บทที่ 5
ศิษย์อันดับสาม จิ้นสิง
น้ำตกแห่งหนึ่งบนเขาเหลียงซาน
ดอกไม้บานร่วงโรยปีแล้วปีเล่าใบไม้ผลิใบหมุนเวียนเปลี่ยนทุกฤดูกาล ถึงแม้ฤดูกาลหมุนเปลี่ยนตามเวลาแต่ก็ไม่ใช่กับหุบเขาแห่งนี้ ที่นี้ไม่มีฤดูกาลหมุนเวียน
น้ำตกหมอกปกคลุมไม่เคยจาง ิหลันมักชอบมาน้ำตกแห่งนี้บ่อยครั้ง นางชอบอากาศที่ไม่ร้อนไม่เย็นของที่นี้ ไอหมอกมักเคลื่อนที่ผ่านตัวยามแช่น้ำช่างเป็ััที่เบาสบาย อากาศบริสุทธิ์ช่วยฟื้นฟูกำลังกาย ิหลันนั่งแช่สักพักก็รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมา
“เ้านี้น่ะ กว่าจะรู้ตัว ” เสียงทะเล้นเอ่ยพร้อมรอยยิ้มยียวน จิ้นสิงเดินออกมาจากพุ่มไม้
“เ้าเด็กหางลู่” ิหลันมองตามเสียงเมื่อเห็นหน้าจิ้นสิงความสุนทรีย์ก็เลือนหายแทนที่ด้วยโทสะ นางพูดพร้อมกวักน้ำสาดใส่จิ้นสิงปากก็พ่นคำด่าไม่หยุด “จิ้งจอกเ้าเล่ห์ สักวันข้าจะจับเ้าอาบน้ำ ถลกขนจนเหลือแต่หนังให้ดู” ิหลันไม่เปิดโอกาศให้จิ้นสิงได้พูด อีกทั้งมือยังกวักน้ำใส่เขาไม่หยุด
“ถ้ามิใช่เพราะเ้า ข้าคงมิถูกศิษย์พี่ใหญ่ลงโทษเช่นนี้ เ้ารู้หรือไม่ปลูกต้นไม้เหนื่อยก็เหนื่อย แถมยังถูกกักบริเวณอีก ทั้งหมดเป็เพราะเ้า เ้าหางลู่” เสียงแสบแก้วหูออกมาจากปากิหลันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งนางกวักน้ำสาดจิ้นสิงมากเท่าไร จิ้นสิงก็เดินลงมาใกล้นางมากเท่านั้น
ิหลันเห็นจิ้นสิงเดินมาใกล้นางเรื่อยๆ จึงเอ่ยขึ้นพร้อมง้างมือขึ้น “เ้าเด็กหางลู่ ข้าจะตีเ้า” แต่หรู่หลันต้องหยุดชะงักเพราะจิ้นสิงใช้มือโอบเอวแล้วดันนางเข้าแนบชิดกับตัว ส่วนมืออีกข้างก็ขว้าข้อมือนางไพล่หลังไว้ ิหลันใจึงใช้มือที่เหลืออีกข้างพยายามดันหน้าอกของจิ้นสิงออก แต่ยิ่งออกแรงมากเท่าไรจิ้งสิงยิ่งดันร่างนางเข้ามาแนบชิดมากเท่านั้น ใบหน้าตอนนี้ใกล้กันจนรับรู้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย ถึงิหลันออกแรงพลักเท่าไรก็ไม่ขยับเหมือนกับผลักก้อนหินใหญ่ยังไงยังงั้น ความโหโมมากขึ้นเป็เท่าตัว จึงเงยหน้ามองจิ้นสิง ใจคิดคำด่าได้หลายประโยคแต่ก็ต้องกลืนลงคอไปเพราะตอนนี้ใบหน้าเขาที่มองนางนั้น ช่างแตกต่างจากจิ้นสิงคนเดิมยิ่งนัก นางไม่เคยเห็นแววตาเช่นนี้ แววตาที่สงบ แต่เมื่อสังเกตให้ดีช่างดูอ้างว้างเหลือเกิน นางทำได้แค่เงียบแล้วมองดวงตานั้นอย่างสับสนสมองก็คิดย้อนไปว่าเมื่อครู่นางเอ่ยคำใดทำร้ายจิตใจจิ้นสิงหรือไม่ พอได้ครุ่นคิดดูแล้วนางน่าจะถามตนเองเสียมากกว่าว่ามีคำใดที่ไม่ทำร้ายจิ้นสิง นางมักจะมีคำพูดร้ายกาจเอ่ยกับเขาเสมอ จนกลายเป็เื่ปกติระหว่างนางกับจิ้นสิง
“ระหว่างข้ากับหยางเกา เ้าจะเลือกไปท่องโลกกว้างกับใครหรือ” หลังจากที่จิ้นสิงนิ่งเงียบมานานจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“แน่นอนต้องเป็เ้า” ิหลันตอบอย่างว่องไว แทบไม่ต้องคิดเลย เวลาที่นางอยู่ด้วยกันกับจิ้นสิงล้วนแต่พากันก่อปัญหาให้สำนักไม่หยุดหย่อนไม่มีใครห้ามใครมีแต่ส่งเสริม ประหนึ่งว่าถ้าเ้าทำข้าก็ตาม ถ้าได้ไปท่องโลกพร้อมจิ้นสิงก็คงดีแค่คิดนางก็สนุกแล้ว
คนฟังยกยิ้มขึ้น จิ้นสิงถามต่ออีก “ ระหว่างข้ากับหยางเกาเวลาอยู่ใกล้เ้าเช่นนี้ เ้ารู้สึกกับใครมากกว่ากัน” คำพูดที่ออกมาล้วนจริงจังอีกทั้งสายตาก็ไร้แววล้อเล่น
ิหลันจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของจิ้นสิงก็นึกแปลกใจกับคำถาม ทั้งยังท่าทีของเขาก็ดูพิลึก ‘เ้าวางแผนแกล้งข้าอีกใช่หรือไม่ ถ้างั้นข้าคงต้องชิงแกล้งเ้าก่อนแล้ว’
ิหลันยกยิ้มตอบคำถามเสียงใส “เป็เ้า”
ถึงจิ้นสิงจะเป็คนถามแต่พอได้ยินคำตอบของนางก็อดแปลกใจไม่ได้ เขานิ่งราวกับไม่เชื่อสั่งที่ตนได้ยินเมื่อครู่
ิหลันมองหน้าใจนเก็บอาการไม่อยู่ของจิ้นสิงก็นึกตลกอยู่ในใจ รีบเอ่ยต่อทันที “เป็เ้าแน่นอน ข้ารู้สึกว่าหน้าเ้าตอนนี้ช่างน่าเกลียดมิน่ามองสักนิด รอยยิ้มทำให้เ้าดูดีรู้หรือไม่ ส่วนศิษย์พี่ใหญ่ก็......รู้สึกแปลกอยู่บ้าง”
จิ้นสิงได้ยินที่นางจ้อไม่หยุด ก็นึกหัวเราะตนเองในใจนี้เขาคาดหวังอะไรอยู่ นางไม่รู้จักความรักเสียด้วยซ้ำ ‘ถ้าข้ายังหาวิธีทำลายเกราะสือโถวที่ปกป้องการรับรู้เนื้อแท้อารมณ์ของิหลันมิได้ ต่อให้ข้าพยายามมากกว่านี้สักเท่าใดล้วนสิ้นเปล่า’ เมื่อจิ้นสิงคิดได้เช่นนั้นจึงปล่อยิหลันจากออกจากพันธนาการของตน ยังไงเสียการโอบกอดนี้สำหรับิหลันคงรู้สึกแค่อึดอัด
จิ้นสิงกลับมายิ้มยียวนเหมือนที่เคยเป็แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทะเล้นว่า “ข้าอยากจะหัวเราะให้กับความโง่เขลาของตนเสียจริง” เขาพูดพร้อมมองไปยังิหลัน
ฝ่ายิหลันได้ยินจิ้นสิงพูดเช่นนั้นจึงหัวเราะออกมาเสียงดัง
จิ้นสิงที่เดินไปนั่งแช่น้ำตรงริมโขดหินฝั่งตรงข้ามก็ถามกลับเสียงเรียบ “เ้าหัวเราะเื่อันใด”
“หัวเราะให้กับความโง่ของเ้าไง” ิหลันพูดพร้อมด้วยรอยยิ้มกว้าง ครั้นมองเห็นคิ้วของจิ้นสิงขมวดก็อดหัวเราะอีกครั้งไม่ได้ เสียงหัวเราะครั้งนี้ช่างดังกังวาล เหมือนไม่ได้เจอเื่ตลกมานานแรมปี
จิ้นสิงยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ย “เ้ามิสงสัยเลยหรือ ว่าข้าโง่เขลาให้กับเื่อันใด” จิ้นสิงวางเบ็ดล่อ
ิหลันเชิดคางขึ้นแล้วตอบอย่างหยิ่งทนง “เหตุใดข้าต้องสงสัยด้วย” มือยกขึ้นกอดอกอย่างผู้มีชัย ‘ถ้าข้าสงสัยก็เข้าแผนเ้าล่ะสิ จิ้งจอกเ้าเล่ห์ทำไมข้าจะมิรู้ เริ่มต้นด้วยการตำหนิตนแล้วจบลงด้วยการว่าร้ายข้า แค่อ้าปากข้าก็เห็นลิ้นเ้าแล้ว’
จิ้นสิงเห็นท่าทีเ้าตัวแสบก็ให้หงุดหงิด มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยตอบเสียงเรียบ “อ่อ เป็เช่นนั้นก็ดี ข้าก็ลำบากใจที่จะเล่าเช่นกัน” เขานั่งแช่น้ำอยู่ริมโขดหินฝั่งตรงข้ามนาง ถึงแม้จะมีหมอกปกคลุมแต่ก็เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน ถึงใบหน้าจิ้นสิงตอนนี้จะแลดูเคร่งเครียดแต่ในใจกลับหัวเราะิหลันดังสนั่น ‘เ้าก้อนหินน้อยตามทันแล้วสิน่ะ หลังจากที่ข้าใช้กลอุบายนี้หลอกด่าเ้ามาหลายพันปีในที่สุดก็เข้าใจ ก้อนหินน้อยของข้าฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว’
ิหลันมองท่าทีที่จิ้นสิงแสดงออกมาพลันนึกคิด หรือเป็นางเองที่คิดมากไป ใบหน้าของจิ้นสิงในยามนี้ดูเคร่งเครียดยิ่งนัก เกรงว่าจะมีเื่กังวลจริงๆกระมัง ิหลันทบทวนอยู่สักพักจึงตัดสินใจเอ่ยออกมา “เ้ามีเื่อันใดบอกข้ามามาเถิด จะว่าไปเ้าก็ยังเด็กนักมีเื่อันใดบอกข้ามาได้เลย ข้าจะช่วยเ้าเอง”
ถ้าเื่นี้จิ้นสิงหลอกลวงนางนางก็แค่โดนเขาหัวเราะใส่ โมโหบ้างเดี๋ยววันพรุ่งก็หาย แต่ถ้าเป็เื่จริงจิ้นสิงมีเื่ทุกข์ใจแต่นางกลับทำท่าทีไม่ไยดี ถ้าเกิดเื่ขึ้นกับจิ้นสิงหรือจิ้นสิงทำความผิดพลาดครั้งใหญ่นางคงรู้สึกผิดไปตลอดกาล ชั่งน้ำหนักดูแล้วถึงเื่หลอกลวงจะมีน้ำหนักมากกว่าก็ตามแต่อย่างไรนางต้องเลือกอย่างหลังแน่นอน สำหรับิหลันแล้วการถูกจิ้นสิงแกล้งถือเป็เื่เล่นสนุก อันที่จริงเื่เล็กน้อยนางไม่เคยคิดเก็บเอามาใส่ใจ นางมักคิดว่า ‘ถ้าเ้าหัวเราะข้า ข้าก็จะหัวเราะไปพร้อมเ้าสนุกดีออก’
จิ้นสิงยกยิ้มในใจ ‘ติดเบ็ดข้าแล้วเ้าเด็กดื้อ’ เขาแกล้งเอ่ยเสียงหดหู่ตอบิหลันต่อ “พอข้าลำบากใจที่จะเล่า ไยต้องบังคับด้วย” ใจหนึ่งจิ้นสิง้าจะแกล้งนางแต่อีกใจก็้าสอนนางให้รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมต่างๆ หากวันหน้านางเจอคนหน้าเนื้อใจเสือจะได้รับมือได้ จิ้นสิงไม่เคยรู้ว่าแท้จริงแล้วความคิดิหลันแตกต่างจากคนทั่วไปยิ่งนัก บางครั้งถึงจะดูอ่านง่ายก็จริง แต่บางครั้งความคิดนางนั้นหยั่งลึกเกินคาดเดา
ิหลันยิ่งได้ฟังน้ำเสีียงที่หดหู่ของจิ้นสิงยิ่งอดเป็ห่วงไม่ได้ นางเอ่ยกลับอย่างจริงใจ “ข้าเป็ห่วงเ้า” สายตาที่มองไปยังจิ้นสิงก็หนักแน่นเน้นย้ำคำพูดที่กล่าวออกเมื่อครู่
“เป็ห่วงข้า? เ้าด่าข้าทุกครั้งที่เจอหน้าด้วยซ้ำ” จิ้นสิงตอบกลับ
ิหลันได้ฟังที่จิ้นสิงเอ่ย ก็คิดมิตกเพราะมันเป็จริงทุกประการ นางเร่งหาคำแก้ตัวเพื่อให้จิ้นสิงรู้สึกดีขึ้น “ท่านอาจารย์บอกว่า ความห่วงใยแสดงออกมาได้หลายรูปแบบ ที่ด่าเ้ามันคือหนึ่งในนั้น” ิหลันตอบหน้าตาย
จิ้นสิงรู้สึกตลกความหมายคำว่าห่วงใยของนางเสียเหลือเกิน เมื่อเขาลงมือแกล้งนางแล้วมักจะหยุดไม่ได้เสมอ จิ้นสิงหาเื่นางต่อเนื่อง “แต่เ้ามิเคยโกธรเคืองใครเลย นอกจากข้า” เขาเอ่ยอย่างน้อยใจ รอฟังคำแก้ตัวต่อไปของนาง
“ก็เ้าแกล้งข้านิ เ้าแกล้งข้าข้าต้องโกธร คนอื่นๆก็เป็เช่นนี้มิใช่หรือ” ิหลันโต้ตอบอย่างงุนงง
จิ้นสิงหัวใจวาบหวิวก่อนเอ่ยคำถามนี้กลับไป “แล้วถ้าข้ารักเ้าเล่า เ้าจะรักข้าตอบหรือไม่” เป็อีกครั้งที่จิ้นสิงคาดหวังกับคำตอบ
“รักสิ ข้ารู้ว่าเ้ารักข้า ข้าก็รักเ้า” ิหลันตอบกลับเสียงจริงจัง
“รักจริงหรือ......? ” จิ้นสิงถามกลับพร้อมกับใจที่เต้นระรัว
ิหลันยิ้มกว้างก่อนตอบ “จริงสิ ถึงข้าจะโกธรเ้าบ่อยก็ตามจิ้นสิงเ้าวางใจเถิด ข้ารักเ้าเท่ากับท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง มิได้น้อยกว่าแน่นอน” ครั้งนี้ิหลันเอ่ยทั้งเสียงที่จริงจังและพยายามแสดงรอยยิ้มที่จริงใจออกมา นางกังวลว่าจิ้นสิงจะไม่เชื่อ
รอยยิ้มเจื่อนปรากฎบนใบหน้าจิ้นสิง “เหอะ โง่เขลาๆ เป็ข้าเองที่โง่เขลา” เขาเสียงอ่อนลงใจก็นึกสมเพชตนเองยิ่ง ผ่านไปเพียงอึดใจเท่านั้นเอง เขาเจอเ้าก้อนหินน้อยเล่นงานอีกครั้งเสียแล้ว
“อย่าว่าตนเองเช่นนั้น ไม่มีใครฉลาดเกินเ้าแล้ว” เสียงใสของิหลันโพล่งออกมาปลอบโยน
จิ้งสิงไม่อยากเอ่ยถึงอีกเลยเปลี่ยนบทสนทนา “นั้นสิ...อ่อที่ข้ามาเพราะมีข้อแลกเปลี่ยนจะมาตกลงกับเ้า” เขาเจอนางแกล้งกลับจนอิ่มแล้วไม่มีอารมณ์แกล้งนางต่อ ควรได้เวลาเอ่ยจุดประสงค์ที่แอบมาหานางเสียที
ที่จริงจิ้นสิงไปหานางที่ทุ่งราบแปลงไม้ แต่เห็นหยางเกาอยู่กับนางก่อนแล้วจึงไม่ได้เดินเข้าไป เขาแอบซุ่มอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่แทน เขามองเห็น่ที่ใบหน้าหยางเกาแนบชิดกับใบหน้าิหลันความโมโหก็ลุกโชนขึ้นภายในใจ ยิ่งนางเรียกมันว่า เกาเกา อีกทั้งมันยังเรียกิหลันของเขาว่า ิเอ๋อร์ ซึ่งเป็ชื่อที่เขาเคยเรียกนาง แต่นางไม่ยินยอมให้เขาเรียกด้วยซ้ำ พอนึกถึงตอนนั้นจิ้นสิงแทบอยากเข้าไปกระชากหยางเกาออกมา ถ้าศิษย์พี่รองไม่ขัดจังหวะเขาคงอาละวาดไปแล้ว
“แล้วเื่โง่เขลาที่ทำให้เ้าเป็ทุกข์เล่า จะไม่บอกกล่าวข้าจริงๆหรือ” ิหลันไม่ยอมทิ้งเื่นี้ เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“บอกไปเ้าจะช่วยได้หรือ” จิ้นสิงอยากตัดบทจบเื่นี้เสียที
“ลองบอกมาเถิดข้าจะช่วยคิด เ้าจะได้เลิกทุกข์ใจเพราะความโง่เขลาของตนเองเสียที” ิหลันเอ่ยก็มาหน้าตาย
จิ้นสิงถึงน้ำเสียงนางจะฟังดูจริงใจ แต่พอคิดถึงความหมายแล้วจิ้นสิงก็รู้สึกตะหงิด นางเป็ห่วงข้าจริงหรือตลบแผนของข้าน่ะ วันนี้เ้าก้อนหินน้อยทำเขาหัวเสียยิ่งนัก
“เห้อ...........ข้ามีวิธีทำให้เ้าเปลี่ยนทุ่งราบให้เป็เขาเขียวขจีได้ภายในพริบตา” จิ้นสิงตัดเื่จบอีกครั้งโดยเอ่ยเื่ใหม่ขึ้นดึงความสนใจของิหลัน
“มีวิธีใดหรือ......” ดูเหมือนนางจะไม่ติดใจเื่เดิม ตอบกลับจิ้นสิงทันควัน
จิ้นสิงเห็นนางสนใจเื่ใหม่ก็ยกยิ้มขึ้น เอ่ยข้อแลกเปลี่ยนทันที “บุญคุณครั้งนี้” จิ้นสิงพูดพร้อมกางนิ้วทั้งห้าขี้น
“จะนับเป็ห้าครั้งเลยหรือ ข้าว่ามันเยอะเกินไป บุญคุณเดิมก็เหลือตั้งสี่ร้อยห้าสิบครั้ง ศิษย์พี่สามบุญคุณรอบนี้ลดให้ข้าเหลือสักสองครั้งได้หรือไม่” ิหลันกับจิ้นสิงมักจะนับบุญคุณที่ทำให้กันเสมอ ถ้าสิ่งนั้นเป็เื่ใหญ่จำนวนครั้งบุญคุณก็จะมากหน่อย เชกเช่นครั้งนี้จิ้นสิงเสนอถึงห้าครั้งทำให้ิหลันครุ่นคิดว่าการแลกเปลี่ยนนี้คุ้มค่าหรือไม่
“ลดมิได้”
“งั้นข้ามิสนใจแลกเปลี่ยน”
“หยางเกา ห้ามมิให้เ้าใช้พลังเซียนก็จริง แต่ก็มิได้ห้ามเ้าใช้ศัสตราเทพ”
“เห้อ...ข้าคิดว่าวิธีอะไรเสียอีก ถ้ามีศัสตราวุธเช่นนั้นข้าก็ดึงมาใช้นานแล้ว” ิหลันพูดพร้อมถอดใจแลไม่สนใจข้อเสนอของจิ้นสิงอีกต่อไป
จิ้นสิงแอบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยท่าทีทะเล้น “โคมเฟินซิ้น เ้าลืมไปแล้วหรือ”
ิหลันได้ฟังก็ตาลุกโต เอ่ยอย่างใ “โคมเฟินซิ้น ? มิได้ๆ” ิหลันบอกปัด โคมเฟินซิ้นท่านอาจารย์เก็บรักษาไว้อย่างดีแค่คิดก็ไม่ได้แล้ว
“ใช่ว่าข้าจะให้เ้าไปขโมยโคมเฟินซิ้นจากท่านอาจารย์เสียหน่อย” คล้ายกับจิ้นสิงรู้ว่านางคิดอะไรอยู่จิ้นเอ่ยขึ้นมา
ใช่ โคมนั้นท่านอาจารย์เก็บรักษาอย่างดีเพื่อป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือพวกโลภมากกิเลสหนาทั้งหลาย หลายพันปีนี้ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ใด
“หลายวันก่อนข้าไปค้นหาตำราวิถีเทพ แต่เ้ารู้ไหมข้าไปเจอตำราอะไรมา” จิ้นสิงยั่งถาม ิหลันนิ่งเงียบ
“ข้าไปเจอตำราวุธศาสตราห้วงทิวาวาร หนึ่งในนั้นมีวิธีสร้างโคมเฟินซิ้น”
“จริงหรือ เ้าคงไม่ได้หยิบมาจากเขตต้องห้ามของท่านอาจารย์หรอกน่ะ” ิหลันเริ่มโต้ตอบบ้าง
“ฮ่าๆๆ เ้าอยากดูหรือไม่เล่า” จิ้นสิงเลี่ยงตอบคำถามอีกครั้ง
ิขมวดคิ้วนึกคิดสักพักจึงเอ่ยขึ้น “ถึงข้าจะสร้างได้ แต่ยังไงโคมเฟินซิ้นก็ต้องใช้พลังเซียนเป็แรงล่อเลี้ยงอยู่ดี แล้วอีกอย่างพลังนั้นก็หาได้อยู่ถาวรไม่” ถึงิหลันจะสนใจตำราก็จริง แต่คิดดูแล้วช่างไม่คุ้มค่าเสียเลย
“ถ้ามีเืเสือขาว สิ่งที่โคมเฟินซิ้นย้อนกลับก็จะคงอยู่ เ้าลืมกฎข้อนี้แล้วหรือ”
“ข้าเปล่าลืม แต่ท่านอาจารย์บอกข้าว่าเผ่าพันธุ์เสือขาวสูญสิ้นไปนานแล้ว ข้าเลยไม่หยิบยกข้อนี้ขึ้นมากล่าว” ตอนนี้ิหลันไม่สนใจบทสนทนานี้อีกต่อไป
“ข้ามี” จิ้นสิงสังเกตท่าทีนางคล้ายจะไม่สนใจแล้วจึงเอ่ย ไม่ผิดตามคาดเขาสามารถดึงความสนใจนางกลับมาได้อีกครั้ง
“ตกลง บุญคุณครั้งนี้นับเป็ห้า ถ้ามีเืเสือขาวเพียงหยด ข้าก็สามารถย้อนเวลาเปลี่ยนทุ่งราบให้กลายเป็เช่นดังเดิมได้” ิหลันดีใจที่ได้ยินเช่นนั้นจึงตอบตกลงข้อเสนอทันที
“แปลกจริง ข้าคิดว่าเ้าจะถามข้าเสียอีก ว่าได้เืเสือขาวมาจากที่ใด” จิ้นสิงเอ่ยถาม ใจก็คาดหวังคำตอบจากนางยิ่งนัก
“ย่อมมิคาดคั้น แล้วแต่เ้าสะดวกเถิด ข้ารู้เื่ราวนี้มาจากตำราาระหว่างเผ่าพันธุ์ ตอนนั้นราชันย์เผ่าัฟ้าเพื่อช่วยบุตรชายเพียงคนเดียว ได้กระทำการอุกอาจสังหารหมู่เผ่าเสือขาวเผื่อนำเืมาล่อเลี้ยงโคมเฟินซิ้นให้มากพอที่จะย้อนเวลากลับไปตอนที่ลูกชายตนยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็เปลี่ยนชะตาพลิกฟ้าช่วยชีวิตให้คนที่ควรสิ้นกลับมาชมบุษผาได้ดังเดิม บุษผาที่ย้อมจากเืผู้คนมากมาย ข้าเชื่อเสมอว่ายังมีเผ่าเสือขาวหลงเหลืออยู่ และเืของพวกเขาอาจนำภัยมาสู่ตน ถ้าเ้าจะปิดบังมิ้าบอกที่มาของสหายผู้นี้ข้าก็ยินดี” ิหลันตอบด้วยความสัตย์จริง ถึงนางคิดจะสร้างโคมเฟินซิ้นก็จริงแต่เมื่อใช้เสร็จก็จะทำลายทิ้งเสีย
“เ้าก้อนหินน้อย เห็นใจผู้อื่นเป็ั้แ่เมื่อใด” จิ้นสิงพอใจสำหรับคำตอบยิ่ง เอ่ยน้ำเสียงที่อ่อนโอนออกมาแบบไม่รู้ตัว
“ใครเป็ก้อนหินกัน จิตใจเ้าคับแคบเช่นนี้ จะมองเห็นความใจกว้างของข้าได้เช่นไร”
“ฮ่าๆๆ ช่างเถิดข้าอารมณ์ดีแล้ว มิใส่ใจคำพูดเ้าก็แล้วกัน ส่วนนี้ตำราถ้าเ้าขาดสิ่งใดก็บอกข้า ข้าจะออกไปตามหาให้” จิ้นสิงวางตำราลงข้างๆแอ่งน้ำแล้วเดินจากไปพร้อมเสียงหัวเราะ
“ตำราต้องห้ามของท่านอาจารย์แน่ๆ” ิหลันอยากศึกษาวิธีสร้างศัสตราวุธที่เกี่ยวข้องกับการเวลายิ่งนัก แต่ท่านอาจารย์สั่งห้ามไว้ ศัสตราวุธทุกชิ้นในตำราเล่มนี้ล้วนร้ายกาจช่างดึงดูดใจนางเสียจริง
“ท่านอาจารย์ ศิษย์จะดูแค่วิธีสร้างโคมเฟินซิ้น สร้างใช้งานเพียงครั้งแล้วจะทำลายทิ้งเสีย ยัง ถือว่าศิษย์ยังเป็เด็กดีใช่หรือไม่” ิหลันพูดขึ้นลอยๆ นางมักจะหาข้ออ้างเวลาที่จะกระทำความผิดเสมอ