บทที่ 18 จิ้งจอกป่าสายนอก!
"ถึงคุณยายของผมจะขี้ขลาด แต่พอคิดว่าปีศาจเฒ่านั่นทำให้นายท่านสามและหวังป้านเซียนต้องตาย คุณยายก็ตัดสินใจว่าต่อให้ต้องรวบรวมความกล้ามากแค่ไหน ก็จะขอตามท่านนักพรตจางและเถี่ยเอ้อร์เกอไปด้วย เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับคนในหมู่บ้าน!
เถี่ยเอ้อร์เกอนิสัยตรงไปตรงมา พอเห็นว่าคุณยายเป็ผู้หญิง ระหว่างทางเขาจึงเอาแต่เกลี้ยกล่อมไม่ให้คุณยายเข้ามาพัวพันด้วย แต่คุณยายก็ดื้อรั้นมาก ไม่ยอมฟังเลยสักนิด
ส่วนท่านนักพรตจางคนนั้นกลับมีสีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อน เขาบอกเพียงว่ามีเขาอยู่ด้วยไม่มีทางพลาดหรอก ถ้าคุณยายอยากตามมาก็ให้ตามมาเถอะ ทั้งสามคนไม่ได้ขับรถ แต่ใช้วิธีเดินเท้าจากูเาหลังหมู่บ้านมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ
เพราะถนน่นั้นโคลนตมและพังยับเยินจนรถไม่สามารถขับเข้าไปได้ พวกเขาจึงต้องเดินเกือบทั้งบ่าย จนกระทั่งฟ้ามืด ท่านนักพรตจางถึงบอกคุณยายว่าใกล้จะถึงแล้ว
คุณยายจะดื้อแค่ไหน แต่ยังไงก็เป็ผู้หญิง พอไปถึงป่าเขาที่รกร้างแบบนั้น จะบอกว่าในใจไม่กลัวเลยก็คงเป็ไปไม่ได้
ยิ่งเดินไป คุณยายก็ยิ่งขวัญเสีย เถี่ยเอ้อร์เกอเป็คนรู้จักดูแลคนอื่น ส่วนท่านนักพรตจางเดินนำหน้าเพื่อเปิดทาง เถี่ยเอ้อร์เกอจึงให้คุณยายเดินตรงกลาง ส่วนตัวเขาเดินรั้งท้ายเพื่อทำหน้าที่ระวังหลัง
คืนนั้นคุณยายเล่าว่า ดวงจันทร์บนท้องฟ้าถูกเมฆดำบดบังแสงจนมิด ทางทิศเหนือของูเาหลังหมู่บ้านเงียบสงัด มืดมิด หนาวเย็นและชื้นแฉะ จนทำให้รู้สึกเย็นสันหลังวาบเลยล่ะ
ขณะที่ทั้งสามคนเดินไป แสงจันทร์ก็ยิ่งหม่นแสงลง จนแทบจะมองไม่เห็นทางข้างหน้า ท่านนักพรตจางดูเหมือนจะเป็คนที่มีวิชาจริง ๆ เขาใช้นิ้วคีบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่เห็นเขาขยับตัวอะไรมาก แค่สะบัดในอากาศเบา ๆ ยันต์แผ่นนั้นก็มีไฟลุกโชนขึ้นมาทันที
เถี่ยเอ้อร์เกอกับคุณยายถึงกับตาค้าง มองดูวิชาเต๋าที่ราวกับมายากลนั้นจนพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ท่านนักพรตจางอธิบายว่า วิชาเล็กน้อยไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง นี่เป็เพียงยันต์จุดโคมปราณหยางเท่านั้น ใช้สำหรับให้แสงสว่าง ไม่มีฤทธิ์เดชอะไรมากมาย
ท่านนักพรตจางคีบยันต์ไว้ในมือ ก้าวเดินอย่างมั่นคง นำคุณยายและเถี่ยเอ้อร์เกอเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่ง พอเข้าไปได้ ท่านนักพรตจางก็ยื่นมือออกไปกั้นทางพวกเขาไว้ พลางสูดดมอย่างแรงแล้วพูดว่า 'กลิ่นสาบจิ้งจอกแรงมาก'
ท่านนักพรตจางกล่าวว่า 'ผมทราบแล้วว่าปีศาจที่ปลอมเป็พังพอนเหลืองตัวนั้นคือใคร' เถี่ยเอ้อร์เกอจึงถามด้วยความสงสัย 'ท่านนักพรตจาง ใครกันครับ?'
ท่านนักพรตจางกางนิ้วทั้งห้า ทุกครั้งที่พูดหนึ่งคำ นิ้วจะงอลงหนึ่งนิ้ว เขาพูดว่า 'จิ้งจอก พังพอน เม่น งู หนู ซึ่งเป็ห้าเซียนแห่งพื้นบ้าน พังพอนเหลืองตัวนี้มีตบะแก่กล้ามาก แต่ตัวที่มีตบะแก่กล้ายิ่งกว่าพังพอนเหลืองได้ ย่อมต้องเป็จิ้งจอกเซียนเท่านั้น'
ในสมัยของคุณยาย ผู้คนทั่วไปเชื่อกันว่าสุนัขจิ้งจอกมีจิติญญา สามารถก่อเื่วุ่นวายหรือกลายเป็ปีศาจได้ และสามารถบรรลุเป็เซียนได้เช่นกัน พวกมันเชี่ยวชาญวิชาเต๋า สามารถตอบแทนบุญคุณ แก้แค้น หรือแม้แต่มีความรักกับมนุษย์ และในขณะเดียวกันก็สามารถรักษาโรคภัยให้ผู้คนได้ด้วย
ชื่อของจิ้งจอกเซียนนั้น คุณยายและเถี่ยเอ้อร์เกอย่อมต้องรู้จักเป็อย่างดี เพราะในบรรดาห้าเซียนแห่งพื้นบ้าน จิ้งจอกเซียนนั้นถูกจัดให้อยู่ในอันดับหนึ่ง
พอได้ยินว่าคนที่ฆ่าหวังป้านเซียนและนายท่านสามอาจจะเป็จิ้งจอกเซียน เถี่ยเอ้อร์เกอและคุณยายก็หน้าถอดสีทันที ถึงขนาดที่คุณยายเริ่มมีความคิดอยากจะถอยกลับ ต้องรู้ก่อนว่านั่นคือจิ้งจอกเซียนนะ คนธรรมดาจะไปล่วงเกินได้อย่างไร?
ท่านนักพรตจางสังเกตเห็นสีหน้าของเถี่ยเอ้อร์เกอและคุณยาย จึงหัวเราะฮ่า ๆ แล้วกล่าวว่า 'ไม่เป็ไร มีผมอยู่ ทั้งสองท่านไม่จำเป็ต้องตื่นตระหนกหรอก
จิ้งจอกเซียนนี้ก็แบ่งเป็หลายประเภท ประเภทที่สืบเชื้อสายถูกต้องที่สุดคือเผ่าถูซาน และประเภทที่มีตบะสูงสุดคือจิ้งจอกเก้าหาง ซึ่งปัจจุบันแทบจะหาดูได้ยากแล้ว
ส่วนจิ้งจอกผู้ภักดี โหย่วซู และพวกจิ้งจอกป่าที่ไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม ทั้งหมดนี้ไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง ถ้าผมเดาไม่ผิด สัตว์เดรัจฉานในถ้ำแห่งนี้ ก็เป็แค่พวกสายนอกเท่านั้น
แม้จิ้งจอกป่าจะมีตบะลึกล้ำ แต่ก็ไม่มีชื่อเสียงและตำแหน่ง ยิ่งไม่ใช่เซียนดินสายหลัก แม้ผมจะมีตบะเพียงน้อยนิด แต่การจัดการจิ้งจอกป่าตัวหนึ่งย่อมไม่ใช่เื่ยาก!'
พอคุณยายและเถี่ยเอ้อร์เกอได้ยินจางเทียนซือพูดเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกเหมือนยกูเาออกจากอก เพราะในสายตาของพวกเขา เทียนซือที่มาจากเขาหลงหู่คนนี้ดูจะมีฝีมือจริง ๆ ไม่เหมือนพวกหมอดูหลอกลวงหรือป้านเซียนธรรมดาทั่วไป และยิ่งเทียบไม่ได้เลยกับพวกสิบแปดมงกุฎที่เที่ยวหลอกลวงคนไปวัน ๆ
ทั้งสามคนเดินลึกเข้าไป ยิ่งเดินเข้าไปในถ้ำ กลิ่นสาบจิ้งจอกก็ยิ่งรุนแรงขึ้น จนถึง่ครึ่งหลัง กลิ่นจิ้งจอกที่เข้มข้นนั้นทำให้คุณยายทนไม่ไหว
ด้วยความจนใจ เถี่ยเอ้อร์เกอจึงดึงผ้าสองผืนที่เดิมทีตั้งใจจะเอาไว้เย็บเสื้อผ้าออกมาจากห่อของตน ยื่นผืนหนึ่งให้คุณยายใช้ปิดจมูกและปากเพื่อกรองกลิ่น ทำให้คุณยายสามารถอดทนเดินตามพวกเขาไปจนถึงที่สุดได้
ต้องบอกว่าจางเทียนซือคนนั้นเป็ยอดคนจริง ๆ ทั้งที่กลิ่นรุนแรงขนาดนี้ แต่เขากลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หน้าไม่แดง ใจไม่สั่น สีหน้าเรียบเฉยและสงบนิ่ง คาดว่าคงจะรู้จักวิชาเต๋าในการกักลมหายใจ
หลังจากเข้าถ้ำไปได้สิบกว่านาที ในถ้ำก็มีเสียงสะท้อนดังขึ้น เริ่มจากเสียงหัวเราะที่ชวนให้ขนหัวลุก คิก ๆ ๆ...
จากนั้นคุณยายก็ได้ยินเสียงที่เหมือนกับเด็ก ซึ่งแยกไม่ออกว่าเป็ผู้ชายหรือผู้หญิง
เสียงนั้นแหลมและบาดหู กล่าวว่า 'แค่มนุษย์เดินดินธรรมดา กล้าดีอย่างไรมาเหยียบถิ่นของเซียน อยากตายนักใช่ไหม!'
สิ้นคำพูด หางจิ้งจอกเส้นหนึ่งก็พุ่งออกมาจากส่วนลึกของถ้ำที่มืดมิด ซึ่งมีความยาวถึงสิบกว่าเมตร!
ขนบนหางจิ้งจอกเปลี่ยนเป็แหลมคมในทันที ราวกับหนามบนตัวเม่น พุ่งตรงเข้าหาใบหน้าของจางเทียนซือ
เถี่ยเอ้อร์เกอรีบหยิบขวานที่เตรียมไว้ขึ้นมา ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วฟันเข้าที่หางจิ้งจอกนั้น แต่ผลปรากฏว่าราวกับฟันลงบนเหล็กกล้า หางจิ้งจอกไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน แต่ขวานในมือของเถี่ยเอ้อร์เกอกลับบิ่นและทื่อทันที
คุณยายใจนขาอ่อน ทรุดตัวลงพิงกำแพง นั่งนิ่งไม่ไหวติง
ในขณะที่เถี่ยเอ้อร์เกอและคุณยายกำลังเป็ห่วงจางเทียนซือ ท่านนักพรตจางกลับคีบยันต์เขียวออกมาแผ่นหนึ่งอย่างสบาย ๆ แล้วนำไปแปะ บีบ ยก และตบลงบนหางจิ้งจอกอย่างต่อเนื่องในคราวเดียว!
หนามบนหางจิ้งจอกราวกับถูกกระตุ้นด้วยอะไรบางอย่าง มันเหี่ยวลงทันที และกลับกลายเป็ขนที่นุ่มนิ่มเหมือนเดิม ก่อนจะหดกลับไปเอง!
ในถ้ำมีเสียงหัวเราะเ็าดังขึ้นอีกครั้ง 'ไอ้แก่จมูกโตที่ใกล้ตายนี่ วิชาเต๋าน้อยนิดแค่นี้ยังกล้าเอามาอวดรึ? ไปตายซะเถอะ!'
พริบตานั้น หางจิ้งจอกอีกระลอกก็พุ่งพรวดออกมาจากถ้ำ ครั้งนี้หางจิ้งจอกมีถึงสามเส้น พุ่งเข้าโจมตีท่านนักพรตจางจากสามทิศทาง คือ บน กลาง และล่าง
ในขณะที่ดูเหมือนว่าท่านนักพรตจางกำลังจะถูกหางทั้งสามเส้นทิ่มแทง ท่านนักพรตจางก็แค่นเสียงหึ แล้วสะบัดแขนเสื้อทั้งสองข้างให้ปลิวไสวตามลม
จากแขนเสื้อทั้งสองข้าง มีกระบี่ไม้ท้อที่เปล่งแสงสีแดงและแส้หางม้าสีทองพุ่งออกมา ซึ่งท่านนักพรตจางรับไว้ในมือซ้ายและขวาตามลำดับ
ทุกคนได้ยินท่านนักพรตจางะโว่า 'เ้าสัตว์เดรัจฉาน อย่าได้บังอาจนะ!' จากนั้นท่านนักพรตจางก็แทงกระบี่ออกไป และสะบัดแส้หางม้าเบา ๆ ทั่วทั้งถ้ำพลันเกิดแสงสีทองเจิดจ้า
หางจิ้งจอกทั้งสามเส้นมีเืสาดกระเซ็นและหดกลับไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีเสียงร้องโหยหวนดังลั่นภายในถ้ำ"