ชายหนุ่มหลับอยู่บนที่นั่งข้างคนขับที่ถูกปรับให้เอียงจนถึงขีดสุด
ในจังหวะที่หน้าปัดนาฬิกาเปลี่ยนจากเวลา 17.59น.เป็18.00น.นั้นเอง หนูแฮมสเตอร์สีขาวดำ 2 ตัวก็มุดออกจากกระเป๋าเสื้อคลุมและพุ่งตัวเข้าหาชายหนุ่ม ทั้งสองตัวะโเหยียบใบหน้าของชายหนุ่มอย่างคึกคะนอง
คนที่กำลังนอนอยู่ทำหน้าบิดเบี้ยว ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“......เป็การปลุกที่วุ่นวายดีจังนะ โคมะ ฟุกุ”
เขากระซิบเบา ๆ ให้กับทั้งสองตัว เขาบิดี้เีหนึ่งทีแล้วจึงลุกขึ้นนั่ง
ชายหนุ่มอายุราว ๆ 20 ปีกว่า ๆ ได้ ใบหน้าไม่ได้ถึงขั้นคมคายนักแต่ว่าด้วยหนวดที่ยังไม่ได้โกนและสายตาคู่นั้นทำให้ความประทับใจเปลี่ยนเป็ติดลบได้ หากใส่เสื้อผ้ารสนิยมแย่ ๆออกไปเดินข้างนอก คงกลายเป็ยากูซ่าได้ไม่ยากเลย
“หลับฝันดีหรือเปล่าครับ?”
หนุ่มผมยาวที่นั่งอยู่ในที่นั่งคนขับรถเอ่ยปากถามขึ้นขณะกางแผนที่หากเปรียบเทียบกับตัวเขาแล้ว ชายหนุ่มมีภาพลักษณ์ที่อ่อนโยน และนุ่มนวลกว่ามากด้วยั์ตาที่ฉลาดหลักแหลมและน้ำเสียงที่อ่อนหวานทำให้ชายหนุ่มแผ่บรรยากาศที่คนอื่นจะต้องผุดรอยยิ้มออกมา
“ไม่เลย ฝันร้ายต่างหาก ------อะไรกันยังไม่ถึงอีกรึ?”
“ถ้าหากคุณจูโร่นำทางให้ดีกว่านี้ป่านนี้ก็อาจจะถึงแล้วล่ะครับ แต่ว่าเล่นนอนกลางวันตลอดเลยนี่นา”
“ฉันไม่ถนัดน่ะ ไอ้การอ่านแผนที่เนี่ย”
“ถ้างั้น ก็ควรจะผลัดเปลี่ยนมาขับรถบ้าง”
“ไม่ใช่ว่าไม่ถนัดขับรถนะ แต่ฉันไม่ชอบแล้วก็....คนที่พูดว่าจะขับรถน่ะมันนายไม่ใช่หรือไง โนเสะ”
“ผมคิดว่าจะให้มาสลับเปลี่ยนกันกลางทางน่ะครับใครจะไปคิดว่าพอออกรถปุ๊บ ก็เดินทางไปโลกแห่งความฝัน แล้วไม่ยอมกลับมาอีกเลยแบบนี้กันล่ะครับ”
“คำนวณพลาดเองนี่ รับกรรมไปสิ”
“......ก็เพราะแบบนี้ไงครับถึงได้ถูกส่งมาด้านนอกแบบนี้น่ะ คุณจูโร่”
“นายเองก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไง”
“อย่าเหมารวมกันแบบนั้นสิครับผมน่ะไม่ได้ถูกส่งมาข้างนอกเพราะละเลยหน้าที่เสียหน่อย”
โนเสะถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือกก่อนจะดึงสายตากลับไปจ้องแผนที่เหมือนเดิม
เส้นทางต่อจากถนนหลักถูกแบ่งออกอย่างซับซ้อนเป็ถนนติดูเาและถนนติดทุ่งนา ในตอนนี้พวกเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถเลือกเส้นทางได้พูดง่าย ๆ ว่าหลงทางนั่นแหละ
ถ้าหากเป็ในตัวเมืองก็คงจะถามคนที่ผ่านไปมาได้อยู่หรอกแต่โชคร้ายที่ตรงนี้ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้พวกเขาจอดรถไว้ตรงไหล่ทางของถนนอันกว้างใหญ่ ทั้งรถที่ตามมาด้านหลังหรือเงาคนที่เดินอยู่บนทางก้อนอิฐอันสวยงามก็ไม่มีแม้แต่น้อยสิ่งที่เข้าสู่สายตานั้นมีเพียงทุ่งนากว้างกับูเาที่อยู่อีกฝั่งเพียงเท่านั้น
“แล้ว ใกล้จะไปถึงสถานที่เป้าหมายแล้วรึยัง?”
จูโร่เอ่ยถามขึ้นปนเสียงหาว
“อืม----- อีกฝั่งของสถานีสินะครับหากเจอเข้ากับรางรถไฟแล้วล่ะก็.....”
ในตอนที่โนเสะตอบคำถามแฮมสเตอร์ทั้งสองตัวที่เล่นอยู่บนบ่าของจูโร่ก็ส่งเสียงออกมาและยืนขึ้นด้วยเท้าหลังของมัน
“........หืม?”
จูโร่เงยหน้าขึ้น และพบกับเงาร่างคนกำลังจูงหมาออกมาเดินเล่นอยู่ด้านหน้า
“---------อ่า มันน่าอายนิดหน่อยนะครับคือเราอยากจะไปให้ถึงสถานีโมริงะโอกะก่อนน่ะครับพอถึงที่นั่นแล้วค่อยเดินทางต่อจนถึงที่หมายด้วยตัวเอง”
โนเสะพูดด้วยท่าทางเป็มิตร เื่แบบนี้ให้ชายหนุ่มพูดดูจะเหมาะสมกว่าคนที่หน้าตาแย่อย่างจูโร่
“อ๋อ ตรงนี้อยู่แถว ๆ นี้ล่ะมั้ง ส่วนสถานีก็ตรงไปแล้วก็เลี้ยวถนนนี้---------”
ชายแก่ชี้แผนที่พร้อมกับอธิบายลำดับเส้นทางให้ฟังจากนั้นจึงมองโนเสะที่ผงกหัวอย่างขอบคุณด้วยสายตาสงสัย
“แต่ว่าพวกเธอจะไปเที่ยวที่เมืองน่าเบื่อแถมไกลปืนเที่ยงแบบนั้นเหรอ?”
“เปล่า ทำงานน่ะครับ ผมย้ายมาทำงานที่นี่ครับ------ที่บอกว่าน่าเบื่อเนี่ย ที่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่ได้รับความรักจากธรรมชาติมากๆ หรอกหรือครับ? ดูสิครับ ดอกซากุระเองก็ใกล้จะบานแล้วแถมถนนแถวนี้ก็น่าจะมีทิวทัศน์ที่สวยงามนะครับ”
ชายหนุ่มพูดเช่นนั้นพลางชี้ไปที่ต้นซากุระซึ่งปลูกเรียงรายอยู่ข้างๆ ทางเดิน ที่กิ่งของต้นไม้เริ่มจะมีดอกตูมเล็ก ๆ งอกขึ้นมาหากดอกไม้บานเต็มที่ก็คงจะเป็ภาพที่สวยงามน่าชมอย่างแน่นอน
แต่ว่าชายแก่กลับนิ่วหน้า
“ก็เป็ได้แค่ของประดับที่ใช้เงินฟุ่มเฟือยเท่านั้นล่ะบ้านนอกแบบนี้ถึงจะสร้างทิวทัศน์ที่สวยงามขึ้นมาก็คงไม่มีใครมองอยู่ดีเ้าพวกนี้น่ะ-------”
เขาก้มลงมองดูหมาสีขาวตัวใหญ่ที่นอนหมอบอยู่ใต้เท้าอย่างเงียบ ๆหมาพันธุ์อะกิตะล่ะสินะ
“แทนที่จะเป็ทางเดินหินแบบนี้ สู้เดินไปรอบ ๆทางเดินบนทุ่งนาคงจะดีเสียกว่าเงินช่วยเหลือที่เข้ามาก็ทำให้พวกคนใหญ่คนโตในเมืองดีใจจนตัวสั่นน่ะสิไม่ชอบเลยจริง ๆ”
“หา เงินช่วยเหลืองั้นหรือครับ?”
“อีกฝั่งของสถานีน่ะ ที่ฝั่งูเามีตึกเอ----ชื่ออะไรซักอย่างของพวกจอมเวทอยู่......”
“โรงเรียนฝึกอบรมของจอมเวท?”
“ใช่ ๆ นั่นแหละ นั่นแหละั้แ่ที่รับให้พวกนั้นเข้ามาเมื่อหลายปีก่อน ก็มีเงินจากรัฐบาลเข้ามาอยู่เรื่อยๆ เลยล่ะ แต่ก็นะ ถ้าไม่ชักจูงด้วยเงินก็คงไม่มีใครควบคุมเ้าพวกน่ากลัวพวกนั้นได้ล่ะนะ”
“คุณลุงไม่ชอบจอมเวทเหรอครับ?”
“เกลียดเลยล่ะ น่าขยะแขยง แถมยังน่ากลัวด้วยพวกนี้เกิดมาก็มีพลังที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนอยู่สินะ?เหมือนกับสุ่มแจกปืนให้โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมหรือลักษณะนิสัยเลยไม่ใช่หรือไงกัน?”
ชายแก่ตอบด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว
โนเสะฝืนยิ้มออกมาในขณะที่มองดูแผ่นหลังของหนึ่งคนและหนึ่งตัวที่เริ่มออกเดินอีกครั้ง
“หวา ถูกเกลียดสินะครับ พวกเราน่ะ”
“ก็ไม่ใช่เื่ที่เพิ่งเกิดเสียหน่อย........เราช้ากว่ากำหนดการแล้วนะ รีบไปกันเถอะ”
“ครับ ครับ”
หลังจากตรวจดูแผนที่อีกรอบแล้ว โนเสะจึงเหยียบคันเร่งเพื่อออกรถ
***
ไม่ว่าจะเป็นักบวชที่มีพลังเหนืุ์ นักบุญที่สร้างปาฏิหาริย์หรือแม่มดที่น่ากลัวเหล่ามนุษย์ที่มีพลังอันผิดธรรมชาตินั้นไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็มีด้วยกันทั้งนั้นสิ่งที่ทำให้จุดยืนในสังคมของคนเ่าั้ไม่มั่นคงก็คือการที่สังคมมองว่าไม่มีวิธีชี้วัดความสามารถเ่าั้อยู่
แต่ทว่า“ทฤษฎีเกี่ยวกับการมีอยู่ขององค์ประกอบพลังวิเศษและเฝ้าสังเกตการณ์”-----หรือเรียกทั่ว ๆ ไปว่า “ทฤษฎีมานา” ที่ถูกเรียกร้องในศตวรรษที่ 20 นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในตอนนั้นอย่างใหญ่หลวง
ผลลัพธ์การวัดผลอย่างละเอียดของการเปลี่ยนแปลงในสมองของคนที่ใช้พลังพิเศษนั้นนำไปสู่ทฤษฎีที่กล่าวว่าในตอนที่ใช้งานเวทมนตร์ พวกเขาเ่าั้จะรับรู้ได้ถึง “อะไรบางอย่าง”จากนั้นจึงหยิบยืมพลังจากส่วนนั้นออกมา
จากนั้นก็ได้มีการทดลองซ้ำ ๆ อีกหลายรอบ เหล่าจอมเวทต่างพูดกันว่า“รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่กระจุกรวมกันอยู่แถว ๆ นี้”“สิ่งนั้นรวมตัวกันขึ้นด้วยรูปร่างที่เฉพาะทาง” “เมื่อยืมพลังจากตรงนั้นมา”“สิ่งที่ตนเองรับรู้ก็ปรากฏออกมาจริง ๆ สิ่งต่าง ๆ ก็บิดเบี้ยวไปตามที่คิดไว้”
“อะไรบางอย่าง” ที่ว่าจึงถูกเรียกว่า “องค์ประกอบพลังวิเศษ”หรือ “มานา” ตามภาษาของนักมานุษยวิทยาที่ไว้ใช้เรียกพลังลึกลับด้วยทฤษฎีนี้เองทำให้จอมเวทถูกจำกัดความไว้ว่า “มนุษย์ที่สามารถรับรู้และควบคุมมานาได้อย่างอิสระ”
ในปัจจุบัน เกือบทุกประเทศได้มีการกำหนดให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบเข้ารับการตรวจสอบความเหมาะสมทางด้านเวทมนตร์การตรวจสอบจะตัดสินจากการวัดผลการเปลี่ยนแปลงในสมองว่าเด็กสามารถรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวและกระแสของมานาหรือไม่ ภายใต้การเฝ้าดูของจอมเวท
อัตราส่วนของคนที่มีพร์อยู่ที่ประมาน 1 ต่อ 1000 คน แถมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในระดับที่สามารถรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของมานาเท่านั้นแต่ว่าคนที่มีพลังมากกว่านั้นหรือก็คือคนที่ถูกตัดสินว่าสามารถใช้งานเวทมนตร์ได้จริง ๆจะถูกเลี้ยงดูฝึกฝนในฐานะสมบัติของประเทศชาติั้แ่ยังเด็ก
ที่ญี่ปุ่นเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น การจัดการควบคุมผู้มีคุณสมบัติเป็จอมเวทเองก็ถูกกำหนดไว้โดยกฎหมายผู้ที่มีพลังถึงในระดับหนึ่งจะต้องเรียนรู้ศาสตร์การใช้เวทมนตร์ที่โรงเรียนฝึกอบรมที่ได้กำหนดไว้ส่วนผู้ที่มีพลังอันยอดเยี่ยมจะได้รับหน้าที่ของเ้าหน้าที่ของรัฐบาล-----หรือก็คือเ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษนั่นเอง
โรงเรียนที่พวกจูโร่ถูกส่งมาประจำการในฐานะผู้ฝึกสอนในครั้งนี้เองก็ถือเป็หนึ่งในโรงเรียนฝึกอบรมเช่นกัน
โรงเรียนฝึกอบรมโมริงะโอกะ
เด็ก ๆ ที่อยู่ที่นี่มีั้แ่ 6 ปีไปจนถึง12 ปี จำนวนราว ๆ 40 คน ทุกคนต่างก็เป็ว่าที่เ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษเด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับพื้นฐานเวทมนตร์และวิชาที่เหมาะสมกับโรงเรียนประถมที่นี่
***