เมื่อได้ยินว่าอีกไม่นานย่าจะช่วยไปสู่ขอที่บ้านสกุลหูให้มุมปากของหลินซือหย่วนก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว "คุณย่าครับไม่ต้องรีบร้อน พวกเราค่อยๆ ทำความรู้จักกันไปก่อนดีกว่าตอนนี้น้องเขายังเด็กอยู่เลยนะครับ!"
เมื่อเผชิญหน้ากับความปากไม่ตรงกับใจของหลานชายสุดที่รักแม่เฒ่าหลินก็แฉแบบไม่ไว้หน้า "ยังจะมาเล่นลิ้นอีกคิดว่าย่าดูไม่ออกหรือไงว่าหลานคิดอะไรอยู่ในใจน่ะ? ย่าเตือนไว้เลยนะถ้ายังอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่แบบนี้ ระวังจะโดนฟาดให้!"
หลินซือหย่วนยิ้มแหย"คุณย่าครับ ใจเย็นๆ ก่อน ผมหมายความว่า..."
พอพูดถึงเรื่องส่วนตัวของตัวเองหลินซือหย่วนหนุ่มร่างสูงเกินร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรกลับหน้าแดงขึ้นมาเสียอย่างนั้น
"ไม่รู้เลยว่าหลานชายคนโตของฉันจะขี้อายขนาดนี้พูดถึงเรื่องแต่งเมียก็ยังรู้จักเขินเป็นด้วย" แม่เฒ่าหลินหัวเราะพร้อมกับพูดแซว
จากนั้นแม่เฒ่าก็เก็บรอยยิ้มแล้วพูดกับหลินซือหย่วนด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เยวี่ยเยวี่ยเพิ่งกลับมาที่หมู่บ้านแถมบ้านอารองกับบ้านอาสามของสกุลหูยังคอยใส่ร้ายป้ายสีเธออีกชาวบ้านก็เลยไม่รู้ว่าเยวี่ยเยวี่ยเป็นคนดี แต่นานวันเข้าพวกชาวบ้านจะต้องมองเห็นความดีของเยวี่ยเยวี่ยแน่ๆ สาวงามบ้านไหนก็มีแต่คนอยากได้ตอนนั้นถ้ามีคนไปหาคู่แต่งงานให้เยวี่ยเยวี่ยถึงบ้านลุงฉางหมินหลานก็จะไม่มีโอกาสแล้วนะ"
"คุณย่าครับ คุณย่าไม่เชื่อมั่นในตัวผมขนาดนั้นเลยเหรอ?" ถึงแม้ว่าหลินซือหย่วนจะยอมรับว่าสิ่งที่คุณย่าพูดเป็นความจริงแต่เขาก็ยังค่อนข้างมั่นใจในตัวเอง
ใช่ว่าแม่เฒ่าหลินไม่ได้เชื่อมั่นในตัวหลานชายสุดที่รักเพียงแต่ว่าอยากเตือนให้เขาเร่งมือหน่อยเท่านั้นเอง
หลังจากได้ยินเสียงแม่ไก่ขันอย่างดีใจที่ออกไข่แล้วแม่เฒ่าหลินก็สั่งหลินซือหย่วนที่กำลังจะเทน้ำดื่ม "แม่ไก่บ้านเราวิ่งไปออกไข่ในป่าไผ่อีกแล้ว รีบไปเก็บกลับมาเร็วเข้า"
หลินซือหย่วนรับคำแล้วก็ลุกขึ้นเตรียมตัวออกไปป่าไผ่
สิ่งที่ทำให้หลินซือหย่วนแปลกใจก็คือตอนที่เขาไปเก็บไข่ กลับเห็นหูหลันเยวี่ยนั่งยองๆ อยู่ใต้ต้นไผ่ขนาดใหญ่
สาวน้อยนั่งยองๆอยู่ตรงนั้นเงียบๆ พร้อมกับเอาหัวซุกเข่า
หรือว่าเธอกำลังร้องไห้?
ไม่น่าเป็นไปได้นะอยู่ดีๆ เธอจะร้องไห้ทำไมกัน?
หลินซือหย่วนค่อยๆเดินเข้าไปใกล้กับตำแหน่งที่สาวน้อยอยู่ด้วยความอยากรู้
ในขณะนี้หูหลันเยวี่ยอยู่ในป่าไผ่ได้สักพักแล้ว
เธอเอาแต่หวนนึกถึงตัวเองในชาติก่อนที่เฉินเชี่ยนเชี่ยนวางแผนจัดการให้ตนมีชีวิตแต่งงานที่ไม่น่าอภิรมย์จนสุดท้ายจบลงด้วยโศกนาฏกรรม
รวมถึงเหตุผลที่เฉินเชี่ยนเชี่ยนบอกเธอในตอนสุดท้ายเกี่ยวกับเรื่องที่ทำไมพวกเธอสองคนถึงถูกพ่อแม่สลับตัวกัน
การที่พวกเธอสองคนถูกสลับตัวไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาแต่เป็นความตั้งใจของมนุษย์
ในเมื่อเป็นการกระทำของมนุษย์ก็ต้องหาหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาพิสูจน์ให้ได้ว่าการสลับตัวเด็กในตอนนั้นไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา
หูหลันเยวี่ยคิดว่าถ้าพ่อแม่แท้ๆได้รู้ความจริงเกี่ยวกับการสลับตัวเด็กในตอนนั้นแล้วพวกเขาก็จะสามารถปล่อยวางความผูกพันเก่าๆตอนที่อยู่ร่วมกับเฉินเชี่ยนเชี่ยนและจะไม่รู้สึกติดค้างที่เฉินเชี่ยนเชี่ยนต้องทนทุกข์ทรมานมาสิบแปดปีอีก
หูหลันเยวี่ยอยากให้คนที่ช่วยเหลือพ่อแม่อุปถัมภ์สลับตัวเด็กในตอนนั้นต้องชดใช้
ถึงแม้ในตอนนี้จะไม่มีหลักฐานแต่หูหลันเยวี่ยก็คิดว่าพ่อแม่อุปถัมภ์กับคนที่ช่วยพวกเขาสลับตัวเด็กในตอนนั้นจะต้องมีการติดต่อกันอยู่แน่ๆ
ไม่เช่นนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรที่พวกเขาจะหาลูกสาวแท้ๆของตัวเองเจอได้ง่ายดายขนาดนั้น?
ตราบใดที่หาผู้สมรู้ร่วมคิดที่ให้การช่วยเหลือพ่อแม่อุปถัมภ์สลับตัวเด็กในตอนนั้นออกมาได้ทุกอย่างก็จะกระจ่างแจ้ง
หูหลันเยวี่ยรู้ว่าตัวเองคงไม่สามารถหาคนที่ช่วยเหลือพ่อแม่อุปถัมภ์ในตอนนั้นออกมาได้ง่ายๆแต่เธอก็เชื่อว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
พอจัดการอารมณ์ที่ว้าวุ่นให้เข้าที่เข้าทางได้หูหลันเยวี่ยก็เตรียมตัวกลับบ้าน
พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นหลินซือหย่วนยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนกับท่อนไม้
เมื่อเห็นว่าใบหน้าที่เงยขึ้นของสาวน้อยดูเหมือนมีเรื่องกังวลใจหลินซือหย่วนก็รีบถามด้วยความเป็นห่วง "เป็นอะไรไป?ไปตลาดกลับมาสาย เลยโดนคุณลุงกับคุณป้าดุมาเหรอ?"
"พ่อกับแม่ไม่กล้าดุฉันหรอก" หูหลันเยวี่ยรีบแย้ง
"ไม่โดนดุก็ดีแล้ว!" สายตาที่ห่วงใยของหลินซือหย่วนมองสำรวจใบหน้าของหูหลันเยวี่ยอย่างถี่ถ้วน"ไม่ได้ร้องไห้ ดูท่าจะไม่โดนดุจริงๆ ด้วยแล้วทำไมถึงมานั่งยองๆ อยู่ตรงนี้คนเดียวล่ะ?"
"หลินซือหย่วน นายว่างไหม?"
หลินซือหย่วนถูกถามก็ชะงักไป"ว่างสิ มีอะไรเหรอ?"
หูหลันเยวี่ยพูด"ฉันอยากเล่านิทานให้นายฟัง นายอยากฟังไหม?"
"อยากสิ ฉันชอบฟังนิทานที่สุดเลยละ" หลินซือหย่วนนั่งลงรอฟังหลันเยวี่ยเล่านิทาน
หลินซือหย่วนทำท่าทางตั้งใจฟังอย่างจริงจังหูหลันเยวี่ยจึงเรียบเรียงความคิดเล็กน้อย แล้วค่อยๆ เล่าเรื่อง
"ฉันมีเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง เธอเจอเรื่องบางอย่างก็เลยขอให้เพื่อนอีกคนหนึ่งช่วยที่จริงแล้วเพื่อนของฉันคนนี้ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังตกลงไปในหลุมพรางที่คนคนนั้นวางเอาไว้ฉันไม่อยากเห็นเพื่อนของฉันถูกคนคนนั้นหลอก แต่ฉันไม่มีหลักฐานถ้าพูดออกไปโดยพลการ คาดว่าเพื่อนของฉันคงไม่เชื่อแถมยังคิดว่าฉันกำลังยุแหย่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคนคนนั้นด้วย ถ้าเป็นนายนายจะทำยังไง?"
ในระหว่างที่หูหลันเยวี่ยพูดหลินซือหย่วนก็ตั้งใจฟังมาโดยตลอด
หลังจากที่หูหลันเยวี่ยพูดจบไปนานหลินซือหย่วนถึงพูดว่า "ฉันนึกว่าเธอจะเล่านิทานสนุกๆให้ฉันฟังจริงๆ ซะอีก ที่แท้ก็คือจะเอาปัญหามาทดสอบฉันนี่เอง"
"ก็ประมาณนั้นแหละ" หูหลันเยวี่ยเด็ดใบไผ่มาใบหนึ่งวางไว้ในมือแล้วคลึงเบาๆ
หลินซือหย่วนลุกขึ้นยืนจากพื้นจากนั้นก็พูดว่า "เดินทางไกลรู้กำลังม้าคบคนนานรู้ใจคน ฉันเชื่อว่าเพื่อนของเธอจะต้องมองเห็นธาตุแท้ของคนบางคนได้ในสักวันถ้าเธอเป็นห่วงจริงๆ ว่าเพื่อนของเธอจะมองคนคนนั้นไม่ออกไปตลอดเธอก็ช่วยหาหลักฐานมาให้เขาเห็นซะสิ"
จริงๆแล้วหลินซือหย่วนรู้สึกว่าสิ่งที่หลันเยวี่ยพูดเกี่ยวกับเรื่องของเพื่อนนั้นเหมือนกับเป็นการกล่าวอ้างถึงอะไรบางอย่างโดยนัยมากกว่า
เพียงแต่เธอไม่ยอมพูดออกมาตรงๆหลินซือหย่วนก็เลยไม่ได้เค้นถาม แต่เลือกที่จะพูดถึงเรื่องราวตามเนื้อผ้าแทน
สำหรับคำตอบของหลินซือหย่วนหูหลันเยวี่ยพูดไม่ได้ว่าพอใจหรือไม่พอใจกันแน่
แต่ในใจของเธอกลับไม่ได้รู้สึกอึดอัดเหมือนเมื่อกี้แล้ว
"นิทานของฉันจบแล้ว ฉันควรกลับบ้านได้แล้ว"
พอเห็นหูหลันเยวี่ยกำลังจะไปหลินซือหย่วนก็รีบเรียกเธอไว้ "ฉันก็อยากเล่านิทานเหมือนกันเธอจะเสียเวลาสักสองสามนาที ช่วยฟังนิทานที่ฉันจะเล่าหน่อยได้ไหม?"
หูหลันเยวี่ยลดเท้าที่ยกขึ้นลง"ก็ได้ นายเล่ามาสิ นิทานอย่าให้ยาวเกินไปนะฉันไม่ค่อยมีความอดทน"
"นิทานที่ฉันจะเล่าไม่ยาวหรอก" หลินซือหย่วนบอกให้หลันเยวี่ยวางใจก่อนจากนั้นก็เริ่มเล่าเรื่องราวของเขา
"กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครอบครัวหนึ่งยากจนข้นแค้นก็เลยไปขอยืมข้าวสารห้าถังจากญาติคนหนึ่งเพื่อประทังชีวิตหลังจากที่พวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากไปแล้วญาติที่ให้หยิบยืมข้าวสารก็คอยใช้บุญคุณในครั้งนั้นมาขอหยิบยืมอะไรต่อมิอะไรที่บ้านของพวกเขาอยู่บ่อยๆแต่ของที่ยืมไปไม่เคยเอามาคืนเลยของที่ถูกญาติยืมไปเหล่านี้มีมูลค่ามากเกินกว่าข้าวสารห้าถังไปเยอะแล้วแต่ญาติคนนั้นก็ยังไม่ยอมหยุด ยังคงเอาแต่ใช้บุญคุณในสมัยก่อนมาเรียกร้องทำให้คนในครอบครัวนี้เบื่อหน่ายอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่สามารถหลีกหนีญาติคนนี้ไปได้ต่อมาฐานะของคนในครอบครัวนี้เริ่มร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ ถ้าญาติคนนั้นรู้เข้าก็ยิ่งลำบากไปกันใหญ่ เธอว่าคนในครอบครัวนี้ควรใช้ชีวิตต่อไปยังไงดี?"
ในตอนที่ฟังเขาเล่านิทานนี้ภาพของหลินซือหย่วนที่แบกหาบออกจากบ้านในตอนเช้ามืดก็ปรากฏขึ้นในหัวของหูหลันเยวี่ย
เธอยังนึกถึงภาพที่หลินซือหย่วนซ่อนจักรยานทั้งสองคันไว้ที่บ้านคนอื่นรวมถึงภาพที่พวกเขากินอาหารกลางวันฟรีในร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอด้วย