๆ

                   หวงหลงเดินเข้าไปหาหมายจะคว้ามี่ถงมากอดทว่านางกลับยิ่งถอยห่าง ท่าทางหวาดระแวงไม่เชื่อใจผู้เป็นอาจารย์อีกต่อไป

                   “มี่ถง...”หวงหลงเรียกชื่อคนตรงหน้าด้วยความเสียใจ“อาจารย์ ขอโทษ แต่ไม่ว่าจะหวนกลับไปกี่ครั้งในอดีต อาจารย์ก็ยังต้องสังหารเจ้าไม่อาจปล่อยให้เจ้าทำลายชีวิตผู้อื่นได้”หวงหลงยอมรับในที่สุดว่าเรื่องที่มี่ถงฝันเป็นเรื่องจริง

                   “ถ้าข้าอาละวาดทำลายชีวิตผู้อื่นอีกครั้ง ท่านก็จะสังหารข้าใช่หรือไม่”มี่ถงถามขณะสีหน้าแววตาเศร้าโศก

                   “อาจารย์ยังคงต้องทำเช่นนั้น”หวงหลงตอบขณะหลับตาลงข่มความรู้สึกเสียใจทั้งหลายลงไป“ไม่ว่าใครก็ตาม เมื่อสร้างหายนะให้กับโลก อาจารย์ยังคงต้องสังหารคนผู้นั้นต่อให้ผู้นั้นคือบิดามารดาของอาจารย์ก็ตาม...”

                   “อาจารย์...ท่านคงไม่ใช่เซียนธรรมดาอย่างที่บิดามารดาข้าเข้าใจเสียแล้ว”มี่ถงยิ้มทว่าดูเศร้าโศกเหลือเกิน “ข้าเคยได้ยินว่าผู้เดียวที่ทำหน้าที่ปกป้องโลกเทพอสูรแห่งนี้มีเพียงเทพมังกรทอง หวงหลง และท่านก็คือหวงหลงผู้นั้น”

                   หวงหลงได้ฟังแล้วนิ่งงันไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธ เซียนทั่วไปไม่มีหน้าที่ไม่มีอำนาจมากพอที่จะปกป้องโลกจากหายนะได้อยู่แล้ว หากมี่ถงเดาถูกก็ไม่แปลก...

                   “อาจารย์...”มี่ถงเรียกคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเศร้าโศก“พลังนี้คงจะชั่วร้ายและรุนแรงมากท่านถึงต้องทำหน้าที่คอยเฝ้าดูข้า”มี่ถงเห็นอีกฝ่ายสีหน้าหนักใจไม่อยากพูดเรื่องพลังของเธอ“หากข้าตายอีกครั้งจะหยุดพลังชั่วร้ายนี้ไม่ตามข้าไปภพหน้าได้หรือไม่...”กล่าวพลางก้มลงเก็บเศษกระเบื้องที่อยู่ใกล้ตัวขึ้นมายกจ่อคอตัวเอง

                   “มี่ถง!/มี่ถง”หวงหลงและไป๋หลงร้องเสี่ยงดังด้วยความตกใจ

                   “ข้ามีพลังชั่วร้ายที่ข้าควบคุมมันไม่ได้เพียงแค่ข้าขาดสติ ข้าก็อยากจะฆ่าฟันทำลายล้าง... ข้าไม่ควรถือกำเนิด”ความรู้สึกอยากฆ่าฟันนั้นช่างรุนแรงพลังชั่วร้ายนี้ยากจะควบคุมแม้กระทั่งเทพมังกรทองผู้ยิ่งใหญ่ยังต้องมาคอยเฝ้าระวังไม่ให้พลังชั่วร้ายนี้อาละวาด.... ดูเหมือนว่าหนทางเดียวที่จะหยุดมัน หรือป้องกันไม่ให้มันอาละวาดมีเพียงแค่ความตายเท่านั้น!

                   มี่ถงกดคมกระเบื้องลงบนคอตัวเอง!คมกระเบื้องจมลงไปในเนื้อบาดผิวขาวผ่องจนเลือดไหลหยด ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนที่คิดไม่ถึงว่ามี่ถงอายุไม่ถึงสิบขวบกลับคิดฆ่าตัวตาย!

                   “โง่เง่า!”น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้น

                   ทำให้มี่ถงหยุดการกระทำของตัวเองด้วยความประหลาดใจเฟยหานตงผู้เย็นชาและพูดน้อยถึงกับสบถด่าออกมา

                   “นี่เป็นหาทางเดียวที่ข้าคิดออกการตายของข้าจะป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้าไม่อยากขาดสติจนทำลายชีวิตผู้อื่น”น้ำเสียงของมี่ถงเศร้าโศกขณะมือยังกดกระเบื้องไว้ที่คอตัวเอง ไม่ผ่อนแรงเลยสักนิดแม้ว่าขณะขยับปากพูดคมกระเบื้องจะยิ่งบาดลึกกว่าเดิม นางก็ไม่สนใจ

                   “เหอะ!”เฟยหานตงหัวเราะเยาะ“เกิดมามีพลังเหนือคนมากมายสามารถเหยียบผู้อื่นไว้ใต้ฝ่าเท้าได้ด้วยพลังที่ตัวเองมี...เจ้ากลับโง่เง่าคิดปฏิเสธมันและทำลายชีวิตตัวเอง!”

                   “เฟยหานตง! ท่านจะไปเข้าใจอะไรท่านเกิดมาพร้อมพลังของมังกรฟ้า พลังยิ่งใหญ่สูงส่งที่มีไว้ปกป้องโลกท่านไม่เข้าใจหรอกว่าเวลาถูกพลังชั่วร้ายครอบงำให้เข่นฆ่ามันเลวร้ายเพียงใด!”มี่ถงหันไปตวาดใส่เฟยหานตงด้วยแรงโทสะ  

                   “ไม่เข้าใจอย่างนั้นรึ!”น้ำเสียงเย็นชาโต้กลับ แฝงไปด้วยความไม่พอใจ“เจ้าคิดว่าข้ามีพลังมังกรฟ้าโดยที่ข้าไม่ต้องจ่ายสิ่งตอบแทนรึ!”เฟยหานตงจ้องมี่ถง

                   มี่ถงจ้องตอบคล้ายจะถามว่า ‘แล้วไม่ใช่หรือ!’

                   “ทุกคืนข้าต้องคอยระมัดระวังไม่ให้พลังมังกรฟ้าคลุ้มคลั่ง ข่มกลั้นจนเจ็บปวดไปทั้งร่าง  รอบกายข้า องครักษ์ที่ข้ารู้จัก คนที่ข้าเคยสนิทพวกเขาล้วนบาดเจ็บล้มตายในช่วงเวลาที่ข้าควบคุมพลังตัวเองไม่ได้ ยังมีองครักษ์ที่รอดชีวิตไปได้พวกเขาเมื่อถูกปลดจากหน้าที่ ชั่วชีวิตก็ไม่อาจใช้ชีวิตเช่นคนทั่วไปเป็นคนที่ต้องหลบซ่อนใช้ชีวิตในเงามืด เพราะราชวงศ์กลัวว่าเรื่องร้ายแรงนี้จะรั่วไหลสู่ภายนอก...ดังนั้นจึงต้องเก็บพวกเขาไว้ในเงามืด!”แววตาของเฟยหานตงเผยความเจ็บปวด ความโดดเดี่ยวให้เห็น

                   ไป๋หลงเดินเข้าไปกุมมือเฟยหานตงถ่ายทอดความอบอุ่นสู่มือของอีกฝ่าย ปลอบโยนจิตใจที่เศร้าโศกและโดดเดี่ยว เฟยหานตง

                   มังกรฟ้าผู้นี้ ต้องทนกับเรื่องแบบนี้ทุกครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์และเพราะเขาต้องเวียนว่ายตายเกิดครั้งแล้วครั้งเล่า ทนเจ็บปวดกับความสูญเสียคนใกล้ชิดยามที่หมดหน้าที่กลับสวรรค์ เขายังคงจดจำอดีตในทุกภพชาติได้สุดท้ายเขาจึงกลายเป็นคนเย็นชา ไม่เข้าใกล้ใคร ไม่สนิทสนมกับใครอีก

                   เฟยหานตงบีบกระชับมือไป๋หลงแทนคำพูดว่า ‘ข้าไม่เป็นไร’

                   เป่าเล่อเจ้านกในพัดหยกเห็นท่าทางของไป๋หลง และเฟยหานตงแล้ว ทำสีหน้าเบื่อหน่าย กลอกตามองฟ้าด้วยความอิจฉา‘เหอะ! คนมีความรักนี่มันดีจริงๆแค่หน้าเปลี่ยนสี เศร้าโศกหน่อยก็มีคนวิ่งมาปลอบใจ!’เป่าเล่อค่อนแคะเทพมังกรทั้งสองในใจ

                   เฟยหานตงหันไปกล่าวกับมี่ถง “ข้าที่ทำให้ผู้อื่นต้องบาดเจ็บล้มตายเพราะพลังที่คลุ้มคลั่ง ข้าที่เป็นคนบาปทำลายชีวิตผู้อื่นข้าสมควรฆ่าตัวตายเพื่อยุติปัญหาที่ข้าอาจจะก่อให้เกิดในอนาคตต่อหรือไม่!”

                   มี่ถงได้ฟังคำพูดของเฟยหานตงแล้วกัดริมฝีปากครุ่นคิดถึงสิ่งที่เฟยหานตงพูด ‘สมควรที่จะฆ่าตัวตายเพื่อยุติปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือ...’  

                    “มี่ถง”ไป๋หลงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้าเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งทว่าพลังนี้ก็ยังคงติดตามเจ้ามา”ไป๋หลงเตือนสติเด็กน้อย “เจ้าคิดว่าตายไปอีกครั้งพลังนี้จะไม่ตามเจ้าไปสร้างปัญหาในภพหน้าหรือ”

                   มี่ถงได้ฟังแล้วพลันนิ่งงัน สีหน้าเศร้าสลดใจ“เป็นข้าที่วู่วามเกินไป ข้า...ข้าหวาดกลัวความรู้สึกที่ถูกพลังนั่นครอบงำข้าหวาดกลัวมัน”น้ำตาเริ่มคลอหน่วงอีกครั้งเมื่อคิดถึงความน่ากลัวของพลังที่ตนมี “แล้วข้าควรทำอย่างไร”น้ำเสียงของมี่ถงเศร้าโศกขณะคลายมือจากเศษกระเบื้อง

                   “ปึก!”เศษกระเบื้องตกลงสู่พื้นท่ามกลางความโล่งใจของทุกคนดูเหมือนมี่ถงจะล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าตัวตายแล้ว

                   “ทางแก้ย่อมต้องมีอยู่แล้ว!”ไปหลงตอบขณะยิ้มอย่างโล่งอก “ขอเพียงเจ้ายินยอมเข้าสู่ทางธรรมบำเพ็ญเพียรจิตใจเจ้าจะสามารถควบคุมพลังนี้ได้ในที่สุด!”

                   แววตาที่เศร้าหมองของมี่ถงพลันลุกโชนเจิดจ้าด้วยความหวังเต็มเปี่ยม “ทำได้จริงหรือ!”มี่ถงถามด้วยความตื่นเต้น“ข้าสามารถควบคุมมันได้จริงหรือ!”

                   ทุกคนล้วนมองหน้าไป๋หลงด้วยความสงสัย

                   “แน่นอนว่าย่อมได้”ไป๋หลงตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ“ขอเพียงแค่เจ้าเดินบนทางธรรม ขัดเกลาจิตใจตัวเองจากความชั่วร้ายความชั่วทั้งหลายจะค่อยๆสิ้นไป สุดท้ายมันจะไม่สามารถทำอะไรเจ้าได้อีกไม่อาจครอบงำจิตใจ ความรู้สึกหรือการกระทำของเจ้าได้”

                   มี่ถงได้ฟังแล้วนิ่งงันยืนครุ่นคิด “หมายความว่าจ้าต้องฝึกวิชาเซียนหรือ”

                   “ไม่ใช่แค่ฝึกวิชาเจ้าต้องบำเพ็ญเพียรขัดเกลาจิตใจตัวเอง ฝึกควบคุมสตินี่คือหนทางเดียวที่จะช่วยเจ้าหลุดพ้นจากบ่วงกรรมของเจ้าได้”ไป๋หลงเอ่ยปากชี้แนะ

                   ‘เฮยหลงนี่คือหนทางเดียวเท่านั้น หากเจ้าปฏิเสธชีวิตเจ้าจะต้องเวียนว่ายตายเกิดชดใช้กรรมอีกนานแสนนาน’ไป๋หลงคิดในใจขณะภาวนาให้เด็กน้อยอมเข้าสู่หนทางบำเพ็ญเพียร

                   “หากนี่เป็นหนทางเดียวที่ข้าจะเอาชนะพลังชั่วร้ายนี้ได้ข้าก็จะลองดู”มี่ถงกล่าวโดยไม่จำเป็นต้องไตร่ตรองใดๆทั้งสิ้น “ขอแค่ไม่ถูกพลังชั่วร้ายนี้ควบคุมลำบากแค่ไหนข้าก็จะอดทน!”

                   “จงจำความมุ่งมั่นของเจ้าวันนี้ไว้ให้ดีวันใดที่เจ้าพบอุปสรรคของการบำเพ็ญเพียร เจ้าอย่าได้ถอยเป็นอันขาด!”ไป๋หลงกล่าวเตือนหนทางของการบำเพ็ญเพียร ต้องต่อสู้กับใจของตัวเองผู้ที่ชนะใจตัวเองได้ย่อมชนะทุกสิ่ง

                   “ไป๋หลง...ที่แท้แล้วเจ้าเป็นใครกันแน่ยังมีเจ้าอีกคน”มี่ถงว่าพลางมองไปทางเด็กหญิงท่าทางของเด็กคนนั้นดูเหมือนจะไม่ตกใจกับสิ่งที่ได้ยินทั้งหมดเลยสักนิดคล้ายกับว่าเคยรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมาก่อน

                   เป่าเล่อที่ทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์มาตลอดยิ้มแหยทันที ไม่รู้ว่าควรตอบคำถามนี้อย่างไร

                   “เรื่องนี้ไม่สำคัญหรอก”ไป่หลงเอ่ยตอบ“เจ้าเตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกัน จบการประลองของสำนักพยัคฆ์ทมิฬครั้งนี้เจ้าต้องออกเดินทางสู่สำนักเซียนเพื่อบำเพ็ญเพียรในทันที”นั่นหมายความว่ามี่ถงต้องออกเดินทางในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้

                   มี่ถงได้ยินดังนั้นพลันรู้สึกใจหายเมื่อต้องจากที่นี่ไป...จากบิดามารดาจากอาจารย์ และย่าหลง... มี่ถงหันไปมองย่าหลงที่นอนสลบอยู่บนพื้นความรู้สึกผิดพลันผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง หากไม่ใช่เพราะพลังชั่วร้ายอาละวาดย่าหลงก็คงไม่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ และไม่ต้องฝืนใช้พลังจนตัวเองถูกไอหยินครอบงำ ไม่รู้ว่าพลังนี้จะอาละวาดอีกเมื่อไหร่ไม่รู้ว่าครั้งต่อไปใครจะเดือดร้อน...ดูเหมือนต้องรีบออกเดินทางอย่างที่ไป๋หลงว่าไว้จริงๆ

                   “ไม่เร็วไปหน่อยหรือ!”หวงหลงถามขึ้นด้วยความตกใจ มี่ถงอายุเพิ่งจะแปดเก้าขวบหากส่งไปยังสำนักเซียนเกรงว่าจะอายุน้อยจนเกินไปเพราะศิษย์ส่วนมากอายุสิบสี่สิบห้าปีขึ้นไป “อีกอย่างนางอายุน้อยขนาดนี้ เกรงว่าคงไม่มีสำนักเซียนที่ใดรับนางเข้าสำนัก”หวงหลงขมวดคิ้วด้วยความกังวล

                   ทว่าไป๋หลงกลับยิ้มอย่างคนไม่ทุกข์ร้อนใดๆ“ไม่ต้องห่วง ข้ามีที่ให้นางไปแน่นอน ข้ารับรองได้ว่าที่นั่นเหมาะสมที่สุดสำหรับการบำเพ็ญเพียรของนาง”

                   “แล้ว...ถ้าหาก..”หวงหลงว่าพลางขมวดคิ้ว“ถ้าหากพลังของนางเกิดอาละวาดขึ้นมา ใครจะหยุดนางได้”

                   เนื่องจากสำนักเซียนทั้งหลายถือเป็นอาณาจักรของเซียนดังนั้นเขาในฐานะผู้ปกครองโลกเทพอสูรไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่ายเรื่องราวของเหล่าเซียน

                   เฟยหานตงสีหน้าอึมครึมทันที เมื่อคิดว่าไป๋หลงจะเข้าไปเป็นศิษย์สำนักเซียนเพื่อตามไปดูแลควบคุมมี่ถงเขาไม่มีทางยอมให้นางจากไปไกลถึงเพียงนั้น! ไม่ยอมให้นางไปพบเจอบุรุษมากมาย! ซ้ำคนพวกนั้นยังเป็นศิษย์สำนักเซียนที่หน้าตางดงามอีกด้วย!

                   ไป๋หลงเห็นท่าทางของคนทั้งคู่แล้ว ยิ้มด้วยความขบขันกับความกังวลของคนทั้งคู่“พวกเจ้าอย่าได้กังวล ยังมีอีกคนผู้หนึ่งที่สามารถหยุดยั้งพลังมืดได้ซ้ำคนผู้นี้ยังทำหน้าที่กำราบภัยคุกคามทุกชนิดที่จะเกิดขึ้นกับโลกมนุษย์ครั้งแล้วครั้งเล่า”ไป๋หลงยิ้มลึกลับ

                   “หรือว่าจะเป็นนาง!”คราวนี้คนที่ตะโกนขึ้นกลับเป็นเป่าเล่อที่ยืนนิ่งเงียบมาตลอด

                   “นาง?”หวงหลงและเฟยหานตงทำสีหน้างุนงง ด้วยคิดไม่ออกว่าในบรรดาเทพเซียนยังมีผู้ใดที่มีพลังมากพอจะกำราบเทพมังกรดำได้อีก

                   ไป๋หลงยิ้มกว้างหันไปชมเชยเป่าเล่อ “เก่งมากเป่าเล่อถ้าเช่นนั้นเจ้าก็บอกพวกเขาเถอะว่านางที่เจ้าว่าหมายถึงใคร”

                   คนถูกชมยิ้มรับหน้าบานอย่างภาคภูมิใจก่อนจะเอ่ยปากบอก “คนผู้นั้นก็คือเทพเสือดาว นามว่าหว่านจิน ผู้ปกครอง ณ เขาคุนหลุนด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือเทพผู้นี้เป็นเทพควบคุมภัยพิบัติ ควบคุมโรคระบาด และเป็นเทพแห่งการลงทัณฑ์ทำหน้าที่ปราบเหล่ามาร รวมทั้งเทพทั้งหลายที่ออกนอกลู่นอกทางทำผิดกฎสวรรค์”

                   หวงหลงและเฟยหานตงถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อนึกถึงเทพเสือดาว นามหว่านจิน สตรีผู้นี้มีพลังอำนาจมหาศาลมากกว่าประมุขสวรรค์เสียด้วยซ้ำ ปัจจุบันหว่านจินคือคู่หมั้นของอวี้หวงต้าตี้และอีกไม่นานคาดว่าคงจะได้รับการแต่งตั้งเป็น ฮองเฮาสวรรค์

                   “หมายความว่าเจ้าจะส่งมี่ถงไปสำนักเซียนคุนหลุนหรือ”เฟยหานตงหันไปถามไป๋หลง

                   “ถูกต้อง”ไป๋หลงตอบ ขณะหันไปยิ้มหวานให้เฟยหานตงผู้เฉลียวฉลาด“เพราะที่นั่นอยู่ใกล้ที่พักของเทพหว่านจินมากที่สุด ขอเพียงมีความผิดปกติเกิดขึ้นเทพหว่านจินต้องสัมผัสได้ และรีบรุดไปจัดการอย่างแน่นอน”ตำหนักของเทพหว่านจินอยู่ในเทือกเขาคุนหลุนเช่นเดียวกับสำนักเซียน

                   “เป็นความคิดที่ดีมาก”หวงหลงเอ่ยชมเชย“สำนักคุนหลุนถือเป็นสำนักอันดับหนึ่ง เป็นสำนักที่มีเทพเซียนมากมายสามารถบำเพ็ญเพียรสำเร็จเป็นจำนวนมากส่งมี่ถงไปที่นั่นย่อมดีที่สุด”

                    “ไป๋หลงเจ้าเป็นใครกันแน่...”มี่ถงถามด้วยความข้องใจยิ่งกว่าเดิมเหตุใดไป๋หลงจึงรู้เรื่องราวของเหล่าเทพเซียนเป็นอย่างดีทั้งๆที่เห็นอยู่ว่านางเป็นมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น...

                   “มี่ถงถึงเวลาที่เจ้าต้องลืมทุกอย่างที่ได้ยินได้ฟังในวันนี้แล้ว”ไป๋หลงว่าพลางยิ้มหวาน

                   มี่ถงทำสีหน้างุนงง “หมายความว่ายังไง”

                   “ก็แบบนี้ไง...”ไป๋หลงว่าพลางร่ายเวทพุ่งเข้าหามี่ถง

                   มี่ถงได้แต่เบิ่งตามองพลังสีขาวพุ่งเข้าใส่ด้วยความตกตะลึงขณะคิดว่าจะต้องถูกพลังนี้กระแทกจนสรุปทว่าพลังนี้คล้ายกลับหมอกกลุ่มหนึ่งที่พุ่งเข้ามาทำให้รู้สึกง่วงงุนอย่างน่าประหลาด สุดท้ายสติของมี่ถงก็ดับวูบลงทันที

                   ความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับสิ่งที่คนในห้องได้พูดคุยกันพลันเลือนหายจากสมองของนางเหลือไว้เพียงเรื่องราวที่มี่ถงมีพลังมืด และได้ทำร้ายย่าหลง สุดท้ายนางก็ถูกตัดสินโดยอาจารย์ว่าจะส่งนางไปฝึกวิชาเซียนเพื่อขัดเกลาจิตใจ ให้ควบคุมพลังมืดที่นางมี

    คล้ายกับเรื่องยอดยุทธชุดชมพู ที่คุณอ่าน