พลังเจ็ดแต้มของเถียนเซี่ยงตงทำให้โจวเหวินประหลาดใจเล็กน้อย
ค่าจากเครื่องวัดพลังนั้นแตกต่างจากค่าพลังในเกมโทรศัพท์เล็กน้อย แต่ก็แตกต่างกันไม่มาก ตามหลักแล้วสามารถมองเป็หน่วยวัดเดียวกัน
ก่อนที่โจวเหวินจะได้รับโทรศัพท์ปริศนาเครื่องนี้ เขาก็ทำค่าพลังได้แค่เจ็ดแต้มเท่ากัน
“ตานายแล้ว” เถียนเซี่ยงตงหลบไปด้านข้าง มองโจวเหวินพลางกล่าว
โจวเหวินเดินไปตรงหน้าเครื่องวัดพลัง เถียนเซี่ยงตงกับอีกสองต่างจ้องเขาไม่กะพริบ พวกเขาอยากรู้ว่าคนที่เคยเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งโรงเรียนมัธยมกุยเต๋อจะมีพลังแค่ไหนเชียว
อวี๋ชิวไป๋ที่อยู่ในกระสวยลมปราณก็อยากรู้เหมือนกันว่า หลังจากโจวเหวินละทิ้งการฝึกซ้อมไปหนึ่งเดือนกว่า เขาจะเหลือพลังอยู่เท่าไร
ถึงแม้พลังจะไม่ถดถอยเร็วเหมือนกับปฏิกิริยาตอบสนองยามต่อสู้จริง แต่พลังที่มีอยู่นับเป็เื่หนึ่ง ส่วนพลังที่ปลดปล่อยออกมาได้ก็นับเป็อีกเื่หนึ่ง
ทักษะการปลดปล่อยพลังต้องอาศัยการฝึกฝนเป็เวลานาน ถึงปลดปล่อยพลังออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ถ้าขาดการฝึกเป็เวลานาน ทักษะก็จะถดถอย ต่อให้พลังยังคงอยู่ในร่างกาย ก็ยากจะปลดปล่อยออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
โจวเหวินยืนอยู่ตรงหน้าแผ่นรับแรงกระแทก พร้อมกับตั้งท่าหมัดหนึ่งนิ้ว ซึ่งหมัดหนึ่งนิ้วไม่ใช่สกิล แต่เป็ทักษะการต่อสู้ที่แสนธรรมดา และเป็หนึ่งในเนื้อหาตามหลักสูตรโรงเรียน
อย่างไรก็ตาม หมัดหนึ่งนิ้วนั้นเรียนง่ายแต่เชี่ยวชาญยาก มันเป็ท่าโจมตีที่ปลดปล่อยพลังสูงสุดภายในระยะห่างที่สั้นที่สุด ซึ่งต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหนาถึงสามารถประสบความสำเร็จ อีกทั้งหมัดหนึ่งนิ้วมีระยะการโจมตีที่สั้นมาก ท่าทางดูไม่สง่าโดดเด่นสักเท่าไร เหล่านักเรียกจึงเลือกฝึกวิชามวยที่ดูน่าเกรงขามและเห็นผลเร็วมากกว่า
แน่นอนว่ายังมีนักเรียนอีกจำนวนมากเลือกฝึกทักษะอาวุธ อย่างไรเสียในการต่อสู้จริง อาวุธย่อมมีอานุภาพในการสังหารมากกว่าหมัดมวย
เมื่อเห็นว่าโจวเหวินตั้งหมัดแทบจะแนบกับแผ่นรับแรงกระแทก พวกฟางรั่วซีก็รู้ทันทีว่าโจวเหวินกำลังจะใช้หมัดหนึ่งนิ้ว
เถียนเซี่ยงตงแสยะยิ้มกล่าว “หมัดหนึ่งนิ้วมีแรงปะทะที่รุนแรงมากก็จริง แต่เป็ท่าที่ฝึกฝนยากมาก ต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะฝึกฝนจนชำนาญ หวังว่าโจวเหวินจะไม่โอ้อวดจนเสียเื่นะ”
ถึงแม้คำพูดของเถียนเซี่ยงตงจะไม่ค่อยน่าฟังนัก แต่อวี๋ชิงไป๋กลับค่อนข้างเห็นด้วยกับคำพูดของเขา การฝึกหมัดหนึ่งนิ้วให้เชี่ยวชาญเป็เื่ยาก ก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นโจวเหวินฝึกฝนท่านี้ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมายังหมกมุ่นแต่กับการเล่นเกม การที่เขาใช้หมัดหนึ่งนิ้วในการทดสอบพลัง ไม่แน่อาจทำให้ผลการทดสอบออกมาแย่กว่าเดิม
ตัง !
ขณะที่ทั้งสี่คนกำลังครุ่นคิด ก็เห็นหมัดของโจวเหวินพุ่งออกอย่างรวดเร็ว หมัดนี้พุ่งออกเร็วเกินไป หากไม่ใช่เพราะแผ่นรับแรงกระแทกเกิดเสียงดังสนั่นขึ้น พวกเขาคงคิดว่าตัวเองตาฝาด เหมือนว่าหมัดของโจวเหวินไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อย
ทั้งสี่คนแปดสายตาต่างมองไปที่หน้าจออย่างรวดเร็ว พวกเขาอยากรู้ว่าหมัดนี้ของโจวเหวินจะมีค่าความรุนแรงเท่าไร
“ระยะหมัดสั้นเกินไปแล้ว !” เถียนเซี่ยงตง ฟางรั่วซีกับหลี่จื้อต่างคิดแบบเดียวกัน
“เมื่อกี้นี้ระยะการออกหมัดของเขาสั้นเกินไปจริง ๆ ถึงแม้หมัดหนึ่งนิ้วจะเป็การปลดปล่อยพลังที่รุนแรงที่สุดภายในระยะห่างที่สั้นที่สุด แต่ถ้าระยะห่างสั้นเกินไปก็ยากที่จะส่งแรง ก็เหมือนกับคนเราต้องย่อเข่าลงจึงจะะโได้สูงยิ่งขึ้น ต้องชักแขนกลับก่อนถึงสามารถต่อยออกอย่างมีแรง แต่หมัดหนึ่งนิ้วกลับตรงกันข้าม มีแค่ยอดฝีมือหมัดหนึ่งนิ้วที่แท้จริงเท่านั้น ถึงปลดปล่อยพลังทั้งหมดได้ภายในระยะห่างที่สั้นขนาดนี้...” อวี๋ชิวไป๋คิดไปมากกว่าทุกคน
แต่เมื่อพวกเขาเห็นตัวเลขบนหน้าจอก็ต่างเบิกตากว้างทันที
ตัวเลขเพิ่มขึ้นอยากรวดเร็วจนหยุดอยู่ที่เลขสิบ หมัดหนึ่งนิ้วของโจวเหวินทำคะแนนได้ถึงสิบแต้มจริง ๆ
“สิบแต้ม! สิบแต้มจริงเหรอ! มันเป็ไปได้ยังไง” อวี๋ชิวไป๋ทั้งดีใจทั้งประหลาดใจ
อวี๋ชิวไป๋สอนหนังสือมาหลายปี เขารู้ดีว่าการที่นักเรียนมัธยมปลายทำคะแนนสิบแต้มได้โดยที่ไม่ได้ใช้สกิล เป็เื่ที่น่ากลัวขนาดไหน
โดยปกติต่อให้นักเรียนใช้ผลึกพลัง พลังของคนวัยมัธยมปลายก็ยากที่จะไปถึงระดับสูงขนาดนั้น เพราะผลึกพลังทั่วไปจะมีข้อจำกัดในการเสริมพลัง หลังจากค่าพลังเกินเจ็ดแต้มแล้ว การใช้ผลึกพลังทั่วไปก็แทบจะไร้ผล
นอกเสียจากว่ามีผลึกพลังคุณภาพสูง ถึงสามารถเสริมพลังขึ้นอีกขั้น ไม่อย่างนั้นก็ทำได้แค่ฝึกฝนพลังลมปราณขัดเกลาร่างกายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พลังเติบโตขึ้นอย่างช้า ๆ
แต่มันเป็เื่ที่ยากเกินไป มนุษย์ทั่วไปยากที่จะบรรลุถึงพลังสิบแต้มก่อนที่จะเลื่อนขั้นถึงระดับตำนาน ซึ่งก่อนจะได้เลื่อนขั้นถึงระดับตำนาน คนส่วนใหญ่บรรลุค่าพลังได้แค่เจ็ดแปดแต้มเท่านั้น
แต่เห็นชัดว่าโจวเหวินแค่ระดับธรรมดาเท่านั้น กลับสามารถอาศัยร่างกายเพียงอย่างเดียวในการได้ค่าพลังสิบแต้ม ต่อให้ทั้งสหพันธ์เองก็พบเจอได้ยากมาก จะบอกว่าเป็หนึ่งในล้านก็ไม่นับเป็การพูดเกินจริง
“จะบอกว่าโจวเหวินไม่ได้ปล่อยตัวตกต่ำอย่างนั้นเหรอ สาเหตุที่เขานอนหลับในคาบเรียนตลอด เพราะเขาฝึกหนักเกินไปอย่างนั้นเหรอ” อวี๋ชิวไป๋ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสมเหตุสมผล สายตาที่มองโจวเหวินแฝงด้วยความชื่นชมและหวงแหน แต่ส่วนมากเป็ความปลาบปลื้ม “ต้องเป็แบบนี้ไม่ผิดแน่ ครูใหญ่คนเก่ามีวิสัยทัศน์กว้างไกลจริง ๆ เป็ฉันเองที่เข้าใจเขาผิดไป ค่าพลังสิบแต้มทั้งที่ยังอยู่ในระดับธรรมดา เกรงว่าทั้งจังหวัดกุยเต๋อก็ไม่มีใครที่จะทำได้แล้ว ต่อให้เทียบกับบรรดานักเรียนมัธยมปลายของสหพันธ์โลก เขาก็อยู่ในอันดับต้น ๆ ได้แน่นอน... ช่างเป็เด็กที่ดีจริง ๆ ลำบากเขาเสียแล้ว...”
อวี๋ชิวไป๋ยิ่งคิดก็ยิ่งชื่นชมโจวเหวิน รู้สึกว่าโจวเหวินไม่เพียงแต่มีพร์ที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังจิตใจดี หลังจากพ่ายแพ้ให้กับอันจิ้งก็ถูกคนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์ แต่โจวเหวินกลับอดทนต่อแรงกดดันขนาดนี้โดยที่ไม่แก้ตัวแม้แต่น้อย ทั้งยังฝึกฝนจนถึงระดับนี้ได้ภายในเวลาสั้น ๆ จิตใจและพร์แบบนี้ถือว่าพบเจอได้ยากมากในหมู่นักเรียนมัธยมปลาย
“ไม่จริงมั้ง ได้สิบแต้มโดยที่ไม่ได้ใช้สกิลอย่างนั้นเหรอ เ้าหมอนี่คงไม่ได้เอาแต่หมกตัวฝึกพลังอยู่ในบ้านอย่างบ้าคลั่งทุกวันหรอกนะ” เถียนเซี่ยงตงกลืนน้ำลายอย่างอดใจไม่ได้ การที่คนระดับธรรมดาทำคะแนนพลังได้สิบแต้มถือเป็เื่ที่น่ากลัวมาก ในเมืองเล็ก ๆ อย่างจังหวัดกุยเต๋อคงไม่มีใครที่ทำแบบนี้ได้
หลี่จื้อกับฟางรั่วซีต่างมองโจวเหวินด้วยสายตาที่แตกต่างจากเดิมเล็กน้อย ถึงแม้ฟางรั่วซีจะเชื่อมาโดยตลอดว่าโจวเหวินไม่ใช่คนที่จะยอมปล่อยตัวให้ตกต่ำ และต้องฝึกหนักอย่างลับ ๆ แน่นอน แต่เธอคาดไม่ถึงว่าโจวเหวินจะสามารถพัฒนาพลังถึงขั้นนี้
“ดูเหมือนว่าค่าพลังในเกมจะแตกต่างจากเครื่องวัดพลังนิดหน่อย ในเกมพลังของฉันแค่เก้าแต้มเท่านั้น แต่วัดค่าในชีวิตจริงกลับเป็สิบแต้ม” โจวเหวินคิดในใจ
“ต่อยหมัดได้ถึงสิบแต้ม สมแล้วที่ถูกยกย่องให้เป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งโรงเรียนมัธยมกุยเต๋อ แต่ถ้านายคิดว่าแค่นี้ก็ชนะฉันได้ บอกเลยว่าคิดผิดแล้ว” เถียนเซี่ยงตงมองโจวเหวินพลางกล่าว
เมื่อเห็นผลการทดสอบของโจวเหวิน เอาเข้าจริงเถียนเซี่ยงตงก็ยอมรับให้โจวเหวินเข้าร่วมทีมพวกเขาแล้ว
เพราะถึงแม้หากเถียนเซี่ยงตงใช้หมัดอัสนีแล้วจะสามารถทำคะแนนได้มากกว่าสิบแต้ม แต่เขาจำเป็ต้องใช้ลมปราณ ด้วยระดับลมปราณของเขาในตอนนี้ เขาต่อยได้แค่หนึ่งหมัดเท่านั้น และหลังจากนั้นก็จะต่อสู้ไม่ได้อีกเป็เวลานาน
ส่วนค่าพลังของโจวเหวินกลับเป็สิบแต้มจริง ๆ และต่อสู้ได้อีกเป็เวลานาน ซึ่งมีประโยชน์ต่อทีมเป็อย่างมาก มิหนำซ้ำยังมีประโยชน์กว่าหมัดอัสนีของเขาเสียอีก
อีกทั้งหมัดหนึ่งนิ้วของโจวเหวินยังพิสูจน์ให้เห็นว่า การที่เขาปล่อยหมัดแบบนี้ได้ หมายความว่าเขาไม่ได้ปล่อยตัวให้ตกต่ำ และยังแอบฝึกฝนอย่างหนักอยู่ตลอดเวลา โดยที่ไม่มีปัญหาเื่ทักษะถดถอยเลย
แต่เถียนเซี่ยงตงกลับไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ยังคงตั้งใจจะเอาชนะโจวเหวินให้ได้ก่อน จากนั้นค่อยรับเขาเข้าทีมอย่างใจกว้าง