บนโต๊ะอาหารอู๋เสี่ยวหรันพบว่าเฉิงอ๋องรอนางอยู่แล้วนางจึงโค้งตัวขออภัยกับเขา
“ขออภัยเพคะท่านอ๋องหม่อมฉันมาช้า”
“หรันเอ๋อร์ที่นี่ไม่มีคนนอกเรียกข้าตามเดิมเถิด”
“เ้าค่ะพี่เสวี่ยเยวียน”
นั่นเป็ชื่อที่พวกเขาใช้เรียกกันมาั้แ่เด็กและไม่ได้ใช้คำาาศัพท์ในระหว่างที่พวกเขาอยู่กันเพียงลำพังแม้จะอยู่ต่อหน้าสาวใช้หรือบ่าวรับใช้คนสนิทก็ตามซึ่งนี่เป็เื่ปกติระหว่างพวกเขาอยู่แล้ว
“กินข้าวก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำแกงโสม”เขาบอก
“เ้าค่ะ”
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็กินมื้อเช้าด้วยกันอย่างเงียบเชียบจบมื้อเช้าโม่เสวี่ยเยวียนยกน้ำแกงโสมส่งให้นางกับมืออู๋เสี่ยวหรันรับเอามาแล้วยกขึ้นเพื่อจะดื่มครานี้นางเลิกคิ้วขึ้นยกยิ้มเล็กน้อยและดื่มต่อไปเพราะน้ำแกงโสมครั้งนี้เป็โสมห้าร้อยปี นี่เป็ของดีที่หาได้ยากยิ่งจวนอ๋องแห่งนี้สามารถหามาต้มให้นางได้ก็นับว่าร่ำรวยใช่ย่อย
“ไปเถิดไปเดินรอบๆ เพื่อย่อยอาหารกัน”
โม่เสวี่ยเยวียนลุกขึ้นมาประคองและจับมือนางเดินออกไปจากห้องตรงไปยังสวนดอกไม้ด้านหลังตำหนัก อู๋เสี่ยวหรันเดินตามการจับจูงของเขาไปอย่างเงียบๆ แม้ว่าจะไม่คุ้นเคยและรู้สึกต่อต้านอยู่บ้าง แต่นางก็ต้องย้ำเตือนตนเองอยู่ซ้ำ ๆว่านางไม่ใช่เผิงเสี่ยวหรันคนเดิมที่มีเฉิงอ๋องเป็ศัตรูอีกแล้วบัดนี้นางเป็ภรรยาของเขา
จนกระทั่งทั้งคู่เดินมาหยุดอยู่ที่ม้านั่งข้างๆ สระดอกบัว ใต้ต้นอู่ถงที่ให้ร่มเงาปกคลุมอย่างกว้างขวาง
“พี่เสวี่ยเยวียนวันนี้ท่านดูแปลกๆ นะเ้าคะ”
“อีกสี่เดือนข้างหน้าข้าต้องเดินทางไปต้าเลี่ยเพื่อเป็ตัวแทนส่งมอบของขวัญในราชพิธีแต่งตั้งฮองเฮาองค์ใหม่”
เขาพูดราวกับนี่เป็เื่ปกติอย่างยิ่งแต่สำหรับอู๋เสี่ยวหรันแล้วกลับตรงกันข้าม หลังจากฟังคำพูดของเขาจบลงจิตใจของนางสั่นไหวอย่างรุนแรง มันแทบจะะโออกมาจากอกความกดดันหนักหน่วงเข้ามากดทับในจิตใจจนนางรู้ว่าตอนนี้เืลมของตนเองกำลังตีตื้นขึ้นมาในอกแทบจะพุ่งทะลุออกมา หลังจากที่หายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อข่มอาการอยู่หลายครั้ง นางจึงกัดฟันถามออกไป
“ทำไมพวกเขาถึงมีการแต่งตั้งฮองเฮาองค์ใหม่ล่ะเ้าคะ”
“ซือหม่าหวงตี้ประกาศว่าเผิงฮองเฮาผู้เป็วีรสตรีและเป็หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่เขารักสุดหัวใจหลังจากนางสิ้นชีวิตลงเหตุเพราะครรภ์เป็พิษเขาจึงไม่มีการแต่งตั้งฮองเฮาองค์ใหม่ทันทีและเพื่อไว้อาลัยแก่เผิงฮองเฮาเป็เวลาหนึ่งปีเต็ม และตอนนี้ครบเวลาแล้วจึงได้แต่งตั้งฮองเฮาองค์ใหม่ที่มาจากตระกูลเจียงเพราะอย่างนี้ซือหม่าหวงตี้ถึงได้ใจจากประชาชนเป็อย่างมากในเื่รักมั่นคง ถึงขนาดที่ว่ามีนักแสดงและนักเล่านิทานตามเหลาสุรานำมาเป็เื่เล่าขานกันไปทั่ว”
โม่เสวี่ยเยวียนอธิบายอย่างใจเย็น
“โอ้เช่นนี้นี่เอง”
อู๋เสี่ยวหรันพยายามที่จะยิ้มน้อยๆ ออกมา
“ระหว่างที่ไม่อยู่นี้ข้าจะมอบคนไว้ให้เ้าทั้งองครักษ์เงาและสาวใช้เพิ่มอีกข้ารับรองว่าพวกเขาเหล่านี้พร้อมพลีชีพเพื่อเ้าอย่างแน่นอนสักครู่พวกเขาทั้งหมดจะไปพบเ้าที่ตำหนัก รวมถึงสาวใช้ที่ชื่อว่าเหมยฮวาด้วยนางเป็คนของข้าเองสามารถไว้ใจและใช้งานนางได้”
โม่เสวี่ยเยวียนบอกถึงจุดประสงค์หลักของวันนี้
“ขอบคุณพี่เสวี่ยเยวียนมากเ้าค่ะข้าจะใช้คนของท่านให้ดี”
อู๋เสี่ยวหรันขอบคุณเขาอย่างจริงใจแม้ในชีวิตก่อนเขาคือศัตรูของนางแต่ในชีวิตนี้เขาคือที่พึ่งพิงหนึ่งเดียวของนางเช่นกัน
หลังจากโม่เสวี่ยเยวียนส่งนางกลับไปยังตำหนักและแยกตัวไปแล้วอู๋เสี่ยวหรันพบว่ามีคนจำนวนหนึ่งรอนางอยู่ ทั้งหมดเป็หญิงสาวจำนวนห้าคนด้วยกัน
คนเดียวที่นางรู้จักก็คือสาวใช้คอยติดตามนางมาตลอดหลายวันนี้เหมยฮวานั่นเองส่วนอีกสี่คนมีหน้าตาน่ารักสมวัยดูแล้วอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีสักคน หลังจากนั่งลงบนเก้าอี้ประธานแล้วนางจึงเอ่ยถามขึ้นมา
“พวกนางเป็ใครหรือ”
“ทุกคนล้วนเป็คนที่ท่านอ๋องส่งมาให้พระชายาใช้งานเพคะส่วนนามของทุกคน รวมถึงหม่อมฉันเองต้องขอให้พระชายาช่วยประทานให้ใหม่เพคะ”
ได้ฟังแล้วอู๋เสี่ยวหรันก็คิดเล็กน้อยแล้วตอบออกไป
“เ้าชื่อเหมยฮวาก็ไพเราะดีอยู่แล้วมิต้องเปลี่ยนชื่อใหม่”
“ส่วนพวกเ้าที่เหลือเงยหน้าขึ้นมาบอกความสามารถของพวกเ้าแต่ละคนคืออะไร”
อู๋เสี่ยวหรันกวาดตามมองสาวใช้ทั้งสี่ที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้านาง
สายตาของพวกนางทุกคนมองตรงไม่ว่อกแว่กแผ่นหลังตั้งตรงรูปร่างสมส่วน การแต่งกายมิดชิดเรียบร้อย มีแถบสีชมพูปักที่ปกเสื้อพวกนางผมรวบตึงไม่มีแม้สักเส้นที่แตกแถวออกมา
รูปร่างส่วนสูงของสามคนใกล้เคียงกันจะมีหนึ่งคนที่รูปร่างหนากว่าเพื่อน แต่ดวงหน้าของพวกนางคล้ายคลึงกันมาก ตากลมจมูกเล็ก ปากกระจับ ผิวขาว เป็นิยามของสาวงาม
‘ดี’ อู๋เสี่ยวหรันให้คำนิยามสั้น ๆ แก่พวกนางทั้งสี่ในใจ
“ขออนุญาตให้หม่อมฉันตอบคำถามแทนพวกนางทั้งหมดเพคะ”
เหมยฮวาเป็ผู้ออกตัวตอบคำถาม
“ได้สิว่ามา”
“พวกเราทุกคนเป็คนที่ท่านอ๋องฝึกฝนมาั้แ่อายุยังน้อย
นางมีนามว่าหวงหลาน (จำปา) เื่ของศาสตร์การต่อสู้เรียกได้ว่าดีเพคะความจริงแล้วพวกเราทุกคนได้เรียนรู้วรยุทธ์จนสามารถปกป้องตนเองและผู้อื่นได้เหมือนๆ กันทั้งหมดเพคะ”
เหมยฮวาสูดหายใจและชี้ไปยังสาวใช้คนแรกของแถว
“นางมีชื่อว่าเหลียนฮวา(ดอกบัว) จะถนัดในเื่ของการปรุงยาพิษและทำอาหาร ถัดมาคือหลันฮวา(กล้วยไม้) เก่งเื่การสอดแนมข่าวสารการสะกดรอยและพรางตัวและไป๋หลาน(จำปี) นางมีพละกำลังมากเทียบกับชายฉกรรจ์แล้วนางมีกำลังมากกว่าถึงสองเท่าและยังทำอาหารอร่อยมากเช่นกันเพคะ” แนะนำเพื่อนของนางจบก็เบี่ยงตัวมายืนด้านข้างอู๋เสี่ยวหรันอีกครั้ง
“ชื่อของพวกเ้านั้นไพเราะมากเช่นกันคงไม่ต้องเปลี่ยนอันใดอีกแต่เครื่องแต่งกายจากนี้ให้เปลี่ยนใส่สีฟ้าและชมพูที่ปกเสื้อปักรูปไป่เหอฮวาสีแดง(ดอกลิลลี่)พวกเ้าทั้งสี่เริ่มแรกจากการจัดการหูตาที่อยู่ในตำหนักนี้ก่อนก็แล้วกัน”
“รับทราบเพคะ”
แม้สาวใช้ทั้งห้าจะไม่เข้าใจจุดประสงค์แต่ก็ทำตามแต่โดยดี
หลังจากส่งสาวใช้ทั้งสี่ออกไปแล้วอู๋เสี่ยวหรันก็ได้ต้อนรับกลุ่มขององครักษ์เงาทั้งสิบนายที่รู้ว่ามีสิบนายนั่นเป็เพราะความสามารถของนางเองส่วนองครักษ์เงาที่ปรากฏตัวออกมาและคุกเข่าอยู่ตรงหน้านางตอนนี้มีเพียงสองคนเท่านั้น
คนแรกรูปร่างสูงไหล่กว้างคิ้วดกดำ ตาชั้นเดียวแต่หางเชิด แต่งกายด้วยชุดรัดกุมมีแถบสีฟ้าเล็ก ๆอยู่ตรงปกเสื้อ ชายอีกคนรูปร่างสูงใหญ่ตัวล่ำหนา คิ้วกระบี่ตามคมกริบแต่งกายเหมือนชายคนแรก
“คารวะพระชายากระหม่อมทั้งสองเป็ตัวแทนของกลุ่มองครักษ์เงาที่ท่านอ๋องส่งมาดูแลพระองค์พ่ะย่ะค่ะขอพระชายาได้โปรดมอบนามให้ข้าทั้งสองใหม่”
“แล้วแต่เดิมพวกเ้ามีชื่อหรือไม่”นางชี้ไปยังแต่ละคน
“เดิมทีพวกเราจะเรียกกันด้วยหมายเลขตามลำดับการเข้ามาอยู่ในหน่วยพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมสามสิบ”
“กระหม่อมสามสิบสี่”
“คำเรียกขานก็ให้เรียกเหมือนเดิมเถิดเพื่อจะได้ไม่เป็การสับสนกับอีกแปดคนที่เหลือ”
องครักษ์เงาทั้งสองได้ยินคำสุดท้ายว่าอีกแปดคนที่เหลือก็ผงะใเงยหน้าขึ้นมองพระชายาแต่เมื่อตั้งสติได้ทั้งสองก็ก้มหน้าลงไปอย่างรวดเร็วอีกครั้งคิดในใจว่าท่านอ๋องคงเป็ผู้บอกกล่าวกับพระชายาแล้วเป็แน่แท้ว่าท่านได้ส่งพวกเขามาทั้งหมดสิบคนด้วยกัน และพระชายาเองก็ไม่มีทางที่จะทราบได้ว่ายังมีอีกแปดคนที่เหลือคอยซุ่มอยู่ใกล้ๆ เมื่อคิดได้ดังนั้นทั้งสองจึงกล่าวขอบคุณ
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนนี้สิ่งที่ข้า้าคือข้อมูลทั้งหมดของคนในจวนไม่ใช่ข้อมูลเพียงแค่เป็ลูกเต้าเหล่าใคร เข้ามาอยู่ที่นี่เมื่อไรสิ่งที่ข้า้าข้า้ารู้แม้กระทั่งพวกเขาติดต่อคนน่าสงสัยคนจากนอกตำหนักเป็พิเศษหรือไม่หรือแม้กระทั่งเหล่าอนุชายารองทั้งหลายผู้ใดติดต่อกับบ้านเดิมบ่อย ๆหากสืบได้ว่าติดต่อเื่ใดจะดีมากส่วนเื่ความปลอดภัยของข้าตอนนี้ให้ทั้งสาวใช้ทั้งห้าก็เพียงพอพวกเ้าทั้งหมดไปจัดการเื่ที่ข้ามอบหมายให้ก่อน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนนี้ซูเม่ยอยู่ที่ไหนข้าไปพบนางได้หรือไม่”
“ตอนนี้นางถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินตำหนักข้างๆ หากพระชายา้าพบนางก็สามารถเข้าไปได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ดีพวกเ้าแยกย้ายกันไปเถอะ” ชายทั้งคู่โค้งตัวทำความเคารพนางแล้วหายตัวไปทันที
หลังจากองครักษ์ทั้งหมดหายไปจากการรับรู้ของนางเรียบร้อยแล้วตัวนางเองก็รู้สึกเหนื่อยหอบขึ้นมาอีกครั้ง จึงได้เรียกเหมยฮวาเข้ามาปรนนิบัติบีบนวดตามร่างกายเบา ๆ จนตัวนางเองเคลิบเคลิ้มและหลับไป
เหมยฮวาเห็นว่าพระชายาของนางหลับไปเป็ที่เรียบร้อยแล้วจึงได้เรียกให้เหลียนฮวาเข้ามาจับชีพจรของเ้านาย
เมื่อเหลียนฮวาจับชีพจรเรียบร้อยแล้วนางก็หันมาพยักหน้าให้กับเหมยฮวาและทั้งคู่ก็ค่อย ๆ ออกจากห้องไปพร้อมกับปิดประตู
“พระชายาเป็อย่างไรบ้าง”
เหมยฮวาถามขึ้นด้วยเสียงอันแ่เบา
“ดีขึ้นมากแล้วล่ะแต่ร่างกายถูกทำร้ายมานานการจะให้หายขาดคงต้องใช้เวลานานสักหน่อย”
“ถ้าเช่นนั้นไปเตรียมอาหารที่เป็ยาให้เพราะชายาบำรุงร่างกายกันเถอะ”
“ก่อนหน้านี้ข้ารู้สึกว่าเ้าก็มีท่าทีเรียบเฉยต่อพระชายาอู๋แต่ทำไมตอนนี้ข้ารู้สึกว่าเ้านั้นห่วงใยพระองค์เป็พิเศษกันเล่า”
“เ้าไม่รู้สึกหรือว่าพระชายาอู๋ตอนนี้นางเปลี่ยนไปบ้างแล้วข้ารู้สึกว่ากลิ่นอายของพระชายาตอนนี้ช่าง…เอ่อ…แข็งแกร่งล่ะมั้งนะ”
“ก็ยังเป็คนป่วยรูปร่างผอมบางคนเดิมข้าไม่เห็นจะรู้สึกเลย”
“ช่างเถิดช่างเถิดเ้ามันคนมีความรู้สึกช้าแต่ไหนแต่ไรแล้วข้าไปตามไป๋หลานดีกว่า เ้าอย่าไปไหนเฝ้าพระชายาอยู่ตรงหน้าห้องนี้แหละ”
“แปลกจริงเชียว”
เหลียนฮวามองเพื่อนตัวเองที่เดินไปจนลับตาพลางกับเกาหัวด้วยเพราะไม่เข้าใจพฤติกรรมของเพื่อนคนนี้ของนางจริง ๆ
อู๋เสี่ยวหรันตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็เวลาของการกินอาหารและยามื้อกลางวันแล้วหลังจากกินข้าวเรียบร้อยก็รู้สึกว่ามีกำลังวังชาขึ้นมาบ้างแทนที่นางจะพักผ่อนอู๋เสี่ยวหรันเลือกที่จะออกไปยังคุกที่ใช้ขังซูเม่ยที่ตำหนักใกล้ๆ แทน โดยที่มีสาวใช้สามคนติดตามนางไปด้วย
หลังจากเดินผ่านประตูเหล็กสีแดงที่ต้องใช้แรงชายร่างกำยำสองคนเปิดออกก็จะเป็ทางเดินลงไปยังใต้ดินที่ถูกขุดขึ้นมา สำหรับใช้ในการนี้โดยเฉพาะระยะความสูงจากพื้นถึงเพดานสูงประมาณ เจ็ดถึงแปดเชียะได้พอให้ผู้ชายตัวโตๆไม่ต้องก้มตัวเวลาเดิน ภายในถูกเสริมด้วยอิฐและหินให้แ่ามีห้องขังที่เป็ลูกกรงเหล็กห่างกันเป็ระยะ ๆภายในนี้มีห้องขังอยู่หกห้องด้วยกันและยังมีห้องทรมานอีกหนึ่งห้อง