# บทที่ 16 — ก่อนกลีบสุดท้ายบาน
หลังคำให้การของเหวินหลัว ป้าผู้าุโไม่ได้สั่งบุกหอหลอมกระบี่เก่าในทันที
“เรารู้แล้วว่าศัตรู้าพิธี แต่ยังไม่รู้ว่ามันใช้คนกี่คน ใช้ค่ายกลชั้นใด และทางใต้ดินมีทางออกอีกกี่สาย” นางกล่าวในห้องประชุมฝ่ายกฎ “หากยกกำลังทั้งหมดไปปิดลานกระบี่ พวกมันอาจย้ายคัมภีร์หรือใช้ทางอื่นทำพิธีแทน”
เจียงอวี้หลานวางแผนผังของลานกระบี่และหอเอกสารชำรุดบนโต๊ะ “จากร่องปราณในค่ายกล สองแห่งเชื่อมกันจริง แต่ยังมีเส้นหนึ่งพาดไปทางคลังฝั่งตะวันตก เราต้องใช้มันเป็ทางย้อนรอย ไม่ใช่เปิดประตูหินตามที่ศัตรูอยากให้ทำ”
โม่เฉินมองเส้นสีแดงบนแผนผังแล้วถาม “คัมภีร์ที่ขโมยไปยังส่งปราณออกมาได้หรือไม่”
“ได้เป็ครั้งคราว” เจียงอวี้หลานตอบ “แต่มันซ่อนอยู่ใต้ม่านค่ายกล เรารู้ทิศ ไม่รู้ตำแหน่ง”
“ถ้าอย่างนั้นให้ศัตรูคิดว่าเรากำลังเฝ้าปิ่นกับเศษตรา” โม่เฉินกล่าว “แต่ส่งคนตามหาคัมภีร์ผ่านการเบิกสมุนไพรและกระดาษคำสั่งแทน คนที่ทำพิธีต้องใช้ของสิ้นเปลือง และเครือข่ายพระจันทร์ม่วงเคยพลาดเพราะทิ้งบัญชีไว้แล้ว”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขา “ตอนนี้เ้าคิดเื่บัญชีเก่งกว่าคนหอโอสถบางคนแล้ว”
“คำชมจากเ้าฟังเหมือนคำดุเสมอ”
“เพราะเ้ามักทำให้มันเป็คำดุ” นางตอบ แต่แววตาอ่อนลงเล็กน้อย
ฝ่ายกฎจึงเริ่มแผนสองชั้น ข่าวที่ปล่อยออกไปคือปิ่นกระบี่ถูกย้ายไปเก็บในหีบผนึกและมีผู้คุ้มกันเพิ่ม ผู้ที่อยู่ในเครือข่ายย่อมเชื่อว่าฝ่ายสำนักกำลังกลัวพิธี ขณะเดียวกันเจียงอวี้หลานให้คนตรวจบันทึกเบิกสมุนไพรโดยไม่เอ่ยคำว่า “หอหลอมกระบี่” แม้แต่ครั้งเดียว
โม่เฉินไม่ได้ออกจากเขตหอโอสถ เขาช่วยเทียบรายชื่อจากบัญชีที่นำมาให้ดูเท่านั้น เสิ่นเยว่โหรวนั่งข้างเขา ตรวจยาต้มและบันทึกผลพิษของเขาไปพร้อมกัน
“ยังมีไข้เย็นหรือไม่” นางถาม
“ไม่มาก”
“คำตอบนี้แปลว่ามี”
“เ้ารู้ทันเกินไป”
“เพราะเ้าโกหกไม่เก่งตอนป่วย” นางกล่าว แล้ววางถ้วยยาลงตรงหน้าเขา “ดื่ม”
่บ่าย ฉู่เหวินจิ่งมาพร้อมรายชื่อเบิกสมุนไพร เขายังาเ็และอยู่ใต้การคุ้มครอง แต่ขอช่วยตรวจบัญชีด้วยตนเอง
“มีคนเบิกผงถ่านหลอมกระบี่ น้ำมันิญญา และเกสรดอกเรืองเงา” เขาชี้สามบรรทัด “ของพวกนี้ไม่ใช้ปรุงยารักษา ถ้าใช้พร้อมกัน จะใช้จุดเตาหลอมค่ายกล”
ชื่อผู้เบิกเป็ศิษย์คนละคน แต่ตรารับของมีรอยเส้นเงินเล็ก ๆ ที่มุมเดียวกัน โม่เฉินจำรอยนั้นได้จากกระดาษข่มขู่และคำสั่งปลอม
“คนเหล่านี้ไม่ได้เบิกเอง” เขากล่าว “ตราถูกทำซ้ำด้วยแม่พิมพ์เดียวกัน”
เจียงอวี้หลานซึ่งรออยู่หน้าห้องรับบัญชีไปทันที “ตอนนี้เรามีรายชื่อสถานที่รับของสามแห่ง” นางกล่าว “สองแห่งเป็โรงเก็บว่าง แห่งที่สามคือศาลาเครื่องมือเก่าหลังคลังตะวันตก”
ป้าของโม่เฉินสั่งให้เฝ้าสองแห่งแรกอย่างเปิดเผย ส่วนแห่งที่สามให้ตรวจเงียบ ๆ ตามแผน โม่เฉินไม่ได้ขอไป แต่เมื่อได้ยินว่าศาลาเครื่องมืออยู่ใกล้ทางใต้ดินจากลานกระบี่ เขาก็เข้าใจว่าศัตรูอาจกำลังขนของลงไปทีละน้อย
ก่อนค่ำ เจียงอวี้หลานกลับมาพร้อมกระบอกไม้ไผ่ดำและแผ่นผ้าเขียนอักษรครึ่งหนึ่ง นางให้ลั่วชิงเสวี่ยอ่าน
“‘เมื่อกลีบที่ห้าบาน จงให้ไฟเงากินคัมภีร์ แล้วนำโลหิตของผู้เปิดประตูแตะประทับ’” ลั่วชิงเสวี่ยอ่านช้า ๆ ก่อนหยุด “ข้อความขาดไปหลังจากนั้น”
ห้องทั้งห้องเงียบลง
โม่เฉินมองรอยหมึก ไม่ได้ใเพราะคำว่าโลหิตเท่าใดนัก ศัตรูรู้เพียงว่าร่างเขาตอบสนองต่อผนึก จึงคิดว่าเืของเขาจะเป็กุญแจ แต่มันยังไม่รู้เื่ร่างมหาสมุทรไร้ขอบเขตหรือระบบ นั่นคือความได้เปรียบที่เขาต้องรักษาไว้
“เปลี่ยนเวรคุ้มกันข้า” เขาบอกป้า “และให้ข่าวว่าข้ายังป่วยหนักในหอโอสถ อย่าให้ใครเห็นว่าข้าอ่านบัญชีได้”
ป้าของเขาพยักหน้า “ข้าคิดเหมือนเ้า”
คืนนั้น ระบบลอยขึ้นเหนือโต๊ะ ดวงตาอีโมจิทำหน้าเหมือนคำนวณตัวเลข
“โฮสต์มีแต้มชะตา 40 แต้ม”
หน้าต่างร้านเปิดขึ้น เผยข้อเสนอเดิมสองรายการ และรายการใหม่สีเทา
**ผงพรางกลิ่นปราณขั้นต้น — 30 แต้มชะตา**
**ผล: ปิดกลิ่นปราณและร่องรอยพลังหนึ่งชั่วยาม**
**ผลเสีย: ไม่ปิดาแ ไม่ปิดเจตนาฆ่า และใช้ซ้ำไม่ได้ภายในหนึ่งวัน**
โม่เฉินมองราคาอยู่นาน หากซื้อ เขาจะเหลือเพียงสิบแต้ม แต่หากต้องเข้าใกล้หอหลอมกระบี่ก่อนพิธี สิ่งนี้อาจเป็โอกาสเดียวที่จะทำให้ศัตรูไม่รู้ว่าเขาอยู่ตรงไหน
“อย่าพึ่งซื้อ” เขาพูด
วันถัดมา คนของเจียงอวี้หลานรายงานว่าเฝ้าศาลาเครื่องมือพบหญิงชุดขาวเข้ามารับห่อผงถ่าน นางไม่ได้ลงทางใต้ดิน แต่ส่งห่อผ่านช่องไม้ให้ใครบางคนด้านใน จากนั้นเดินออกไปทางสวนโดยไม่มีการต่อสู้
ฝ่ายกฎไม่จับนางทันที เพราะเห็นอีกคนหนึ่งในเงาศาลาถือคัมภีร์ม้วนยาว และหากลงมือเร็วเกินไป คัมภีร์อาจถูกเผาทำลาย
“คืนนี้เราจะตามเส้นทางของหญิงชุดขาวไป” เจียงอวี้หลานกล่าว “ฝ่ายกฎจะวางคนที่ศาลา ส่วนข้าจะตามคัมภีร์ไปจนรู้ว่ามันลงทางใด”
“แล้วข้า?” โม่เฉินถาม
“เ้าอยู่หอโอสถ” เสิ่นเยว่โหรวตอบแทนทันที
โม่เฉินยังไม่ทันแย้ง ป้าของเขาก็กล่าวต่อ “แต่เ้าจะเป็หมากล่อในหอโอสถ เราจะให้ข่าวว่าพิษเ้ากำเริบ คนที่้าเืเ้าอาจไม่รอพิธี หากมันคิดว่ามีโอกาสพาตัวเ้าออกไปง่าย ๆ”
แผนนี้เสี่ยง แต่ไม่ใช่การปล่อยให้โม่เฉินอยู่คนเดียว ห้องพักถูกวางม่านผนึก มีเสิ่นเยว่โหรวและศิษย์คุ้มกันอยู่ในระยะที่เรียกได้ทันที ขณะที่ป้าของเขาเฝ้าระยะไกลผ่านยันต์สัญญาณ
โม่เฉินพยักหน้า “ถ้ามันมา เราไม่จับทันที ให้มันพาเราไปหาทางใต้ดิน”
“หากสถานการณ์ปลอดภัยพอ” ป้ากล่าว “อย่าลืมว่าเป้าหมายคือหยุดพิธี ไม่ใช่พิสูจน์ว่าเ้าฉลาดกว่าใคร”
คืนนั้น โม่เฉินนอนอยู่บนเตียงตามแผน หน้าอกถูกแต้มด้วยผงสมุนไพรให้ดูเหมือนพิษกำเริบ เสิ่นเยว่โหรวนั่งบดสมุนไพรข้างหน้าต่าง สีหน้านางเคร่งจริงเกินกว่าจะเป็การแสดงทั้งหมด
หลังระฆังยามสอง เสียงกระจกเล็ก ๆ แตกดังขึ้นที่นอกห้อง
ม่านผนึกไม่ถูกทำลาย แต่ควันกำยานเย็นค่อย ๆ ซึมผ่านร่องประตูเข้ามา
เสิ่นเยว่โหรวมองโม่เฉินเพียงแวบเดียว แล้วแกล้งทำชามยาหล่นแตก
ประตูเปิดออกช้า ๆ
ผู้ที่ยืนอยู่ข้างนอกไม่ใช่หญิงผ้าคลุมขาว
แต่เป็ศิษย์คุ้มกันจากเรือนป้าของเขาเอง
เหนือศีรษะของชายคนนั้น ตัวเลขค่าชะตาที่โม่เฉินมองเห็นเปลี่ยนจากสีเทาเป็สีแดงหม่น ขณะที่ชายผู้นั้นยิ้มและยกขวดพิษขึ้นมา
โม่เฉินจำชื่อเขาได้ ชายผู้นี้ชื่อเติ้งหาน เป็ศิษย์คุ้มกันระดับล่างที่เพิ่งถูกส่งมาประจำเรือนป้าหลังคดีหอผนึก ไม่มีใครเคยเห็นเขาเกี่ยวข้องกับเส้นทางม่วง เขาจึงเป็ตัวอย่างที่ชัดที่สุดว่าเครือข่ายไม่ได้มีเพียงคนในหอโอสถหรือหอคัมภีร์
“เสิ่นเยว่โหรว” เติ้งหานกล่าว “ถอยจากเตียงเสีย พิษของเขากำเริบอยู่แล้ว หากตายคืนนี้ก็ไม่มีใครสงสัย”
เสิ่นเยว่โหรวกำมือใต้โต๊ะ แต่ยังไม่หยิบเข็ม “เ้ารู้ได้อย่างไรว่าพิษเขากำเริบ”
ชายคนนั้นชะงักไปเพียงนิดเดียว ก่อนหัวเราะ “ข่าวในหอโอสถไม่ใช่ความลับ”
“ข่าวถูกปล่อยเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน” นางตอบ “และมีคนรู้ไม่ถึงห้าคน”
เติ้งหานรู้ตัวว่าพูดมากไปแล้ว ทว่ากลับไม่ถอย เขายกขวดพิษสูงขึ้น “ข้าไม่ได้มาสอบสวน เ้าต่างหากที่ควรตอบว่า จะเลือกให้เขาตายเงียบ ๆ หรือให้ข้าพาเขาไปแล้วพวกเ้าจะไม่ต้องเห็นเืในห้องนี้”
โม่เฉินแกล้งไอจนตัวงอ นิ้วลอบบีบยันต์สัญญาณที่ซ่อนไว้ใต้ผ้าห่มเพียงครึ่งหนึ่ง ไม่ให้เกิดแสงชัดเจนเกินไป แต่พอส่งความร้อนผ่านเส้นผนึกไปถึงป้า
เสิ่นเยว่โหรวขยับเข้ามาบังเขา “เ้าไม่ใช่คนของฝ่ายกฎแล้ว”
“ข้าไม่เคยเป็คนของฝ่ายใด” เติ้งหานตอบ “ข้าเป็คนที่อยากให้น้องชายมีชีวิต พวกเขามียาให้เขา และข้ามีแค่คำสั่งหนึ่ง: พาโม่เฉินออกจากหอโอสถ”
คำพูดนี้ทำให้โม่เฉินเข้าใจทันที เขาไม่ใช่ผู้บงการ และอาจไม่ใช่คนชั่วโดยสันดาน เขาเป็อีกคนที่ถูกเครือข่ายใช้ชีวิตครอบครัวเป็โซ่ล่าม เช่นเดียวกับหลินอวี้ ฉู่เหวินจิ่ง และเหวินหลัว
แต่การถูกบังคับไม่ได้ทำให้ขวดพิษในมือเขาปลอดภัยขึ้น
“ถ้าเ้าพาข้าออกไป น้องชายเ้าจะรอดจริงหรือ” โม่เฉินถาม เสียงยังแ่เหมือนคนใกล้หมดแรง
เติ้งหานมองเขาอย่างไม่พอใจ “อย่างน้อยข้ามีโอกาส”
“แล้วถ้าเ้าทำสำเร็จ พวกมันจะฆ่าเ้าทิ้งเพื่อปิดปากเหมือนที่ทำกับเหวินหลัวหรือไม่”
“หุบปาก”
“เ้ารู้ว่ามันจริง” โม่เฉินกล่าวต่อ “พวกมันไม่ได้สัญญาว่าจะให้น้องชายเ้ากลับบ้าน มันให้ยาเป็ครั้ง ๆ เพื่อให้เ้ากลัวว่าจะขาดยา แล้วบังคับให้เ้าทำเื่ใหญ่ขึ้นทุกครั้ง”
เติ้งหานกำขวดแน่นจนข้อนิ้วขาว เขาไม่ตอบ เพราะทุกคำเป็สิ่งที่เขาคงคิดอยู่แล้วแต่ไม่กล้ายอมรับ
เสิ่นเยว่โหรวฉวยโอกาสนั้นกล่าว “พาน้องชายเ้ามา หอโอสถรักษาได้ ถ้าเขายังหายใจ ข้าจะไม่ปล่อยให้ใครใช้ยาเป็โซ่กับเขา”
“เ้าไม่รู้ว่าโรคเขาเป็อะไร”
“ข้ารู้พอจะตรวจได้ มากกว่าคนที่ยื่นขวดพิษให้เ้าแน่นอน”
นอกหน้าต่างมีเสียงลมเปลี่ยนทิศ นั่นคือสัญญาณว่าคนของป้าเข้าประจำตำแหน่งแล้ว แต่โม่เฉินยังไม่อยากให้พวกเขาพุ่งเข้ามา หากเติ้งหานถูกจับในตอนนี้ เส้นทางไปหาน้องชายเขาและผู้ที่สั่งเขาจะขาดทันที
“เติ้งหาน” โม่เฉินเรียก “พาข้าออกไป ข้าจะไปกับเ้า แต่เ้าต้องพาเราไปถึงคนที่ให้ยา ไม่ใช่ส่งข้าให้เงาในกระจกแล้วเดินกลับไปรอคำสั่งใหม่”
เสิ่นเยว่โหรวหันมามองเขาอย่างใ แต่โม่เฉินขยับนิ้วใต้ผ้าห่มให้เธอเห็นยันต์สัญญาณที่อุ่นอยู่ นางเข้าใจทันทีว่านี่ไม่ใช่การยอมแพ้ หากเป็การตามรอยภายใต้การคุ้มกัน
เติ้งหานลังเล “เ้าคิดว่าข้าจะเชื่อหรือ”
“เ้าไม่ต้องเชื่อ” โม่เฉินตอบ “เ้าต้องเลือกว่าจะเชื่อคนที่ใช้ความตายน้องชายเ้าหรือคนที่ยอมให้เ้าพาไปหาคำตอบ”
ความเงียบยืดออกไป ในที่สุดเติ้งหานก็ลดขวดพิษลงเล็กน้อย “ลุก”
โม่เฉินลุกช้า ๆ ตามบทคนป่วย เสิ่นเยว่โหรวประคองเขา และเติ้งหานไม่ได้ห้าม นั่นยืนยันว่าอีกฝ่าย้าตัวโม่เฉินมีชีวิตจริง ๆ
พวกเขาออกจากหอโอสถทางประตูหลัง เติ้งหานพาไปตามทางแคบสู่ศาลาเครื่องมือเก่า แต่ก่อนถึงศาลา เขากลับหยุดตรงกำแพงหินด้านตะวันตกแล้วกดก้อนอิฐก้อนหนึ่ง ช่องลับเปิดออกเผยบันไดลงใต้ดิน
“พวกมันให้ข้าพาเ้าลงไปนี่” เขาพูดเสียงต่ำ “ข้าไม่เคยลงลึกกว่านี้”
โม่เฉินมองทางมืด กลิ่นกำยานเย็นลอยขึ้นจากด้านล่าง ขณะเดียวกันยันต์ในแขนเสื้อร้อนขึ้นอีกครั้ง แสดงว่าป้าและฝ่ายกฎตามมาถึงตำแหน่งที่นัดไว้แล้ว
เขาหันกลับไปมองเติ้งหาน “ตอนนี้ยังเลือกกลับตัวได้”
“ถ้าข้ากลับ น้องชายข้า—”
“ถ้าเ้าลงไปคนเดียว น้องชายเ้าก็ยังอยู่ในมือพวกมัน” โม่เฉินตัดบท “แต่ถ้าเ้าช่วยพาเราไปถึงจุดส่งตัว เรามีโอกาสเจอทั้งคนสั่งและคนถูกจับ”
เติ้งหานหลับตาแน่น ก่อนพยักหน้าเพียงครั้งเดียว
ในวินาทีนั้น เสียงกระจกแตกดังมาจากใต้บันได ควันดำพุ่งขึ้นมาเป็สายพร้อมเสียงหัวเราะของชายหน้ากากทอง
“คนทรยศก็ยังเป็คนทรยศ” เสียงนั้นดังผ่านผนัง “เติ้งหาน เ้าช้าเกินไปแล้ว”
เติ้งหานทรุดลงกับพื้น มือกุมหน้าอก เส้นดำจากตราที่ซ่อนไว้ใต้คอเสื้อพุ่งขึ้นทันที โม่เฉินรีบจับไหล่เขา แต่ไม่ส่งปราณ เพราะรู้จากเหวินหลัวว่าการดึงตราอย่างผิดวิธีจะฆ่าคนได้ทันที
เสิ่นเยว่โหรวพุ่งเข้ามาใช้เข็มเงินตรึงเส้นดำ ส่วนป้าของโม่เฉินและเจียงอวี้หลานปรากฏจากเงาด้านหลัง ม่านผนึกสีแดงดำปิดปากทางลงใต้ดินไม่ให้ควันลามขึ้นมา
เติ้งหานหอบหายใจ มองโม่เฉินอย่างไม่อยากเชื่อ “พวกเ้า…ตามมาอยู่แล้ว”
“ข้าไม่ไว้ใจคนที่พึ่งถือขวดพิษเข้าห้องข้า” โม่เฉินตอบ “แต่ข้าก็ไม่คิดปล่อยให้เ้าตายเพราะเริ่มอยากกลับตัว”
เสิ่นเยว่โหรวกัดฟัน “ตรานี้ต่างจากของเหวินหลัว มันทำงานเร็วกว่า ข้าประคองได้แค่ชั่วคราว”
เจียงอวี้หลานมองปากทางที่ถูกผนึก “อย่างน้อยเรารู้แล้วว่าทางนี้เชื่อมกับคนของหน้ากากทองโดยตรง”
โม่เฉินมองควันดำที่ถูกกดอยู่หลังม่านผนึก เขายังไม่ได้เข้าไปในหอหลอมกระบี่ แต่แผนของศัตรูทิ้งรอยใหม่ไว้ และรอยนั้นนำไปสู่ทางลงใต้ดินที่พวกเขาไม่ต้องเดาอีกต่อไป
หน้าต่างระบบลอยขึ้นตรงหน้าเขา ดวงตาอีโมจิเปลี่ยนเป็วงกลมใหญ่
“ผู้ถือชะตารองกำลังอยู่ในจุดตาย”
“โฮสต์จะเลือกช่วยเขา หรือใช้เขาเป็เหยื่อล่อเพื่อเปิดทางใต้ดิน?”
โม่เฉินมองเติ้งหานที่กำลังสั่นอยู่บนพื้น แล้วมองประตูหินที่รออยู่ใต้บันได
ครั้งนี้ ทางเลือกของระบบไม่ได้ถามว่าเขากล้าพอหรือไม่
แต่มันถามว่าเขายอมเสียคนหนึ่งไปเพื่อไปถึงศัตรูเร็วขึ้นหรือเปล่า