ภายนอกสงคราม เทพพันปี ณ ดินแดนเทพ ครั้นหมู่ชน เห็นแสงที่ศิลาโลกปราณจิต เปล่งแสงขึ้นมาพร่างพราว เป็นสัญญาณศึกสงคราม เทพพันปี ที่แท้จริงกำลังเริ่มต้นขึ้น บ่งบอกว่าแดนลับ มรดกเซียน เปิดขึ้นอีกคราในรอบพันปี รอคอยให้พวกเขาเหล่าอนุชนคนรุ่นใหม่ เปิดเส้นลมปราณเซียนในตำนาน ขีดเขียนตำนานบทใหม่
หมู่ชนภายในนครใหญ่ ที่มีแท่นศิลาโลกปราณจิตอยู่ ก็ต่างโหร้องด้วยความยินดี ผู้คนไม่น้อยต่างก็ไปมุ่งดูที่ แท่นศิลาโลกปราณจิต กันอย่างบ้าคลั่ง เนื่องด้วยชื่อต่างๆ ที่ถูกสลักชื่อ ขานเรียกเข้าไปภายในศิลาโลกปราณจิต สามารถรับรู้ได้ถึงความเป็นไปของคนผู้นั้น แม้แต่ผู้เยี่ยมยุทธ์ชราขั้นพลังสูงล้ำ บางคนยังสามารถ ฉายภาพบางส่วนออกมาสู่โลกภายนอกได้ อนุชนที่มีชื่อภายในนครใหญ่ แดนลับต่างๆ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง จึงกลายเป็นเป้าสนใจของหมู่ชนในยามนี้
ด่านในราชวงศ์ทั้งสอง จึงครึกครื้นเป็นพิเศษ เนื่องด้วยพวกเขาส่งผู้เยี่ยมยุทธ์ คอยสังเกตการณ์ภาพต่างๆ ภายในสงคราม เทพพันปี จึงฉายออกมาสู่สายตาสาธารณชน ออกมาไม่ขาด ราวกับเป็นงานโชว์ แสนยานุภาพของราชวงศ์ เก่าแก่โบราณก็มิปาน กลุ่มคนที่มามุงดูก็พลอยได้รับผลประโยชน์ไปโดยปริยาย
ด้านอี้เฉิน พร้อมกับอนุชนดินแดนเทพนับหมื่นชีวิตที่โดนพายุทอร์นาโด พัดขึ้นไปด้านบนชั้นฟ้า ประหนึ่งเป็นการร่ายรำ ของธรรมชาติที่บ้าคลั่ง เมื่อผ่านประตูมิติที่เต็มไปด้วยสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบไปได้ ร่างของหลายๆ คน ก็ราวกับมาโผล่อีกโลกใบหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังเก่าแก่โบราณ ทว่ารูปร่างมันแปลกตาไม่น้อย ทุกๆ ที่เต็มไปด้วยแท่งเสาสีดำขนาดใหญ่แถม พวกมันเหล่านั้นยังสามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ ของแท่งเสาได้ตลอดเวลา ลอยเหนือห้วงบรรยากาศที่มืดครึ้ม น่าอึดอัดวังเวง มาพร้อมเสียงฝีเท้าของฝูงซอมบี้ กองทัพใหญ่ พุ่งปราดโจมตีพวกเขาที่พึ่งมาใหม่อย่างบ้าคลั่ง
แต่พวกเขากลุ่มคนดินแดนเทพ ไม่มีใครคิดถอยหนี กลับเข้าไปภายในประตูมิติ ที่พวกเขาจากมา แม้แต่คนเดียว แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความยึดมั่น มองไปในทิศทางด้านหน้า สืบเท้าพุ่งปราดกันออกไปอย่างบ้าคลั่ง หมายจะช่วงชิงของล้ำค่าให้ได้เป็นคนแรก
ทว่า ทันทีที่หลายๆ คนสังเกตเห็น อีกฟากหนึ่งที่ไม่ห่างจากกลุ่มคนดินแดนเทพมากนักมีประตูมิติหนึ่ง เปิดอยู่เฉกเช่นเดียวกัน มันก็ทำให้หลายคน หนังหัวชาวาบ หัวใจเต้นรัวแรง ราวกับกลองศึกหนังสัตว์ ที่ถูกตีออกมาอย่างรัวเร็ว
เมื่อเห็นปราณพลังของ บุรุษหนุ่มผู้บ้าคลั่ง มีแต้มสีดำกลางหน้าผาก ใบหน้าโหดเหี้ยม ร่างกายสูงใหญ่กำยำ เต็มไปด้วยมัดกล้าม เผยให้เห็นหน้าอกที่สลักลายเลือดเอาไว้จนเด่นชัด กระโดดมาจากอีกฟากหนึ่ง อย่างไม่เกรงกลัวผู้คนดินแดนเทพนับหมื่น ส่งหมัด อัดกระแทกใส่ ซากปรักหักพัง ที่มีอนุชนดินแดนเทพอยู่ ร่วมๆ หมื่นชีวิต อย่างไม่หวั่นเกรง ปัง!!!!! ปราณพลังสีดำแผ่ซ่านออกไปอย่างรวดเร็ว มาพร้อมกับอายสังหารที่โหมซัดออกมาไม่ขาด ปราณพลังสีดำก่อเกิดคลื่นเป็นวงกว้าง กลืนกินพื้นที่บริเวณนั้น จนกลายเป็นหลุมยุบใหญ่
ส่งผลให้อนุชนดินแดนเทพ ตายตกลงไปภายในหุบเหวลึก มาพร้อมเสียงร้องโหยหวนของกลุ่มที่ตกลงไป ภายในคมเขี้ยวของปากอเวจี ที่ชายหนุ่มสร้างขึ้น ซากปรักหักพัง พินาศในพริบตา
ชายหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวขึ้นมาด้วยความตกใจ พร้อมกับใบหน้าที่หวาดกลัว เมื่ออยู่ต่อหน้ากลุ่มคนทวีปมืด "เป็นไปได้อย่างไร ไอ้หมอนั้น มันหยั่งรู้สรรพสิ่ง ได้อย่างนั้นหรือ?"
ก่อนบุรุษหนุ่มผู้บ้าคลั่ง จะถูกหลวงจีนน้อย สกัดกั้นไม่ให้หนีไปไหน ส่งหมัดอัดกระแทก บุรุษหนุ่มผู้บ้าคลั่ง ออกไปอย่างรุนแรง เขาก็คือรั่วหยินอนุชนของทวีปมืด ผู้ภักดีต่อจักรวรรดิ ซูถู เมื่อร่างที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงของ รั่วหยิน ตกกระทบพื้นเบื้องล่างจนสั่นไหว ครั้นเมื่อเขายันกายขึ้นมา เช็ดเลือดที่เปรอะเปื้อนมุมปากได้ เขากล่าวหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง น้ำเสียงนั้นสั่นคลอนหัวใจคนดินแดนเทพได้ไม่น้อย "เจ้าคน ดินแดนเทพ มีปัญญาแค่นี้เอง อย่างนั้นหรือ"
ด้านอี้เฉินเอง เขายังจดจำปราณพลังสีดำนั้นได้ไม่เคยลืม ต้องเป็นอนุชนทวีปมืดเขตปลอดคนอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่คิดเพียงเปิดฉาก อนุชนดินแดนเทพ จะตายตกไปมากมายหลายร้อยคนเช่นนี้
ครั้นเมื่อเขาปรายตา ออกไปมองกลุ่มของอนุชนทวีปมืด กลับมองเห็นบุรุษผู้หนึ่ง ใบหน้าสวมใส่ หน้ากากเหล็ก ครึ่งใบหน้า ราวกับคนเสียโฉม พร้อมกับยกยิ้มมาให้ตัวอี้เฉินอย่างบ้าคลั่ง ราวกับเขารู้จักอี้เฉินเป็นอย่างดี รอยยิ้มนั้นของชายหนุ่มที่ไม่เปิดเผยใบหน้า มันจึงทำให้อี้เฉินหัวใจสั่นสะท้านได้ไม่น้อย
ก่อนที่บุรุษสวมหน้ากากเหล็ก ผู้นั้นจะกล่าวสั่งการคนของเขา ไม่สนใจ คนดินแดนเทพ เสียด้วยซ้ำ "พวกเราออกเดินทาง สิ่งสำคัญคือการช่วงชิง ซากเซียนเทวะ เปิดเส้นลมปราณเซียนในตำนาน"
ครั้นคำพูดนั้นเอ่ยเสร็จสิ้น ร่างที่ราวกับกลุ่มเพลิงดำก็พุ่งทะยานหายออกไป คนอื่นๆ เองก็ตามไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น บุรุษหนุ่มผู้บ้าคลั่ง ร่างกายกำยำนามว่ารั่วหยิน หญิงสาวที่ไปพร้อมกับกลุ่มควันดำรูปร่างมังกร เองก็พุ่งปราดตามชายหนุ่มไปด้วยเช่นกัน แต่แววตาคู่นั้นของนาง แฝงด้วยความตาย ให้ความรู้สึกที่น่าหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก
กลุ่มคนทวีปมืดเหล่านั้น ไม่คิดสนใจ กลุ่มคนของดินแดนเทพ อยู่ในสายตาเสียด้วยซ้ำ ครั้นเมื่อเห็นคนอื่นๆ รุดหน้าไปไกล หลายๆ คนก็ต่างตามกันไปอย่างบ้าคลั่ง ปล่อยให้อนุชนดินแดนเทพ ยืนนิ่งอึ้งตกตะลึงสุดแสนอยู่เช่นนั้น ก่อนที่หลายๆ คนจะได้สติ กลับมา
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันรวดเร็วเกินไป เกินกว่าที่พวกเขาเหล่าอนุชน จะประมวลผลภายในหัวสมองทัน แม้แต่ฝูงซอมบี้ ที่พุ่งเข้าโจมตียังแตกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ลงไปภายใต้หุบเหวลึก นับไม่ถ้วนนั้น มันจึงทำให้หมู่ชนต่างกลืนน้ำลายลงคอไปคำใหญ่
องค์ชาย ชิงไป๋ยี่ เขาสบถด่าออกมาในทันที "เหตุใดไม่มีใครล่วงรู้ว่า กลุ่มคนพวกนั้น ก็จะมายังสถานที่แห่งนี้เฉกเช่นเดียวกับพวกเรา นั้นมันหมายความว่าเช่นไร ..ข้าก็นึกว่า มีแค่พวกเรากลุ่มคนดินแดนเทพเสียอีก อย่างไรก็ไม่อาจให้พวกมัน เอาซากเซียนเทวะ ไปครอบครองได้ พวกเราคนดินแดนเทพเร่งค้นหาซากเซียนเทวะ เร็วเข้า"
สุสานเซียน โบราณ ยามนี้จึงเป็นที่หมายตาของเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ หลายกลุ่มก็ต่างพากันเข้าไปภายในเขาวงกต หมายมั่น พิชิตข้ามผ่านมันไปให้ได้ แถมเหมือนสถานที่แห่งนี้ ยังเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ของการห้ามบินสูง หากไม่ระวังชีวิตน้อยๆ อาจตายตกลงได้ง่ายๆ
ทว่าเยว่ชิงเซียน ที่เห็นกายาอี้เฉิน สั่นไหวน้อยๆ เอาแต่ยืนนิ่งครุ่นคิดถึงบางอย่าง มันจึงทำให้นางไม่สบอารมณ์ อี้เฉินเท่าใดนัก เมื่อเห็นกลุ่มคนอื่นๆ ทยอยจากไปกันไปแล้ว ในยามนี้ หากยังชักช้า พวกเขาได้อดเข้าไปภายใน สุสานเซียนโบราณแน่
"เจ้าจะมัวยืนบื้อ อยู่อย่างนั้นอีกนานไหมอี้เฉิน" แต่เมื่อนางเห็นสีหน้าของอี้เฉินซีดเผือด เต็มไปด้วยความกังวลใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นางจึงกล่าวพูดออกมาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
"อี้เฉิน หรือ หรือ ว่าเจ้ารู้ตัวตนของพวกเขาเหล่านั้น ว่าพวกเขาเป็นใครกันแน่"
อี้เฉินพยักหน้ารับด้วยความเร็ว อันน่าเหลือเชื่อ "อืมๆ ข้าเคยพบเจอ กลุ่มคนเฉกเช่นนี้มาก่อน ในยามที่ข้าไปเยือน ด่านผาแต้มโลหิต แต่ข้าแปลกใจไม่น้อยเหตุใดคนทวีปมืด ภายในเขตปลอดคน ถึงเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ได้ ราวกับมีความจริงบางอย่างแอบซ่อนจากพวกเราไว้"
สิ้นคำพูดของอี้เฉิน มันก็ทำให้เขาครุ่นคิดถึงคำสั่งไล่ล่าฆ่าสังหาร ของจักรพรรดิเพลิง อันหนาน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดพึมพำออกมา "คงไม่ใช่ว่า คำสั่งล่าสังหาร จะมาถึงยังสถานที่แห่งนี้ด้วยหรอกนะ"
แต่ในยามนี้ เยว่ชิงเซียนตกใจกับถ้อยคำที่อี้เฉินเอ่ยพูดออกมาไม่น้อย ไม่คิดว่ากลุ่มคนภายในเขตปลอดคน ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ยังไม่กล้าเข้าไปสำรวจ จะน่าหวั่นเกรงถึงเพียงนี้ ไม่ด้อยไปกว่าอนุชนดินแดนเทพของพวกเรา เผลอๆ จะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ
ก่อนอี้เฉิน จะผ่อนลมหายใจ ครุ่นคิดไปก็เปล่าประโยชน์ เมื่อจิตใจกลับมาสงบนิ่งเยือกเย็นได้อีกครา เขาสืบเท้า ก้าวเดินไปด้านหน้า ต่อในทันที ครั้นหันไปมองสบตาเยว่ชิงเซียน เป้าหมายที่พวกเขา ต้องเผชิญเกรงว่าจะเลี่ยงไม่พ้นเขาวงกต ที่ห้ามบินทะยาน ในยามนี้ที่เต็มไปด้วยเสียงต่อสู้ ที่ดังออกมาไม่ขาดสาย จนเกิดจลาจลใหญ่ อนุชนล้มตายกันไปไม่น้อย