บทที่ 10 - นิ้วเดียว
ทุกสายตาภายในศาลารับรองพลันหันขวับไปยังทางเข้า กลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกว่าสิบชีวิตเดินเรียงรายเข้ามา
ผู้ที่เดินนำหน้าคือชายหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี ท่วงท่าองอาจผ่าเผย แววตาเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส เสียงะโท้าทายเมื่อครู่ย่อมดังมาจากปากของเขาไม่ผิดแน่
"นั่นมันหวังเมิ่งแห่งตระกูลหวังนี่" คุณชายท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะของเจียงเฉินอุทานเบา ๆ
"ข้าได้ยินมาว่าเขาเพิ่งทะลวงเข้าสู่ขั้นรวมปราณได้สำเร็จ ดูท่าวันนี้คงมีงิ้วโรงใหญ่ให้ดูชมแล้ว" อีกคนกล่าวเสริมพลางปรายตามองเจียงเฉินด้วยสายตาสมเพช
ท่ามกลางสายตานับร้อยที่จับจ้อง เจียงเฉินผู้ถูกตราหน้าว่าเป็ขยะ กลับยังคงนั่งรินชาอย่างเนิบนาบ ท่วงท่าสง่างามดุจคุณชายสูงศักดิ์ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกใด ๆ
หลิงเยว่ลอบมองเสี้ยวหน้าของสามี นางเห็นเพียงความเฉยเมยราวกับมองดูมดปลวก ก่อนที่แววตานั้นจะแปรเปลี่ยนเป็ความเ้าเล่ห์ที่นางเริ่มคุ้นเคย
ชายหนุ่มค่อย ๆ วางถ้วยชาลง ลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับหวังเมิ่งพร้อมรอยยิ้มบางเบา
"ข้าก็นึกว่าผู้ใดมาส่งเสียงเอะอะโวยวาย ที่แท้ก็น้องชายหวังนี่เอง ไม่พบกันเสียนาน ดูเ้าปีกกล้าขาแข็งขึ้นเยอะเลยนะ"
จังหวะก้าวเดินของหวังเมิ่งพลันสะดุดกึก เดิมทีเขาคิดว่าอดีตอัจฉริยะที่ตกต่ำผู้นี้ ย่อมต้องหวาดกลัวจนหัวหดเมื่อถูกคุกคามต่อหน้าธารกำนัล ทว่าเจียงเฉินไม่เพียงกล้าลุกขึ้นสบตา ยังกล้าเรียกเขาว่า 'น้องชาย' อย่างจองหอง!
‘เ้าขยะนี่ไปเอาความกล้ามาจากไหนกัน!’
ในอดีต เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งเมืองหยุนเทียนล้วนเคยถูกเจียงเฉินสยบมาแล้วทั้งสิ้น ความหวาดหวั่นต่อชื่อของเขายังคงฝังรากลึกอยู่ในใจคนเหล่านี้ เว้นก็เพียงหลิงเยว่ผู้เดียว
ทว่าบัดนี้หวังเมิ่งลั่นวาจาออกไปแล้ว หากยอมถอยย่อมเสียหน้าย่อยยับ เขากัดฟันกรอด ตวาดกลับเสียงกร้าว
"น้องชายงั้นรึ! เจียงเฉิน เ้ายังหลงละเมอคิดว่าตนเองเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งดั่งเช่นกาลก่อนอยู่อีกหรือ!"
"โอ้ ย่อมไม่เหมือนเดิมแน่" เจียงเฉินยิ้มหยัน นึกย้อนไปในยามที่เขายังรุ่งโรจน์ คนที่เรียกขานตนเองว่าอัจฉริยะเหล่านี้ล้วนตามติดเขาเป็พรวน คอยประจบสอพลอ ทว่าพอเขาสูญเสียพลัง คนพวกนี้กลับหันมาเหยียบย่ำและถ่มน้ำลายใส่
"รู้ตัวก็ดี!" หวังเมิ่งแค่นเสียงหัวเราะ ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบศาลา
เมื่อพบเป้าหมาย เขาก็รีบประสานมือะโเรียกด้วยความปีติ "พี่ซวน! ท่านก็มาด้วยหรือ! ประเสริฐยิ่งนัก วันนี้พวกเราสองพี่น้องจะได้ร่วมกันล้างความอัปยศที่ขยะผู้นี้เคยทำไว้เสียที ฮ่าฮ่าฮ่า!"
เฉินซวนที่กำลังนั่งจิบชาชมงิ้วโรงใหญ่อย่างเงียบ ๆ พลันสะดุ้งสุดตัว!
เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลอาบแผ่นหลังจนเปียกชุ่มไปทั้งชุด เมื่อวานเขาเพิ่งััได้ถึงกลิ่นอายมรณะจากตัวเจียงเฉินที่ตลาดของเก่า มาวันนี้เ้าโง่หวังเมิ่งกลับลากเขาเข้าไปหาที่ตาย!
เฉินซวนรีบหันขวับกลับมา มือที่จับป้านชาสั่นระริก สบถด่าในใจอย่างเกรี้ยวกราด
‘เ้างั่งนี่! อยากตายก็ไปตายคนเดียว อย่าลากข้าไปลงนรกด้วย!’
"โอ้ เสี่ยวซวน ไม่นึกเลยว่าเ้าก็คิดจะร่วมวงรังแกข้าในวันนี้ด้วย" เจียงเฉินปรายตามองไปทางโต๊ะของตระกูลเฉินด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
เฉินซวนแทบจะหลั่งน้ำตา เขารีบลุกขึ้นยืนหมายจะอธิบาย "เอ่อ พี่ใหญ่เจียง ข้าน้อย..."
"บังอาจ!" ทว่าก่อนที่เฉินซวนจะทันพูดจบ หวังเมิ่งก็แผดเสียงตวาดลั่นแทรกขึ้นมา "เ้าขยะ! เ้ามีสิทธิ์อะไรมาเรียกพี่ซวนสนิทสนมเช่นนั้น! รนหาที่ตายนัก ขอบอกไว้เลยว่าผู้ใดที่กล้าล่วงเกินพี่ซวน ล้วนต้องมีจุดจบที่น่าสมเพช!"
"โอ้ เสี่ยวซวน อำนาจบารมีของเ้าช่างล้นฟ้านัก" เจียงเฉินยิ้มกริ่ม ประกายตาคมกริบจ้องทะลุร่างของเฉินซวน
เพล้ง!
ถ้วยชาในมือเฉินซวนร่วงหล่นแตกกระจาย น้ำชาร้อนลวกใส่หน้าขา ทว่าเขาไม่รู้สึกเ็ปเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เขาััได้คือความหนาวเหน็บที่แล่นริ้วจากตาตุ่มขึ้นสู่กระหม่อม!
หวังเมิ่งเห็นถ้วยชาแตกก็เข้าใจผิด คิดว่าเฉินซวนโกรธจัด จึงชี้หน้าด่าเจียงเฉินต่อ "เห็นไหม! เ้าทำให้พี่ซวนบันดาลโทสะแล้ว! วันนี้เ้าอย่าหวังว่าจะรอดไปได้"
เพียะ!!
ยังไม่ทันสิ้นประโยค ฝ่ามือหนักอึ้งก็ฟาดเปรี้ยงเข้าที่ท้ายทอยของหวังเมิ่งอย่างจัง!
เสียงตบดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งศาลา หูของหวังเมิ่งอื้ออึง โลกหมุนคว้างไปชั่วขณะ
เขาหันขวับกลับมาด้วยดวงตาแดงก่ำ หมายจะฉีกทึ้งคนที่กล้าลอบกัดเขา ทว่าเมื่อเห็นเ้าของฝ่ามือ เขาก็ต้องเบิกตากว้าง... เฉินซวน!
นายน้อยตระกูลเฉินกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาอาฆาตแค้นดุจพยัคฆ์ร้าย!
"เ้าโง่เขลา! รนหาที่ตายก็ไปตายคนเดียวเถอะ กล้าดียังไงมาดึงข้าเข้าไปเกี่ยวด้วย!" เฉินซวนตวาดลั่น "หากวันนี้ข้าไม่ได้สั่งสอนปากพล่อย ๆ ของเ้า ข้าคงนอนไม่หลับ!"
กล่าวจบ เขาก็เงื้อฝ่ามือขึ้นหมายจะฟาดซ้ำอีกฉาดใหญ่
"ช้าก่อนพี่ซวน โปรดระงับโทสะ" เสียงเยือกเย็นดังแทรกขึ้นจากฝั่งที่นั่งของตระกูลเจียง เป็เจียงเหว่ยที่ก้าวออกมารั้งไว้
"เจียงเหว่ย! เ้ามีสิทธิ์อันใดมาแส่เื่ของข้า!" เฉินซวนตวาดกลับ เขาที่พยายามหลบเลี่ยงความซวย กลับโดนลากลงมาคลุกโคลน หากไม่โกรธเกรี้ยวก็คงไม่ใช่คนแล้ว
เจียงเหว่ยยิ้มหยัน ไม่นำพาต่อโทสะของอีกฝ่าย "พี่ซวนเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงจะบอกว่า ท่านสามารถลงมือกับเจียงเฉินผู้นี้ได้ตามสบาย หากวันนี้มันต้องาเ็หรือทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ข้าขอรับรองว่าตระกูลเจียงจะไม่เอาความใด ๆ ทั้งสิ้น"
เจียงเหว่ยปรายตามองหวังเมิ่งพลางกล่าวเสริม "นี่ถือเป็โอกาสอันดี หากท่านไม่อยากเปื้อนมือ ปล่อยให้หวังเมิ่งจัดการขยะนี่เถิด หมัดเดียวของยอดฝีมือขั้นรวมปราณ ย่อมส่งมันไปลงนรกได้สบาย"
"พวกเ้าหุบปาก!" เฉินซวนคำรามลั่น ทว่าสายเกินกาล!
ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกฉีกหน้า หวังเมิ่งะเิพลังปราณทั่วร่าง พุ่งทะยานเข้าหาเจียงเฉินดุจเกาทัณฑ์หลุดจากแล่ง!
หมัดขวาที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณแหวกอากาศจนเกิดเสียงอื้ออึงดั่งพยัคฆ์คำราม มวลอากาศถูกฉีกกระชากอย่างเกรี้ยวกราด!
ในเสี้ยววินาทีที่ทุกคนต่างคิดว่าเจียงเฉินต้องแหลกเหลวคาหมัด หวังเมิ่งผู้เป็คนลงมือกลับััได้ถึงความผิดปกติอันใหญ่หลวง! บรรยากาศรอบกายเจียงเฉินพลันแปรเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความอ่อนแอของขยะ แต่มันคือแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวดุจราชันที่กำลังทอดพระเนตรมดปลวก!
ความหวาดกลัวเกาะกุมจิติญญาของหวังเมิ่ง ‘นี่มันแรงกดดันอันใดกัน!’
ทว่าหมัดที่ปล่อยออกไปไม่อาจรั้งกลับ เขาได้แต่กัดฟันรีดเค้นพลังปราณทั้งหมดในร่างทุ่มใส่หมัดนี้อย่างบ้าคลั่ง!
ตูม!!!
เสียงปะทะดังสนั่น แเื่หลายคนเบือนหน้าหนี ทว่าความเงียบงันกลับโรยตัวปกคลุมศาลารับรองชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่และคำอุทานจะะเิขึ้น
"์! หมัดอันทรงพลังขนาดนั้น กลับถูกหยุดไว้ด้วยนิ้วเดียว!"
ทุกคนในศาลาลุกพรวดขึ้นด้วยความตกตะลึงเบิกตากว้าง ภาพที่พวกเขาคิดว่าจะได้เห็นคือร่างของเจียงเฉินลอยละลิ่วกระอักเื แต่มันมิได้เป็เช่นนั้น!
เบื้องหน้าเจียงเฉิน ปรากฏร่างอรชรในชุดสีขาวบริสุทธิ์ยืนขวางอยู่... หลิงเยว่นั่นเอง!
ท่วงท่าของนางดูผ่อนคลายดุจเทพธิดา นิ้วชี้เรียวยาวราวลำเทียนของนางยื่นออกไปเบื้องหน้า และเพียงปลายนิ้วนั้น กลับสามารถหยุดยั้งหมัดอันบ้าคลั่งของหวังเมิ่งไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด! หากผู้ใดไม่ได้เห็นความดุดันของหมัดเมื่อครู่ คงนึกว่าหวังเมิ่งเพียงแค่ยื่นมือมาแตะนิ้วของนางเล่นเท่านั้น!
"นาง แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ!" ในใจทุกคนกู่ร้องเป็เสียงเดียวกัน
ความรวดเร็วที่สายตาไม่อาจตามทัน ผนวกกับพลังอันมหาศาลที่สยบยอดฝีมือขั้นรวมปราณได้ด้วยปลายนิ้ว นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองหยุนเทียน!
ในเวลาเดียวกัน ณ ลานพำนักส่วนตัวอันเงียบสงบส่วนลึกของจวนเ้าเมือง ชายหนุ่มรูปงามที่กำลังนอนหลับตาพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้เอนหลัง พลันลืมตาโพลง ลุกขึ้นนั่งตัวตรง สายตาจ้องทะลุเรือนไม้มองตรงไปยังทิศทางของศาลารับรอง
"ขั้นแก่นพลัง สมกับเป็ศิษย์ของสำนักบงกชหิมะ" เขาพึมพำ มุมปากยกยิ้มอย่างสนใจ
บรรยากาศภายในศาลารับรองตึงเครียดจนแทบจะหยดเป็น้ำ หวังเมิ่งเบิกตากว้างจนแทบถลน พยายามออกแรงดันหมัดไปข้างหน้าจนเส้นเืดำปูดโปน ทว่านิ้วชี้เรียวงามของหลิงเยว่กลับแข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็กกล้าที่ไม่อาจสั่นคลอน
หลิงเยว่ปรายตามองอีกฝ่ายด้วยความเ็า นางเพียงแค่พลิกข้อมือเบา ๆ พลังปราณสายหยินอันบริสุทธิ์ก็สะท้อนกลับไป
ปัง!
ร่างของหวังเมิ่งปลิวถลาไปด้านหลังสามก้าวรวด เขายกมือขึ้นกุมข้อมือขวาที่สั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ ใบหน้าสลับซีดสลับแดงด้วยความอัปยศอดสู
"เจียงเฉิน! เ้าคนขี้ขลาด!" หวังเมิ่งเมื่อรู้ตัวว่าสู้หลิงเยว่ไม่ได้ ก็หันไปแผดเสียงด่าทอเจียงเฉินแทน "เ้ามันก็แค่ขยะที่เก่งแต่หลบหลังกระโปรงสตรี! หากแน่จริงก็ก้าวออกมาสู้กับข้าตัวต่อตัวสิวะ! การให้สตรีออกหน้าปกป้อง เ้ายังมีความเป็ลูกผู้ชายอยู่อีกหรือ!"
เจียงเหว่ยและหลิงเฟิงที่ดูสถานการณ์อยู่ก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน ผสมโรงสาดโคลนใส่เจียงเฉินทันที หวังให้เขาอับอายจนทนไม่ไหว
ทว่าพวกเขายังประเมินความ 'หน้าหนา' ของเจียงเฉินต่ำเกินไปนัก! ในเมื่อสาวงามอุตส่าห์ออกหน้าปกป้องเขาเช่นนี้ จะทำให้นางเสียน้ำใจไปไย
แทนที่จะโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ เจียงเฉินกลับขยับรอยยิ้มกว้าง แววตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและขบขัน เขาก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างหลิงเยว่ วางมือลงบนไหล่บอบบางของนางอย่างเป็ธรรมชาติ
หลิงเยว่ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้สะบัดออก ปล่อยให้เขาััอย่างว่าง่าย
"หลบหลังสตรีแล้วอย่างไร?" เจียงเฉินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง น้ำเสียงยียวนกวนประสาทถึงขีดสุด "น้องชายหวัง เ้าคงไม่รู้กระมังว่าการมีภรรยาที่ทั้งงดงามล่มเมืองและแข็งแกร่งไร้เทียมทานคอยปกป้องเนี่ย มันถือเป็ 'ความสามารถ' อันล้ำเลิศประการหนึ่งที่์ประทานให้!"
"หากเ้าอิจฉาที่ไม่มีวาสนาเช่นข้า ก็จงกลับไปกอดเข่าร้องไห้ที่บ้านเสียเถอะ อย่ามาทำตัวขี้อิจฉาร้องโวยวายแถวนี้เลย มันน่าสมเพช"
"เ้า... เ้าคนไร้ยางอาย!" หวังเมิ่งโกรธจนแทบกระอักเื ชี้หน้าเจียงเฉินด้วยมือที่สั่นเทา
คำพูดของเจียงเฉินไม่เพียงตอกหน้าหวังเมิ่งจนยับเยิน แต่ยังทำให้ยอดฝีมือรุ่นเยาว์หลายคนในศาลาถึงกับคิ้วกระตุกยิก ๆ แม้แต่หลิงเยว่เองก็ยังอดไม่ได้ที่จะลอบหยิกเอวเขาเบา ๆ ด้วยความหมั่นไส้ระคนเขินอาย ทว่าเจียงเฉินกลับแสร้งทำหน้าตายาวกับไม่รู้สึกรู้สา
ในขณะที่โทสะของกลุ่มหวังเมิ่งและเจียงเหว่ยกำลังเดือดพล่านจนเตรียมจะพุ่งเข้ามารุมกินโต๊ะเจียงเฉิน...
"ฮ่าฮ่าฮ่า! คำกล่าวของคุณชายเจียงช่างเปิดหูเปิดตาข้ายิ่งนัก! สมแล้วที่เป็บุรุษผู้คว้าหัวใจสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหยุนเทียนไปครอง!"
เสียงหัวเราะกังวานใสและเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจสายหนึ่งดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนที่เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งจะก้าวเข้ามาภายในศาลา
ชายหนุ่มผู้นี้มีรูปโฉมหล่อเหลาสง่างาม สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทองดูหรูหรา อายุราวยี่สิบปี ทว่ากลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกลับลึกล้ำและหนักแน่นจนทำให้ยอดฝีมือรุ่นเยาว์ทุกคนในศาลาต้องกลั้นหายใจ
‘แข็งแกร่งมาก’ เจียงเฉินคิดประเมินในใจ
เขาคือ 'เสิ่นหลิน' บุตรชายคนเดียวของเ้าเมืองหยุนเทียน และเป็อัจฉริยะผู้เพิ่งทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นพลังได้สำเร็จ!
"คุณชายเสิ่น!" ทุกคนในศาลาต่างประสานมือทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศที่กำลังจะปะทุเมื่อครู่พลันสลายตัวไปในพริบตา
เสิ่นหลินพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มเป็มิตร เขากวาดสายตามองไปรอบศาลา ก่อนจะหยุดลงที่เจียงเฉินและหลิงเยว่ แววตาของเขามีประกายความสนใจแฝงอยู่ลึก ๆ
"ขออภัยที่ข้าออกมารับรองช้า ปล่อยให้พวกท่านต้องเกิดเื่ขุ่นข้องหมองใจกันเสียแล้ว" เสิ่นหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความเด็ดขาด "วันนี้เป็งานเลี้ยงสังสรรค์ในจวนเ้าเมือง ข้าหวังว่าทุกคนจะเห็นแก่หน้าข้า ละทิ้งความบาดหมางและดื่มด่ำกับงานเลี้ยงนี้อย่างเต็มที่เถิด"
เมื่อเ้าบ้านออกปากเช่นนี้ มีหรือที่หวังเมิ่งและเจียงเหว่ยจะกล้าก่อเื่ต่อ พวกเขาได้แต่ส่งสายตาอาฆาตทิ้งท้ายให้เจียงเฉิน แล้วยอมถอยกลับไปนั่งที่โต๊ะของตนอย่างไม่เต็มใจนัก
บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลง แเื่ผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปแสดงความยินดีกับเสิ่นหลินที่สามารถบรรลุขั้นแก่นพลัง ก้าวขึ้นเป็ยอดฝีมือแนวหน้าของเมืองหยุนเทียน งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างออกรสออกชาติ
กระทั่งเวลาผ่านไปพอสมควร ทุกคนก็เริ่มกลับเข้าประจำที่ของตน พวกเขาต่างรู้ดีว่าการที่จวนเ้าเมืองเป็เ้าภาพจัดงานเลี้ยงใหญ่โตเพียงนี้ ย่อมไม่ได้มีเป้าหมายแค่การพบปะสังสรรค์ธรรมดา หลังจากนี้คงถึงเวลาเข้าสู่เนื้อหาสำคัญที่แท้จริงแล้ว
"เมื่อทุกท่านได้ดื่มด่ำกับงานเลี้ยงแล้ว ข้าจะขอแจ้งเื่สำคัญในวันนี้" เสิ่นหลินเว้นจังหวะชั่วครู่ แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็จริงจังและทรงพลัง
"หลายคนคงทราบดีว่างานเลี้ยงในวันนี้ ท่านพ่อจัดขึ้นเพื่อฉลองที่ข้าสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นพลังได้สำเร็จ ทว่า... นั่นเป็เพียงผลพลอยได้เท่านั้น"
"เหตุผลสำคัญที่แท้จริงของการรวมตัวในวันนี้ คือเื่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า... งานประลองคัดเลือกศิษย์แห่ง 'มณฑลชางโยว' ที่จะจัดขึ้นที่นครหลวงชางโยว!"
สิ้นคำประกาศของเสิ่นหลิน ศาลารับรองพลันเงียบกริบก่อนจะเกิดเสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ ดวงตาของยอดฝีมือรุ่นเยาว์ทุกคนลุกวาวด้วยความตื่นเต้นและทะเยอทะยาน
เป็ที่รู้กันดีว่าอาณาจักรหลิงเทียนมีทั้งหมดแปดมณฑล แต่ละมณฑลประกอบไปด้วยเมืองหลายสิบแห่ง เมืองหยุนเทียนเป็เพียงหนึ่งในยี่สิบเมืองของมณฑลชางโยวเท่านั้น และนครหลวงชางโยวก็คือพื้นที่ใจกลางอันเจริญรุ่งเรืองที่สุด เป็ดินแดนในฝันที่อัจฉริยะจากอีกสิบเก้าเมืองต่างใฝ่ฝันจะก้าวไปเยือน
เสิ่นหลินอธิบายต่อ "ในอีกหนึ่งเดือน สถาบันการศึกษาอันยิ่งใหญ่ทั้งสี่แห่งมณฑลชางโยว ได้แก่ สถาบันเทียนอู่ สถาบันชิงอวิ๋น สถาบันจื่อหยาง และสถาบันเชียนหลิง จะเปิดทดสอบคัดเลือกร่วมกัน เพื่อเฟ้นหาหัวกะทิจากทั้งยี่สิบเมืองเข้าเป็ศิษย์!"
เจียงเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาทราบดีว่าสถาบันเหล่านี้คือศูนย์รวมทรัพยากร เคล็ดวิชา และยอดฝีมือ การจะไขว่คว้าความรู้เพื่อป้อนให้ 'หน้าหนังสือสีทอง' และสืบหาร่องรอยของบิดามารดา การก้าวออกจากเมืองหยุนเทียนและมุ่งหน้าสู่สถาบันเหล่านี้คือเส้นทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
"ทว่ากฎเกณฑ์ในปีนี้เข้มงวดนัก แต่ละเมืองจะได้รับโควตาในการส่งตัวแทนรุ่นเยาว์เข้าร่วมการคัดเลือกเพียง 'สิบคน' เท่านั้น!"
คำว่าสิบคนเปรียบดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางวงสนทนา โควตาเพียงหยิบมือนี้หมายถึงการแข่งขันที่ดุเดือดเืพล่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เสิ่นหลินยิ้มบาง "ตัวข้านั้นเป็ศิษย์ของสถาบันชิงอวิ๋นอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่นับรวมในโควตานี้ ดังนั้น ท่านพ่อจึงมอบหมายให้ข้าใช้เวทีงานเลี้ยงในวันนี้ เป็การคัดเลือกผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่เป็ทางการ"
เขาผายมือไปยังลานประลองหินอ่อนที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางสระน้ำ
"วันนี้ เราจะใช้โอกาสนี้จัดอันดับสิบยอดฝีมือรุ่นเยาว์ ผู้มีอายุไม่เกินสิบแปดปีแห่งเมืองหยุนเทียน! ผู้ใดที่แข็งแกร่งที่สุดสิบอันดับแรก จะได้รับสิทธิ์เป็ตัวแทนของเมืองหยุนเทียน มุ่งหน้าสู่เวทีระดับมณฑล!"
สายลมพัดผ่านศาลารับรอง นำพาเอาความร้อนรุ่มและจิติญญาแห่งการต่อสู้ของเหล่ารุ่นเยาว์ให้ลุกโชนขึ้น สายตาของหลิงเฟิง หวังเมิ่ง และเฉินซวน ต่างก็จับจ้องไปที่ลานประลองด้วยความมุ่งมั่น
ส่วนเจียงเฉิน เขายังคงรินชาอย่างเนิบนาบ รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก
‘สิบอันดับงั้นหรือ... น่าสนุกดีนี่’